Scumbag System 82

0 Comments

ตอนที่ 82

ลั่วปิงเหอพยายามสะกดข่มสีหน้าตื่นเต้นพลุ่งพล่าน ตอบอย่างอดกลั้นว่า “ทุกคนที่ชางฉยงซานล้วนไม่ต้อนรับข้า ข้าเลยได้แต่คอยมาแอบดูท่านเป็นระยะๆ เมื่อครู่ไปที่ถ้ำหลิงซีแล้วไม่พบซือจุน ยังนึกว่าซือจุนถูกพวกเขาเอาไปซ่อน หรือไม่…ก็จากไปอีกแล้ว…”

เสิ่นชิงชิวได้ฟังคำอธิบายที่แฝงแววตัดพ้อนิดๆนั่นแล้วก็อดนึกถึงที่ซั่งชิงหัวเพิ่งจะพูดไว้ไม่ได้

หากเขาไม่ได้เข้ามาทำป่วน ไม่แน่ว่าลั่วปิงเหออาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางร้ายอย่างถึงที่สุด กลายเป็นชายหนุ่มผู้มืดมน จับเขาฉีกจนกลายเป็นท่อนเนื้อกุดๆ สาปแช่งโลกหล้าและสาปแช่งตัวเองอย่างในนิยายดั้งเดิมคนนั้นก็เป็นได้ ถึงแม้ตอนนี้จะกลายมาเป็นชายหนุ่มผู้งมงายในรักซึ่งก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ยังพอจะมีส่วนให้คนรักคนสงสารอยู่บ้าง

อย่างน้อยในเวลานี้เขาก็เพิ่งพบว่า ตัวเขาก็แพ้ทางลั่วปิงเหอในจุดนี้จริงๆ

เสิ่นชิงชิวกล่าวต่อ “รู้ว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้อนรับ กลับยังส่งข้ามาที่ชางฉยงซานแต่โดยดีเนี่ยนะ”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ข้านึกว่าตอนซือจุนฟื้นขึ้นมา จะต้องอยากเห็นชางฉยงซานก่อนอื่นใดเป็นแน่…”

เสิ่นชิงชิวขว้างพัดใส่หัวเขาโดยไม่สนภาพลักษณ์แม้แต่น้อย

เขากล่าวอย่างขัดใจว่า “ที่เหวยซืออยากเห็นมากที่สุดก่อนอื่นใดก็คือเจ้าต่างหาก!”

ลั่วปิงเหอถูกพัดเขวี้ยงใส่เข้าไปอย่างจังแต่กลับยังหน้าแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเริ่มมีน้ำเอ่อออกมาคลอหน่วย ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง

เสิ่นชิงชิวถูกสายตาเช่นนี้ของเขามองจนแข้งขาอ่อนยวบ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงกระบี่และเสียงตะโกนดังขึ้นรอบด้าน

หยางอี้เสวียนยืนอยู่บนหลังคาของอารามฉยงติ่ง ตวาดว่า “เผ่ามารผู้นั้นย่องมาตามตอแยอาจารย์ลุงเสิ่นอีกแล้ว!”

เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกัน มีคนร้องว่า “เจ้านั่นยังกล้ามาอีกแน่ะ! จับอาวุธๆ อ้าว อาวุธข้าล่ะ!”

“ศิษย์พี่ นั่นกระบี่ข้านะ คืนข้ามา! ท่านอยากต่อยตี ก็กลับไปเอากระบี่ตัวเองมาซิ!”

มิน่า ลั่วปิงเหอถึงไม่อยู่รอจนเขาตื่น หากเขายังอยู่ที่ชางฉยงซานก็จะมีคนมาคอยร้องตะโกนท้าตีท้าต่อยอยู่ร่ำไป แลเห็นได้ชัดว่าได้รับ ‘การต้อนรับอย่างอบอุ่น’ มากจริงๆ

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างจนใจว่า “อืม ไม่เลว เจ้าตัดสินใจถูกต้องแล้ว สภาพการณ์เช่นนี้ เจ้าได้แต่ย่องเข้ามาจริงๆ”

ลั่วปิงเหอกดเสียงต่ำ “ก็ข้าบอกแล้วว่าที่นี่ไม่ต้อนรับข้า”

เสิ่นชิงชิวลูบศีรษะเขา “ไม่เป็นไร เหวยซือต้อนรับเจ้าก็แล้วกัน”

ฉยงติ่งเฟิงระงมไปด้วยเสียงตะโกนจะฆ่าจะฟัน จริงบ้างขู่บ้าง ล้วนแล้วแต่เป็นเสียงของศิษย์กลุ่มที่คันไม้คันมือกลัวโลกจะไม่สงบสุขทั้งสิ้น แต่คนอื่นๆส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดาที่รักสงบ ซึ่งเพียงเห็นลั่วปิงเหอ เจ้ามารร้ายในคราบมนุษย์ ก็จะทำเป็นลืมตาข้างหลับตาข้าง

เสิ่นชิงชิวหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ไปกันดีกว่า”

ลั่วปิงเหอตั้งตัวไม่ถูกไปครู่หนึ่ง “ไปหรือขอรับ”

เสิ่นชิงชิวพยักหน้า “เจ้ามิใช่บอกว่าที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้าหรอกหรือ เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ ไปยังที่ที่ต้อนรับเจ้า”

เขายังกล่าวเสริมอีกว่า “คราวนี้ ไม่ว่าเจ้าอยากจะไปที่ไหน เหวยซือจะไปกับเจ้า”

ใบหน้าที่ปกติแล้วดูฉลาดเฉลียวของลั่วปิงเหอ เป็นเพราะประโยคนี้กลับดูเซ่อซ่าไปแล้ว ทำเอาแทบจะทนมองไม่ได้

บนฉยงติ่งเฟิงนอกจากศิษย์ของชางฉยงซานแล้ว ยังแออัดไปด้วยซิวซื่อจากทุกสำนักที่ได้รับเชิญมาร่วมพิธีฉลอง แต่ละคนล้วนประสาทสัมผัสเฉียบคมเป็นเยี่ยม อีกทั้งเสิ่นชิงชิวเองก็ไม่ได้จงใจข่มเสียงแม้แต่น้อย ไหนเลยจะไม่ได้ยินกันถนัดหู ทุกคนล้วนพร้อมใจกันแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอดราวกับนัดกันไว้ ชี้ชวนกันดูดอกไม้ไฟบนฟ้า พูดคุยหัวเราะกันลั่นเสียจนหลังคาวิหารแทบจะพลิก

พวกเขาให้ความร่วมมือเช่นนี้ ก็เพราะเห็นแก่หน้าตาของชางฉยงซาน

แต่หลิ่วชิงเกอกลับไม่รับน้ำใจ กระโดดลงมาจากชายคา พุ่งเข้ามาตะโกนเรียกเสิ่นชิงชิวอย่างโมโห “นี่!”

ฉีชิงชีแหวอย่างเหลืออด “…มารดาไม่สนด้วยแล้ว! อยากจะไปไหนก็ไปเลย! เสิ่นชิงชิวเจ้ามัน…พวกเจ้าสองคนช่าง..หมิงเยียน ไปเร็ว! มัวดูอะไรอยู่! มีอะไรน่าดูกัน ไม่เคยเห็นคนหน้าด้านหรือไร!”

“ศิษย์น้องหญิง อย่าก่อวจีกรรมเลย ภาพลักษณ์อะไรกัน ชางฉยงซานของพวกเราน่ะ…”

ชางฉยงซานในเวลานี้ นอกจาชอบปกป้องพวกพ้องเอย มีมือรื้อถอนมหาประลับเอย สนิทกับเผ่ามารเอย แถมยังมีคู่ศิษย์อาจารย์เป็นพระเอกนิยายลามกด้วย ยังจะมีภาพลักษณ์อะไรอื่นให้ผู้คนจดจำอีกรึ เสิ่นชิงชิวคิดๆแล้ว ก็พูดอะไรไม่ออก

เดิมทีเขากุมมือลั่วปิงเหออยู่ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่กลายเป็นว่าลั่วปิงเหอเป็นฝ่ายกุมมือเขา

เขารู้สึกได้ถึงนิ้วทั้งห้าบนหลังมือที่ค่อยๆกระชับแน่นเข้ามาจนเกาะกุมไว้มั่น และออกแรงบีบจนเจ็บ

ลั่วปิงเหอค่อยเงยหน้าขึ้น ธารดาราทั่วฟ้าเรืองประกายระยิบระยับอยู่ในดวงตาของเขา ประหนึ่งว่าหากพลั้งเผลอไม่ระวัง ก็จะหยาดหยดบางสิ่งบางอย่างที่แวววาวดุจดวงแก้วลงมากระนั้น

เสิ่นชิงชิวเห็นจนชินตาแล้ว เขาหันหน้ามา รู้สึกจิตใจแจ่มกระจ่างดุจเดียวกับพระถังซัมจั๋งตอนรับพระไตรปิฎก

กว่าจะผ่านอุปสรรค 81 ด่านและความทุกข์เข็ญนานัปการจนสำเร็ดมรรคผลในที่สุด ก็ปล่อยให้เขาร้องไห้ไปเถอะ ถึงอย่างไรลั่วปิงเหอก็เป็นคนเช่นนี้อยู่แล้ว เนื้อเรื่องที่พลิกผันปั่นป่วนเสียจนเป็ดไก่บินกันกระเจิง หมาแมววิ่งพล่าน ฟ้าฝ่าทะลวงร่างขนาดนี้ บอกตามตรงว่าตนก็อยากร้องไห้เหมือนกัน

สำหนับการยกเครื่องแบบพลิกโฉมหน้าของนิยายที่มหัศจรรย์พันลึกเรื่องนี้ เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีไม่มีอะไรต้องเสียใจอีกแล้วในชีวิต

ส่วนเจวี๋ยซื่อหวงกวาจอมแขวะไร้เทียมทานก็ไม่อาจพูดได้ว่ายังคงรังเกียจนิยายเรื่องนี้อยู่

นักเขียนไม่กลบหลุม ตูกลบของตูเองก็ได้ ทอดตาดูประวัติศาสตร์ของนิยายแนวฮาเร็มบนเว็บจงเตี่ยน มีนักอ่านคนไหนบ้างล่ะที่จะได้กระโจนลงมาเล่นเองอย่างเขา ทุ่มเทเลือดเนื้อจิตใจกลบหลุมจนหมดตัว เพียงเพื่อกอบกู้ค่า B ของนิยาย YY ที่เขียนด้วยฝีมือระดับเด็กประถมไร้สมองและเนืองนองไปด้วยฉากติดเรทเรื่องนี้

ถึงแม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้มาอาจจะคลาดเคลื่อนจากเป้าหมายไปบ้าง แต่อย่างน้อยที่บอกว่า ‘YOU CAN YOU UP, NO CAN NO BB’ เขาก็ทำได้สำเร็จแล้ว

วินาทีที่พลิกเปิดอ่าน ‘เทพมารอหังการ’ เรื่องราวก็เริ่มต้นไปตามปกติ แต่วินาทีที่พลิกปิด ‘เทพมารอหังการ’ เรื่องราวกลับยังไม่สิ้นสุด

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อเรื่องราวที่ผู้คนเล่าขานกันสิ้นสุดลง แต่เรื่องราวของสองเรากลับเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง

ตอนพิเศษ

ศึกสะท้านภพระหว่างปิงเม่ยกับปิงเกอ

จุดลงจอดแห่งแรกหลังจาก ‘ถูกผู้คนไล่ตี’ ออกมาจากชางฉยงซาน แน่นอนว่าต้องเป็นกองบัญชาการใหญ่ของลั่วปิงเหอที่แดนเหนือของเผ่ามาร

ตอนเสิ่นชิงชิวถูก ‘กักขัง’ ครั้งก่อน ก็เคยอยู่ที่ตำหนักใต้ดินแห่งนี้มาระยะหนึ่ง ตอนนั้นด้านนอกเรือนไผ่ซึ่งจำลองของจริงมาทุกกระเบียดนิ้วคือสวนไผ่กะหยอมกะแหยมที่ขนาดพรวดดินใส่ปุ๋ยสารพัด ยังทำท่าจะตายแหล่ไม่ตายแหล่ กลับมาเยือนถิ่นเดิมคราวนี้ ไม่รู้ว่าพวกลูกน้องเผ่ามารแสนขยันกลุ่มนั้นของลั่วปิงเหอใช้วิธีการอะไร กลับปลูกไผ่ออกมาได้เขียวครึ้มเป็นขนัด ได้ยินเสียงใบไผ่เสียดสีกันแกรกกราก

สิบกว่าวันแรกที่มาถึง ลั่วปิงเหอเกาะติดเขาหนึบทุกวัน แกะยังไงก็แกะไม่ออก แต่สองสามวันหลังมานี่กลับเริ่มเก็บไม้เก็บมือ เกรงอกเกรงใจขึ้นมา บอกว่าชาวเผ่ามารแดนเหนือกับแดนใต้หมู่นี้มีเรื่องขัดแย้งกันไม่หยุด มีธุระต้องจัดการมากมาย ช่วงเวลาที่โฉบไปเฉี่ยวมาตรงหน้าเสิ่นชิงชิวจึงลดน้อยลงไปมาก

แน่นอนว่าที่เป็นเรื่องโกหก เสิ่นชิงชิวคิดว่าจะต้องเป็นเพราะเรื่องที่ก่อนหน้านี้ตนบอกปัดคำขอของลั่วปิงเหอที่จะมาขอนอนร่วมเตียงด้วย จึงได้ไปทำร้ายแก้วดวงใจที่แสนจะเปราะบางของแม่นางลั่วเข้า [โบกมือบ๊ายบาย]

แหมก็นะ เขาก็แค่ปฏิเสธไว้ก่อนตามความเคยชินเท่านั้นเอง นี่ถ้าลั่วปิงเหอรบเร้าต่ออีกสักหน่อยเขาก็คงโอเคไปแล้ว!

ใครจะไปนึกว่าแค่โบกมือปัดนิดเดียว ลั่วปิงเหอก็วิ่งแจ้นออกไปนอกห้องทันที รู้เลยว่าคงไปหาที่สักแห่งนั่งซุกมุมเพาะเห็ด*อยู่เป็นแน่

(ซุกมุมเพาะเห็ด หมายถึง นั่งซุกมุมห่อเหี่ยว)

เสิ่นชิงชิวเดาว่า สองสามวันนี้เขาคงจะหลบหน้าอยู่ตำหนักชั้นใจ จึงตัดสินใจว่างั้นเราเป็นฝ่ายไปง้อเขาเองก็แล้วกัน

ตำหนักชั้นในนั้น นอกจากลั่วปิงเหอแล้วไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป แต่แน่นอนว่า ‘ไม่ว่าผู้ใด’ นั้น ย่อมไม่รวมเสิ่นชิงชิว

ลั่วปิงเหอเคยบอกไว้ว่า ตำหนักใต้ดินแห่งนี้เขาหลับตาเดินเล่นได้ตามสบาย จะไปไหนก็ได้ทั้งนั้น คำสั่งถูกถ่ายทอดลงไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาห้ามเขา

เสิ่นชิงชิวแทรกตัวเข้าประตูไปอย่างง่ายดาย แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจที่ไม่เห็นลั่วปิงเหอ จึงเที่ยวเดินดูห้องส่วนตัวของเขาที่เมื่อก่อนเก็บเป็นความลับเสียละเอียดลออทั้งด้านนอกด้านใจ

ขณะที่เขากำลังจะเตรียมสำรวจให้ทั่วทุกซอกทุกมุมนั่นเอง จู่ๆประตูศิลาก็เปิดออกกว้าง ร่างๆหนึ่งเซถลันเข้ามา

เสิ่นชิงชิวแววตาเย็นยะเยียบ แต่พอมองเห็นได้ถนัดตาก็ร้องเสียงหลง “ลั่วปิงเหอหรือ”

ลั่วปิงเหอเหมือนจะคาดไม่ถึงว่าตำหนักชั้นใจกลับยังมีใครอื่นอยู่ด้วยอีกคนหนึ่ง

รูม่านตาที่ดูเลื่อนลอยของเขาจู่ๆ ก็หดเล็กลง แต่เมื่อดวงตาดำขลับสะท้อนภาพใบหน้าของเสิ่นชิงชิวเต็มๆ รังสีสังหารที่ฉาบอยู่ทั่วหน้าในตอนแรก ก็แปรเปลี่ยนเป็นความตะลึงลานในชั่วพริบตา

เสิ่นชิงชิวกลับไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเหล่านี้เลย ในยามนี้ที่เขาเห็นมีแต่ลั่วปิงเหอที่เลือดอาบไปทั้งตัว

ลั่วปิงเหอเดินได้สองสามก้าวก็เข่าอ่อนยวบ

เสิ่นชิงชิวโผเข้าไปรับตัวลั่วปิงเหอที่ล้มพุ่งมาข้างหน้าไว้ในอ้อมแขนได้ทันการพอดี แล้วพลิกมือช้อนหลังที่โชกไปด้วยเลือดของอีกฝ่ายไว้โดยอัตโนมัติ “เกิดอะไรขึ้น ใครทำ”

ลั่วปิงเหอถึงกับมีวันที่ถูกทำร้ายถึงถิ่นของตัวเองจนกลายเป็นเช่นนี้ด้วย โอเค ความจริงแล้วนี่ก็ไม่นับว่าเป็น Bug อะไร พระเอกนิยายฮาเร็มเป็นเกย์ไปแล้ว ยังจะมีพล็อตอะไรพอให้เอามาอ้างเป็น Bug ได้อีกล่ะ

ลูกกระเดือกลั่วปิงเหอขยับขึ้นลง ขบฟันกรอดราวกับจะเอาให้แตกกันไปข้าง เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาว่า “…ไป!”

“ไปหรือ” ความหมายคือ…ต้องการให้เขาหนีไปหรือ

เสิ่นชิงชิวรีบกล่าว “ได้ งั้นพวกเราไป” ว่าพลางก็เอื้อมมือไปช้อนเอวลั่วปิงเหอขึ้น

ใครเลยจะไปนึกว่าลั่วปิงเหอกลับเม้มปากแน่น ผลักเขาออกมาอย่างแรง

นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นชิงชิวถูกเขาผลักไส จึงตะลึงไปเดี๋ยวนั้น คิดในใจว่าเจ้าเด็กนี่มันต้องการจะให้เขาไปคนเดียวก่อนรึไง

กลัวจะทำให้เขาเดือดร้อนหรือ

ดูท่าจะมีแต่คำอธิบายแบบนี้เท่านั้น เขาจึงเอ็ดทันที “อย่าดื้อ เหวยซือจะพาเจ้ากลับสำนักชางฉยงซาน”

เส้นเอ็นเขียวๆบนหน้าผากลั่วปิงเหอขึ้นปูดโปน กล่าวเสียงเข้ม “ไม่ไป!”

เสิ่นชิงชิวเข้าใจว่าเขากำลังงอนอีกเช่นเคย “ในเวลาแบบนี้ ยังจะมัวมาดื้อด้านทำงอนอะไรอีก ไปอาศัยหลบทางนั้นก่อน” ว่าพลางทาบฝ่ามือเข้ากับแผ่นหลังเขาไปด้วย ใบหน้าของลั่วปิงเหอแข็งทื่อทันทีทันใด

พลังทิพย์อันอบอุ่นขุมหนึ่งส่งถ่ายมาทางแผ่นหลังเข้าสู่กายเขาระรอกแล้วระลอกเล่าไม่หยุด

ส่งพลังไปได้ครู่หนึ่ง เสิ่นชิงชิวก็รู้สึกว่าน่าจะพอใช้ได้แล้ว จึงชักมือกลับมา ดึงซิวหย่าออกจากฝัก หิ้วตัวลั่วปิงเหอขึ้นมาได้ก็เหาะออกไปทันที

ซิวหย่าเป็นกระบี่ที่ถือกำเนิดจากยอดวั่นเจี้ยนเฟิง ไม่ว่าจะเวลาไหนเมื่อขี่ซิวหย่าเข้าเขตอาคมที่มีไว้ป้องกันการบุกรุกทางอากาศของชางฉยงซานก็จะไม่ทำให้สัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ดังนั้นเสิ่นชิงชิวจึงสามารถพาคนกลับมาที่ชิงจิ้งเฟิงโดยไม่มีผู้ใดรู้เห็นได้

แต่ถึงจะรอดพ้นสายตาของยอดเขาอื่น แต่กลับไม่อาจรอดพ้นสายตาของศิษย์บนยอดเขาตัวเอง ตอนที่เขาลับๆล่อๆลากตัวลั่วปิงเหอมาถึงเรือนไผ่ ในเรือนก็มีคนอยู่ก่อนแล้ว

หมิงฟานกำลังถือไม้กวาดทำความสะอาดห้องพลางคุยจ้อไม่หยุดปากอยู่กับหนิงอิงอิง โดยที่ฝ่ายหญิงกำลังยืนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่เล็กๆ ถกแขนเสื้อขึ้น เขย่งปลายเท้าเอาแส้ปัดฝุ่นปัดชั้นบนสุดของชั้นหนังสือ

เสิ่นชิงชิวถีบประตูเข้ามา ทั้งคู่ตกใจจนสะดุ้งโหยง ครั้นพอดูให้ชัดอีกทีก็ร้องออกมาทันทีว่า “ซือ——”

เสิ่นชิงชิวทำท่ารูดซิปปาก คนทั้งคู่ก็ส่งเสียงไม่ออกทันที

เสิ่นชิงชิวกดเสียงต่ำ “เอะอะอะไร  พวกเจ้าคิดจะชักนำไป่จั้นเฟิงโขยงนั้นเข้ามาหรือ”

หากรู้ว่าเขากลับมา หลิ่วชิงเกอจะต้องมาหาแน่ ทันทีที่เขามา สภาพของลั่วปิงเหอในตอนนี้ไหนเลยจะปิดบังเอาไว้ได้อีก

พึงรู้ว่า ทุกครั้งที่เห็นลั่วปิงเหอ กลุ่มคนที่กระเหี้ยนกระหือรือจะเข้ามารุมอัดเขามากที่สุด ก็คือกลุ่มผู้ก่อการร้ายโขยงนั้นของไป่จั้นเฟิงนั่นเอง ลั่วปิงเหอเกรงใจตน เลยไม่กล้าลงมือกับพวกเขา ทุกครั้งจึงกลายเป็นเป้ามีชีวิตให้คนไล่ตี ต่อให้ตีไม่ตาย ก็ยุ่งยากเอาการอยู่

ดวงตารูปเม็ดอัลมอนด์ของหนิงอิงอิงเบิกกว้าง ยกสองมือขึ้นปิดปาก พยักหน้าถี่ๆราวกับลูกเจี๊ยบจิกข้าวเปลือก ครั้นมองดูอีกทีเห็นลั่วปิงเหอในสภาพเลือดอาบไปทั้งตัวก็เอามือออกจากปาก สูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ “ซือจุน อาลั่วเขาเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ”

ลั่วปิงเหอกวาดตามองหมิงฟานแวบหนึ่ง ความไม่อยากจะเชื่อและความเกลียดชังผุดวาบขึ้นในดวงตา สายตาเช่นนั้นเย็นยะเยียบจับเข้าไปถึงกระดูก

หมิงฟานกำไม้กวาดแน่นโดยไม่รู้ตัว หดคอหดไหล่ แทบจะล้มลงไปกับพื้น

เสิ่นชิงชิวกลับมองไม่เห็นรายละเอียดหยุมหยิมเหล่านี้ พยุงลั่วปิงเหอนั่งลงข้างเตียง “เขาได้รับบาดเจ็บ พวกเจ้าออกไปก่อน หีบยาที่เชียนเฉ่าเฟิงส่งมายังอยู่ที่เดิมกระมัง”

หนิงอิงอิงกล่าวว่า “ของในเรือนไผ่ไม่มีการโยกย้าย ยังอยู่ที่เดิมทั้งหมดเจ้าค่ะ ซือจุนต้องการให้พวกศิษย์ช่วยหรือไม่เจ้าคะ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ไม่ต้อง เหวยซือจัดการเองคนเดียวได้”

พอไล่ศิษย์ทั้งคู่ออกไปแล้ว เสิ่นชิงชิวก็จับตัวลั่วปิงเหอนั่งดีๆ เอาหมอนหนุ่นหลังให้เขา แล้วจึงค่อยย่อกายลงถอดรองเท้าให้

ลั่วปิงเหอปิดปากเงียบไม่พูดไม่จามาตลอด พอเสิ่นชิงชิวก้มหน้า สายตาที่จับอยู่ตรงหลังคอขาวๆของเขาพลันเรืองประกายลึกลับอย่างบอกไม่ถูก ก่อนเปลี่ยนไปเป็นหวาดระแวงและดุดันเย็นชาอยู่ในที

เสิ่นชิงชิวนึกว่าเขาบาดเจ็บที่ร่างกายทำให้หมดแรงจะพูด เห็นหน้าผากเขาเหงื่อผุดพราว จึงเอาผ้านุ่มชุบน้ำสะอาดมาเช็ดหน้าให้เขา สาละวนเลือกยาขวดนั้นตลับนี้จากในหีบที่มู่ชิงฟางจัดมาให้ จากนั้นก็หันกลับมาคลายสาบเสื้อลั่วปิงเหอออก

ลั่วปิงเหอคว้ามือเขาหมับ

เรี่ยงแรงมหาศาลที่บีบข้อมือทำเอาเสิ่นชิงชิวนิ่วหน้า ทั้งไม่อาจใช้มืออีกข้างตบหัวเขา จึงลดเสียงต่ำกล่าวว่า “อย่าเอาแต่ใจ ข้าจะดูแผลให้เจ้า”

ลั่วปิงเหอยังไม่ยอมปล่อยมือ

เพราะเหลืออดอยู่นานแล้ว คราวนี้เสิ่นชิงชิวเลยเอายาเม็ดสารพัดสีในมือซ้ายยัดใส่ปากเขาพรวดเดียวหมดทั้งกำมือ!

เม็ดยาน้อยใหญ่หลายสิบเม็ดอัดแน่นเต็มปาก ลั่วปิงเหอหน้าดำทะมึน ในที่สุดก็ยอมปล่อยมือ

เสิ่นชิงชิวฉวยจังหวะนี้ฉีกเสื้อเขาขาดดังแคว่ก พอเห็นเต็มๆสองตา กลับไม่กล้าทำอะไรมาก ได้แต่ใช้ผ้าเช็ดคราบเลือดอย่างเบามือ

ปราณมารเป็นสายๆ แผ่ออกมาจากเนื้อหนังที่ถลอกยับเยิน ดูไม่เหมือนบาดแผลทั่วไป ไม่เช่นนั้นแล้ว ด้วยความสามารถในการเยียวยาตัวเองของลั่วปิงเหอ ก็คงจะหายดีเหมือนใหม่เสียนานแล้ว

เสิ่นชิงชิวทำความสะอาดแผลให้เขาอย่างระมัดระวัง พลางกล่าวว่า “สองสามวันนี้เจ้าไปไหนมากันแน่ ไปสู้กับใครมาถึงได้มีสภาพเช่นนี้”

จนแล้วจนรอดลั่วปิงเหอก็ยังไม่ยอมพูด

เสิ่นชิงชิวเช็ดหน้าอกเขาเสร็จก็ทำตามอย่างที่มู่ชิงฟางเคยสอนไว้ จับข้อมือเขาเพื่อตรวจชีพจร หากอาการไม่ดีจริงๆ ก็คงต้องไปเชิญมู่ชิงฟางมาดูให้อีกที

ตรวจๆชีพจรไป เขาก็มองมือกับแผ่นอกของลั่วปิงเหอให้ชัดๆอีกครั้ง

ความรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูกคืบคลานเข้ามาในหัวใจ

เขาเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล

มันเหมือนกับ…มีอะไรบางอย่างหายไป

แต่พอมองสภาพลั่วปิงเหอที่ริมฝีผากซีดขาว แววตาเย็นชา เขาก็ไม่อาจมัวมาขบคิดอะไรอยู่อีก นั่งลงข้างเตียง แล้วถ่ายพลังทิพย์ให้เขาต่อ

พอพลังทิพย์ค่อยๆหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของลั่วปิงเหอ เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่า กล้ามเนื้อที่เครียดเกร็งของเขาก็ค่อยๆผ่อนคลายลง จึงแอบถอนใจด้วยความโล่งอก แล้วยื่นมือออกไปหมายจะรวบตัวลั่วปิงเหอเข้ามากอด

ลั่วปิงเหอดิ้นหนีอีกครั้ง

เสิ่นชิงชิวที่ถูกผลักออกไปอีกเป็นครั้งที่ 2 โยนผ้าในมือขวาทิ้ง กล่าวอย่างจนใจว่า “เป็นอะไรไปอีกล่ะ”

ความหวาดระแวงและตั้งป้อมระวังภัยในดวงตาลั่วปิงเหอทำให้เสิ่นชิงชิวแอบกลอกตามองบน ดุเข้าให้ “ป่านนี้แล้วยังจะมาดื้อรั้นเจ้าอารมณ์อะไรอยู่อีก เพียงเพราะ 2 วันก่อนไม่ยอมให้เจ้านอนด้วย ถึงกับโกรธมาจนกระทั่งวันนี้เชียวหรือ”

ได้ฟังดังนั้น มุมปากของลั่วปิงเหอคล้ายกับจะกระตุก

เสิ่นชิงชิวเปลี่ยนมาใช้มือแตะๆหน้าผากเขาอย่างฮึดฮัด กล่าวเสียงต่ำว่า “มีไข้เล็กน้อย เจ้า…เวียนหัวหรือไม่”

แต่แล้ว เสียงหนิงอิงอิงก็ดังมาจากด้านนอก “อาจารย์อาหลิ่ว ท่านเข้าไปไม่ได้นะเจ้าคะ ตอนนี้ซือจุนไม่สะดวกรับแขกเจ้าค่ะ!”

ปกติหนิงอิงอิงพูดจาเบาๆน้ำเสียงนุ่มนวล งุ้งงิ้งมุ้งมิ้งจนบางครั้งถ้าไม่เข้าไปใกล้ๆจะได้ยินไม่ถนัด แต่จู่ๆก็ตะโกนเสียดังลั่นเช่นนี้ เห็นชัดว่าต้องการจะส่งข่าวให้เสิ่นชิงชิวที่อยู่ในห้องรู้ตัว เขากระโดดผึงลงจากเตียงทันที เพิ่งจะปลดม่านลงมา ประตูเรือนไผ่ก็ถูกผลักให้เปิดออกเสียงดังปัง

หลิ่วชิงเกอสะพายกระบี่ไว้ที่หลัง ถลันมาถึงด้านใจห้องภายใน 3 ก้าว

เสิ่นชิงชิวเอามือข้างหนึ่งไพล่หลัง หมุนกายกลับมายักคิ้วกล่าวว่า “ศิษย์น้องหลิ่วสบายดีหรือ”

หลิ่วชิงเกอตีแสกหน้าเขาโดยไม่รีรอ “ชางฉยงซานมีกฎ ลั่วปิงเหอเข้ามาไม่ได้”

เสิ่นชิงชิวถาม “ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินว่ามีกฎข้อนี้มาก่อนเลย”

หลิ่วชิงเกอกล่าวว่า “เพิ่งจะตั้งขึ้นมา”

หมิงฟานโผล่หัวเข้ามาสอดปาก “ใช้แล้วขอรับซือจุน ตอนนี้ชางฉยงซานมีกฎข้อนี้อยู่จริงๆ เพียงแต่อาจารย์ลุงเจ้าสำนักยังไม่ทันได้เอาไปสลักบนผนังศิลาที่จารึกกฎของสำนักเท่านั้นเองขอรับ ใครๆก็รู้กันทั้งนั้น…”

เสิ่นชิงชิวด่า “เจ้าหุบปากไปเลย”

อย่านึกว่าฉันไม่รู้นะ ต้องเป็นนายนั่นแหละ ที่ไปเรียกหลิ่วชิงเกอมา!!!

เจ้าเด็กคนนี้ปลื้มไป่จั้นเฟิงมานานแล้ว ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่อะไรเป็นต้องเจ๋อไปรายงานหลิ่วชิงเกอไว้ก่อน กลายเป็นสปายประจำชิงจิ้งเฟิงไปเรียบร้อย!

ในบรรดาคนหนุ่ม หายากนักที่จะไม่ปลื้มไป่จั้นเฟิง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้อยู่ แต่ถึงขั้นเห็นขี้ดีกว่าใส้ นิดหน่อยฟ้องแหลกนี่ จะหน้าด้านเกินไปแล้ว!

ไว้จัดการกับนายทีหลัง!

หมิงฟานพอถูกด่าเข้าหน่อยก็หน้าจ๋อย ถอยออกไปอย่างห่อเหี่ยว

หนิงอิงอิงยืนอยู่หน้าประตูอย่างหงุดหงิด ยังแค้นไม่หาย จึงกระทืบเท้าเขาอย่างแรง พึมพำด่าว่าเขาทำเสียเรื่อง

พอคนทั้งสองถอยออกไป หลิ่วชิงเกอก็เลิกม่านเตียงขึ้นทันที

ลั่วปิงเหอกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง แววอำมหิตฉายชัด ดูคล้ายเสือดาวหนุ่มได้รับบาดเจ็บ กำลังจ้องมองหลิ่วชิงเกอด้วยแววตาแฝงรังสีสังหารเข้มข้น นัยน์ตาทั้งเย็นยะเยียบราวกับดาบน้ำแข็ก ทั้งร้อนแรงราวกับไฟ กักพลังโจมตีขุมหนึ่งไว้ในมือ พร้อมจะจู่โจมออกไปได้ทุกขณะ

เสิ่นชิงชิวรีบเข้าไปแทรกกลาง ขาข้างหนึ่งเหยียบที่นอนขวางหน้าลั่วปิงเหอไว้ “ศิษย์น้องหลิ่วอย่าทำอย่างนี้เลย”

หลิ่วชิงเกอถามอย่างสงสัย “เขาได้รับบาดเจ็บหรือ”

เสิ่นชิงชิวอยากจะคารวะเขาจริงๆ ถอนใจกล่าวว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะเขาได้รับบาดเจ็บ ข้าก็ไม่พาเขากลับมาหรอก ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้าก็ทำเป็นลืมตาข้างหลับตาข้าง อย่าไล่เขาไปเลยนะ”

หลิ่วชิงเกอถาม “ได้รับบาดเจ็บแล้วทำไมไม่อยู่ที่ภพมาร”

ก็เพราะอยู่ภพมารไง ถึงได้รับบาดเจ็บ!

เสิ่นชิงชิว “เกิดเรื่องนิดหน่อยน่ะ…”

หลิ่วชิงเกอถามว่า “ภูตผีปีศาจพวกนั้นมันก่อกบฏหรือ”

“เอ่อ…” เสิ่นชิงชิวมองลั่วปิงเหอด้วยหางตา ไม่รู้ว่าการเอาเรื่องภายในของเผ่ามารมาพูดจะเหมาะสมหรือไม่ ตอบอ้อมแอ้มว่า “คงงั้นกระมัง”

หลิ่วชิงเกอกล่าว “ปัญหาเละเทะของตัวเองก็ต้องเก็บกวาดเอาเอง ผู้ที่ชางฉยงซานหนุนหลังคือเจ้า แต่มิใช่เขา”

ลั่วปิงเหอจู่ๆ ก็หัวเราะหยันออกมาทีหนึ่ง ทำเอากระเทือนแผลที่หน้าอก ต้องกัดฟันข่มความเจ็บปวด

ได้ยินเสียงเขาต้องทนทรมาร เสิ่นชิงชิวก็นึกโมโหขึ้นมาเดี๋ยวนั้น กล่าวเสียงขรึมว่า “ศิษย์น้องหลิ่วอย่าลืมเสียเล่า ที่นี่คือชิงจิ้งเฟิงนะ ชิงจิ้งเฟิงจะให้ใครอยู่ไม่อยู่ ย่อมต้องเป็นเจ้ายอดเขาที่ตัดสินใจซิ!”

หลิ่วชิงเกอแค้นใจที่เถียงไม่ขึ้น สีหน้าเย็นยะเยียบ “เจ้าก็เข้าข้างมันเข้าไปเถอะ!”

พอซัดประโยคนี้จบก็ปึงปังออกไปนอกห้องทันที ยังไม่ทันจะผ่านไป 2 วิ เสียงปึงปังนั้นก็ถอยกลับมา ขว้างของอย่างหนึ่งใส่อ้อมแขนเสิ่นชิงชิว

เสิ่นชิงชิวรับไว้ได้ก่อนเอามาดู กลับเป็นพัดด้ามจิ้วของเขาเล่มนั้นนั่นเอง

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 212
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 211
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: