Scumbag System 79

0 Comments

ตอนที่ 79

นี่ไม่ได้มีต้นเหตุมาจากแค่เรื่องสองเรื่อง หากแต่สะสมพอกพูนมาทีละเล็กละน้อย ในที่สุดก็ระเบิดออกมาจนหมดสิ้น ก่อนหน้านี้ก็มีวี่แววปรากฏให้เห็นอยู่มากมาย เพียงแต่เสิ่นชิงชิวไม่เคยสังเกตเอง

ควรพูดว่า เขาไม่เคยรู้เลยต่างหากว่าในแก่นกระดูกของลั่วปิงเหอกลับขาดความรู้สึกมั่นคงทางใจเพียงนี้ ถึงขนาดมองเห็นตัวเองต่ำต้อยด้วยซ้ำ

แรกเริ่มเขาเคยมองว่าลั่วปิงเหอช่างโหดร้ายอำมหิตสุดโต่งนัก ต่อมาก็มองว่าลั่วปิงเหอแข็งแกร่งเจิดจ้าเหลือเกิน พอมองย้อนกลับไป สัญญาณที่บอกให้รู้ว่ากระบี่ซินหมัวเริ่มกัดกร่อนสติรู้คิดของลั่วปิงเหอเริ่มปรากฎให้เห็นครั้งแรกสุดตั้งแต่ที่วัดเจาหัวแล้ว

ลั่วปิงเหอที่เพิ่งจะฟังเรื่องราวชาติกำเนิดของตัวเอง ได้รับความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวง ในเวลาที่กำลังหวาดหวั่นอย่างที่สุด เขายื่นมือออกมาหาเสิ่นชิงชิว ขอให้เสิ่นชิงชิวไปกับเขา

แต่ตนไม่ยอมจับมือลั่วปิงเหอ กลับบอกให้ลั่วปิงเหอล่วงหน้าไปคนเดียวก่อน สติรู้คิดของลั่วปิงเหอในเวลานั้นเริ่มจะไม่มั่นคงแล้ว ที่เขาต้องการมิใช่จากไปอย่างปลอดภัย แต่เป็นการได้อยู่กับเสิ่นชิงชิว ต่อให้ต้องถูกกักตัวไว้ที่วัดเจาหัวจนหนีไม่รอด ต่อให้ต้องถูกทุกคนในที่นั้นรุมโจมตี แต่อย่างไรเสียก็ยังดีกว่าให้เขาจากไปคนเดียว!

สำหรับลั่วปิงเหอที่อยู่ในสภาพจิตใจเช่นนั้น มันก็เท่ากับ ‘ทอดทิ้ง’ นั่นเอง

เหมือนเอาเหตุการณ์ที่ซูซีเหยียนดื่มยาพิษถ้วยนั้นมาฉายซ้ำอีกครั้ง

เช่นเดียวกับที่ลั่วปิงเหอบอกเองว่า เขาไม่ได้บังคับให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะลั่วปิงเหอปักใจไปแล้วว่าเขารู้คำตอบ นั่นคือ สักวันหนึ่งเสิ่นชิงชิวก็จะทอดทิ้งเขาอยู่ดี

ในสมองเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความกระวนกระวายต่อเรื่องที่ยังไม่เกิดจนเกือบจะเข้าขั้นโรคหวาดระแวง แล้วแบบนี้จะไม่เสียสติจนหมดสิ้นได้อย่างไรไหว

จังหวะการก้าวเดินของเยวี่ยชิงหยวนแผ่วลงไปทีละน้อย ขนาดจะยืนเฉยๆยังแทบทรงตัวไม่อยู่

เสิ่นชิงชิวไม่เคยเห็นเจ้าสำนักผู้นี้ในสภาพอ่อนแอถึงขั้นนี้มาก่อน

เยวี่ยชิงหยวนสุขุมหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยพละกำลังมาตลอด ถึงจะไม่พูดมาก ไม่ก้าวร้าว อ่อนโยนใจดีทว่ากลับพึ่งพาได้เป็นที่สุดโดยไม่เสียความน่าเกรงขามแม้แต่น้อย

มาตอนนี้ เขาไม่เพียงจะเดินเหินก็ยังแสนลำบาก พูดจาก็ผิดไปจากปกติ น่าจะเป็นเพราะกำลังรู้สึกว่าตัวเองใกล้จะฝืนไม่ไหวแล้วก็เป็นได้

เสิ่นชิงชิวแทบจะต้องลากตัวเขาให้เดินไปข้างหน้า พลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ท่านต้องแข็งใจฝืนเอาไว้นะ อย่าให้หมดสติเป็นอันขาด เดี๋ยวก็จะไม่เป็นไรแล้ว”

เยวี่ยชิงหยวนฝืนยิ้ม “หลายปีมานี้ เจ้าไม่เคยหยิบเรื่องในอดีตขึ้นมาพูดเลย เอาแต่เรียกข้าว่าศิษย์พี่เจ้าสำนักมาตลอด ตั้งใจจะไม่เรียกซีเกออีกแล้วใช่หรือไม่”

มือที่กุมกระบี่ของเสิ่นชิงชิวเกร็งจนเห็นข้อกระดูกปูดโปน เยวี่ยชิงหยวนอยากให้เสิ่นจิ่วเรียกว่าซีเกอ แต่ว่า เขาไม่ใช่เสิ่นจิ่ว!

เขาครุ่นคิดถึงความเย็นชาและความเกลียดชังของเสิ่นชิวชิวตัวจริงแล้ว จึงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยว่า “ไม่เรียก”

ไม่อาจให้ความหวังเด็ดขาด ในละครโทรทัศน์หรือนิยาย เมื่อถึงฉากที่ต้องกล่าวความปรารถนาสุดท้ายก่อนตาย พอตัวละครพวกนี้สั่งเสียเสร็จเท่ากับว่าได้บรรลุความปรารถนา จากนั้นก็จะตาเหลือกขาชี้ทันที

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เมื่อครู่ท่านพูดอะไร ข้าไม่ได้ยินทั้งนั้น ฝืนทนไว้ ลงไป!”

เยวี่ยชิงหยวนหลับตา ถอนใจ “เสี่ยวจิ่ว…”

ไม่ต้องเรียกแล้ว

เขาไม่กล้าไปคิดเลย ในนิยายดั้งเดิม ลั่วปิงเหอหั่นขาทั้งสองข้างของ ‘เสิ่นชิงชิว’ แล้วใส่ในกล่องแกะสลักฝีมือปราณีตส่งไปถึงชางฉยงซาน สภาพจิตใจของเยวี่ยชิงหยวนจะเป็นอย่างไร รู้ทั้งรู้ว่ามีแต่ไม่ ไม่มีกลับ ก็ยังคงก้าวเข้าสู่กับดักของลั่วปิงเหออย่างไม่ลังเล จนต้องตายด้วยหมื่นศรเสียบทะลุร่าง

หนี้น้ำใจเพียงครั้งเดียวในชีวิต กลับต้องใช้สิ่งต่างๆมากมายปานนี้มาตอบแทน

เยวี่ยชิงหยวนไม่มีแม้แต่โอกาสจะทันได้บอก ‘เสิ่นชิงชิว’ ผู้ที่มีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความแค้นและความหวาดกลัว และเป็นผู้ที่ช่วยลั่วปิงเหอล่อลวงเขาให้มาติดกับด้วยซ้ำว่าเหตุใดตอนนั้นถึงไม่ได้กลับไปช่วย

ทำไมถึงไม่บอกให้เร็วกว่านี้สักนิด

ก็เหมือนตนกับลั่วปิงเหอนั่นแหละ พวกตนก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ทำไมถึงไม่พูดออกมาให้เร็วกว่านี้

หากตนไม่มัวแต่คาดเดาเอาเองและเหมาเอาว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ตั้งแต่แรก ลั่วปิงเหอก็อาจจะไม่เปลี่ยนไปทางสายดาร์ก และยังอยู่บนชิงจิ้งเฟิงเป็นศิษย์ที่ว่าง่ายขี้อายไปตลอดชีวิต

ถึงจะต้องถอยหลังไปสักหมื่นก้าว ตอนที่ต้องผลักลั่วปิงเหอลงไปในห้วงอเวจี เขาเพียงเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายก็ยังได้ ดีไม่ดีอาจไม่ต้องสิ้นเปลืองความคิดอะไรด้วยซ้ำ มาถึงตอนนี้ เสิ่นชิงชิวจึงค่อยเข้าใจ หากอยากให้ลั่วปิงเหอลงไป เป็นไปได้ว่า แค่บอกคำเดียว ลั่วปิงเหอก็จะกระโดดลงไปเองอย่างเชื่อฟัง

เสิ่นชิงชิวไม่เคยคิดถึงความเป็นไปได้ชนิดนี้มาก่อนเลย ไม่เคยเชื่อว่าจะมีคนที่โง่งมได้ถึงขนาดนั้น และลั่วปิงเหอจะว่าง่ายได้ถึงขนาดนั้น

แต่ความจริงแล้ว เขาโง่งมและว่าง่าย ‘ขนาดนั้น’ จริงๆ

พวกเขามัวแต่เดินวกวนอ้อมไปอ้อมมา เดินอ้อมเสียไกลขนาดนี้ พอเหลียวมองไปรอบกาย เลยไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางอยู่ตรงไหนแล้ว ได้แต่สำนึกเสียใจ และทอดถอนใจว่า “หากรู้แต่แรก…”

แต่ในโลกใบนี้ คำว่า ‘หากรู้แต่แรก’ ไม่เคยมีอยู่จริงๆเลย

พอเลี้ยวออกมาจากถ้ำ จู่ๆสองร่างที่ขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่นก็ปรากฏขึ้น

พอเห็นศีรษะโล้นเลี่ยนเป็นมันเกลี้ยง เสิ่นชิงชิวก็โพล่งออกไปทันทีว่า “อู๋เฉินต้าซือ อู๋วั่งต้าซือ”

หลวงจีนร่างเล็กเตี้ยที่กำลังพยุงหลวงจีนร่างสูงก็คืออู๋เฉินต้าซือนั่นเอง ขาเทียมทำจากไม้ของเขาหายไปข้างหนึ่ง ต้องเดินด้วยขาข้างเดียวอย่างยากลำบาก ทั้งไม่มีมือเหลือพอจะยกขึ้นพนม แต่เพราะไม่อยากเสียมารยาท จึงสุดพุทโธเพิ่มอีกสองสามคำ “อมิตาพุทธ เจ้ายอดเขาเสิ่น ในที่สุดก็เจอท่านเสียที เจ้าสำนักเยวี่ยเป็นอะไรไปหรือ”

หลังจากเยวี่ยชิงหยวนหลับตา ก็อาศัยพิงร่างเสิ่นชิงชิวอย่างสะลืมสะลือ เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก…ถูกหินกระแทกเข้าที่ศีรษะน่ะ แล้วอู๋วั่งต้าซือเป็นอย่างไรบ้าง”

อู๋เฉินกล่าวว่า “ถูกปราณมารของเทียนหลางจวินผู้นั้นทำให้บาดเจ็บ หมดสติไปชั่วคราว พอถ้ำถล่มลงมา ก็ไม่เห็นร่องรอยคนของเผ่ามารสองสามท่านนั้นแล้ว”

เสิ่นชิงชิวเอาซิวหย่าออกมาส่งให้เขา “ต้าซือ รบกวนท่านช่วยพาศิษย์พี่ของข้าและอู๋วั่งต้าซือออกไปจากเทือกเขาฝังกระดูกก่อนได้หรือไม่”

อู๋เฉินกล่าวถาม “แล้วเจ้ายอดเขาเสิ่นเล่า”

เสิ่นชิงชิวกล่าวสั้นๆ “ศิษย์ของข้า ข้าต้องไปจัดการเอง”

อู๋เฉินต้าซือกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “หากเจ้ายอดเขาเสิ่นเต็มใจที่จะเผชิญหน้าอย่างไม่หวาดหวั่น เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว”

เสิ่นชิงชิวตอบ “ละอายแล้ว เพียงหวังว่าจะสามารถยุติเรื่องราวนี้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ ขอฝากศิษย์พี่เจ้าสำนักไว้กับท่าน หลังจากลงไปแล้ว วานท่านช่วยพาเขาไปหาศิษย์น้องมู่แห่งเชียนเฉ่าเฟิงโดยเร็วที่สุด ผู้แซ่เสิ่นจะไม่ลืมพระคุณนี้เลย”

อู๋เฉินวางอู๋วั่งลง รับซิวหย่าไว้ คารวะตอบ จู่ๆก็กล่าวว่า “ซินหมัว(จิตมาร) เกิดจากความยึดติด”

เสิ่นชิงชิวตะลึง “ต้าซือจะบอกว่า หากจะกำจัดจิตมาร ต้องตัดขาดจากความยึดติดหรือ”

อู๋เฉินกลับส่ายหน้า “หากตัดขาดได้ เช่นนั้นก็จะไม่ใช่ความยึดติดแล้ว”

“ข้าก็คิดเช่นนั้น” เสิ่นชิงชิวคารวะตอบ หมุนกายออกไป

ใครใช้ให้เขาเป็นความยึดติดของลั่วปิงเหอเล่า

ภายใจของเทือกเขาฝังกระดูกถล่มพังลงมาจนเละเทะไปหมด เดิมทีมีถ้ำโพรงนับร้อยนับพันสามารถเดินถึงทะลุกันได้หมด แต่ตอนนี้พังถล่มไปเกือบครึ่ง ทุกหนทุกแห่งจึงถูกหินที่ร่วงลงมาอุดขวางไว้

เสิ่นชิงชิวจำแนกหนทางอย่างลำบาก

แต่แล้ว จู่ๆใต้กองหินขนาดใหญ่กองหนึ่ง ก็มีไอมารแผ่วจางซึมลอดออกมา

เสิ่นชิงชิวตะโกนออกไปทันทีตามสัญชาตญาณ “ลั่วปิงเหอหรือ”

หวังว่าลั่วปิงเหอที่ถูกเยวี่ยชิงหยวนผนึกมนตรากักขังไว้คงไม่ได้ถูกทับอยู่หรอกนะ

เขากระโจนขึ้นไปทันที แล้วยกแผ่นหินที่อยู่บนสุดออก ที่ปรากฏให้เห็นคือเกล็ดสีเขียวซึ่งแตกหักเสียหาย หินน้อยใหญ่ร่วงกราวกลิ้งลงมาจากเกล็ดสีเขียวตามจังหวะการหายใจที่แผ่วระรวย

ร่างงูของจู๋จือหลางขดตัวกลายเป็นป้อมปราการขนาดย่อมๆ หลังหนึ่ง เทียนหลางจวินนอนอยู่ข้างใจ ได้รับการปกป้องอย่างแน่นหนาชนิดแม้แต่หยดน้ำยังลอดผ่านเข้าไปไม่ได้

ร่างของเทียนหลางจวินผุกร่อนจนเสียหายหนักยิ่งกว่าเดิม ศีรษะพร้อมจะหลุดลงมาเมื่อไหร่ก็ได้ เขาเบิ่งตามองเสิ่นชิงชิว ยังมีแก่ใจกล่าวทักทายว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่น”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “พวกท่านเป็นอย่างไรกันบ้าง”

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ข้าน่ะชินแล้ว แต่จู๋จือหลางอาการไม่ค่อยดีนัก”

ไม่ค่อยจะดีจริงๆนั่นแหละ

ดวงตาคู่โตสีเหลืองทองที่เมื่อก่อนเคยเจิดจ้าราวกับแสงตะเกียง ตอนนี้เริ่มแตกซ่านแต่ยังพอจะมีสติอยู่บ้าง เกล็ดสีเขียวบนร่างงูหลุดร่วงลงมาไม่น้อย บาดแผลเหวอะหวะไปทั้งตัว

เสิ่นชิงชิวรีบช่วยเอาหินที่กดทับหางเขาอยู่ออก จึงพบว่าเจิ้งหยางยังเสียบคาร่างงูอยู่เลย เขายื่นมือออกไปกุมด้ามกระบี่ไว้มั่นแล้วดึงออกมา อาการบาดเจ็บจากการสูญเสียเลือดสำหรับเผ่ามารแล้วคือว่าไม่ค่อยเท่าไหร่นัก แต่พลังทิพย์อันแข็งแกร่งสุดยอดของเจิ้งหยางซึ่งปักตรึงร่างเขาอยู่ต่างหาก ที่เป็นอันตรายรุนแรงกว่า

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่นไม่ค่อยจะไยดีเขาเท่าไหร่ไม่ใช่หรือ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวตอบ “ใครบอกว่าข้าไม่ไยดีเขา แค่บางครั้งก็สื่อสารกันลำบากเท่านั้นเอง เขา…เป็นอย่างไรแล้ว”

เทียนหลางจวินใช้ส่วนของแขนที่เหลืออยู่ ‘ลูบ’ หัวสามเหลี่ยมของร่างงู ไม่ตอบคำแต่ย้อนถามว่า “สถานการณ์หลังจากนี้ เจ้ายอดเขาเสิ่นตั้งใจจะทำอย่างไร”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ย่อมต้องทำลายกระบี่”

เทียนหลางจวินกล่าวต่อ “กระบี่ซินหมัวกัดกร่อนเข้าไปถึงจิตวิญญาณของลั่วปิงเหอแล้ว และมีชีวิตเดียวกับเขา ตอนนี้หากเจ้าทำลายกระบี่ จะไม่เท่ากับฆ่าเขาหรือ”

เสิ่นชิงชิวตอบอย่างหนักแน่นว่า “เช่นนั้นก็ต้องคิดหาวิธีอื่น”

เทียนหลางจวินกล่าว “หากสายเกินกว่าจะหยุดยั้งการรวมภพไปแล้วเล่า”

เสิ่นชิงชิวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตอบอย่างหงุดหงิดว่า “สายไปแล้วก็สายไปแล้วซิ! พยายามให้เต็มที่ก่อน เรื่องอื่นๆถึงเวลานั้นค่อยว่ากันอีกที”

เทียนหลางจวินหัวเราะออกมาในที่สุด

เขาถอนใจ กล่าวอย่างปลงอนิจจังว่า “ทำอย่างไรก็เกลียดมนุษย์ไม่ลงจริงๆนะนี่”

“…” เสิ่นชิงชิวไม่รู้ว่าควรจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับประโยคที่ฟังแล้วเหมือนจะพอใจแต่ก็หนักใจนี่ดี

เขาเปลี่ยนเรื่องถาม “ลั่วปิงเหอเล่า ท่านเห็นเขาหรือไม่”

เทียนหลางจวินกล่าวอย่างประหลาดใจว่า “ข้ายังนึกว่าเจ้ายอดเขาเสิ่นรู้เสียอีก เขามิใช่อยู่ข้างหลังเจ้ามาตลอดหรอกหรือ”

เสิ่นชิงชิวขนลุกซู่ หันหลังกลับไปทีละนิด

ลั่วปิงเหอยืนอยู่ข้างหลังจริงๆ และกำลังจ้องมองแผ่นหลังตนอยู่ทีเดียว

ไม่รู้เลยว่าเขาเริ่มมายืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่าตามหลังตนมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ลั่วปิงเหอยิ้มน้อยๆ “ซือจุน เอากระบี่มาให้เข้าเถอะ”

เสิ่นชิงชิวไม่แสดงสีหน้า ชูกระบี่ซินหมัวขึ้น “เจ้าเข้ามาเอาไปซิ”

ลั่วปิงเหอเดินเข้ามาหาเขาก้าวหนึ่งแล้วหยุกะทันหัน มุมปากเขากระตุก ไหล่สั่นสะท้าน

เสิ่นชิงชิวยกกระบี่ขึ้นขวางหน้า ถามว่า “เป็นอะไรไป”

ลั่วปิงเหอกัดฟันกรอด “…ไปให้พ้น”

เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันจะโต้ตอบ ลั่วปิงเหอก็เอามือข้างหนึ่งบีบขมับแล้วฟาดฝ่ามือซัดพลังออกตา ตะโกนว่า “ไปให้พ้น อย่าไปยุ่งกับเขา ไปซะ!!!”

คำพูดนี้มิได้กล่าวกับเสิ่นชิงชิว ฝ่ามือที่ฟาดมาก็ไม่ได้ฟาดใส่เขาหากแต่เฉียดผ่านร่างเสิ่นชิงชิวไปโจมตีผนังถ้ำที่เดิมทีตะปุ่มตะป่ำอยู่แทน

เทียนหลางจวินช่วยอธิบายให้อย่างมีน้ำใจ “ภาพหลอนจากระบี่ซินหมัว”

ต่อให้เทียนหลางจวินไม่บอก เสิ่นชิงชิวก็พอจะเดาออก สภาพของลั่วปิงเหอในเวลานี้ชัดเจนว่าเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น พลังทิพย์ปราณมารในมือปะปนกันให้วุ่น คอยโจมตีใส่ศัตรูที่ไม่มีอยู่จริงข้างกายเขา ตัวภูเขาเกิดการสั่นสะเทือนอีกระลอกหนึ่ง เศษหินร่วงพรู

เสิ่นชิงชามองสองท่านข้างกายที่สามารถเอาคำว่าคนป่วย คนอ่อนแอ คนชราและคนพิการมาบรรยายได้เป็นอย่างดี ก่อนจะตะโกนว่า “ปิงเหอ มานี่!”

ลั่วปิงเหอดูจะสติเลื่อนลอยอยู่บ้าง แต่ก็ยังฟังที่เขาพูด เดินตามมาจริงๆ

คนนำหน้าเดินไปอย่างรวดเร็ว คนตามหลังเดินราวกับวิญญาณลอยละล่อง แต่ฝีเท้าคนตามกลับมิได้ช้ากว่าคนนำเลย จังหวะนั้นเอง ระบบก็มาแจ้งว่า [ค่าความโกรธของลั่วปิงเหออยู่ที่ 300 หลังจากคูณด้วยค่าสัมประสิทธิ์ของกระบี่ซินหมัวซึ่งมีค่าเป็น 10 ตอนนี้ค่าความโกรธจึงกลายเป็น 3,000]

เสิ่นชิงชิวร้องจ๊าก “ไอเทมชิ้นสำคัญเล่า รีบเข้าหน่อยมันจะตายหรือไง! จี้กวนอิมหยกไง! จี้หยก! รีบเอาออกมาให้ไวเลย!”

ระบบ [โปรดทราบ ไอเท็มสำคัญอยู่ระหว่างการอัปโหลด ระหว่างนี้แนะนำให้ท่านใช้เครื่องมืออื่นไปพลางๆก่อน]

เสิ่นชิงชิว “ยังจะอัปโหลดหา…งั้นมีเครื่องมืออะไรก็รีบเอาออกมาดูเลย!”

ระบบ [ขอแจ้งให้ท่านทราบก่อนว่า คราวก่อนที่ท่านได้อัปเกรดตัวสร้างสถานการณ์แบบดีลักซ์ยังไม่ได้เปิดใช้งาน]

เสิ่นชิงชิวเบรกกึก

จะว่าไป จนป่านนี้เขาก็ไม่เคยเข้าใจว่าตกลงแล้วไอ้ ‘ตัวสร้างสถานการณ์’ มันเป็นของบ้าอะไร หลักการของมันคืออะไร แต่จากประสบการณ์ที่ได้ทดลองใช้มาแล้วครั้งหนึ่ง มันก็เหมือนจะมีประโยชน์อยู่พอสมควร!

เสิ่นชิงชิวกัดฟันกล่าวว่า “…เอามาเลย!”

ให้ป๋าเปิดหูเปิดตาสักทีว่าเวอร์ชั่นดีลักซ์มันจะยิ่งใหญ่อลัการยังไง จัดมา!

ทันทีที่เขากระแทกปุ่ม ‘ยืนยัน’ พื้นดินก็ยุบถล่มลงไปอีกครั้ง

ระหว่างที่ร่วงลงไปพร้อมกับพื้นที่ยุบตัว ในหัวเสิ่นชิงชิวมีอยู่เรื่องเดียวคือ หลอกกันนี่หว่า ตัวสร้างสถานการณ์บ้าอะไร ตัวสร้างปัญหาต่างหาก!

ทว่ากลิ้งขลุกๆมาได้พักหนึ่ง ตอนที่หินบนเหนือศีรษะร่วงกราวลงมา เขากลับไม่โดนเศษหินร่วงใส่แต่อย่างใด

มีใครคนหนึ่งเอาตัวบังเขาไว้

ถึงแม้สภาพจิตใจไม่ปกติ สมองเลอะเลือน แต่ในเวลาเช่นนี้ ลั่วปิงเหอก็ยังเอาตัวมาช่วยบังเขาไว้จากหินถล่ม

เขาตลัดมือข้างหนึ่งกลับไปผลักหินที่หล่นมาใส่หลังโดยไม่รู้สึกลำบากแม้แต่น้อย ก้มหน้าสบตากับเสิ่นชิงชิวอย่างมึนงง แววตาเหมือนจะแจ่มใส่ขึ้นมาวูบหนึ่งแล้วก็หายวับไป จากนั้นก็กะพริบตาปริบๆ กลับไปเอ๋อดังเดิม

ตราบาปสีแดงเข้มขนหน้าผากแผ่ขยายใหญ่ปกคลุมทั่วดวงหน้าขาวใส และมีทีท่าว่าจะแผ่ลงมาถึงลำคอ กระบี่ซินหมัวที่ตกอยู่ด้านข้างเปล่งแสงวูบวาบราวกับจะขานรับตราบาปบนร่างเขา แผ่ไอสีม่วงคล้ำออกมาฟุ้งตลบ

ลั่วปิงเหอกล่าวงึมงำ “ซือจิน…?”

เสิ่นชิงชิวทำเสียง “อืม” มองดูเลือดที่ไหลย้อยลงมาตามหน้าผากของลั่วปิงเหอ เสียงออกจะสั่นเล็กน้อย

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ซือจุน เป็นท่านจริงๆหรือขอรับ”

“…อืม”

ลั่วปิงเหอ “คราวนี้เป็นเรื่องจริงหรือ เมื่อครู่ท่านมิใช่ไปกับพวกเขาแล้วหรอกหรือ ข้าเห็นนะ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ข้าไม่ไป”

ลั่วปิงเหอค่อยๆก้มตัวลงมา ซุกหน้าเข้ากับซอกคอของเขา กล่าวเสียงแผ่ว “ซือจุน ข้าปวด…ข้าปวดหัว”

น้ำเสียงนี้ เหมือนกำลังออดอ้อน ทั้งเหมือนกำลังเจ็บปวดมากจริงๆ

เสิ่นชิงชิวยื่นแขนทั้งสองข้างออกไปโอบไหล่เขาไว้ ตบเบาๆปลอบประโลมราวกับปลอบเด็กว่า “เด็กดี เดี๋ยวก็ไม่ปวดแล้ว”

ลั่วปิงเหอกล่าวต่อ “ข้าจะเป็นเด็กดี จะได้ไม่ปวด แล้วซือจุนก็จะไม่ปล่อยให้ข้าอยู่คนเดียวอีกใช่หรือไม่”

เสิ่นชิงชิวตอบว่า “เดี๋ยวก็หายปวดแล้ว”

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงต่ำ “ข้าไม่เชื่อ”

และแล้ว ลั่วปิงเหอก็เกรี้ยวกราดขึ้นมาเดี๋ยวนั้น แผดเสียงก้อง “ข้าไม่เชื่อ! ข้าไม่เชื่อหรอก!”

เห็นเขาอาการกำเริบขึ้นมาอีก เสิ่นชิงชิวก็กอดไหล่เขาแน่น เขย่งเท้าแล้วเงยหน้าขึ้น

แต่เกิดปัญหาเรื่องมุมนิดหน่อย ฟันกับฟันกระทบกันพอดี ทำเอาเจ็บแทบตาย

ลั่วปิงเหอเบิดตาค้างด้วยความตกตะลึงที่ถูกผนึกริมฝีปาก กะพริบตาทีหนึ่ง แล้วก็สองที

เสิ่นชิงชิวเองก็เบิกตากว้างอยู่ด้วยเช่นกัน พอต่างคนต่างลืมตาโตใส่กันทั้งคู่ เลยรู้สึกว่ามันพิลึกสุดๆ จ้องตากันอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าใครก็ไม่ยอมหลับตาก่อน เขาจึงได้แต่ยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง เป็นฝ่ายหลับตาเสียเอง ขนตาสั่นระริก กดจุมพิตแรงขึ้นเพื่อทวีความลึกซึ้งให้มากกว่าเดิม

บอกตามตรง ฟันปากกระทบกันแบบนี้มันทำเขาเจ็บจนชาเลยทีเดียว จะเรียกว่าจุมพิตคงไม่ได้ ต้องเรียกว่ากัดแทะน่าจะเหมาะกว่า

แต่เห็นชัดว่า ลั่วปิงเหอกัดได้อย่างมีความสุขมาก เขากัดแทะริมฝีปากเสิ่นชิงชิวไปมาไม่ต่างอะไรกับกินขนม เสียงหอบหายใจยิ่งมายิ่งถี่กระชั้น ทันใดนั้น เขาก็จับตัวเสิ่นชิงชิวกดลงไปนอนกับพื้น

แคว่ก! เสื้อนอกเสิ่นชิงชิวขาดกระจุยเป็นชิ้น

เสื้อผ้าที่เหลือถูกเสิ่นชิงชิวถอดออกเองเสร็จสรรพ ระหว่างที่ถอดๆทึ้งๆกันอยู่นั้น เสื้อผ้าครึ่งท่อนล่างก็ถูกถอดไปคาอยู่ที่หัวเข่า เสื้อผ้าท่อนบนเหลือเพียงเสื้อตัวกลางแบะรุ่ยร่ายมาถึงหัวไหล่

มือของลั่วปิงเหอคลานไล้เข้าไปจากคอเสื้อ ร่างกายเขาร้อนลวกไปทั้งตัว ร้อนยิ่งกว่าคราวก่อนตอนอยู่ในสุสานศักดิ์สิทธิ์หลายขุม ขณะที่มือเคล้นคลึงไปทั่วผิวกายของเสิ่นชิงชิว

ทั้งร้อน ทั้งเจ็บ ทั้งว้าวุ่นใจไปหมด

เสิ่นชิงชิวรู้ดีว่าสิ่งที่จะเกิดตามมาหลังจากนี้คืออะไร เขาตกลงใจไว้แต่แรกแล้ว ยามนี้เขาจึงเป็นฝ่ายพลิกกาย หันหลังให้ลั่วปิงเหออย่างรู้งาน

ถึงแม้เขาไม่เคยมีประสบการณ์กับเรื่องแบบนี้มาก่อน แต่เขาเคยได้ยินว่าหากครั้งแรกหันหลังให้จะง่ายกว่า แม้ในใจจะรู้สึกว่าท่านี้ออกจะน่าอายอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่อาจมามัวคิดมากได้อีก

เดิมทีเขาแค่ทำเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลั่วปิงเหอ แต่ใครเลยจะนึกว่าจะถูกพลิกตัวกลับมาอย่างแรง

ลั่วปิงเหอนั่งแทรกอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างของเขา จ้องหน้าเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าอยู่ห่างออกไปไม่กี่ชุ่น ทว่าลมหายใจร้อนผ่าวคละเคล้าผสมผสานกันอย่างแยกไม่ออก

ช่องทางเบื้องล่างอันแห้งผากถูกแท่งบางอย่างที่อุ่นจัดมากดจ่อ เส้นผ่าศูนย์กลางค่อนข้างน่าสะพรึง ให้ความรู้สึกเหมือนลูกอะไรกลมๆที่อวบเต็ม แต่เพราะส่วนหัวค่อนข้างชุ่มชื้น ปากถ้ำที่ปิดสนิทจึงสามารถโอบรับเข้าไปได้เล็กน้อย

ลั่วปิงเหอไม่ได้บุกทะลวงเข้าไปทันที ท่ามกลางความสับสนเลอะเลือน กลับยังมุ่งมั่นคิดแต่จะจ้องหน้าเสิ่นชิงชิวอยู่อย่างนั้น จุมพิตไปตามแก้มของเขาตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ตอนแรกเสิ่นประสาทของเสิ่นชิงชิวเครียดเขม็ง แต่เพราะการกระทำโดยไม่รู้ตัวนี้ของลั่วปิงเหอ เขาจึงค่อยๆผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง

แต่เขาผ่อนคลายเร็วไปนิด

ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็ได้รู้ซึ้ง อะไรคือความรู้สึกที่เรียกว่า ‘ถูกผ่ากลางเป็นสองซีกทั้งเป็นๆ’

เขาเจ็บแทบบ้า ดีดขากระถดหนีไปข้างหลัว แต่ถูกลั่วปิงเหอหนีบเอวเขาไว้ก่อนจะลากตัวเขากลับมา แผ่นหลังครูดกับเศษหินหยาบๆ จนแสบผิว

ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ท่อนล่างทำให้เสิ่นชิงชิวลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง

เขารู้สึกเหมือนปลาที่กำลังจะตายเพราะขาดน้ำ จึงดิ้นกระเสือกกระสนอย่างสุดกำลัง แต่ยิ่งดิ้น ลั่วปิงเหอก็ยิ่งขาดสติ สองตาแดงฉาน ลมหายใจสับสน สติพร่าเลือน คิดแต่จะกดเสิ่นชิงชิวเอาไว้ให้อยู่ แล้วแทงพรวดเข้าไปจนสุดทาง

ส่วนหัวที่เหิมเกริมที่สุดบุกเข้าไปแล้ว จากนั้นก็ตามมาด้วยแท่งทรงกระบอกยาวสอดลึกเข้าไปถึงอวัยวะภายใน

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 219
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 218
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 217
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: