Scumbag System 77

0 Comments

ตอนที่ 77

ตัวร้ายอย่างข้าจะหนีเอาตัวรอดยังไงดี เล่ม 3

人渣反派自救系

บทที่ 21 ไม่พรากจาก

เสิ่นชิงชิวรีบปลิดใบไม้จากเถาวัลย์ติดตัวไปด้วยความเร็วแสง เพิ่งจะเฮละโลตามทุกคนเข้าไปในถ้ำก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น “เจ้ายอดเขาเสิ่นพบกันอีกแล้วนะ”

กระบี่ซินหมัวปักคาอยู่ในซอกหินตรงส่วนลึกสุดของถ้ำ ไอสีม่วงคล้ำพวยพุ่งออกมาจากปลายกระบี่

เทียนหลางจวินนั่งอยู่บนหินเขียวก้อนหนึ่ง โดยมีซั่งชิงหัวยืนอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลจากหินเขียวก้อนนั้นนัก

แสงสว่างจากท้องฟ้าด้านนอกสาดเข้ามาอาบจับร่างกายซีกหนึ่งของเทียนหลางจวิน ทันใดนั้นใครคนหนึ่งก็สูดลมหายใจเข้าโดยแรง

ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็รู้แล้วว่าทำไมซั่งชิงหัวถึงได้ร้องอย่างโหยหวนเช่นนั้น

ถึงแม้ใบหน้าของเทียนหลางจวินยังคงยิ้มแย้มอย่างสง่าผ่าเผย ทว่าซีกหน้าด้านขวาเกือบทั้งหมดกลับเน่าจนเป็นสีม่วงคล้ำไปแล้ว รอยยิ้มนี้เลยดูน่าสะพรึงกลัวมาก

แขนเสื้อด้านซ้ายของเขาเหี่ยวฟีบดูว่างเปล่า เห็นทีว่าแขนข้างนั้นที่ชอบหลุดบ่อยๆ คงจะใส่กลับเข้าไปอีกไม่ได้แล้ว

สภาพผุเปื่อยเหมือนตะเกียงเหือดน้ำมันแบบนี้ไม่ใช่สภาพของบอสแบบที่เสิ่นชิงชิวจินตนาการไว้สักนิด

เสิ่นชิงชิวจับตามองสีหน้าลั่วปิงเหออย่างอดใจไม่อยู่ เห็นแต่ว่าหน้าตาเขาสงบราบเรียบเกือบจะเข้าขั้นตายด้าน ไม่รู้ว่าภายในกำลังรู้สึกอย่างไร

เทียนหลางจวินเบือนหน้ามากล่าวว่า “มากันน้อยกว่าที่ข้าคิดไว้นะ ข้ายังนึกว่าจะแห่กันมาเหมือนครั้งก่อนที่ยอดฝีมือนับร้อยร่วมใจกันต่อสู้ ณ บรรพตน้ำค้างขาวเสียอีก”

อู๋วั่งแค่นเสียง “ดูสภาพเจ้าเสียก่อนซิ จะคนก็ไม่คน จะผีก็ไม่ผี แม้แต่ลูกน้องข้างกายยังไม่มี ยังต้องใช้คนมากมายปานนั้นอีกหรือ”

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ตรงนี้ข้าไม่มีลูกน้องอยู่ด้วยก็จริง แต่กลับมีหลานชายอยู่คนหนึ่ง”

พูดไม่ทันขาดคำ เงาร่างสีเขียวสายหนึ่งก็พุ่งปราดออกมาจากด้านใจ จู๋จือหลางเอาตัวเข้ามาบังด้านหน้าเทียนหลางจวินอย่างเงียบๆ

ไม่รู้ทำไมร่างกายของนายบ่าวคู่นี้ถึงได้อยู่ในสภาพเสือลำบากด้วยกันทั้งคู่ ร่างกายที่สร้างจากหญ้าน้ำค้างของเทียนหลางจวินไม่อาจปรับตัวเข้ากับปราณมาร ถูกกัดกร่อนจนเหวอะหวะก็ยังพอจะเข้าใจได้อยู่ แต่ตัวจู๋จือหลางเองก็ตาซีดเหลือง คอ แก้ม หน้าผาก แขน และทุกส่วนที่อยู่นอกร่มผ้ามีเกล็ดขึ้นเป็นหย่อมๆ ดูแล้วน่ากลัวอย่างยิ่ง สภาพนี้ใกล้เคียงกับครึ่งคนครึ่งงูตอนอยู่ในถ้ำหญ้าน้ำค้างเลยทีเดียว

เขากล่าวเสียงแหบว่า “เสิ่นเซียนซือ”

เสิ่นชิงชิว “ข้าเอง เจ้าทำไมถึงเปลี่ยนไปเช่นนี้เล่า”

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวเสียงเรียบ “ศิษย์น้อง เจ้ากับท่านผู้นี้เกี่ยวข้องกันอย่างไรหรือ”

เกี่ยวข้องอย่างมากเลยเชียวแหละ สถานการณ์ที่ดำเนินมาถึงขั้นนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับคนผู้นี้อย่างมาก ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังนึกหาคำพูด เทียนหลางจวินก็เชิดคางขึ้นเล็กน้อย หรี่ตากล่าวต่อเยวี่ยชิงหยวนว่า “ข้าจำเจ้าได้”

เขาขบคิดก่อนจะกล่าวออกมาอย่างมั่นใจ “ตอนนั้นไอ้เฒ่าวังฮ่วนฮวาอยากให้เจ้าช่วยลอบโจมตี แต่เจ้าไม่ยอม เจ้าสำนักชางฉยงซานในวันนี้คือเจ้าหรือ นับว่าไม่เลว”

เยวี่ยชิงหยวน “ความจำท่านก็ไม่เลวเช่นกัน”

เทียนหลางจวินหัวเราะแล้วถอนใจ

“หากพวกเจ้าก็ถูกสะกดไว้ใต้สถานที่อันมืดมิดอยู่สิบกว่าปี ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ทั้งวันได้แต่คิดเรื่องราวในอดีตเป็นการฆ่าเวลา ก็จะความจำดีเหมือนข้าเช่นกัน”

คราวนี้ไม่มีใครตอบรับคำพูดเขาแล้ว เยวี่ยชิงหยวนกุมกระบี่เสวียนซู่มั่น จากนั้นโจมตีออกไปทั้งฝัก

เทียนหลางจวินหลบวืดไปได้ท่ามกลางเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ผนังหินด้านหลังถล่มไปเกือบครึ่ง ระเบิดออกเป็นโพรงใหญ่ ด้านนอกคือฟ้าสูง กรวดหินจึงร่วงพรูลงไปเบื้องล่างไม่น้อย ลมเย็นเฉียบม้วนพัดเข้ามา เกล็ดหิมะปลิวคว้างไปทั่วท้องฟ้างดงามละลานตา เสียงสัตว์ร้องคำรามและเสียงการฆ่าฟันบนพื้นผิวน้ำแข็งที่อยู่ต่ำลงไปนับร้อยจั้งแว่วขึ้นมาให้ได้ยินเป็นระลอก ทัพชุดแรกของเผ่ามารแดนใต้บุกเข้ามาแล้ว

เทียนหลางจวินกล่าว “ข้าเดาว่า จะต้องเป็นไป่จั้นเฟิงที่เป็นทัพหน้าถูกต้องหรือไม่”

คนหลายสิบคนที่ยืนแยกย้ายกันอยู่ปรี่กันเข้ามาจากมุมใครมุมมัน ไม้เท้าพระธรรมของอู๋วั่งโบกส่ายอย่างเกรี้ยวกราด ชิงนำขึ้นหน้าสุด จู๋จือหลางถูกเสวียนซู่บังคับให้ต้องถอย แต่ยังคงคอยชักนำศัตรูให้โจมตีมาที่ตัวเองอย่างจงรักภักดีในหน้าที่

เทียนหลางจวินยังคงนั่งสบายอารมณ์อยู่บนหินเขียว ก่อนเอ่ย “ปีนั้นข้าจำได้ว่าเจ้ารอจนถึงที่สุดจึงค่อยชักกระบี่ วันนี้ก็จะเอาแบบเดียวกันหรือ”

เยวี่ยชิงหยวนไม่ตอบคำ ขณะกำลังจะฟาดใส่ช่องอกของจู๋จือหลาง เจ้าสำนักอีกคนหนึ่งก็ชิงเข้าไปโจมตีก่อน จู๋จือหลางไม่หลบไม่ถอย รับการโจมตีจังๆ ทว่าฝ่ายที่ร้องโหยหวนออกมากลับเป็นเจ้าสำนักท่านนั้น

รูม่านตาของเสิ่นชิงชิวหดทันที ร้องตะโกนว่า “อย่าโดนตัวเขา เขามีพิษทั้งตัว!”

ท่ามกลางความชุลมุนของการสู้รบ มีสองสามคนที่ถูกพิษ สองสามคนถูกแรงระเบิดของปราณมารและพลังทิพย์อัดกระเด็นจนหลุดออกนอกถ้ำไปกลางเวหา ดีที่ตอนกำลังร่างลงมาพลิกตัวขึ้นไปเหยียบกระบี่ทันจึงทรงตัวเอาไว้ได้

ซั่งชิงหัวค่อยๆย่องไปหลบทางฝั่งเสิ่นชิงชิว

จู๋จือหลางกำลังต่อสู้จนเลือดขึ้นหน้า พอเห็นเงาร่างหนึ่งค่อยๆกระเถิบออกไปข้างนอกอย่างลับๆล่อๆก็โยนงูเขียวสองตัวออกไปทันทีโดยไม่คิดอะไรทั้งสิ้น

เสิ่นชิงชิวมองเห็นอย่างชัดเจน เขาพลิกมือวูบ กำลังจะซัดใบไม้ออกไปช่วยชีวิตเฟยจี ทว่างูเขียวสองตัวนั้นกลับถูกแท่งน้ำแข็งอันแหลมคมที่โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเสียบทะลุเอาดื้อๆ

โม่เป่ยจวินปรากฏตัวขึ้นกลางวงต่อสู่ยังกับผีโผล่ หิ้วตัวซั่งชิงหัวขึ้นมาแล้วจับโยนไปทางเสิ่นชิงชิวเหมือนโยนลูกเจี๊ยบ จากนั้นหันไปฟาดฝ่ามือใส่จู๋จือหลาง

10 วินาทีต่อมา ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็ได้เปิดหูเปิดตาว่าอะไรคือ ‘การโจมตีแบบอัดยับ’

ทางฝั่งจู๋จือหลางถูกโม่เป่ยจวินอัดกระหน่ำไม่ยั้ง วงล้อมที่รุมเทียนหลางจวินอยู่จึงทวีความแข็งแกร่งขึ้นทันที

เทียนหลางจวินถึงแม้แขนหายไปข้างหนึ่ง ถูกรุมให้ต้องรับมือตามลำพัง ทว่าความสง่างามน่าเกรงขามกลับยังคงอยู่ครบถ้วน “นี่พวกเจ้าทำไมถึงทำเช่นนี้อีกแล้ว ใช้พวกมากรุมคนคนเดียว ไม่รู้สึกหรือว่าชัยชนะที่ได้มาแบบเอาเปรียบเช่นนี้มันช่างไร้คุณธรรมโดยแท้”

เจ้าสำนักท่านหนึ่งชิงเข้าไปโจมตี “จัดการกับตัวประหลาดเผ่ามารที่เจตนาร้าย กล้วใต้หล้าจะไม่สุขสงบเช่นเจ้า ยังต้องมาพูดเรื่องคุณธรรมอะไรอีก”

ครู่ต่อมา ศีรษะเขาก็ถูกฟาดจนแตกเป็นสี่ห้าเสี่ยงเหมือนหัวกระเทียมกลีบแตก เทียนหลางจวินชักฝ่ามือกลับ กล่าวยิ้มๆว่า “ความจริงข้ามิได้มาด้วยเจตนาร้าย ทั้งไม่เคยคิดว่าหากใต้หล้าไม่สุขสงบแล้วมันจะสนุกอย่างไร ข้ามภพมาเป็นครั้งเป็นคราว ร้องเพลงร่ายโครงกลอนอ่านหนังสือก็ดีจะตาย เพียงแต่ว่า ในเมื่อต้องเฝ้าบรรพตน้ำค้างขาวเสียหลายปีปานนั้น หากไม่ทำอะไรตามอย่างที่พวกเจ้าคิดกันไว้เสียหน่อยก็ออกจะรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจอยู่บ้าง”

เยวี่ยชิงหยวนดีดนิ้วทีหนึ่ง เสวียนซู่ออกจากฝัก 3 ชุ่น ทันใดนั้นพลังทิพย์ก็ทวีคูณขึ้นอย่างรวดเร็ว กระดูกในกายเทียนหลางจวินหลุดเคลื่อนออกจากที่เสียงลั่นกราว เขาทำเสียงจิ๊แล้วกล่าวว่า “สมกับเป็นเจ้าสำนักจริงๆ ดีแท้ อาจารย์ของเจ้าความจริงแล้วฝีมือไม่กระไรนัก แต่สายตาในการคัดเลือกศิษย์และผู้สืบทอดกลับดียิ่ง”

เขายื่นมือออกมาข้างหนึ่ง กุมปลายกระบี่เสวียนซู่ตรงๆ ราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งนั้น หัวเราะพลางกล่าว “แต่ทำไมเจ้าถึงไม่ชักออกจากฝักให้หมดล่ะ เพียงเท่านี้ยังทำอะไรข้าไม่ได้หรอกนะ”

แววตาเยวี่ยชิงหยวนหม่นแสงลงวูบหนึ่ง เสวียนซู่ออกจากฝักอีกครึ่งชุ่น

ทันใดนั้นลั่วปิงเหอก็กล่าวขึ้นอย่างเย็นชา “เขาทำอะไรท่านไม่ได้ แล้วข้าล่ะ”

รอยยิ้มของเทียนหลางจวินมิได้จางหาย ทันใดนั้น ปราณมารแข็งกล้าสายหนึ่งก็ซัดตูมเข้ามาราวกับขวานจาม

แขนที่เหลืออยู่ข้างเดียวของเขาหลุดกระเด็นก่อนถูกลมหอบออกไปนอกถ้ำ ร่วงตกลงไปจากเทือกเขาฝังกระดูกทันที

ในที่สุดลั่วปิงเหอก็ลงมือแล้ว!

พ่อลูกคู่นี้ดวลกันอีกครั้ง คราวนี้ถึงตาเทียนหลางจวินเป็นฝ่ายไร้กำลังจะสู้กลับบ้างแล้ว

ลั่วปิงเหอสองตาแดงฉานจนน่ากลัว สีหน้าเคร่งเครียด ลงมือดุดันไม่มีคำว่าผ่อนปรนแม้แต่น้อย

เทียนหลางจวินตอนนี้แขนทั้งสองข้างขาดด้วนตกอยู่ในสภาพเข้าตาจน รับมือไม่หวาดไม่ไหว

จู๋จือหลางสลัดโม่เป่ยจวินพ้นมาได้อย่างยากเย็น ตามใบหน้าและตามเนื้อตัวเป็นแผลเหวอะหวะ พอเห็นผู้เป็นนายกำลังตกที่นั่งลำบาก เขาก็มีสภาพราวกับสู้จนตาลายไปหมดแล้ว เลยถลันเข้าไปทันที ประจวบกับอู๋วั่งโดนปราณมารของเทียนหลางจวินยิงกราดผ่าน เลือดพ่นออกจากปากเป็นฝอย ตัวกระเด็นหวือมาด้านหลัง อู๋เฉินต้าซือจึงเอาตัวเข้าไปรับแทน พอเห็นจู๋จือหลางกำลังจะชนโดนต้าซือท่านนี้ เสิ่นชิงชิวที่เห็นท่าไม่ดี จึงแวบเข้าไปขวางหน้าอู๋เฉินเดี๋ยวนั้น

พอจู๋จือหลางเห็นเสิ่นชิงชิว นัยน์ตาสีเหลืองทองก็เรืองประกายขึ้นวูบหนึ่ง เขาชะงักเท้าทันที ทำเอาทรงตัวไม่อยู่ โงนเงนจนเกือบจะล้มลงไป ขณะกำลังจะเลี่ยงอ้อมเสิ่นชิงชิวไปช่วยเทียนหลางจวิน ทันใดนั้นแสงสีขาวสายหนึ่งก็พลันตัดเข้ามาขวาง หลังของจู๋จือหลางกระแทกเข้ากับผนังถ้ำอย่างแรง ถูกตอกทะลุอกตรึงไว้กับผนังหิน

กระบี่เพรียวบางที่เสียบคาอกเขาอยู่ครึ่งเล่มก็คือเจิ้นหยางนั่นเอง

เสิ่นชิงชิวหันกลับมา ลั่วปิงเหอชักมือกลับช้าๆ เทียนหลางจวินยืนนิ่งห่างจากเขาไป 2 จั้ง

ยืนได้เพียงครู่เดียว ก็ล้มลงกับพื้นด้วยท่วงท่าอันงดงาม

……….

สู้จบแล้ว?

ง่ายๆ แค่นี้?

เสิ่นชิงชิวยังรู้สึกรับไม่ได้อยู่บ้าง

เขาเพิ่งจะต่อยตีได้ไม่กี่ทีเองนะ นี่คือจบแล้ว?

เขาตบซั่งชิงหัวเบาๆ “…นายไม่ได้บอกไว้ว่าเทียนหลางจวินโค่นยากหรอกรึ”

ซั่งชิงหัวยังหวาดผวาไม่หาย “ก็โค่นยากจริงๆ นา”

เสิ่นชิงชิว “ชนะแบบนี้เป็นเหตุเป็นผลตรงไหนรึ”

ซั่งชิงหัว “บอสที่ต่อให้ปราบยากยังไง เมื่ออยู่ต่อหน้าพระเอกก็สู้ไม่ได้อยู่ดี นี่ไม่ใช่เหตุผลที่ใครๆก็ยอมรับหรอกเหรอ”

คนทั้งสองมองไปโดยรอบ ขามามีกันสิบกว่าคน สถานะค่าเลือดเต็มแถบ มาถึงตอนนี้ ที่ยังยืนได้อยู่มีเหลือไม่กี่คนแล้ว เสิ่นชิงชิวมองสองท่านตรงหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็นบอสของด่านสุดหิน ท่านหนึ่งถูกตอกตรึงกับผนัง โชกเลือดไปทั้งตัว ท่านหนึ่งนอนอยู่ที่พื้น เข้ากับคำบรรยายที่ว่า ‘ตุ๊ตาเก่าขาดที่ถูกทึ้งจนเยิน’ และ ‘หุ่นกระบอกที่สายชักขาด’

สักนิดเขาก็ไม่ได้รู้สึกเลยว่าได้สู้กับลาสท์บอสอย่างถึงพริกถึงขิง ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเป็นการรังแกคนป่วย คนอ่อนแอ คนชรา และคนพิการอยู่ข้างเดียว อาศัยพวกมากรุมซ้อมกันอย่างไร้ยางอาย ใช่แล้ว…ที่พวกเขากำลังทำก็คือรุมซ้อม

แต่ใครจะไปนึกว่าจะลงเอยเช่นนี้ พละกำลังของบอสในจินตนาการกับความเป็นจริงช่างต่างกันลิบ!

ลั่วปิงเหอหมุนกายกลับมา เลือดไม่กระเซ็นโดนสักหยด ดูนิ่งเฉยมาก เขาถามเสิ่นชิงชิวว่า “ต้องฆ่าเขาไหม”

เขาหมายถึงเทียนหลางจวิน จู๋จือหลางได้ยินเข้าก็กำคมกระบี่เจิ้งหยางแน่น พยายามจะกระชากออกให้ได้ เกล็ดตามหน้าตามตัวเขาเหมือนถูกถากออกไปไม่น้อยในช่วงที่สู้กันอย่างชุลมุน ยามนี้พอออกแรงเป็นระลอกเลือดจึงพรั่งพรูราวกับสายธาร

นับตั้งแต่ที่รู้ว่ากงอี๋เซียวถูกเขาฆ่า เสิ่นชิงชิวก็เกิดปมในใจมาตลอด ทว่าสภาพเช่นนี้ของจู๋จือหลางช่างน่าเวทนาจนสุดจะทานทนจริงๆ ใครเห็นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารเห็นใจ ถึงแม้เสิ่นชิงชิวจะสะบักสะบอมจากการตอบแทนพระคุณด้วยวิธีการแปลกๆของเขามานับครั้งไม่ถ้วน แต่อย่างน้อยจู๋จือหลางก็ไม่เคยคิดร้ายกับเขา

เสิ่นชิงชิวถอนใจกล่าว “เปลี่ยนไปจนมีสภาพนี้แล้ว เจ้าจะลำบากไปทำไม”

จู๋จือหลางไอออกมาเป็นเลือด ถามเสียงแหบแห้ง “เปลี่ยนไปจนมีสภาพนี้หรือ”

เขาหัวเราะขื่นก่อนจะกล่าว “หากข้าบอกว่า สภาพของข้าที่บรรพตน้ำค้างขาวจึงจะเป็นร่างจริงของข้า เสิ่นเซียนซือจะว่าอย่างไร”

อสนีบาตสายหนึ่งผ่าลงกลางหัวกบาลเสิ่นชิงชิว

ว่าไงนะ ที่แท้ชายร่างงูที่เลื้อยไปเลื้อยมาในป่าน้ำค้างขาวถึงจะเป็นรูปร่างดั้งเดิมของจู๋จือหลางหรือ

จู๋จือหลางพักหายใจ กล่าวว่า “ข้ามีสายเลือดชั้นต่ำ เพียงเพราะพ่อของข้าเป็นงูยักษ์เลอะเลือนตัวหนึ่ง พอท่านแม่คลอดข้าออกมาเลยมีรูปร่างพิกลพิการเป็นครึ่งคนครึ่งงูแบบนี้ ตลอดเวลาที่โตมาจนอายุ 15 ปี ใครๆก็พากันทอดทิ้งข้า รังเกียจข้า เหยียดหยามข้า ขับไล่ข้า หากมิใช่เพราะจวินซั่งช่วยให้ข้าได้แปลงร่างเป็นคน ทั้งยังสนับสนุนข้า เกรงว่าทั้งชีวิตคงเป็นได้แค่สัตว์ประหลาดที่ได้แต่เลื้อยคลานไปตามพื้นแล้ว”

เขากัดฟันกล่าวต่อ “จวินซั่งมอบโอกาสครั้งแรกให้ข้าได้เป็นคน ส่วนเสิ่นเซียนซือคือผู้มอบโอกาสครั้งที่สองให้ข้า บางทีสำหรับพวกท่านแล้ว นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับข้าแล้ว ต่อให้ต้องตายหมื่นครั้งก็ไม่อาจตอบแทนได้ เสิ่นเซียนซือถามข้าว่า ‘เจ้าจะลำบากไปทำไม’ อย่างนั้นรึ ท่านว่าข้ายอมลำบากเพื่ออะไรเล่า”

จู่ๆเทียนหลางจวินก็ถอนใจ “เด็กโง่ เจ้าจะพูดกับเขาให้มากความทำไม”

ถึงแม้จะนอนอยู่แต่ก็ยังคงนอนได้สง่าภูมิฐาน หากมองข้ามซีกหน้าที่ถูกปราณมารกัดกร่อน ก็ยิ่งดูภูมิฐานเข้าไปใหญ่

เขามองฟ้า กล่าวเอื่อยๆว่า “มนุษย์หนอ มักจะเชื่อว่าชนต่างเผ่าพันธุ์ย่อมต้องมีจิตใจที่แตกต่าง ต่อให้เป็นคนใกล้ชิดสักแค่ไหน ชั่วพริบตาก็สามารถหลอกลวงเจ้าได้ อย่าว่าแต่เจ้าที่คิดเพ้อฝันไปเองข้างเดียวว่าอยากตอบแทนพระคุณเขาเลย เจ้าจะพูดไปสักแค่ไหน เขาก็ไม่เข้าใจเจ้าอยู่ดี ทั้งมีแต่จะยิ่งเบื่อหน่ายเอือมระอา แล้วจะพูดให้มากความไปทำไม”

ชั่วเวลานั้น ทุกคนพากันเงียบพูดอะไรไม่ออก

ชายหนุ่มดีๆคนหนึ่งไม่เคยมีใจคิดคด กำลังดื่มด่ำชื่นใจที่ได้มีความรักกับเขาสักครั้ง ทว่ากลับเป็นแค่การลวงหลอก จนต้องถูกสะกดไว้ใต้ภูเขาสูงไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน และไม่รู้วันรู้คืน ใครหน้าไหนมีสิทธิ์ไปห้ามไม่ให้เขาแค้นหรือ ใครหน้าไหนมีสิทธิ์ไปบอกให้เขา ‘ปล่อยวางเถอะ ปลงๆซะบ้าง’ หรือ

อู๋เฉินต้าซือกลับกล่าวว่า “หากครั้งนั้นท่านมิได้มีเจตนาจะทำเช่นนั้นจริงๆ การเชื่อข่าวลือก็เป็นความผิดของพวกเรา ภัยพิบัติในวันนี้ เลี่ยงไม่พ้นหนีไม่ได้ ก่อกรรมไว้ก็ต้องได้รับผลกรรม เร็วข้าก็ต้องชำระคืนอยู่ดี”

เขาพนมมือกล่าวต่อ “แต่สีกาซูยอมดื่มยาพิษโดยไม่เสียดายชีวิต ก็ยังอยากไปพบเจอท่านสักครั้ง ท่านตำหนินางได้อย่างไรว่าหลอกลวงท่าน”

เทียนหลางจวินตกตะลึง เงยหน้าขึ้น

เสิ่นชิงชิวเองก็อยู่ในอาการตะลึงเช่นกัน รู้ดีแก่ใจว่าอู๋เฉินต้าซือไม่มีทางพูดปดแน่ แต่เรื่องราวในฉบับของท่าน ดูเหมือนจะแตกต่างกับที่ผู้อื่นรู้หรือบอกต่อกันมา

อู๋เฉินต้าซื้อกล่าว “ตอนอยู่ที่วัดเจาหัว เพราะไม่อยากให้สีกาซูถูกวิพากษวิจารณ์หลังเสียชีวิต ทั้งเป็นเพราะว่าได้รับปากนางจะช่วยเก็บเป็นความลับ อาตนาจึงไม่อาจเล่าความจริงออกไป สีกาซูถูกกงจู่เฒ่าบังคับให้กลับวังฮ่วนฮวา นางยืนกรานไม่ยอมทำตามคำสั่ง ไม่ยอมหลอกพาท่านไปยังที่ที่ได้มีการกางค่ายกลเอาไว้ล่วงหน้าหลายสิบชั้นสำหรับล้อมปราบท่าน ตอนที่กงจู่เฒ่ากำลังจะลงทัณฑ์นางในคุกน้ำ ถึงได้พบว่านางตั้งครรภ์ ด้วยเกรงว่าหากโดนบังคับให้ทำแท้งอาจจะอันตรายถึงชีวิตได้ สีกาซูเลยยิ่งขัดขืนอย่างสุดกำลัง กงจู่เฒ่าจึงเอายาพิษให้นางถ้วยหนึ่ง เป็นยาพิษที่เป็นอันตรายต่อเผ่ามาร บอกนางว่าขอเพียงนางยอมดื่มลงไป ก็จะปล่อยนางไปหาท่าน

สีกาซูดื่มยาพิษที่กงจู่เฒ่าให้ แล้วออกเดินทางไปลำพังคนเดียว แต่นางมิทราบว่าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว กงจู่เฒ่าย้ายตำแหน่งสำหรับล้อมปราบไปเป็นบรรพตน้ำค้างขาวที่พวกท่านเคยนัดพบกัน”

เทียนหลางจวินตะลึงลาน ร่างกายเขาได้รับความเสียหายอย่างหนักที่มุมปากยังมีคราบเลือดเปรอะอยู่ พอพยายามจะเงยหน้าขึ้นคล้ายกับอยากจะฟังให้ชัดๆอีกสักนิด จึงทำให้ดูน่าสงสารอย่างบอกไม่ถูก

“อาตมาได้พบกับสีกาซูเข้าระหว่างทางไปบรรพตน้ำค้างขาวนั่นเอง เวลานั้นนางเพิ่งดื่มยาพิษเข้าไปได้ไม่นาน ทั่วทั้งร่างมีแต่เลือด เดินก้าวหนึ่งก็เลือดไหลก้าวหนึ่ง อาตมาฟังที่นางเล่าอย่างกระท่อนกระแท่น พอเดาสถานการณ์ออกอย่างคร่าวๆ ไม่อาจทนปิดบังต่อไป จึงบอกความจริงเรื่องที่เทียนหลางจวินถูกสะกดไว้ใต้ภูเขามาหลายวันแล้ว นางจึงค่อยรู้ว่าอาจารย์ของนางโกหกคำโต ไม่เพียงสถานที่ผิด เวลาก็ผิดเช่นกัน เพียงเพื่อให้นางดื่มยาพิษถ้วยนั้น

เพราะคำขอร้องของนาง อาตมาจึงช่วยพานางหลบหลีกศิษย์ที่วังฮ่วนฮวาส่งตัวมาค้นหา พานางไปส่งที่ริมแม่น้ำลั่วตอนบน นับแต่นั้นก็ไม่รู้ร่องรอยของนางอีกเลย

เทียนหลางจวิน สีกาซูอาจมิได้เป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์เต็มร้อยก็จริง นางเดิมทีมีฐานะสูงส่ง ถูกวางตัวเอาไว้ให้เป็นกงจู่คนต่อไปของวังฮ่วนฮวา นางอาจเข้าใกล้ท่านด้วยเจตนาไม่ดีในตอนแรก แต่หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นท่านที่มีเจตนาหลอกให้นางลุ่มหลง หรือว่าเป็นนางที่วางแผนหลอกลวงท่าน หรือว่าพวกท่านทั้งสองหักห้ามใจตนเองไว้ไม่อยู่ อาตมาไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องย่อมไม่รู้ข้อเท็จจริง แต่เท่าที่อาตมาได้ฟังได้เห็น กลับเป็นนางที่ไม่ยอมฟังคำสั่งอาจารย์ที่เลี้ยงดูนางมาสิบกว่าปี ถึงจะโดนทรมานในคุกน้ำก็ไม่ยอมจำนน ไม่ยอมหลอกลวงท่าน ทำร้ายท่าน หากสุดท้ายมิใช่ต้องทำเพราะความจำใจ คนเป็นแม่ที่ไหนจะยอมดื่มยาพิษถ้วยนั้น

นางมิได้ทอดทิ้งหรือว่าทำร้ายท่าน แต่เป็นเพราะความจำใจทั้งสิ้น โลกมนุษย์โหดร้ายนัก จึงต้องแคล้วคลาดจากกันไปเช่นนี้แล…”

ริมฝีปากของเทียนหลางจวินเหมือนจะสั่นน้อยๆ

ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงกล่าว “…เช่นนั้นหรือ”

พูดสามคำนี้จบ เขาก็ถามอีกประโยคว่า “จริงๆหรือ”

อู๋เฉินต้าซือกล่าวตอบ “อาตมากล้ารับรองด้วยชีวิต ที่พูดไปทั้งหมดไม่มีความเท็จแม้แต่นิดเดียว”

เทียนหลางจวินหันมามองเสิ่นชิงชิวกับเยวี่ยชิงหยวน ถามราวกับจะขอคำยืนยัน “จริงๆหรือ”

เขาก็ช่างไม่สนเลยสักนิดว่าผู้อื่นจะรู้เรื่องรู้ราวด้วยไหม คว้าใครได้ก็ถามเลย

เยวี่ยชิงหยวนไม่มีอะไรจะกล่าว ก้มหน้าเงียบ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

เสิ่นชิงชิวคิดแล้วคิดอีก ในที่สุดก็พยักหน้าช้าๆ

บางทีกงจู่เฒ่าอาจจะไม่ได้มีเจตนาปรับปรำให้ร้ายแต่แรก แต่พอเห็นสองคนนี้ค่อยๆสนิทสนมกัน ก็จะต้องเริ่มนึกเสียใจที่ให้ซูซีเหยียนไปใกล้ชิดเทียนหลางจวิน ทำให้นางไม่ยอมอยู่ในความควบคุมของเขา และบังเกิดความรักกับเทียนหลางจวินขึ้นมาจริงๆ ถึงขนาดมีลั่วปิงเหอออกมา ประมุขวังฮ่วนฮวาจึงได้ตัดสินใจตัดต่อเนื้อความสร้างเรื่องให้เทียนหลางจวินเป็นมารร้ายแห่งยุกที่ต้องการจะกวาดล้าง 3 ภพจนทำลายชีวิตผู้คนไปมากมายตลอดหลายปีมานี้

ขนตาของเทียนหลางจวินที่มีเกล็ดหิมะติดอยู่สั่นระริก จากนั้นก็นอนลงไปใหม่อีกครั้งเหมือนกับว่าจู่ๆก็หมดแรงกะทันหัน

เขาถอนใจแล้วกล่าว “เอาเถอะ อย่างน้อยก็มีบางเรื่องที่มิได้เลวร้ายขนาดนั้น”

เสิ่นชิงชิวหันไปมองลั่วปิงเหอ

เขายืนฟังตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ทำเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองสักนิด ทำราวกับได้ฟังเรื่องสนุกสนานแปลกใหญ่ ถึงขนาดหัวเราะหึๆด้วยซ้ำ

เมื่อเรื่องราวเปิดเผยออกมาเช่นนี้ ปมในใจของเทียนหลางจวินก็ย่อมจะคลี่คลายได้แล้ว ทว่าสำหรับลั่วปิงเหอ ความโหดร้ายของเรื่องนี้กลับไม่ได้ลดลงเลยสักนิด

มันก็แค่เปลี่ยนจากพ่อแม่แท้ๆ ต่างก็ทิ้งขว้างเขา มาเป็นพ่อแม้แท้ๆต่างก็ทอดทิ้งเขาเท่านั้นเอง

ยังไงก็ถูก ‘ทิ้ง’ เหมือนกัน

กระบี่ซินหมัวยังคงปล่อยไอสีม่วงคล้ำไม่หยุด เสียงฆ่าฟันจากด้านล่างยิ่งชัดเจนขึ้น น่ากลัวว่าเทือกเขาฝังกระดูกยังคงลดต่ำลงไปอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้ว่ายังเหลือระยะห่างจากผิวน้ำแข็งของแม่น้ำลั่วอยู่อีกเท่าไหร่

เยวี่ยชิงหยวนเดินเข้าไปใกล้ผนังหินที่กระบี่ซินหมัวเสียบคาอยู่อีกสองสามก้าว เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เทียนหลางจวิน ท่านหยุดมือเถอะ”

หยุดมือตอนนี้นับว่ายังไม่สายไป แต่ถ้าเทียนหลางจวินยังคงถ่ายปราณมารเข้าสู่กระบี่ซินหมัวต่อไปเรื่อยๆ ก็มีแต่ต้องฆ่าเขาเท่านั้นแล้วถึงจะหยุดการรวมภพได้ ไม่ว่าจะพูดยังไง เสิ่นชิงชิวก็ไม่ได้อยากเห็นเทียนหลางจวินตายไปขนาดนั้น อย่างไรเสีย แค่จีบสาวแล้วต้องกลายมาเป็นเช่นนี้ ความจริงก็โชคร้ายพอแล้ว หากยังต้องเอาชีวิตเขาอีกละก็…ไม่มีบอสที่ไหนจะน่ารันทดเท่านี้อีกแล้ว

จู่ๆ เทียนหลางจวินกลับหัวเราะพรืดออกมา

เสียงหัวเราะดังสะท้อนก้องไปมาในถ้ำและในเทือกเขา ดูท่าเขาจะขบขันมาก ก่อนเบือนหน้ามากล่าว “เจ้ายอดเขาเสิ่น เจ้าดูซิ ตัวข้าในตอนนี้หรือแม้แต่ร่างคนของจู๋จือหลางก็ยังรักษาไว้ไม่อยู่เลย”

เวลานี้ เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันรู้สึกถึงความนับที่อยู่ในคำพูดเทียนหลางจวิน เพียงแต่รู้สึกสะดุดอยู่ในใจตรงไหนสักแห่ง

เทียนหลางจวินกล่าวเสียงเนิบนาบว่า “สู้กับพวกเจ้านานขนาดนี้ สังขารนี้ของข้าสูญเสียพลังไปไม่น้อย เจ้าคิดว่า ผู้ที่คอยถ่ายทอดปราณมารลงกระบี่ซินหมัวมาตลอดตัวจริงเป็นผู้ใดหรือ”

ประโยคนี้เขากล่าวออกมาอย่างไม่เร็วไม่ช้า แต่พอเข้าหูเสิ่นชิงชิวแต่ละคำแต่ละประโยคที่ได้ยินก็ทำเอาราวกับตกลงไปในห้วงน้ำอันเย็นเฉียบคอค่อยๆแข็งทื่อ

“เจ้าก็ควรจะต้องให้ใครสักคนหยุดมืออยู่หรอก เพียงแต่คนคนนั้นอย่างไรก็ไม่ใช่ข้าแน่นอน”

เทียนหลางจวินแขนขากระจัดกระจายไม่เหลือสภาพแล้ว จู๋จือหลางก็ถูกตอกตรึงอยู่กับผนัง อู๋เฉินพยุงอู๋วั่งที่ศีรษะแตกเลือดไหล โม่เป่ยจวินหิ้วคอเสื้อซั่งชิงหัวอยู่ เยวี่ยชิงหยวนก็ยืนอยู่ด้านข้างเสิ่นชิงชิว

มีแต่ลั่วปิงเหอที่กำลังยืนอยู่ตรงตำแหน่งกระบี่ซินหมัว เขาก้มหน้าจัดแขนเสื้ออย่างใจเย็น

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 244
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 243
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 242
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: