Scumbag System 81

0 Comments

ตอนที่ 81

เมื่อก่อนคนที่หนิงอิงอิงกลัวที่สุดคือเจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิง รอบนี้กลับขวัญกล้ากระทืบเท้าแว้ดใส่หลิ่วชิงเกอ “อาจารย์อาหลิ่ว ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ ถึงท่านจะไม่ชอบอาลั่วสักแค่ไหน แต่เห็นๆอยู่ว่าซือจุนเพิ่งจะฟื้นขึ้นมา รับความสะเทือนใจไม่ไหว ท่าน…ท่านยังพูดจาส่งเดชไปแช่งให้เขาตายอีก”

มู่ชิงฟางก็มีสีหน้าแฝงแววตำหนิ “ศิษย์พี่หลิ่ว ท่านปฏิบัติต่อคนป่วยเช่นนี้ ไม่ดีจริงๆนะขอรับ ไม่ดีเลยสักนิด”

เป็นครั้งแรกที่หลิ่วชิงเกอกลายเป็นเป้าธนูของทุกคน เดิมทีเขาไม่ใช่คนช่างเจรจาอยู่แล้ว จึงถอยกลับไปที่ข้างโต๊ะเสียเลย แล้วกล่าวห้วนๆ “ข้าไม่พูดแล้ว!”

เสิ่นชิงชิวมือหนึ่งกุมขยับ มือหนึ่งบีบเอว “งั้นใครช่วยบอกที ตกลงเขาตายหรือไม่ตาย”

ฉีชิงชีตอบว่า “ไม่ตายหรอก! เจ้าเด็กนั่นมันนึกว่าเจ้าไม่รอดแล้ว เกือบจะตามเจ้าไปเหมือนกัน แต่มาศิษย์น้องมู่บอกว่าเจ้าไม่เป็นไร ยังมีลมหายใจ เขาไหนเลยจะยอมตาย”

ดีที่ไม่มีอะไรผิดพลาด ไม่ว่าใครคนไหนก็ทนรับความผิดพลาดต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว

เสิ่นชิงชิวรู้แล้วว่าเมื่อครู่หลิ่วชิงเกอพูดไปเพราะอารมณ์โกรธ แต่พอถูกผู้เป็นศิษย์น้องทำให้ตกใจไป 2 วิ กก็ไม่รู้จะเอาหนังหน้าแก่ๆ ไปไว้ที่ไหนกล่าวตำหนิว่า “เจ้ายอดเขาหลิ่วอย่าได้ทำเช่นนี้ ข้าเชื่อถือเจ้าถึงได้ถามเจ้าเป็นคนแรก เจ้าทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”

หลิ่วชิงเกอถลึงตาใส่เขา

เสิ่นชิงชิวไม่กลัวที่เขาถลึงตาใส่ ค่อยๆลุกนั่งช้าๆ เลือกนั่งท่าที่มันไม่กดทับจุดสำคัญให้เจ็บมากนัก “ตกลงเกิดอะไรขึ้น ข้ากลับมาที่ชิงจิ้งเฟิงได้อย่างไร เทือกเขาฝังกระดูกล่ะ แล้วตัวลั่วปิงเหอล่ะ”

ฉีชิงชีตอบว่า “ไม่ต้องห่วงเรื่องเทือกเขาฝังกระดูกแล้ว ระเบิดไปนานแล้ว”

เสิ่นชิงชิวกล่าวทวน “ระเบิดไปแล้วหรือ”

ฉีชิงชีตอบว่า “เจ้ากับลั่วปิงเหอมิใช่ทำลายกระบี่ซินหมัวไปเสียที่เทือกเขาฝังกระดูกแล้วหรอกหรือ ตอนที่กระบี่หัก ภูเขาทั้งลูกก็ระเบิดเลย”

หมิงฟานเอาหัวมุดเข้ามาข้างตั่ง กล่าวว่า “ใช่แล้วๆ ซือจุน ภูเขาเกือบทั้งลูกร่วงลงมาฟาดผิวน้ำแข็งจนแตกเป็นโพรงใหญ่ จากนั้นน้ำแข็งในแม่น้ำลั่วก็ละลาย ท่านกับลั่วปิงเหอตกลงมาในแม่น้ำลั่ว ยังคงเป็นอาจารย์อาหลิ่วที่เอาตัวพวกท่านขึ้นมา”

เสิ่นชิงชิวเพิ่งจะรับถ้วยชาที่หนิงอิงอิงส่งมาให้ กำลังจะยกดื่ม ดีที่ยังไม่ได้ดื่ม ไม่อย่างนั้นคงได้พ่นพรวดออกมาแน่

“พวกท่านหรือ”

เสิ่นชิงชิวเหล่ตามองหลิ่วชิงเกออย่างวัวสันหลังหวะ หากเขาจำไม่ผิด (เรื่องแบบนี้จะจำผิดได้ไง” เขากับลั่วปิงเหอเพิ่งจะเสร็จกิจกันพอดี!

ถึงแม้ต่อมาลั่วปิงเหอจะสวมเสื้อผ้าให้เขาเรียบร้อย แต่บนร่างก็ยังเหลือหลักฐานอยู่มากมาย ด้วยสายตาราวกับมีทิพยเนตรของพี่หลิ่ว จะมองความผิดปกตินี้ไม่ออกก็ประหลาดแล้ว

มิน่า หลิ่วชิงเกอถึงใช้สายตาดุดันเหมือนอยากจะจัดการศิษย์ที่ทำให้สำนักต้องมัวหมองมาจ้องมองเขา ขัดต่อประเพณีและศีลธรรม สร้างความเสื่อมเสียให้สำนักอย่างแรง!

ฉีชิงชีพูดเป็นต่อยหอย “งมขึ้นมาก็ได้ตัวมาทีเดียวทั้งสองคน ตัวแข็งทื่อเหมือนศพ กอดกันเสียแน่นจนแกะยังไงก็แกะไม่ออก คนมากมายตั้งเท่าไหร่ล้วนเห็นกันหมด ขายขี้หน้าจนไม่รู้จะขายยังไงแล้ว ชางฉยงซานของข้า…”

ท่ามกลางสายตาประชาชีเลยเหรอ

เสิ่นชิงชิวนึกเสียใจขึ้นมาสุดๆ ระวังตัวแทบตาย สุดท้ายก็ปล่อยให้ ‘แค้นซุนซาน’ ได้วัตถุดิบใหม่ไปต่อยอดจนได้

กระนั้น ด้วยวงจรสมองเช่นนั้นของลั่วปิงเหอ กลัยไม่ได้พาเขาหนีจากไป แต่ยอมส่งเขากลับมาที่ชิงจิ้งเฟิงแต่โดยดี นับว่าแปลกมากจริงๆ เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องไม่ค่อยจะปกตินัก จึงไล่ถามว่า “ตกลงตอนนี้ลั่วปิงเหออยู่ที่ไหนกันแน่”

ยังคงเป็นหนิงอิงอิงเด็กดีที่ตอบอย่างกตัญญูรู้คุณ “ซือจุนท่านหลับไปหลายวันปานนี้ไม่ยอมตื่น เขาก็ต้องไปหาโอสถทิพย์มาให้ท่านซิเจ้าคะ”

ไปหาโอสถทิพย์อะไรอีกล่ะ ไม่ง่ายกว่าจะรอดพ้นจากความตายกลับมาเลือดเต็มแถบอีกครั้ง ไอ้เด็กนี่กลับไม่นั่งอยู่ข้างเตียงรอฉันตื่น แต่วิ่งพล่านไปไหนของมัน เรื่องแบบนี้ใช้ลูกน้องไปทำก็ได้นะ!

หนิงอิงอิงแอบกระซิบ “ก็มิใช่ถูกอาจารย์อาอาจารย์ลุกทุกท่านขับไล่ลงจากเขาหรอกหรือ…”

เสิ่นชิงชิวกระทั่งจะเก็กท่าสูงส่งเย็นชาก็ขี้เกียนจะเก็กแล้ว เขาหัวเราะพรึดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

ลั่วปิงเหอล่วงเกินคนของชางฉยงซานไปหลายคน ถูกขับไล่ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ตอนนี้กลับรู้จักยอมกล้ำกลืนฝืนทน ถูกไล่ก็ยอมไปแต่โดยดี จะว่าไปก็น่าสงสารเหมือนกันนะนี่

แต่ไม่มีเรื่องอะไรก็ดีแล้ว ถึงการที่ไม่มีเรื่องอะไรจะผิดปกติอยู่สักหน่อยก็เถอะ แต่แล้วจู่ๆ เสิ่นชิงชิวก็หน้าเปลี่ยนสี “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก!”

ลืมไปได้อย่างไร ยังมีเยวี่ยชิงหยวนที่ตอนนั้นลมหายใจร่อแร่อีกคนนี่น่า!

เขารีบพลิกกายลุกขึ้นทันที สวมรองเท้าได้ก็วิ่งออกไปเดี๋ยวนั้น คนอื่นๆไม่นึกว่าจู่ๆ เขาจะกระโดดลงจากตั่งแล้วก็ไปเลย ล้วนตกตะลึงไปตามๆกัน จากนั้นจึงวิ่งตาม

มู่ชิงฟางตะโกนว่า “ศิษย์พี่เสิ่น ท่านนอนต่ออีกหน่อยเถอะ—–“

เขาวิ่งรวดเดียวโดยไม่หยุด พอออกมานอกถ้ำหลิงซี กลิ่นสดชื่นบริสุทธิ์ของป่าบนภูเขาก็กำซาบเข้าจมูก ทันใดนั้น กลางท้องฟ้ายามราตรีอันมืดมิดด้านนอกถ้ำ ดอกไม้ไฟสองสามดอกพลันแตกประกายระยิบระยับกลางอากาศ เมื่อฟังให้ดีๆยังมีเสียงผู้คนเอะอะเอ็ดตะโรเจี๊ยวจ๊าวดังมาจากทางฝั่งอารามฉยงติ่งด้วย

เสิ่นชิงชิวดึงรองเท้ายาวให้เข้าที่พลางถาม “เกิดอะไรขึ้น ทำไมฉยงติ่งเฟิงถึงได้มีเสียงเอะอะ ศิษย์พี่เจ้าสำนักเล่า”

ฉีชิงชีขยับสายเสื้อเอี๊ยม กล่าวอย่างฉุนเฉียวว่า “เจ้ายังรู้จักเป็นห่วงศิษย์พี่เจ้าสำนักนะ ไม่ตายหรอก”

มู่ชิงฟางกล่าวยิ้มๆว่า “ศิษย์พี่เสิ่นท่านฟื้นมาได้เวลาพอดี เลยไม่ต้องพลาดงานฉลองแล้ว”

ได้ยินว่าเยวี่ยชิงหยวนยังอยู่ดี เสิ่นชิงชิวก็ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ดูท่าว่าการชักกระบี่ออกมาต่อสู้ยกหนึ่งในเทือกเขาฝังกระดูกไม่ได้ผลาญอายุขัยของเขาให้หมดสิ้นไป ไม่อย่างนั้นแล้ว เสิ่นชิงชิวก็ไม่รู้จริงๆว่าควรจะเอาตัวเองไปวางไว้ตรงไหนดี และไม่รู้ว่ายังมีคนอื่นที่ล่วงรู้ความลับของเสวียนซู่อีกหรือไม่

คิดอีกที ก็อดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ งานฉลองอะไร หรือจะฉลองที่เราฟื้นขึ้นมา? ไม่ต้องทำให้ใหญ่โตเอิกเกริกขนาดนี้ก็ได้ เขินนะนี่

หลิ่วชิงเกอดูจะเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ก็กล่าวตีแสกหน้าเขาอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ที่ฉลองคือยับยั้งไม่ให้รวมภพได้สำเร็จ ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าหรอก”

เสิ่นชิงชิวกล่าวแก้ขวย “ไหนๆแล้วก็ฉลองที่ข้าฟื้นขึ้นมาไปด้วยก็ได้นี่”

ในเมื่อเป็นเรื่องที่เฉลิมฉลองกันใหญ่โตระดับชาติเช่นนี้ แน่นอนว่าผู้เข้าร่วมไม่ได้มีเพียงแค่คนชองชางฉยงซาน บรรดาสำนักเล็กสำนักน้อยที่มาร่วมทำศึกที่แม่น้ำลั่วล้วนตอบรับคำเชิญมาเข้าร่วมงานกันทั้งนั้น บนฉยงติ่งเฟิงเต็มไปด้วยเสียงจ๊อกแจ็กจอแจ ผู้คนแน่นขนัดจนแทบจะไหล่เกยไหล่

เสิ่นชิงชิวยังเห็นคนคุ้นๆหน้าอยู่หลายคน นักพตรหญิงแฝด 3 กำลังยืนสนทนาอย่างติดพันกับคนผู้หนึ่ง เป็นหลิ่วหมิงเยียนผู้สวมผ้าโปร่งคลุมหน้า ดูบริสุทธิ์สูงส่งเปี่ยมคุณธรรมไปทั้งตัวนั่นเอง

ตอนนี้มองสาวๆในฮาเร็มของลั่วปิงเหอยืนประชันความงามกันแล้ว เสิ่นชิงชิวก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ แม้คนจะยังคงชอบทำตัวเป็นท่านผู้ชมเหมือนเดิม แต่เป็นการรับชมโดยไม่มีจินตนาการ 18+ เจือปนแม้แต่น้อย เขาชำเลืองมอง 2 ที ได้ยิน 3 ศรีพี่น้องกล่าวเสียงอ่อนเสียงหวานว่า “เจี่ยเจีย(พี่สาว)คนดี ใต้เท้าคนดี ผู้อาวุโสคนดี เขียนให้สักคำเถอนะนะเจ้าคะ”

ไม่ง่ายเลยกว่าจะเจอตัวผู้เขียน อย่างไรก็ขอเป็นที่ระลึกหน่อยเถอะ”

“ขาดตลาดแล้วจริงๆนะ ไม่พิมพ์เพิ่มแล้วหรือ”

พวกนางเอาหนังสือเล่มเล็กๆที่วาดปกอย่างฉวัดเฉวียนปึกหนึ่งยัดใส่มือหลิ่วหมิงเยียน หนังสือนั่นดูคุ้นๆตาสุดๆ

เสิ่นชิงชิวแอบนึกสงสัย รู้สึกว่าเรื่องนี้คุ้มค่ากับความสนใจอย่างมาก ขณะกำลังคิดจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆว่า อักษรตัวโต 3 คำบนหน้าปกนั้นตกลงมันเขียนว่าอะไรกันแน่ ข้างกายก็พลันปรากฏเงาร่างที่ดูลับๆล่อๆของใครคนหนึ่งขึ้น

เสิ่นชิงชิวเดิน 2 ก้าวเข้าไปถึงด้านหลังคนผู้นั้น แล้วคว้าตัวเขาไว้กล่าวเสียงเย็นยะเยียบว่า “ยังมีหน้าขึ้นมาบนฉยงติ่งเฟิงนะ ไม่กลัวฉีชิงชีจับเฉือนทั้งเป็นรึไง”

พอถูกจับได้ ซั่งชิงหัวก็แทบจะลงไปคุกเข่าเดี๋ยวนั้น แต่พอฟังว่าเป็นเสียงเสิ่นชิงชิว เขาก็ถอนใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก หมุนกายมากล่าวว่า “กวาซยงอย่าทำงี้ซิ จะดีจะชั่วพวกเราก็เป็นคนบ้านเดียวกัน ต่อสู้ร่วมกันมา อย่ารีบไล่กันเลย”

เสิ่นชิงชิว “กล้าขึ้นชางฉยงซาน นายล้างมลทินให้ตัวเองสำเร็จแล้วรึ”

ซั่งชิงหัวกล่าวว่า “ถูกต้อง พูดไปเดี๋ยวจะทำให้กวาซยงตกใจเสียเปล่าๆ ผมน่ะอาจจะได้กลับมาเป็นเจ้ายอดเขาอันติ้งเฟิงต่อแล้วนะ เป็นเพราะบารมีของปิงเกอเขาล่ะ สันติภาพจงเจริญ”

เสิ่นชิงชิว “เยวี่ยชิงหยวนยอมให้นายกลับมารึ”

ซั่งชิงหัวกล่าวว่า “นี่เรียกว่าลูกชายเสเพลกลับเนื้อกลับตัว มีค่ายิ่งกว่าทองคำไงล่ะ อีกอย่างผมก็ไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอะไร แล้วทำไมเขาจะไม่ยอมให้ผมกลับมาล่ะ”

เสิ่นชิงชิวปล่อยตัวเขา กล่าวอย่างขัดใจว่า “ศิษย์พี่เจ้าสำนักเป็นคนดีเกินไปแล้ว”

ซั่งชิวหัวขยับคอเสื้อให้เข้าที่ “ไม่งั้นจะซวยขนาดนี้เหรอ คนดีก็ถูกรังแกงี้ล่ะ”

เสิ่นชิงชิวมองเขาอย่างประเมิน “ทำเรื่องวุ่นวายซะจนนิยายตัวเองเปลี่ยนไปไม่เหลือเค้าเดิม นายดูจะไม่เดือดร้อนสักนิดเลยนะ”

ซั่งชิงหัวตอบว่า “อย่าพูดแบบนี้ซิ คุณอาจจะรู้สึกว่าทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง หาประโยชน์อะไรไม่ได้เลย แต่สำหรับปิงเกอแล้ว อาจมีความหมายเท่ากับโลกทั้งใบเลยนะ ก็เพราะการทำเรื่องไม่เป็นเรื่องของคุณนี่แหละ”

…ไอ้คุณเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีมันพูดจาพรรค์นี้เป็นด้วยรึนี่

เสิ่นชิงชิวถามอย่างหวาดผวา “ท่านเป็นผู้ใดกันนี่”

ซั่งชิงหัวตอบอย่างเคร่งขรึมว่า “คุณไม่ต้องทำหน้าแบบนี้หรอก ผมก็เป็นศิลปินหนุ่มที่มีอุดมการณ์คนหนึ่งนะ ก็ต้องมีความคิดมีอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองมั่งแหละ”

เสิ่นชิงชิวหัวเราะหยัน “นายเนี่ยนะ ศิลปินมีอุดมการณ์ ทำไมในนิยายของนาย ฉันอ่านเจอแต่ฉากเซอร์วิสนักอ่านที่ต่ำตมจนไร้ขีดจำกัดล่างล่ะ”

ความเร็วในการเขียนวันละหมื่นตัวอักกร แถมบางทียังบ้าพลังเขียนวันเดียวสองหมื่นตัวออกมาเป็นครั้งเป็นคราว หากไม่มีฮาร์ดแวร์เหล่านี้ ‘เทพมารอหังการ’ ก็ไม่ไม่รอดตั้งแต่ช่วงแรกๆแล้ว

ซั่งชิงหัวแบมือกล่าว “คุณนึกว่าผมเริ่มต้นมาก็เขียนหนังสือที่มันศีลธรรมหย่อนยานไร้ขีดจำกัดล่างเลยรึไง ผมก็เคยเขียนงานวรรณกรรมบริสุทธิ์มาก่อนนะ ทว่าแต่ละเรื่องไม่เป็นที่นิยมเลยได้แต่เดินตามกระแสคนอื่นๆเขา คุณต้องรู้ว่า เส้นทางชีวิตนักเขียนนิยายเป็นอะไรที่โดดเดี่ยวพอดู แทนที่จะเขียนพระเอกนิยายฮาเร็มที่มีอยู่ให้เกร่อในเว็บจงเตี่ยน ก็สู้ไปสร้างคาแรคเตอร์ของปิงเกอให้มันซับซ้อนขึ้นมาหน่อย มีปมขัดแย้ง มีจุดปะทะทางอารมณ์ เป็นพระเอกที่บุคลิกไม่เหมือนใครกับชะตาชีวิตขึ้นๆลงๆแบบนี้ ยังจะสอดคล้องกับอุดมการณ์ในการเขียนของผมกว่าอีก”

เสิ่นชิงชิวกล่าวสรุป “ดังนั้น อุดมการณ์ในการเขียนของนายก็คือเขียนให้พระเอกเป็นเกย์ไปซะเลยงั้นรึ”

ซั่งชิงหัวกล่าวว่า “คุณดูถูกพระเอกที่เป็นเกย์รึไง พวกศิลปินก็ชอบวาดชอบปั้นรูปเกย์กันทั้งนั้น งานวรรณกรรมบริสุทธิ์ก็ชื่นชอบเกย์ คุณรู้เปล่า”

เขาชูไม้ชูมืออย่างมีอารมณ์ “กวาซยง หากไม่ใช่เพราะระบบเลือกนักอ่านที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ฮาร์ดคอร์ขนาดคุณมา น่ากลัวว่าเนื้อเรื่องมันคงจะไม่พลิกล็อกไปได้ขนาดนี้ แถมพลิกซะจนกลับไปสู่โครงเรื่องเดิมที่ผมวางไว้เลยทีเดียว ถึงแม้ตัวผมในโลกเดิมจะทนความโดดเดี่ยวไม่ไหว และไหนจะความบีบคั้นทางด้านเศรษฐกิจอีก ผมเลยเลือกที่จะเขียน ‘เทพมารอหังการ’ ตามรสนิยมและความฟินของคนอื่น แต่ตอนนี้ เป็นเพราะคุณ สิ่งที่ผมอยากเขียนได้กางแผ่ออกมาตรงหน้าผมจริงๆแล้ว กวาซยง!”

เขาตบไหล่เสิ่นชิงชิวอย่างซาบซึ้งและจริงใจ “คุณ…คุณคือคนที่ถูกเลือก ส่วนเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาของผมก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจแล้ว!”

…ทำไมถึงฟังแล้วเหมือนว่าระบบกับโลกใบนี้จะเกิดขึ้นมาจากความคับแค้นใจของซั่งชิงหัว นักเขียนที่ต้องหั่นพล็อตเรื่องเพื่อตามกระแสเลยล่ะ

เสิ่นชิงชิวรู้สึกอายที่ได้เป็น ‘คนที่ถูกเลือก’

“ใครเป็นนักอ่านแฟนพันธุ์แท้ของนายกัน”

ซั่งชิงหัวโบกมือ ประกาศชัยชนะอยู่เพียงฝ่ายเดียว “ผมไม่คุยกับคุณละ คุณคือแอนตี้แฟน”

เสิ่นชิงชิวอยากจะบอกว่า ‘ฉันแค่แอนตี้ แต่ไม่ใช่แฟน’ แต่แล้วจู่ๆก็ได้ยินซั่งชิวหัวฮัมอะไรออกมาหงุงหงิงๆ

“อารมณ์อ่อนหวาน ความรักยากจะต้านทาน ริมฝีปากแนบชิด อยากให้ค่ำนี้ยาวนานจนรุ่งสาง ทุกวันคืนไม่สิ้นสุด”

ทำไมทำนองมันถึงคุ้นหูแบบนี้ คุ้นจนเสิ่นชิงชิวคันมือยิกๆ ชี้หน้าเขา “ซั่งชิงหัว ฮัมอะไรน่ะ”

ซั่งชิงหัวฮัมต่อ “ไม่รู้ว่าจากวันนี้จวบพรุ่งนี้ เจิ้นหยางจะแผ่รัศมีสิ้นสุดเมื่อใด เจิ้นหยางผงาดง้ำ เสียงชิวสะอื้น ซิวหย่าไร้ปลอก หยาดน้ำบางเบาร้องขอความเมตตา ขอไม่สำเร็จกลับผงาดซ้ำ…”

เสิ่นชิงชิวไม่อยากจะเชื่อ “ฟัคยู แน่จริงแกร้องอีกประโยคซิ”

ซั่งชิวหัวกล่าวว่า “ลูกพี่เสิ่นทำไมไม่ฟังกันบ้าง บอกแล้วไงว่าห้ามไปฟักใครส่งเดช เดี๋ยวปิงเกอเขาจะโกรธเอา จะบอกให้นะ เพลง ‘แค้นชุนซาน’ ตอนนี้มันกลายเป็นเพลง 18 ลูบคลำ* ไปแล้ว พวกคุณเป็นโฮโมแห่งชาติระดับตำนานไปแล้ว รู้เปล่า คุณปิดปากผม ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่มันจะมีประโยชน์อะไร คุณปิดปากคนทั้งแผ่นดินไม่ได้หรอก…”

(เพลง ‘18 ลูบคลำ’ เป็นเพลงพื้นบ้านที่เกี่ยวกับท่าทางการลูบคลำในแนวลามก มีทั้งที่ร้องต่อกันมาในภาษาจีนแผ่นดินใหญ่ จีนแคะและในภาษาถิ่นไต้หวัน)

ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็จับไอ้คุณเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีอัดไปหนึ่งยกอย่างที่นึกอยากทำมานาน

ต่ำช้า ต่ำช้าเกินไปแล้ว!!!

นักเขียนที่ขุดหลุมแล้วไม่กลบให้เรียบร้อย บุคลิกตัวละครพังไปจนถึงไหนต่อไหนแต่กลับดีอกดีใจ แถมยังบอกนักอ่านว่า YOU CAN YOU UP แล้วลากคนอ่านมาช่วยกลบหลุม ควรจะถูกอัดให้ตายไปเลย

ขณะกำลังเตรียมจะลากไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีที่นอนครางหงิงๆ ตัวแข็งทื่อเป็นศพไปจัดการต่อในป่าทึบ ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียง “อามิตาพุทธ” อันคุ้นหูดังขึ้นจากข้างหลัง

อู๋เฉินต้าซือกล่าวว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่นปลอดภัยไร้เรื่องราว นับว่าโชคดีจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวหยุดชะงัก หันมาก็เห็นพระชั้นผู้ใหญ่ทั้งสองรูปของวัดเจาหัวกับเยวี่ยชิงหยวนกำลังเดินมาทางนี้ด้วยกัน

เขาเหวี่ยงซั่งชิงหัวทิ้ง สำรวจเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย ยิ้มออกไปอย่างจริงใจ “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก อู๋เฉินต้าซือ อู๋วั่งต้าซือ”

สีหน้าเยวี่ยชิงหยวนดูแล้วไม่มีตรงไหนดูเป็นคนเจ็บเลย ทั้งยังส่งยิ้มาให้ตนอีกด้วย ส่วนอู๋วั่งมองเสิ่นชิงชิวตาขวางแล้วเดินไปทางอื่นอย่างรังเกียจ สีหน้าเช่นนั้นดูราวกับนักพรตเฒ่าที่ในสมองเต็มไปด้วยมะเร็งร้ายของระบบศักดินากำลังมองดูหญิงคณิกาเลยทีเดียว ทำเอาเขาตัวสั่นยะเยือก

อู๋เฉินต้าซือกล่าวว่า “เจ้ายอดเขาเสิ่นอย่าไปถือสาศิษย์พี่อู๋วั่งเลย นับจากอาตนาเสียขาไปทั้งสองข้างที่เมืองจินหลัน เขาก็เกลียดชังเผ่ามารเหลือกำลัง แม้กระทั่งกับเจ้ายอดเขาเสิ่นก็…”

เสิ่นชิงชิวเอามือลูบจมูก กล่าวอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนว่า “ไม่เป็นไร”

ถูกโล้นเฒ่ารังเกียจ ก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนตรงไหนสักนิด

อู๋เฉินต้าซือกล่าวว่า “แต่ตอนนี้เขาก็ดีขึ้นมากแล้ว ระหว่างเทียนหลางจวินพำนักอยู่ที่วัดเจาหัว เขาก็ไม่เคยไปสร้างความลำบากอะไรให้”

เสิ่นชิงชิวถามว่า “เทียนหลางจวินถูกจองจำที่วัดของท่านหรือ”

อู๋เฉินต้าซือกล่าว “ไม่นับว่าจองจำอะไรหรอก อาตมาเพียงอยากสนทนาธรรมกับเขา ขณะเดียวกันก็ช่วยเขายืดเวลาการเสื่อมสลายของสังขารที่สร้างขึ้นจากหญ้าน้ำค้างด้วย รออีกสักสองสามปีพอเขาเข้าที่เข้าทาง ก็แล้วแต่เขาจะเลือกเอาก็แล้วกัน ถึงเวลานั้น เขาอยากจะไปตระเวนท่องเที่ยวภพมนุษย์ต่อ หรือจะนำกระดูกของจู๋จือหลางกลับคืนเผ่ามารก็สุดแล้วแต่ อาตมาว่า บนร่างเขาไม่มีกลิ่นอายอำมหิตอะไรเลย หรือต่อให้เคยมีก็น่าจะสลายไปหมดแล้ว”

อู๋เฉินต้าซือสูญเสียขาทั้งสองข้างที่เมืองจินหลันก็เพราะคนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่เทียนหลางจวินนี่แหละเป็นผู้ส่งมา แต่ท่านกลับยังสามารถมองข้ามเรื่องนี้ได้ เสิ่นชิงชิวอดนึกเลื่อมใสท่านไม่ได้จริงๆ อีกทั้งท่านไม่ได้เมตตาไปทั่วอย่างไม่มีหลักการ

จากกันครั้งหลังสุด เสิ่นชิงชิวก็รู้สึกเช่นกันว่าเทียนหลางจวินไม่น่าจะมีความสนใจอยากทำลายล้างโลกอีกต่อไปแล้ว แต่เดิมนั้นเขาก็ไม่ได้อยากจะทำจริงๆหรือชอบที่จะทำอยู่แล้ว

เพียงแต่พอไม่มีจู๋จือหลางจอมซื่อบื้อคอยติดตามอยู่ด้านหลังช่วยเขาสางบัญชีหนี้ ขับไล่พวกลิ้วล้อตัวประกอบ คอยเสาะหาหนังสือแปลกๆหายากมาให้ บางครั้งบางคราวก็คงจะอดเศร้าไม่ได้

ก็เหมือนเขาในตอนนี้

พวกหลวงจีนวัดเจาหัวขอตัวแยกไปที่อารมฉยงติ่งก่อน

เยวี่ยชิงหยวนในฐานะที่เป็นเจ้าสำนักกลับไม่ไปด้วย แต่ยังคงยืนอยู่กับที่ มองเสิ่นชิงชิวโดยไม่พูดอะไร ทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนนิดๆยังไงไม่รู้

จากนั้น เยวี่ยชิงหยวนเรียกเยาราวกับจะหยั่งเชิง “เสี่ยวจิ่ว…”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ศิษย์พี่ ชิงชิวขอรับ”

ถึงแม้จะเป็นการยากที่จะอธิบายความจริงต่อเยวี่ยชิงหยวน แต่เสิ่นชิงชิวก็ยังอยากจะแสดงให้เขาเห็นถึงความแตกต่างระหว่างเขากับตัวออริจินอลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เยวี่ยชิงหยวนชะงักไปครู่หนึ่ง ยิ้มบางๆ “…ใช่แล้ว ชิงชิว ศิษย์น้องชิงชิว”

เสิ่นชิงชิวมองเสวียนซู่ที่ห้อยเอาเขาอยู่ ยังไม่ทันได้พูดอะไร เยวี่ยชิงหยวนก็เป็นฝ่ายกล่าวขึ้นเสียเองว่า “ศิษย์น้องไม่ต้องเป็นห่วง หลังจากนี้ปิดด่านฝึกวิชาอีกสักสองสามเดือน ก็คงไม่น่าจะเป็นอะไรแล้ว”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เช่นนั้นจากนี้ไปศิษย์พี่เจ้าสำนักห้ามหุนหันชักกระบี่ออกจากฝักโดยเด็ดขาด พลังฝึกปรือยังฝึกเพิ่มได้ ระดับฝีมือก็ยังเพิ่มได้อีก แต่อายุขัยหาใช่สิ่งที่จะกู้กลับคืนมาได้”

เยวี่ยชิงหยวนส่ายหน้าช้าๆ กล่าวว่า “ที่ไม่อาจกู้กลับคืนมา ไม่ใช่แค่อายุขัยหรอก”

ท่ามกลางเสียงพูดคุยหยอกล้ออย่างสนุกสนานของบรรดาศิษย์วัยเยาว์ที่แว่วมาให้ได้ยินตลอดทาง ไหนจะดอกไม้ไฟที่แตกกระจายอยู่เหนือศีรษะดอกแล้วดอกเล่า ทว่าพวกเขาสองคนกลับเดินมุ่งหน้าไปยังอารามฉยงติ่งอย่างช้าๆ

เยวี่ยชิงหยวนถามว่า “จากนี้ไปตั้งใจจะทำอย่างไร”

เสิ่นชิงชิวกล่าวตอบ “ตอนนี้ยังไม่คิดอะไร รอลั่วปิงเหอกลับมา ดูว่าเขาจะเอายังไง”

เยวี่ยชิงหยวนหัวเราะ “เจ้าช่างเอ็นดูศิษย์คนนี้เสียจริงๆ”

ขณะเสิ่นชิงชิวกำลังใช้ความคิดว่าควรจะตอบอย่างไร จู่ๆเยวี่ยชิงหยวนก็เอ่ยว่า “ศิษย์น้อง หลังจากเจ้าท่องโลกกว้างจนเหนื่อย ชางฉยงซานจะเป็นที่ที่เจ้าสามารถกลับมาได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม และตลอดไป”

เขากล่าวอย่างจริงจังและจริงใจยิ่งนัก

เยวี่ยชิงหยวนเป็นเช่นนี้มาตลอด สิ่งใดที่เขารับปากแล้ว จะต้องรักษาสัญญาจนถึงที่สุด ทำไม่ได้ตามที่รับปากไว้ ก็จะชดใช้ให้อย่างเต็มกำลังไม่ว่าจะต้องสูญเสียสักปานใดก็ตาม

นับจากหลุดเข้ามาเป็นตัวละครในนิยาย เสิ่นชิงชิวปฏิเสธที่จะเป็นเช่นตัวโกงสารเลวในนิยายดั้งเดิมคนนั้น ขีดเส้นแบ่งอย่างชัดเจน และรู้สึกภาคภูมิใจกับการมุ่งเดินใจเส้นทางตรงกันข้ามมาตลอด ไม่เคยมีเวลาไหนสักขณะจิตเดียว ที่เขาจะเกิดความคิดชั่ววูบอย่างหนึ่งได้รุนแรงถึงเพียงนี้

หากเขาเป็นเสิ่นจิ่วจริงๆ ก็คงจะดี

หากคนผู้นั้นสามารถมาได้ยินคำพูดเหล่านี้จริงๆ ก็คงจะดี

เสิ่นชิงชิวยิ่งเดินยิ่งช้า แต่แล้วจู่ๆก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาเงยหน้าขึ้น ลั่วปิงเหอยืนอยู่บนบันไดหินสีขาวของอารามฉยงติ่งโดยมีฝูงชนคั่นกลางระหว่างพวกเขา

ลั่วปิงเหอยืนอยู่อย่างเดียวดายราวกับรอบข้างไร้ผู้คน คนที่เดินผ่านไปผ่านมา พอเห็นเขาเข้าต่างก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป

เสิ่นชิงชิวก้าวเร็วๆสองก้าวโดยไม่รู้ตัว แล้วเหลียวหน้ากลับไปมองคนที่อยู่ด้านหลัง

“เจ้าไปเถอะ” เยวี่ยชิงหยวนกล่าว เขายืนอยู่ข้างหลังเสิ่นชิงชิวอย่างเงียบๆและปลาบปลื้มยินดี เหมือนอย่างที่ทำมาตลอด และจะทำเช่นนี้ตลอดไป

มีอยู่ปีหนึ่ง เผ่ามารที่ไม่รู้จักดีชั่วบุกขึ้นฉยงติ่งเฟิงมายั่วยุท้าทาย ทุบฟาดเผาทำลายอยู่พักหนึ่ง และยังเอาค้อนทุบหินปูพื้นเสียหายไปหนึ่งแถบ

ลั่วปิงเหอกำลังจ้องมองรอยแยกที่พื้น จู่ๆก็ได้ยินเสียงคลี่พัดด้ามจิ้วอันคุ้นหูดังขึ้น รองเท้ายาวสีขาวเหยียบลงบนพื้นหินที่บัดนี้เป็นรอยกระดำกระด่าง

เขาเงยหน้าขึ้นทันที

เสิ่นชิงชิวโบกพัดด้ามจิ้ว “ห้ามถามอะไรทั้งนั้น เหวยซือจะถามเจ้าก่อน ในฐานะที่เป็นศิษย์ ทำไมไม่สงบเสงี่ยมรอซือจุนฟื้นขึ้นมา แต่กลับวิ่งพล่านไปไหนไม่รู้”

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: หงส์คืนแค้น เล่ม 24
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 240
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 239
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: