Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 80

Scumbag System 80

ตอนที่ 80

เสิ่นชิงชิวใช้มือยันอกของลั่วปิงเหอไว้ เอวกลับถูกเกี่ยวรัดแน่นจนขยับเขยื้อนไม่ได้ สองขายิ่งถูกจับงอพับขึ้นมากดไว้กับอกจนก้นลอยโด่งขึ้นมา ช่องทางภายในที่เดิมก็ไม่อาจสกัดกั้นอะไรได้อยู่แล้วจึงถูกทะลวงไปถึงไหนๆ

เขากลั้นเสียงกรีดร้องเอาไว้ พยายามผ่อนคลายร่างกายท่อนล่างและเปิดรับเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ลั่วปิงเหอสอดใส่เข้าไปให้ลึกที่สุด

หลังจากฝังลึกเข้าไปถึงสุดปลายทางแล้ว เสิ่นชิงชิวก็รู้สึกราวกับถูกตอกบูชายัญเข้ากับหินผาไว้ด้วยตะปูร้อนจัด

ลั่วปิงเหอคล้ายกับจะหาสถานที่อันมั่นคงปลอดภัยเจอแล้วในที่สุด จิกทิ้งผมของเสิ่นชิงชิว แล้วดึงหน้าขึ้นมาจูบ

ความเจ็บปวดที่หนังศีรษะยังพอมองข้ามได้ แต่ท่าที่เปลี่ยนไปทำให้เสิ่นชิงชิวเกิดอุปาทานอันน่ากลัวชนิดหนึ่ง ว่า อวัยวะภายในกระจัดกระจายเคลื่อนหลุดจากที่ของมันหมดแล้ว ในช่องทางด้านหลังที่แสนจะเจ็บปวดมีบางสิ่งบางอย่างดิ้นยุกยิกอยู่ไม่สุข และไม่อาจจะควบคุมได้ ลั่วปิงเหอไม่มีสติ จึงไม่รู้จักบันยะบันยัง พอรู้สึกถูกอกถูกใจเลยกระแทกกระทั้นเข้าออกเสียเต็มที่

การขยับตัวของเขาทั้งเร็วและรุนแรง หลังจากเข้าๆออกๆ เดี๋ยวลึกเดี๋ยวตื้นไปเป็นร้อยครั้ง ลั่วปิงเหอก็สามารถทะลวงเข้าคูหาของเขาอย่างราบรื่นและต่อเนื่องได้ในที่สุด

เสิ่นชิงชิวน้ำตาคลอหน่วย

เจ็บ!

เจ็บโว้ย!

เขาเจ็บจนตัวสั่นระริก แต่ยังไม่ลืมว่าตอนนี้ควรทำอย่างไร เขาโคจรพลังทิพย์เข้าไปชักนำปราณมารที่กำลังปั่นป่วนพลุ่งพล่านอยู่ในกายของลั่วปิงเหอมาไว้ที่ตัวเอง

วิธีการนี้ออกจะงี่เง่าอยู่มาก แต่ก็มีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ที่ถ่ายทอดปราณมารให้กระบี่ซินหมัวคือลั่วปิงเหอ หากแบ่งพลังงานในกายเขาออกมา พลังที่ใช้ขับเคลื่อนซินหมัวก็จะไม่พอ ย่อมจะทำให้เทือกเขาฝังกระดูกไม่อาจตกลงไปได้อีก

โพรงเนื้อสั่นระริกโอบอุ้มสิ่งที่บดเบียดเข้าออกอย่างเหิมเกริมเอาไว้ นี่เป็นพื้นที่ที่ไม่เคยต้อนรับคนแปลกหน้าที่ไหนมาก่อน ผนังด้านในอันอ่อนนุ่มถูกครูดถูจนแสบและบวม ตอนแรกก็ยังเข้าออกด้วยความติดขัด แต่หลังจากเจ็บแสบไปหลายระลอก เนื้อในก็ค่อยๆฉ่ำชื้นขึ้น เลือดและของเหลวภายในส่วนเร้นลับจึงทำให้การสอดประสานราบรื่นขึ้น

ในความมืด กลิ่นคาวเลือดจางๆ อวลกรุ่นไปทั่ว เสียงหอบหายใจที่พยายามสะกดข่มอย่างลำบากและเสียงเนื้อกระทบเนื้อกังวาลชัดเป็นพิเศษ

ลั่วปิงเหอมีความสุขมาก กอดเสิ่นชิงชิวไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เอาแก้มถูไถหน้าผากของเสิ่นชิงชิวด้วยสีหน้าทั้งน่ารักและน่าสงสาร แต่ร่างกายท่อนล่างกลับเป็นหนังคนละม้วน แทบจะเรียกได้ว่าอำมหิต

เสิ่นชิงชิวถูกเขากอดจนแทบจะหายใจไม่ออก นิ้วมือข้างขวาทั้งห้าจิกกับหินบนพื้นจนเลือดไหล กว่าจะหายใจได้แต่ละทีแทบหืดขึ้นคอ

ทนไม่ไหวแล้ว!

ทนแทบจะไม่ไหวแล้วจริงๆ!

ขณะที่เขากำลังหน้ามืดตาลาย เบื้องหน้าสายตาพร่ามัวขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง แสงสีขาวอ่อนจางสายหนึ่งก็กรีดผ่านไป

เสียงติ๊งของอะไรบางอย่างร่วงลงพื้นมาตกอยู่ข้างไหล่เปลือยเปล่าของเสิ่นชิงชิว

ลั่วปิงเหอความรู้สึกเฉียบไวมาก พอเงยหน้าขึ้น ก็ตะลึงลานไปเดี๋ยวนั้น

จากนั้น รูม่านตาก็หดเล็กเป็นจุดเดียว ภาพที่เลือนรางกระจัดกระจายในตอนแรกค่อยๆซ้อนทับกัน จนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

พอเขาก้มหน้าลงมา สีหน้าก็ซีดเผือดทันตา

เสิ่นชิงชิวนอนอยู่ใต้ร่างเขา เสื้อผ้าขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี สองขาสั่นระริกไม่อาจหุบเข้าหากัน ดวงตาแดงก่ำจนน่ากลัว ท่าทางเหมือนกำลังจะหมดลมหายใจเต็มที

ลั่วปิงเหอยื่นมือเข้าไปหมายจะแตะตัวเขาแต่ก็ไม่กล้า ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ กล่าวงึมงำว่า “…ซือ…จุน?”

ในที่สุดก็ได้ยินลั่วปิงเหอเรียกซือจุนด้วยน้ำเสียงปกติเสียที เสิ่นชิงชิวเหมือนเอาชีวิตรอดมาได้ สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แต่การหายใจครั้งนี้ดูจะลำบากกินแรงอยู่มาก ฟังแล้วเหมือนเสียงสะอื้นมากกว่า

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างสับสนว่า “ซือจุน…ข้า…ข้าทำอะไรลงไป”

เสิ่นชิงชิวเดิมทีอยากจะกระแอมให้คอโล่ง เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศสักเล็กน้อย แล้วบอกว่าก็ไม่ได้ทำอะไรหรอก เจ้าก็แค่ทำข้าที่เป็นซือจุนเจ้าเท่านั้นแหละ ผลปรากฏว่า คอไม่โล่ง แต่ไอออกมาเป็นเลือดแทน

พวกเขาถูกเลือดหย่อมนี้ทำเอาตะลึงพรึงเพริดทั้งคู่

น้ำตาเสิ่นชิงชิวยังไม่ทันจะไหล น้ำตาลั่วปิงเหอก็ร่วงนำไปก่อนแล้ว น้ำตาหยาดหยดลงมากระทบแก้มเสิ่นชิงชิว แล้วไหลลงมาตามใบหน้า

เมื่อก่อนเสิ่นชิงชิวกลัวผู้หญิงร้องไห้เป็นที่สุด ตอนนี้กลับกลัวลั่วปิงเหอร้องไห้เป็นที่สุดแทน จึงไม่อาจมัวมาสนใจกับความเจ็บช่วงล่าง เช็ดหน้าให้อีกฝ่ายและปลอบขวัญราวกับปลอบเด็ก “ไม่ร้องนะ”

น้ำตาของลั่วปิงเหอประหนึ่งไข่มุกร่วงหลุดจากสาย กลิ้งไปตามไหล่เสิ่นชิงชิว ทางหนึ่งกอดเสิ่นชิงชิวอย่างทำอะไรไม่ถูก ทางหนึ่งก็สะอึกสะอื้น “ซือจุนท่านอย่าเกลียดข้านะ…ข้าไม่รู้…ข้าไม่ได้อยากทำร้ายท่าน…ทำไมท่านไม่ผลักข้าออกไป ทำไมท่านไม่ฆ่าข้า”

เสิ่นชิงชิวลูบหลังปลอบประโลมเขา “เหวยซือรู้ เหวยซือเต็มใจ”

เขาปลอบลั่วปิงเหอพลางนึกสลดใจไปด้วย

ไอ้คนที่ถูกระทำน่ะมันตูไม่ใช่เรอะ ทำไมไอ้คนทำมันถึงได้ร้องไห้หนักกว่าตู แล้วทำไมคนถูกทำกลับยังต้องมาปลอบใจคนทำด้วยล่ะ

ลั่วปิงเหอที่ร้องห่มร้องไห้เสียความบริสุทธิ์นี่รับมือยากยิ่งกว่าหญิงสาวที่ร้องห่มร้องไห้เสียความบริสุทธิ์อีก!

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างจนใจว่า “งั้น…เจ้าออกมาก่อน…”

น้ำตาของลั่วปิงเหอยังเกาะขนตาเป็นกระจุก ไม่อาจมัวมาอายหรือสนว่ายังไม่เสร็จกิจอยู่ได้ เขาค่อยๆ ถอยกายออกมาอย่างระวัง

เขาตะลึงมองสภาพอเนจอนาถที่หว่างขาของเสิ่นชิงชิว สีหน้ายิ่งมายิ่งซีดขาว แต่กระนั้นก็ยังคงช่วยใส่เสื้อตัวกลางให้เสิ่นชิงชิวจนเรียบร้อย และเอาเสื้อตัวนอกของตนคลุมลงบนร่างเขา

เสิ่นชิงชิวเองก็ไม่กล้ามองสภาพของตัวเองเช่นกัน ค่อยๆหุบขาตัวเองช้าๆระหว่างขั้นตอนนี้ กล้ามเนื้อบนหน้าเขาคอยแต่จะกระตุกเบาๆ แต่ก็พยายามสุดกำลังเพื่อไม่ให้ความเจ็บปวดแสดงออกมาทางสีหน้า

เพื่อเบี่ยงเบนสายตาและความสนใจของลั่วปิงเหอ เสิ่นชิงชิวยื่นมือไปหยิบจี้กวนอิมหยกขึ้นมา แล้วทำมือเป็นเชิงบอกให้ลั่วปิงเหอก้มศีรษะ

ลั่วปิงเหอกล่าวตะกุกตะกัก “ข้านึกว่า…ข้านึกว่ามันหายไปตั้งนานแล้ว…ข้านึกว่าคงหามันไม่เจอแล้ว…”

เสิ่นชิงชิวช่วยเอาด้ายแดงคล้องคอให้เขา กล่าวว่า “ต่อจากนี้ไปก็เก็บไว้ให้ดีๆ อย่าทำหายอีก”

ลั่วปิงเหอกล่าวช้าๆ “ตอนนั้นเป็นซือจุนที่ช่วยข้าพ้นจากการถูกรุม หรือว่านับตั้งแต่ตอนนั้น…ซือจุนก็…พกมันไว้ข้างกายตลอดเลยหรือขอรับ”

มันอยู่ในคลังของระบบ แต่ถ้าบอกว่าเขาพกมันไว้ข้างกายมาตลอดก็ไม่ถือว่าพูดผิดมั้ง พอคิดเช่นนี้ เสิ่นชิงชิวก็พยักหน้าทีหนึ่งอย่างอ่อนแรง

มือของลั่วปิงเหอที่กอดเขาเลยยิ่งกระชับแน่นเข้าไปอีก ส่วนน้ำตายังคงไหลไม่หยุด แต่แล้วก็เห็นว่าตรามารบนหน้าผากเขาหายไปแล้วอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิที่แก้มและหน้าผากซึ่งร้อนจัดก็ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

เขากล่าวอย่างงงัน “ท่านกำลังจะทำอะไรน่ะ”

เสิ่นชิงชิวกอดเขาแน่นหนา ล็อคลั่วปิงเหอไว้ในอ้อมแขนไม่ปล่อยให้เขาได้ขยับตัวมั่วซั่ว กล่าวเสียงหนักว่า “ไม่ทำอะไร ข้าเคยบอกเจ้าแล้วอย่างไรเล่า เดี๋ยวก็ไม่เจ็บแล้ว อยู่นิ่งๆ อย่าขยับตัวส่งเดช”

ลั่วปิงเหอร้องเสียงหลง “ซือจุนท่านจะทำเหมือนคราวก่อนใช้ตัวเองชักนำปราณมารออกจากกระบี่ซินหมัวหรือ”

ที่เขาพูดว่า ‘คราวก่อน’ ก็หมายถึงครั้งนั้นที่เสิ่นชิงชิวระเบิดพลังทิพย์ตัวเองนั่นเอง มันคงจะทิ้งเงาขนาดใหญ่ไว้ในใจเขาทีเดียว

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ไม่เหมือนคราวก่อนหรอก”

ฝ่ามือของลั่วปิงเหอค่อยๆกำแน่นเข้า กล่าวเสียงสั่นว่า “ไม่เหมือนตรงไหน ซือจุนทำเช่นนี้กับข้าได้อย่างไร เพื่อผู้อื่นแล้ว ท่านกลับทำเรื่องเดิมๆได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านว่าเรื่องเช่นนั้น…ข้าจะทนมองมันเกิดขึ้นอีกครั้งได้อย่างไร ข้าควรรู้เสียนานแล้ว พวกท่านไม่เคยเลือกข้า ทุกคนล้วนทอดทิ้งข้า…”

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างจริงจัง “ลั่วปิงเหอ เจ้าฟังข้า!”

ลั่วปิงเหอกล้ำกลืนน้ำตาฟังเขาแต่โดยดี

เสิ่นชิงชิวกล่าวต่อ “ซูซีเหยียนยอมแลกด้วยชีวิตถึงคลอดเจ้าออกมาได้ ลั่วปิงเหอหนอ ลั่วปิงเหอ ทำไมเจ้าไม่คิดดูบ้างเล่าว่าคนเช่นกงจู่เฒ่าจะเอายาดีอะไรให้ศิษย์ของเขากิน มันก็ต้องเป็นยาที่เป็นอันตรายต่อเผ่ามารอย่างยิ่งยวดอยู่แล้ว หากตอนนั้นนางยอมจำนนต่อชะตากรรม ต่อให้ไม่ถึงตาย เจ้าจะปลอดภัยไร้เรื่องราวจนเติบใหญ่ถึงเพียงนี้ได้อย่างไร”

ไหล่ของลั่วปิงเหอสั่นสะท้าน เสิ่นชิงชิวเน้นทีละคำ “หากข้าเป็นนาง ไม่ว่ายาถ้วยนั้นจะมีพิษรุนแรงแค่ไหน ข้าก็จะไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะดื่มมันลงไป แล้วหนีออกจากคุกน้ำ จากนั้นก็จะชักนำพิษยามาเข้าร่างกายตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนที่ต้องเจ็บปวดทรมานแค่ไหน ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยพลังวัตรสิ้นสลายหรือไม่ ไม่ว่าจะต้องตายอย่างอนาถหรือไม่ ก็จะไม่ยอมให้เด็กคนนี้ได้รับอันตรายแม้เพียงเศษเสี้ยว

นี่คือการคาดเดาของข้า เจ้าจะมองว่ามันเป็นแค่การคาดเดาก็ได้ เพราะไม่มีใครบอกเจ้าได้อีกแล้วว่า ก่อนที่ซูซีเหยียนจะสิ้นใจลมปราณแตกซ่าน ในใจของนางคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่หากนางมองว่าเจ้าคือความอัปยศในชีวิตของนางจริงๆ นางก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรอื่นทั้งสิ้น ในวันที่อากาศหนาวที่สุดของปี ทุกหนทุกแห่งจับตัวเป็นน้ำแข็ง แค่หย่อนเจ้าลงแม่น้ำลั่วไหนเลยเจ้าจะมีชีวิตรอดมาได้

หรือหากนางไม่ยอมละทิ้งตำแหน่งหัวหน้าศิษย์วังฮ่วนฮวาอันมีหน้ามีตามีอนาคต ดื่มยาพิษถ้วยใหม่ที่กงจู่เฒ่าส่งให้ไปอีกเรื่อยๆ ไม่ต้องหนีออกมาอย่างจนตรอก หลบหนีการตามล่าของศิษย์วังฮ่วนฮวา หลังจากคลอดเจ้าอย่างเดียวดายบนเรือน้อยแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องถอดเสื้อตัวเองออกมาห่อร่างเจ้า ไม่ใช้แรงเฮือกสุดท้าย เอาเจ้าวางลงบนถังไม้แล้วผลักออกไป ยังไม่ทันที่คนมาช่วย เจ้าก็จะกลายเป็นวิญญาณโดดเดี่ยวที่แข็งตายบนแม่น้ำลั่วไปเสียนานแล้ว

ตอนนี้เจ้าก็ยังมีชีวิตอยู่ดี เที่ยวไปฟังคำพูดของคนอื่นแล้วเก็บมาเชื่อว่าแม่ของเจ้าไร้หัวใจ เชื่อว่านางไม่ต้องการเจ้าได้อย่างไร”

พูดรวดเดียวโดยไม่หยุดพักหายใจมาถึงตรงนี้ เสิ่นชิงชิวก็แน่นหน้าอกหายใจไม่ออก รู้สึกว่าปราณมารได้แล่นพล่านปั่นป่วนกระจายไปทั่วแขนขาจับเข้าไปถึงกระดูกแล้ว เขาใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่กอดลั่วปิงเหอแน่น

“ที่ข้าเอาปราณพิษของซินหมัวมาเข้าร่าง ไม่ใช่เพื่อใครหรือเพื่ออะไรทั้งนั้น แต่เพื่อเจ้าเพียงคนเดียว ข้า…ไม่อยากเห็นลั่วปิงเหอที่ถูกซินหมัวควบคุมไปทั้งชีวิต ถูกมันกัดกร่อนสติสัมปชัญญะ มีชีวิตอยู่กับภาพหลอนไม่สิ้นสุด สิ่งที่เหวยซือมุ่งหวังเกี่ยวกับตัวเจ้า ก็คือเห็นเจ้ามีชีวิตอยู่ มีสติ แล้วก็แข็งแกร่ง”

เขากล่าวเสียงแผ่วว่า “ดังนั้นก็อย่าได้พูดจาพรรค์อย่าง ไม่มีใครต้องการเจ้า ไม่มีใครเลือกเจ้าอีก”

ลั่วปิงเหคุกเข่าอยู่ข้างกายเขา กระบอกตารับน้ำหนักหยาดน้ำในดวงตาไม่ไหวแล้ว จึงปล่อยมันพรั่งพรูลงมาราวกับเด็กน้อยที่ต้องแบกรับความคับแค้นในอย่างถึงที่สุด

แต่ไหนแต่ไรมาเขาก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ระเหเร่ร่อนอยู่ในโลกใบนี้ตามลำพัง ล้มลุกคลุกคลานมานับครั้งไม่ถ้วน สิ่งที่ต้องการมีเพียงไม่กี่อย่าง แต่ไม่เคยได้มาสักอย่าง หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ เสิ่นชิงชิวคิด จะต้อง…จะต้อง…

แต่เคยมีคนพูดไว้นานแล้ว ในโลกนี้ไม่เคยมีอะไรที่ ‘หากรู้แต่แรก’ เลย

ลั่วปิงเหออยู่ๆก็ยิ้มทั้งน้ำตา มือข้างหนึ่งคว้ามือของเสิ่นชิงชิวไปแนบแก้ม มืออีกข้างคว้ากระบี่ซินหมัวขึ้นจากพื้น

ตัวกระบี่ที่ปล่อยไอสีม่วงลอยอวลไปทั่วหวีดร้องเสียงแหลมอย่างโหยหวน เสียงบางสิ่งบางอย่างแตกกระจายทีละชุ่น…ทีละชุ่น ดังมาเข้าหู

“ซือจุน ข้ารู้ ที่ท่านพูดมามากมายปานนี้เพื่ออะไร”

ลั่วปิงเหอจ้องมองเขา ยกมุมปากขึ้น

“แต่ว่า หากซือจุนที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกและมีความมุ่งหวังเช่นนี้ต่อข้าไม่อยู่แล้ว ข้าจะมีชีวิตอยู่ มีสติ และแข็งแกร่งไปกว่านี้เพื่ออะไรกัน”

ความร้อนในร่างกายของลั่วปิงเหอเหมือนจะแพร่ใส่เขาเข้าแล้ว เสิ่นชิงชิวเริ่มเวียนหัวขึ้นมานิดๆ

ท่ามกลางความวิงเวียน เขาแทบจะฟังสิ่งที่ลั่วปิงเหอพูดไม่รู้เรื่องแล้ว ทั้งไม่มีปัญญาจะยับยั้งการทำลายกระบี่ของเขา เสิ่นชิงชิวเริ่มเลอะเลือนเสียจนคิดว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน

“ตายด้วยกัน” อย่างน้อยก็มีคำว่า ‘ด้วยกัน’ อยู่

ดูเหมือนจะไม่ได้แย่จนเกินไปนัก

กระนั้น กลับมีเสียงหนึ่งที่เขายังได้ยินอย่างชัดเจน

[ขอแสดงความยินดีด้วย ค่าตัวเลขทุกค่าบรรลุถึงระดับมาตรฐานที่กำหนด ท่านได้รับการเลื่อนระดับเป็นสมาชิก VIP ขั้นต้น ท่านต้องการจะใช้ฟังก์ชั่นชั้นสูงในการ ‘ช่วยชีวิตตนเอง’ หรือไม่]

…………………………………

‘เทพมารอหังการ’ เป็นนิยาย YY แนวฮาเร็มเรื่องหนึ่ง สำหรับประเด็นนี้ เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีผู้เขียนได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนแต่แรกแล้ว

เสิ่นชิงชิว ชายหนุ่มผู้ตอบคำถามตัวเองแล้วอย่างไม่มีอะไรต้องละอายแก่ใจ ว่าตัวเองนั้นเป็นชายแท้แน่นอน สำหรับประเด็นนี้ เขาก็กำหนดจุดยืนของตัวเองไว้ตั้งแต่เกิดแล้วเช่นกัน

ดังนั้น หากตอนเปิด ‘เทพมารอหังการ’ ขึ้นมาอ่านใหม่ๆ นิยายพิลึกกึกกือที่ห่วยเสียจนตัวมันเองยังช็อคกับความห่วยของตัวเอง แล้วมีคนอบกเสิ่นหยวนว่า อา เดี๋ยวนายจะกลายเป็นเกย์ แถมยังเป็นเกย์คู่กับพระเอกของนิยายเรื่องนี้ แล้วนายก็ยังต้องเป็นฝ่ายนอนคว่ำเอาก้นใส่พานถวายให้พระเอก…เขาคงจะเอา ‘เทพมารอหังการ’ ทั้ง 50 เล่มทุบหัวไอ้คนที่มาบอกเขาคนนั้นให้มันได้เปิดหูเปิดตาว่าอะไรคือสมองกระจายอย่างแน่นอน

ทว่าตอนนี้ เขากำลังลอยละล่องอยู่ในห้วงอากาศอันว่างเปล่าห้วงเดียวกับตอนที่เข้ามาในโลกนี้ครั้งแรกสุด ฟังน้ำเสียงคุ้นเคยเป็นมิตรที่เหมือนกับเสียงของเว็บแปลกูเกิ้ลก้องกังวานไปทั่วทุกมุม

[สวัสดี ด้วยความบากบั่นพากเพียรและความร่วมมืออย่างเต็มที่ของท่าน ค่าตัวเลขทุกค่าบรรลุถึงระดับที่ใช้ในการอัปเกรด]

[ระบบรู้สึกเป็นเกียรติที่จะแจ้งให้ท่านทราบว่า ท่านได้เลื่อนระดับขึ้นเป็นสมาชิก VIP ขั้นต้นแล้ว จึงขอแจ้งให้ทราบมา ณ ที่นี้ว่า สมาชิก VIP สามารถใช้ฟังก์ชั่นขั้นสูง ‘ช่วยชีวิตตนเอง’ ได้]

[ภายใต้สถานการณ์ที่ค่าชีวิตตกลงมาอยู่จุดต่ำสุด สามารถเติมเลือดให้กลับมาเต็มแถบได้ 1 ครั้ง]

เลือดเต็มก็ฟื้นคืนชีพ!

สิทธิประโยชน์สำหรับ VIP นี่ มันช่างดีงามจริงๆ

เสิ่นชิงชิงกล่าวว่า “คือว่า ฟังก์ชั่นช่วยชีวิตตัวเองนี้ ใช้ได้ครั้งเดียวเท่านั้นเหรอ ใช้ได้แต่ช่วยชีวิตตัวผมเองเท่านั้นรึเปล่า”

ระบบ [ท่านเข้าใจถูกต้อง]

เสิ่นชิงชิวเจอปัญหาที่ทำให้ต้องคิดหนัก เขารับปราณมารจากตัวลั่วปิงเหอมาเกินกว่าครึ่งแล้ว ตอนนี้ต่อให้ทำลายกระบี่ซินหมัวต่อไป ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรกับลั่วปิงเหอแล้ว เดิมทีเข้าใจว่าตัวเองคงจะต้องตายแน่ เจ้าเด็กคนนี้มันก็ร้องห่มร้องไห้จะขอตายตามไปด้วย ตอนนี้หากใช้ฟังก์ชั่นช่วยชีวิตตัวเอง หวังว่าเขาคงจะไม่ทำอะไรโง่ๆ ด้วยการฆ่าตัวตายตามแล้วละนะ

เสิ่นชิงชิวรีบถาม “ลั่วปิงเหอล่ะ ตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง”

ระบบ [เวลานี้ ท่านยังไม่อยู่ในสถานะที่จะสามารถสอบถามปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแหล่งพลังงานได้ ท่านต้องการจะตรวจสอบผลงานย้อนหลังหรือไม่]

เป็น VIP ทำไมยังสอบถามไม่ได้ฟะ!

เสิ่นชิงชิวคันยิบๆในหัวใจ แต่ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไม่ให้ถามก็คือไม่ถาม กลุ้มไปก็ไม่มีประโยชน์ ระบบยังคงตื้อไม่หยุด

[ท่านต้องการจะตรวจสอบผลงานย้อนหลังหรือไม่]

ดูท่าทางว่านี่จะเป็นอะไรที่ไม่ดูไม่ได้ เสิ่นชิงชิวโบกมือ “ดูๆๆ ให้ไวเลย”

ระบบค่อยๆ คลี่ลิสต์รายการแสดงผลงานเหมือนคลี่ภาพม้วน คลอไปกับดนตรีประกอบในท่วงทำนองรื่นเริงสดใส

[หลีกเลี่ยงประเด็นที่ไร้รสนิยมน่ารังเกียจ มากกว่า 20 ประเด็น ดึงฉลากคำว่า ‘พล็อตห่วยเกินเยียวยา’ ออกได้สำเร็จ ได้รับตราเกียรติยศ ‘มีประเด็นให้แขวะค่อนข้างมาก’]

[ค่า B ทะลุ 5,000 คะแนน ทำสถิติสูงสุด ได้รับตราเกียรติยศ ‘อ่านได้ถ้าไม่มีอะไรอื่นให้อ่าน’]

[ปล่อยน้ำเน่ากระจายเกินกว่า 3 ครั้ง ได้รับตราเกียรติยน ‘น้ำเน่าเปียกโชก’]

[ตัดเนื้อหาในส่วนที่เป็นน้ำท่วมทุ่งและไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลัก เอาฉลากคำว่า ‘เทพอุทกไร้พ่าย’ ออกได้สำเร็จ]

[กอบกู้เนื้อเรื่องของตัวละครซ่อนเร้น กลบหลุมในระดับพื้นฐานเป็นผลสำเร็จ เอาฉลากคำว่า ‘ขุดหลุมทิ้งๆขว้างๆ’ ออกได้สำเร็จ]

[ค่าความฟินทำลานสถิติจนทะลุขอบเขตการคำนวณ ได้รับตราเกียรติยศ ‘น่าเอาไว้รูด*’]

(รูด ในที่นี้ คือคำว่า รูดท่อ ซึ่งเป็นศัพท์สแลง หมายถึง การช่วยตัวเองของเพศชาย เช่นเดียวกับคำว่า ชักว่าว)

[บรรลุมาตรฐานตามที่ระบบแนะนำ ด้วยคำโปรดว่า ‘เรื่องราวของเกรียนม.ต้นคลั่งรักที่ขาดแคลนความรัก จนอยากทำลายล้างโลก’]

พอเห็นประโยคนี้เข้า เสิ่นชิงชิวก็พูดไม่ออก “…” หาเหตุผลมาหักล้างไม่ได้เลยจริงๆ (โบกมือบ๊ายบาย)

พอมาคิดๆดู มันก็จริงนั่นแหละ นับจากเขาเข้ามาในนิยายเรื่องนี้โดยที่เขาไม่รู้ตัว ‘เทพมารอหังการ’ ก็ไม่ใช่นิยาย YY แนวฮาเร็มที่ต่ำตมจนไร้ขีดจำกัดล่างอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องราวความรักของหนุ่มเวอร์จิ้นใสซื่อประสาดแดกดราม่าคิงไปแทน

มองดูตราเกียรติยศที่วาววับเป็นแถวพวกนี้ จู่ๆ เสิ่นชิงชิวก็สังเกตเห็นว่า ที่มุมซ้ายด้านบนของลิสต์รายการ มีสัญลักษณ์ ( ) สีชมพูตัวเล็กๆติดอยู่

เขารู้ว่า สัญลักษณ์ ( ) ใช้แทนผู้ชาย ( ) ใช้แทนผู้หญิง จึงรู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง “สัญลักษณ์นี่มันหมายความว่าไง”

ระบบ [เพื่อบอกให้รู้ว่าความสำเร็จทั้งหมดที่ได้รับนี้ล้วนเป็นรางวัลเกียรติยศสำหรับนิยายที่เจาะกลุ่มนักอ่านเพศหญิง]

เสิ่นชิงชิว “…ล้อเล่นใช่เปล่า”

ระบบ [ประเภทของนิยาย ‘เทพมารอหังการ’ ได้รับการปรับเปลี่ยนแล้ว]

เดี๋ยวนะ

แล้วทำไมถึงจัดไปอยู่ในหมวดนิยายสำหรับนักอ่านเพศหญิงล่ะ!

มิน่า นิยายที่ทั้งพิลึกพิลั่นทั้งน้ำเน่าพรรค์นี้กลับยังได้รับตราเกียรติยศมากมายขนาดนี้ เป็นเพราะถูกจัดให้ไปอยู่ในหมวดนิยายสำหรับนักอ่านเพศหญิง ใช้มาตรฐานของผลงานสำหรับเพศหญิงมาวัดนี่เอง

แล้วทำไมนินายสำหรับเพศหญิง ถึงมีตราเกียรติยศ ‘น่าเอาไว้รูด’ ด้วย พวกเธอเอาอะไรมารูด!!!

หรือว่าถูกเว็บมาสเตอร์ของเว็บจงเตี่ยนเนรเทศให้ไปอยู่หมวดผู้หญิงหรือที่น่ากลัวกว่านั้น ถูกจับโยนไปอยู่เว็บจิ้นเจียงเขียวในตำนาน*?!

(เว็บจิ้นเจียงเขียว คือ เว็บนิยายออนไลน์ของจีน ส่วนที่บอกว่าเป็นตำนาน ผู้เขียนอธิบายว่าเพราะเว็บจิ้นเจียงได้ชื่อว่านิยาย BL มากที่สุดและฮิตสุดของจีน ดังนั้นในวงการนิยายออนไลน์ เมื่อพูดถึงเว็บจิ้นเจียงก็มักจะทำให้คนคิดลึกคิดโยงไปถึงเรื่องเกย์ไว้ก่อน จึงมักจะเกิดมุกหรือเรื่องเล่าสนุกสนานมากมาย ส่วนคำว่าเขียว มาจากหัวเพจที่เป็นสีเขียว อนึ่ง นิยายเรื่องตัวร้ายอย่างข้าฯ นี้ก็เขียนลงในเว็บจิ้นเจียงเช่นกัน)

หลังจากรู้ความจริงเข้า เลือดที่จุกอกเสิ่นชิงชิวนับจากวันแรกที่ทะลุมิติเข้ามาในนิยายจนมาถึงวันนี้ในที่สุดก็พ่นพรวดออกมา

และแล้ว หลังจากนั้นผู้คนก็กรูเข้ามารุมล้อมเขา

หนิงอิงอิง หมิงฟาน ฉีชิงชี มู่ชิงฟาง ยืนออกกันอยู่ข้างหนึ่ง ต่างคนต่างแย่งกันพูด “แย่แล้ว ซือจุนกระอักเลือดออกมาแล้ว ซือจุนจะตายไหม”

“ไม่หรอก กระอักออกมาก็ดีแล้ว”

รอบด้านคือผนังหินอันเย็นยะเยียบค่อนข้างชื้น มีเทียนปักเล่มเล็กๆ ปักอยู่ 2 เล่ม

เสิ่นชิงชิวเพิ่งจะมองออกว่านี่คือถ้ำหลิงซี ก็ถูกเสียงสะท้อนของทุกคนทำจนปวดหัว ไม่ว่าอะไรก็ฟังไม่รู้เรื่อง ต้องงอตัวเอามือกุมศีรษะ ได้ยินเพียงเสียงหลิ่วชิงเกอกล่าวว่า “ออกไปกันให้หมด!”

เขาพูดทีเดียว คนอื่นๆก็หุบปากฉับ พวกผู้เยาว์แลบลิ้น ถอยหลังกันออกไปอย่างจ๋องๆ ตำแหน่งที่ว่างถูกหลิ่วชิงเกอเข้ามายึดพื้นที่ เขาเอามือกอดอก ยืนอยู่ข้างตั่งศิลา

ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็เห็นคนที่พอจะพึ่งพาได้แล้ว พอคว้าตัวเขาไว้ได้ก็ถามทันทีว่า “ลั่วปิงเหอเล่า”

หลิ่วชิงเกอสีหน้าดำทะมึน กล่าวว่า “ตายแล้ว!”

เสิ่นชิงชิว “…ตายแล้ว?”

นี่เขางี่เง่าฆ่าตัวตายบูชารักจริงๆรึ!

ดูท่าทางของหลิ่วชิงเกอไม่เหมือนกำลังพูดล้อเล่น อีกทั้งหลิ่วชิงเกอก็ไม่เคยพูดจล้อเล่นมาก่อน

เสิ่นชิงชิวลุกขึ้นนั่งพรวด แต่เพราะขยับตัวเร็วและแรงเกินไป ร่างกายท่อนล่างจึงเจ็บแปลบขึ้นมาทันที

เขาทำหน้าเหยเก จากนั้นก็ล้มตึงลงไปอีกครั้ง

ปฏิกิริยานี้โอเวอร์เกินไปหน่อย หลิ่วชิงเกอคล้ายกับจะได้รับความตกใจอย่างใหญ่หลวง ถอยหลังพรวดไป 3 ก้าว ทำท่าอิหลักอิเหลื่อ ทั้งเหมือนอยากจะเดินเข้ามาพูดด้วย และเหมือนอยากจะวิ่งหนีไปเดี๋ยวนั้น

ฉีชิงชีคว้าตัวเขาไว้มั่น เอ็ดเสียงแหลมว่า “ดูเจ้าซิ ดูเจ้าซิ! เจ้าทำอะไรงไป บอกเจ้าแล้วว่าอย่าขู่เขา ขู่เสียจนคนเป็นลมไปแล้ว!”

เสิ่นชิงชิวนอนอยู่บนตั่งศิลา ชูมือขึ้น “ข้าไม่ได้เป็นลม ข้า…”

แค่เจ็บตรงที่บางแห่งของร่างกายเท่านั้นเอง เลยยังนั่งไม่ไหวสักแป๊บ

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: