Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 75

Scumbag System 75

ตอนที่ 75

ขณะเสิ่นชิงชิวทำท่าจะพูด เยวี่ยชิงหยวนก็ยกมือร่ายคาถาเหมือนเตรียมจะเปิดข่ายอาคมเพื่อกักตัวเขาไว้ในอารามฉยงติ่ง

เจ้าสำนักกำลังจะใช้ไม้แข็งกับเขาแล้ว

กล้ามเนื้อที่หลังเสิ่นชิงชิวเขม็งเกร็ง ไม่รู้ควรชักซิวหย่าออกมาต้านดีหรือเปล่า เวลานี้เองก็มีเสียงร้องด้วยความตกใจดังมาจากนอกอาราม คนทั้งสองถลันออกไปข้างนอกโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อมองขึ้นไปตามที่พวกศิษย์พากันชี้อยู่ เสิ่นชิงชิวก็ลอบผวาเฮือก

กลางเวหาเหนือชางฉยงซาน ในชั้นเมฆหนาที่กำลังเคลื่อนตัวปั่นป่วนราวกับทะเลคลั่งมีสีแดงฉานดุจโลหิตซึมทะลุออกมา ลำแสงสีแดงกรีดผ่าเส้นขอบฟ้าสายแล้วสายเล่า หินยักษ์ที่มีไฟลุกท่วมตกลงมาใส่ชางฉยงซานเป็นห่าราวกับฝนดาวตก

เยวี่ยชิงหยวนสีหน้าไม่เปลี่ยน ชูมือขึ้นร่ายคาถาทันที เสวียนซู่พุ่งออกไปทั้งฝักพร้อมเสียงหวีดแหลม เข้าฟาดฟันห่าหินยักษ์เหล่านั้นจนป่นเป็นแป้ง หลงเหลือเพียงสะเก็ดไฟที่ยังอุ่นนิดๆ โปรยปรายลงมาเช่นเดียวกับยามดอกไม้ไฟแตกตัว

ในชั้นเมฆที่ดูราวกับภูเขาไฟ สามารถเห็นท่อนแขนและหัวคนที่กำลังร้องตะโกนจำนวนนับไม่ถ้วนในสภาพดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดดุจดั่งอยู่ในนรกโลกันตร์ได้อย่างรางๆ

ห้วงอเวจีโผล่มาอย่างกับผีหลอกกลางวันแสกๆ——–ชางฉยงซานถูกหวยเข้าจังเบ้อเร่อแล้ว!!!

เสิ่นชิงชิวร้องด่าในใจไม่หยุด ไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจี!

แกมีปัญญาเขียนฉากรวมภพทั้งที ทำไมต้องเขียนให้ตำแหน่งของชางฉยงซานอยู่ตรงกับห้วงอเวจีพอดีเป๊ะแบบนี้!

หลังจากระลอกนี้ผ่านพ้นไป ไม่รู้ว่าระลอกต่อไปจะมาอีกเมื่อไหร่ และไม่รู้จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนที่ยอดเขาทั้งสิบสองจะรวมตัวกับห้วงอเวจีแล้วกลายเป็นทะเลลาวาหรือนรกบนดินไป ชางฉยงซานในเวลานี้ไม่สามารถอยู่ได้แล้ว

เยวี่ยชิงหยวนหันไปกล่าวกับศิษย์ที่เป็นตัวแทนอันติ้งเฟิงว่า “ไปเชิญต้าซือวัดเจาหัวทุกท่านให้มาช่วยที” ก่อนหันกายมากล่าวด้วยเสียงดังว่า “ศิษย์ที่รั้งอยู่ฟังคำสั่ง หากเขรอาคมนี้พังทลาย ไม่ต้องเป็นห่วงข้าวของให้แยกย้ายกันลงจากเขาทันที!”

ศิษย์นับพันบนลานกว้างร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า “ขอรับ/เจ้าค่ะ!”

เยวี่ยชิงหยวนหันหน้ามาบอกว่า “ศิษย์น้องชิงชิว เจ้าก็ไปที่แม่น้ำลั่วด้วย”

หลิ่วชิงเกอที่จัดทัพศิษย์ของไป่จั้นเฟิงเสร็จแล้วย้อนกลับมาพอดีถามขึ้นทันที “แล้วท่านเล่า”

เยวี่ยชิงหยวนตอบว่า “ข้าจะยันไว้สักพัก รอให้วัดเจาหัวมาช่วยจากนั้นจะตามไป”

เสิ่นชิงชิวเอ่ย “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ท่านยันคนเดียวจะไหวรึ หรือจะให้ข้าอยู่…”

เยวี่ยชิงหยวนกลับหัวเราะ “ให้เจ้าอยู่เจ้ากลับจะไป ให้เจ้าไปเจ้ากลับจะขออยู่ น้อง…ศิษย์น้อง เจ้านี่นะ…”

หลิ่วชิงเกอลากตัวเขาไปทันที กล่าวห้วนๆแต่ได้ใจความว่า “ไปได้แล้ว เขาบอกจะตามมาทีหลังก็ต้องตามมาทีหลังแน่นอน”

ในที่สุดเมื่อคราวเคราะห์มาถึง ชางฉยงซานก็รู้จักทำตัวให้สมกับเป็นสำนักอันดับหนึ่งของนิยายแนวผู้ฝึกวิชาเซียนเสียที ไม่อาจมัวเอ้อระเหยลอยชาย นั่งรถม้ากันสบายได้อีกต่อไป กระบี่นับพันเหินขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วเหาะผ่านไปอย่างรวดเร็ว คนที่อยู่ข้างล่างหากมีใครแหงนหน้าขึ้นมาก็จะได้เห็นกองทัพแสงอันสว่างไสวเจิดจ้าเคลื่อนผ่านไปราวกับทางช้างเผือกเลยทีเดียว

นี่เป็นภาพอันตระการตาเป็นอย่างยิ่ง แต่เสียดายที่พอมีหินประหลาดโผล่ขึ้นมาบนท้องฟ้า เลยทำให้ผู้คนไม่มีแก่ใจจะชื่นชมภาพอันอลังการและงามมหัศจรรย์เหล่านี้แล้ว

อันติ้งเฟิงสมเป็นมือหนึ่งด้านงานธุรการ ประสิทธิภาพสูงจริงๆ ดูเหมือนว่าผู้ที่มาช่วยก่อตั้งค่ายกลจากวัดเจาหัวจะมาถึงเร็วมาก และช่วยรับช่วงยันเขตอาคมต่อให้ เยวี่ยชิงหยวนจึงถอนตัวตามมาได้อย่างว่องไว ยังไม่ทันครึ่งชั่วยามก็มาถึงแม่น้ำลั่วตอนกลางเรียบร้อยแล้ว

เนื่องจากมีคนมากเกินไป พวกเขาจึงต้องแบ่งพื้นที่ และทยอยกันร่อนลงสู่พื้นดินเป็นกลุ่ม สองฟากของแม่น้ำลั่วเนืองแน่นไปด้วยเหล่าผู้ฝึกวิชาเซียนที่ได้ข่าว หรือไม่ก็รู้สึกถึงความผิดปกติเลยมาตรวจสอบสถานการณ์

ทั่วบริเวณจึงเต็มไปด้วยเครื่องแบบหลากสีของแต่ละสำนักคละกันไป นักพรตของอารามเทียนอีกำลังวุ่นอยู่กับการอพยพชาวบ้านที่กระจายอยู่ตามริมแม่น้ำลั่ว อู๋วั่งกับอู๋เฉินเดินนำหน้าบรรดาหลวงจีนจากวัดเจาหัวเข้ามา

เยวี่ยชิงหยวนยกมือขึ้นคารวะ “ขอบพระคุณต้าซือทุกท่านที่ส่งศิษย์มาคลี่คลายสถานการณ์ หาไม่แล้วรากฐานของชางฉยงซานที่อยู่มานับพันปีอาจต้องมาพังทลายลงภายในวันเดียว”

ก่อนหน้านี้หลวงจีนอู๋วั่งพูดมาก วันนี้กลับตีหน้าขึงไม่ปริปาก ทว่าอู๋เฉินต้าซือปาดเหงื่อ กล่าวว่า “อมิตาพุทธ รากฐานนับพันปีต้องมาพังทลายลงในวันเดียวไม่ใช่แค่สำนักท่านหรอก วัดเจาหัวเองก็เกือบตกอยู่ในสภาพอับจนเช่นนี้เหมือนกัน”

เยวี่ยชิงหยวนถามอย่างประหลาดใจ “มีเรื่องเช่นนี้หรือ ต้าซือทุกท่านส่งศิษย์นับร้อยไปตั้งค่ายกลช่วยยันชางฉยงซาน แล้วยังเหลือกำลังไว้คุ้มครองวัดหรือไม่”

เสิ่นชิงชิวนึกสงสัยเหมือนกัน หรือจิตสำนักของวัดเจาหัวจะสูงส่งถึงขั้นยอมให้ตัวเองถูกทำลาย แต่ยังไงก็ต้องช่วยสำนักอื่นให้จงได้?

สีหน้าของอู๋วั่งดูไม่ได้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อู๋เฉินต้าซือเห็นเขาไม่ยอมพูดเลยได้แต่กล่าวแทนต่อไป “นี่…ความจริงแล้วยากจะกล่าวนัก ที่ยันเอาไว้ได้หาใช่เป็นเพราะอาศัยกำลังของตัวเองไม่ หากแต่ขอยืมกำลังความช่วยเหลือจากผู้อื่น”

เยวี่ยชิงหยวนถามอย่างฉงน “คงมิใช่อารามเทียนอีกระมัง” อารามเทียนอีได้ชื่อว่าเอ้อระเหยตามสบายมาตลอด เป็นสำนักใหญ่ที่ไร้ระเบียบวินัยที่สุด ในด้านการสร้างเขตอาคมโดยทั่วไปแล้วไม่มีคุณูปการเท่าไหร่ หากอาศัยกำลังของอารามเทียนอีค้ำยันเอาไว้ได้จริง ก็น่าหรอกที่จะชวนให้คนแปลกใจ

อู๋เฉินต้าซือส่ายหน้า “เป็นวังฮ่วนฮวา”

เสิ่นชิงชิวหยุดโบกพัด โพล่งออกมาว่า “วังฮ่วนฮวาหรือ นั่นมิใช่…”

อู๋วั่งหน้าเขียว “ถูกต้อง ลั่วปิงเหอนั่นแหละ”

จู่ๆมีเสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ จากนั้นเจ้าของเสียงก็กล่าววาจาด้วยเสียงสดใสนุ่มนวลแฝงความสุภาพ “คำว่าช่วยเหลือ มิกล้ารับ หากจะให้พูดข้าก็เพียงช่วยซือจุนของข้าเท่านั้น”

ทุกคนที่อยู่ที่นี้ล้วนเป็นผู้ฝึกวิชาเซียนซึ่งมีประสาทสัมผัสทั้งห้าเฉียมคมอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ไกลยามนี้ล้วนหันขวับมาทางเสิ่นชิงชิว สายตานับร้อยคู่ที่เต็มไปด้วยแววตาหลากหลายโอบล้อมเขาจากทุกทิศทาง

เสิ่นชิงชิวกางพัดด้ามจิ้วบังหน้าครึ่งหนึ่งเงียบๆ

ลั่วปิงเหอเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสบาย ลมแม่น้ำพัดโชยเอื่อยพาให้ชายเสื้อสีดำโบกสะบัด กระบี่ที่ห้อยเอวอยู่กลับเป็นเจิ้งหยาง ด้านหลังเขามีโม่เป่ยจวินคอแข็งหน้าเชิดอยู่ทางเบื้องซ้าย ซาหัวหลิงเดินเยื้องกรายส่ายสะโพกอยู่เบื้องขวา บรรดาศิษย์วังฮ่วนฮวาที่ไม่ได้เห็นนานแล้วตามหลังมาติดๆ

รั้งท้ายด้วยกองทับขนาดย่อมของนักรบเกราะดำจากเผ่ามาร ซั่งชิงหัวปะปนอยู่ตรงกลาง เดี๋ยวก็อยู่หน้า เดี๋ยวก็อยู่ข้างหลัง มุดไปมุดมาปรูดปราดราวกับปลาไหล เสิ่นชิงชิวมองแล้วขัดหูขัดตาสุดๆ พอสบตากับเจ้านักเขียนผู้นี้เข้า ทั้งคู่สาดสายตาใส่กันวุ่นวายราวกับพันดาบหมื่นกระบี่โรมรัน

ลั่วปิงเหอเดินผ่าเข้ามาอย่างสง่างาม เมื่อเข้ามายืนระหว่างวัดเจาหัวและชางฉยงซาน ก็กลายเป็นฝ่ายที่สามของไตรภาคีไป ใบหน้าของแต่ละคนในที่นั้นมีสารพัดสี เพียงพอให้เอามาทำเป็นคอลเลกชั่นรวมสีหน้าคนได้ครบชุดเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชางฉยงซาน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พอเห็นหน้าวังฮ่วนฮวาเป็นต้องตีกัน ตอนนี้เจอหน้าศัตรูเก่าเข้าก็เกิดอาการของขึ้นทันที แต่ฟังจากคำพูดของวัดเจาหัวดูเหมือนพวกเขาจะเป็นมิตรไม่ใช่ศัตรู เลยจำต้องอดทนอดกลั้นไว้ไม่อาละวาดออกมา

ฉีชิงชีถามอย่างระแวว “ที่ต้าซือทั้งสองกล่าวเป็นความจริงหรือ”

ลั่วปิงเหอกล่าวยิ้มๆ “เจ้ายอดเขาฉีคงมิใช่กำลังสงสัยว่าวัดเจาหัวก็ถูกข้า…เอ่อ วางยาไปอีกรายหรอกกระมัง”

เมื่อเห็นท่าทางจะยืดเยื้อไปกันใหญ่เสิ่นชิงชิวเลยรีบกล่าวว่า “คำพูดของอู๋เฉินต้าซือย่อมไม่หลอกลวงอยู่แล้ว”

ได้ฟังดังนั้นสายตานับร้อยๆคู่ที่ตอนแรกกระจัดกระจายไปที่อื่นเหมือนโดยสะกดหมู่ หันกลับมามองเสิ่นชิงชิวเป็นตาเดียว

ฉีชิงชีถลึงตาใส่เขาด้วยแววตาคับแค้นที่เหล็กไม่เป็นเหล็กกล้า อารมณ์เดียวกับลูกสาว(ขีดทิ้ง)เติบใหญ่จะรั้งไม่ให้ออกเรือนก็ไม่ได้

สายตาของลั่วปิงเหอจับอยู่ที่ร่างเขา กล่าวราวกับไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยว่า “ซือจุน ไม่พบกันหลายวัน ศิษย์เป็นห่วงท่านจะแย่”

เมื่อคืนไม่ใช่เพิ่งเจอกันเรอะ…

เปลี่ยนเป็นคนอื่นพูดว่า ‘เป็นห่วงจะแย่’ คงทำให้ทุกคนในที่นั้นขนลุกเกรียวแน่ แต่น่ดันเป็นลั่วปิงเหอที่มีสกิล ‘ไม่ว่าพูดอะไรก็ไม่ทำให้คนอื่นสะอิดสะเอียน’ ติดตั้งมาให้ในแพ็กเกจด้วย ดังนั้นความสนใจของทุกคนจึงไม่ได้ย้ายไปที่ตัวเขา เสิ่นชิงชิวได้สัมผัสด้วยตัวเองเต็มๆ ถึงความไร้มนุษยธรรมของบรรดาขามุงที่รอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจึงได้แต่พยายามทำเสียง “อือ” ให้ดูเหมาะสม

มุมปากลั่วปิงเหอยังคงเหลือรอยยิ้มค้างอยู่สามส่วน กล่าวต่อว่า “แดนเหนือแดนใต้ขัดแย้งกันมาตลอด แดนเหนือที่มีข้าเป็นผู้นำไม่เห็นด้วยกับการรวมภพ คราวนี้จึงยินดีช่วยอีกแรง ร่วมมืกับทุกท่านต่อต้านศัตรู”

มองลั่วปิงเหอที่ยามนี้ยืนเอามือไพล่หลังดูภูมิฐานเป็นเรื่องเป็นราวใครก็นึกไม่ออกเด็ดขาดว่าคนๆนี้จะมีนิสัยราวกับสาวน้อย ชอบนอนตื้ออยู่บนตัวคนอื่น ทั้งขี้แยขี้อ้อน…พูดไปใครจะเชื่อ!

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวนิ่งๆว่า “ขออภัยที่ผู้แซ่เยวี่ยมีข้อสงสัย คราวก่อนที่วัดเจาหัวมิได้จากกันด้วยดี คราวนี้คุณชายลั่วจู่ๆจะมาร่วมมือกับเหล่าผู้ฝึกวิชาเซียนต่อต้านบิดาแท้ๆของตัวเอง…”

ลั่วปิงเหอตอบง่ายๆสั้นๆ “ข้าทำเพื่อคนๆเดียวเท่านั้น อย่างอื่นข้าไม่รับรู้”

ครั้งนี้เขาไม่ได้พูดออกมาว่าเพื่อใคร แต่มีอะไรแตกต่างรึ มีประโยชน์รึ

ในวันที่อากาศหนาวจัดหิมะปลิวคว้าง เสิ่นชิงชิวเอาพัดด้ามจิ้วซึ่งปกติใช้โบกแผ่วเบาอย่างสง่างามมากระพือจนเป็นพัดใบลานไปแล้ว แค้นก็แต่ไม่อาจพัดกวาดให้สายตาที่มองมาจากทุกทิศทางเหล่านั้นให้ลอยโด่งขึ้นสวรรค์ชั้นเก้าได้ เจ้าสำนักผู้หนึ่งหัวเราะฝืดเฝื่อน “เจ้ายอดเขาเสิ่นอบรมศิษย์ออกมาได้ดีจริงแท้ นับเป็นวาสนาของเหล่าผู้ฝึกวิชาเซียนจริงๆ”

ถึงแม้ที่เขาพูดคือ ‘อบรมศิษย์ออกมาได้ดี’ แต่น้ำเสียงไม่ต่างอะไรกับ ‘แต่งได้สามีดีจริงแท้’ เลย

พอเสิ่นชิงชิวได้ยิน ท่าทางโบกพัดจึงเพิ่มรังสีสังหารเข้าไปด้วย

อู๋วั่งดูท่าทางแค้นใจที่ไม่อาจเอาไม้เท้าพระธรรมกระทุ้งเจ้าคนที่ฝ่าฝืนจารีตประเพณีคู่นี้ให้ตายๆไปซะ

อู๋เฉินต้าซือรีบกล่าว “ในเมื่อประสกลั่วมีใจอยากช่วยเหลือก็ยิ่งดีใหญ่ ยังขอเชิญเจ้าสำนักเยวี่ยรับหน้าที่บัญชาการโดยรวมด้วย”

เยวี่ยชิงหยวนเป็นบุคคลที่หลายสำนักให้การยอมรับโยดุษณีมาตลอดว่าสามารถทำหน้าที่เป็นเสาหลักในช่วงวิกฤตได้ ยามนี้จึงเริ่มวางแผนจัดทัพอย่างรู้งาน “วัดเจาหัวโปรดจัดสรรกำลังคนที่เหลือคอยค้ำยันเขนอาคม อย่าให้เทือกเขาฝังกระดูกต่ำลงมามากกว่านี้ ต้องไม่ให้มาเชื่อมต่อกับผิวน้ำได้โดยเด็ดขาด”

อู๋เฉินต้าซือมีสีหน้าหนักใจ “ย่อมต้องทำอย่างสุดกำลัง ทว่าแม่น้ำลั่วกว้างใหญ่ สองฟากฝั่งอยู่ห่างกันมาก ไม่มีที่ให้เท้าเหยียบ ฐานย่อมไม่มั่นคง ไม่เหมาะจะกางข่ายเวท”

เยวี่ยชิงหยวนขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสนอว่า “หากให้ชางฉยงซานส่งศิษย์ของสักยอดเขาท่องกระบี่ขึ้นไปช่วยคุ้มกันและประคองพวกท่านตอนกางข่ายเวทกลางอากาศจะเป็นอย่างไร”

ลั่วปิงเหอกล่าวทันทีว่า “ไม่จำเป็นต้องลำบากลำบนปานนั้น”

เขาเบือนหน้าเล็กน้อยไม่กล่าววาจา โม่เป่ยจวินก็ก้าวออกมาเอง จากนั้นเดินไปยังริมแม่น้ำแล้วเหยียบลงบนผิวน้ำโดยที่ร่างกายไม่จมลงไปทุกที่ที่เดินผ่านพลันจับตัวเป็นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักท้องน้ำก็จับตัวแข็งลึกสามฉื่อ อีกทั้งยังแผ่อาณาบริเวณออกไปไม่หยุด ปลาที่กำลังว่ายน้ำอยู่ล้วนถูกแช่แข็งไปด้วย เชื่อว่าถ้าให้เวลาเขาอีกนิด แม่น้ำลั่วตอนกลางก็จะถูกทำให้กลายเป็นน้ำแข็งจนหมด

เผ่ามารได้เปรียบในเรื่องของการใช้พลังอันเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดนี่เอง ผู้คนรอบด้านที่ตกตะลึงก็มี ที่ไม่ยอมรับนับถือก็มี อู๋เฉินกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลั่วปิงเหอไม่ได้มีสีหน้าลำพอง เพียงหันมามองเสิ่นชิงชิวด้วยดวงตาเป็นประกาย

เสิ่นชิงชิวเห็นภาพลักษณ์เชิงบวกของลั่วปิงเหอกระเตื้องขึ้นไม่น้อย อีกทั้งความโกรธแค้นและความหวาดระแวงของผู้คนรอบด้านที่มีต่อเขาก็ไม่ได้รุนแรงปานนั้นแล้ว จึงกล่าวอย่างปลื้มใจ “อืม ทำได้ดีมาก”

รอยยิ้มตรงมุมปากลั่วปิงเหอขยายออกเต็มที่ ไม่รู้ทำไมเสิ่นชิงชิวก็ยกมุมปากขึ้นเช่นกัน ครั้นรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าก็รีบบังคับมุมปากให้ตกลงมาทันที จึงค่อยๆควบคุมสีหน้าได้ ในใจนึกสงสัยว่าไม่ใช่น้ำตาอย่างเดียวหรอกรึที่ติดต่อกันได้ รอยยิ้มก็ติดต่อกันได้ด้วยเหมือนกัน

เยวี่ยชิงหยวนมอบหมายหน้าที่ต่อ อารามเทียนอีคอยคุ้มครองและอพยพชาวบ้านในบริเวณอื่นซึ่งอยู่ไกลออกไปจากแม่น้ำลั่วที่เริ่มปรากฏภาพประหลาดของดินแดนซึ่งถูกผนวกเข้าด้วยกัน ต่อมาเป็นชางฉยงซาน เยวี่ยชิงหยวนสั่งการเสียงเบาว่า “ยามที่เผ่ามารจากแดนใต้บุกข้ามภพมาระลอกแรก ให้เป็นหน้าที่ไป่จั้นเฟิงรับมือ”

ไป่จั้นเฟิงมีคนมาเพียง 40 คน มีคนถามอย่างอดไม่อยู่ “เผ่ามารแดนใต้ส่วนใหญ่เป็นสัตว์และอสูรกาย มีกำลังมหาศาลสุดจะเปรียบ 40 คนจะต้านการบุกระลอกแรกได้ไหวหรือ”

ถึงกับกังขาความแข็งแกร่งในการต่อสู้ของเผ่าพันธุ์นักรบเรอะ!

หลิ่วชิงเกอขาข้างหนึ่งเหยียบโขดหิน พู่ห้อยกระบี่และชายเสื้อขาวทั้งผมยาวดำขลับสะบัดพลิ้วตามแรงลม เขาไม่ตอบคำถามตรงๆ เพียงกล่าวกับบรรดาศิษย์ที่อยู่ด้านหลังอย่างเย็นชา “ใครที่ฆ่าได้ไม่ถึงพัน ไสหัวตัวเองไปอยู่อันติ้งเฟิงเสีย”

ทั้ง 40 คนตะโกนเป็นเสียงเดียว “ขอรับ!”

ซั่งชิงหัวงึมงำอย่างแหยๆ “อย่าดูถูกเหยียดหยามอันติ้งเฟิงซิ…”

แผนกธุรการไม่ผิดอะไรเสียหน่อย แผนกธุรการจงเจริญ!

เยวี่ยชิงหยวนจัดวางกำลังต่อ ฉยงติ่งเฟิง เซียนซูเฟิง เซียนเฉ่าเฟิง…ทุกยอดเขาต่างมีตำแหน่งมีหน้าที่ของตนเอง เสิ่นชิงชิวเห็นลั่วปิงเหอเอ้อระเหยว่างงานก็ถามอย่างอดรนทนไม่ไหว “เจ้าพาลูกน้องมาด้วยเท่าไร ไม่จัดวางกำลังเตรียมไว้หรือ”

พอเขาเปิดปากก็รู้สึกไว้ว่าใบหูนับไม่ถ้วนพากันกางผึ่ง กลั้นใจรอฟังกันสุดฤทธิ์ กระทั่งเสียงกระซิบกระซาบก็หดหายไปไม่น้อย นักพรตหญิงแฝดสามที่อยู่ไม่ไกลออกไปนักหัวเราะคิก

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ที่พามาได้ล้วนพามาแล้ว จัดวางกำลังง่ายดายมาก” พูดพลางชี้ไปที่ซาหัวหลิงกับโม่เป่ยจวินที่อยู่ด้านหลัง “จิ่วจ้งจวินยกให้นาง ส่วนเดรัจฉานอัปลักษณ์ยกให้เขา”

…นี่คือให้ลูกสาวไปจัดการพ่อตัวเองรึ ช่าง…

เสิ่นชิงชิวถามต่อ “ยังมีอีกไหม”

ลั่วปิงเหอพยักหน้าอย่างหนักแน่นจริงจัง “ยังมีขอรับ” เขายิ้มหวาน “ซือจุนยกให้ข้า”

รอบด้านกระแอมไอกันให้ขรม เสิ่นชิงชิวไม่รู้จะเอาหน้าไว้ที่ไหนแล้ว

เขาหุบพัดด้ามจิ้วดังพึ่บแล้วกำไว้ในมือ ปรับสีหน้า กล่าวอย่างเป็นงานเป็นการว่า “เหวยซือมีเรื่องจะคุยกับอดีตเจ้ายอดเยาอันติ้งเฟิง เจ้าร่วมหารือกับเจ้าสำนักทุกท่านไปพลางๆก่อน จะได้ร่วมกันวางแผนรับมือทัพใหญ่ของศัตรู”

เขาไม่สนแล้วว่าคนอื่นจะมีปฏิกิริยากันยังไง พูดจบก็วิ่งไปลากตัวซั่งชิงหัวออกมาราวกับลากหมูตายสักตัวไปคุยกันใต้ต้นไม้ที่อยู่ค่อนข้างห่าง

เสิ่นชิงชิวถาม “ทำไมนายถึงยังไม่ตาย นายน่าจะตายไปตั้งแต่ 800 บทก่อนหน้านี้แล้วนะ ทำไมโม่เป่ยจวินถึงยังไม่ฆ่านายทิ้ง!

ซั่งชิงหัวขยับคอเสื้อให้เข้าที่ “ลูกพี่เสิ่น ตามหลักคุณก็ควรตายก่อนผมเหมือนกัน ตอนนี้ยังกระโดดโลดเต้นได้อยู่เลย ยังมีหน้ามาถามผมรึ”

เสิ่นชิงชิวกุมหน้าผาก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ “พี่เซี่ยงเทียน ไอ้คุณต่าเฟยจี นายเป็นพวกขาดแคลนความรักซินะ หา ตอนนั้นนายบอกว่าพล็อตเดิมที่วางไว้เกี่ยวกับ ‘เสิ่นชิงชิว’ ก็คือวัยเด็กถูกไอ้โรคจิตรังแกใช่ไหม นายชอบเขียนภูมิหลังที่มันเศร้ารันทดรึไง”

ซั่งชิงหัวตอบว่า “ตัวละครยิ่งรันทด คนยิ่งชอบ”

เสิ่นชิงชิวด่า “พ่องซิ! โดนเม้มยาวเหยียดให้จับตอนเนี่ยนะคนอ่านชอบ?”

“นั่นเพราะผมหั่นบทออกไปหรอก” ซั่งชิงหัวแย้งอย่างยึดมั่นในหลักการ ยกเหตุผลมาอ้าง “ปิงเกอไง รันทดไหมล่ะ คนเลยยิ่งชอบใช่เปล่า”

ยังกล้าเอาลั่วปิงเหอมายกตัวอย่างนะ! เสิ่นชิงชิวเอาพัดฟาดเข้าให้ “นายชอบใช้มุกแบบนี้มากเลยรึไง”

พอนึกถึงตอนลั่วปิงเหอคุกเข่าเก็บถ้วยชาที่พื้นอย่างน่าเวทนา ไหนจะร่างเล็กผอมต้องหิ้วน้ำสองถังขึ้นลงบันไดทางขึ้นเขากลับไปกลับมา ตอนกลางคืนยังต้องนอนงอก่องอขิงตัวสั่นด้วยความหนาวอยู่มุมห้องเก็บฟืน เขาก็ของขึ้น ไม่จับคนมาซ้อมเสียหน่อยคงไม่สบายใจ และคนๆนั้นต้องเป็นไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีนี่ด้วย!

ซั่งชิงหัวมองสีหน้าเขา แล้วกล่าวอย่างประหลาดใจ “…กวาซยง สีหน้าแบบนี้ของคุณ อย่าบอกนะว่าคุณกำลังเจ็บปวดใจน่ะ ผมเข้าใจมาตลอดว่าคุณเป็นพวกยอมหักไม่ยอมงอ รักษาเขตแดนมั่น แล้วผมยังเข้าใจว่าคุณเป็นแมนแท้ด้วยนะนี่!”

เสิ่นชิงชิวถีบเขาทีหนึ่ง “ไม่มีเวลาพูดจาไร้สาระกับนายหรอกนะ บอกมา ตกลงควรจัดการเทียนหลางจวินยังไง”

ซั่งชิงหัวกล่าวอย่างเจ็บปวดใจว่า “อย่าทำเขาเลย! คุณไม่คิดว่าเขาน่าสงสารเหรอ แล้วบอกตามตรงนะ ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าควรจัดการยังไง เพราะรายละเอียดของพล็อตหลักยังเขียนไม่จบเลย”

เสิ่นชิงชิวว่า “ไม่จัดการเขา คนที่น่าสงสารก็จะกลายเป็นนายกับฉันนั่นแหละ คิดไม่ออกตอนนี้ก็คิดซะ ลอจิกของโลกใบนี้นายเป็นคนสร้างขึ้น ความคิดของนายนั่นแหละคือพล็อตหลัก!”

เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงลั่วปิงเหอก็ลอยมา “ซือจุนคุยเสร็จแล้วหรือยังขอรับ หากเสร็จแล้วก็ควรออกเดินทางได้แล้ว”

นี่ยังไม่ถึง 5 นาทีเลยมั้ง เสิ่นชิงชิวหมุนตัวทันที “ออกเดินทางหรือ”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “เจ้าสำนักเยวี่ยกับข้าคิดว่ารีบส่งคน 10 คนล่วงหน้าไปดึงกระบี่ออกก่อนเป็นดีที่สุด ซือจุนจะไปหรือไม่ ท่านไปข้าก็ไป”

เสิ่นชิงชิวตอบ “ก็ได้”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: