Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 83

Scumbag System 83

ตอนที่ 83

ระหว่างการสู้รบชุลมุนที่แม่น้ำลั่วคราวก่อน พัดด้ามจิ้วเล่มนี้ไม่รู้ว่าตกหล่นไปเสียที่ไหน ทุกครั้งล้วนเป็นหลิ่วชิงเกอที่คอยเก็บไว้ให้ เห็นชัดว่า เขามีวาสนากับพัดเล่มนี้จริงๆ งั้นก็มอบให้เขาไปเลยแล้วกัน!

เขากระแอมทีหนึ่ง กล่าวอย่างสุภาพว่า “ทุกครั้งล้วนลำบากศิษย์น้องหลิ่วแล้ว”

หลิ่วชิงเกอสะบัดแขนเสื้อจากไปทันที

เสียงลั่วปิงเหอดังขึ้นจากด้านหลังเสิ่นชิงชิว ฟังดูแหบแห้งอยู่บ้าง “…หลิ่วชิงเกอหรือ”

เสียงนี้เป็นการถามด้วยความไม่แน่ใจ

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ไม่ต้องไปสนใจหรอก เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้ เอะอะเอ็ดตะโรไปอย่างนั้นเอง เอ็ดตะโรเสร็จแล้วก็ไป”

ลั่วปิงเหอหรี่ตา สีหน้าค่อยๆปรากฏแววครุ่นคิด

เสิ่นชิงชิวเอาพัดด้ามจิ้ววางลงบนโต๊ะ กล่าวปลอบใจว่า “ไม่ต้องกลัว วันนี้เหวยซือพูดกับเขาไปแล้ว ช่วงนี้เขาคงไม่มาสร้างความลำบากให้เจ้าอีกหรอก หากศิษย์ไป่จั้นเฟิงมารุมตีเจ้าอีก เจ้าก็สู้กลับบ้าง อย่าเอาให้ถึงตายก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปยอมให้เขา ทั้งยังถือเป็นการรักษาหน้าให้ชิงจิ้งเฟิงด้วย”

ลั่วปิงเหอยิ่งฟัง แววระยิบระยับที่วูบไหวในดวงตาก็ยิ่งดูประหลาด

เขาเรียกเหมือนลองหยั่งเชิง “…ซือจุน?”

เสิ่นชิงชิวหันไป “หืม”

สีหน้าและน้ำเสียงอ่อนโยนเอาอกเอาใจเกินร้อย ชนิดขออะไรก็ให้หมด

ลั่วปิงเหอเก็บงำแววตา เหยียดมุมปากนิดๆ “ไม่มีอะไร แค่…อยากเรียกดู”

เจ้าเด็กคนนี้มีเรื่องไม่มีเรื่องก็ชอบเรียกซือจุนไม่ขาดปากอยู่แล้ว เสิ่นชิงชิวไม่ใช่เพิ่งจะมารู้วันแรก จึงลูบศีรษะเขา “นอนเถอะ ทางเผ่ามารมีเรื่องอะไร ไว้รักษาอาการบาดเจ็บให้หายก่อนค่อยว่ากัน”

ลั่วปิงเหอพยักหน้าน้อยๆแทบสังเกตไม่เห็น

เห็นดังนั้น เสิ่นชิงชิวก็โน้มตัวไปเอาหมอนที่อยู่ด้านหลังเขาออก แล้วพยุงให้เขานอน ก่อนจะนอน ก็แกะสายรัดผมออกให้ก่อนอย่างระมัดระวังจะได้ไม่เจ็บศีรษะเวลานอน

ทำเรื่องเหล่านี้เสร็จ เสิ่นชิงชิวจึงค่อยเป่าตะเกียงให้ดับ ถอดเสื้อนอกของตัวเองแล้วขึ้นเตียงไปด้วย

เขากอดลั่วปิงเหอไว้ กล่าวว่า “เจ้าหลับเถอะ เหวยซือจะปรับลมปราณให้”

กอดก็กอดแล้ว นอนก็นอนแล้ว อาการแง่งอนก่อนหน้าน่าจะหายได้เสียทีนะ

เสิ่นชิงชิวหลับตา ปรับลมปราณทั่วร่างกายให้อยู่ในสภาพนิ่งที่สุดแล้วถ่ายพลังเข้าชะล้างชีพจรทิพย์ของลั่วปิงเหอด้วยความอ่อนโยนราวกับธานน้ำใสยามสนธยา

ท่ามกลางความมืด ดวงตาใสแจ๋วสุกสกาวคู่หนึ่งทอแสงเย็นยะเยียบค้างอยู่เป็นเวลานอน จับจ้องเสิ่นชิงชิวที่กำลังหลับตาโดยไม่ย้ายสายตาไปทางอื่นเลย

ผมยาวของเสิ่นชิงชิวคลี่สยายอยู่ตามแขนและซอกนิ้วของเขา

ลั่วปิงเหอคว้าขึ้นมาปอยหนึ่ง ค่อยๆกำแน่นเข้า ทำปากหมุบหมิบทวนชื้อนี้ซ้ำๆโดยไร้สุ้มเสียง

เสิ่นชิงชิว

เสิ่นชิงชิว

มุมปากเขาพลันยกโค้งขึ้นเป็นลักษณาการประหลาด

รอยยิ้มบนใบหน้าของ ‘ลั่วปิงเหอ’ ขยายกว้างอย่างเงียบๆ

เขาเหมือนกับค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจเข้าให้แล้ว แสงไฟในดวงตาลุกเรือง แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นเกือบๆจะใกล้เคียงกับแววอำมหิตเลยทีเดียว

คืนนี้ ห้วงฝันของเสิ่นชิงชิวยาวนานและสับสน

เช้าวันต่อมา ผู้ที่ลืมตาก่อนเป็นคนแรกคือลั่วปิงเหอ

ดวงหน้าขาวจัดของเขากลับมามีสีเลือดขึ้นบ้างแล้ว ดูดีกว่าคืนวานมาก กลับเป็นเสิ่นชิงชิวเสียอีก ที่ก่อนจะเข้านอนเมื่อคืนยังกระโดดโลดเต้นได้อยู่เลย เช้านี้ตื่นมายังคงกอดเขาไว้ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น และดูจะเพลียๆอยู่บ้าง

เสิ่นชิงชิวส่งถายพลังทิพย์ให้เขาทั้งคืนจริงๆ จนกระทั่งง่วงหลับไปแล้วก็ยังไม่หยุด

ขนตาลั่วปิงเหอค่อยๆขยับ จับจ้องอีกฝ่ายด้วยแววตาซับซ้อนอยู่ครู่หนึ่ง ยื่นมือไปขยับแขนเสิ่นชิงชิวออก

พอขยับ เลยทำให้เสิ่นชิงชิวสะดุ้งตื่น ลั่วปิงเหอฉวยโอกาสนี้ลุกขึ้นนั่งแล้วลงจากเตียง

เสิ่นชิงชิวนึกแปลกใจ เมื่อก่อน ถีบให้ลงจากเตียงยังไงก็ไม่ยอมลง เช้านี้กลับสำนึกได้ ลุกเองแล้วรึ

เขาเอามือคีบดั้งจมูก นิ่วหน้ากล่าวว่า “เช้าปานนี้ลุกขึ้นมาทำไม ทำอาหารหรือ วันนี้อย่าทำเลย”

เขาเห็นลั่วปิงเหอสวมเพียงเสื้อตัวกลางเนื้อบาง คอเสื้อแบะอ้า ถึงแม้บาดแผลที่พาดตัดกันทั่วร่างกายท่อนบนจะหายแล้ว แต่ก็ยังเหลือรอยจางๆอยู่บ้าง คิดว่าภายในวันนี้ก็คงจะหายเกลี้ยงเป็นปกติ ทว่าแผ่นอกเนียนเรียบเปิดรับลมอยู่เกือบครึ่ง เสื้อนอกที่สวมมาเมื่อคืนเอามาใส่ไม่ได้แล้ว เขาจึงกล่าวเตือนความจำให้ว่า “เสื้อผ้าเจ้าเมื่อก่อนนี้ยังเก็บไว้ในห้องข้าง พวกอิงอิงไม่ได้ย้ายไปไว้ไหน”

ลั่วปิงเหอเดินอ้อมฉากกั้นลมไปที่ห้องข้าง

โลกใบน้อยๆปรากฏขึ้นตรงหน้าในฉับพลัน เครื่องเรือนทุกชิ้นไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ ตู้ เตียง ที่ทำจากไผ่เขียวล้วนสะอาดเอี่ยมไร้ฝุ่น ตรงหัวเตียงยังมีโต๊ะเตี้ยอีกตัวหนึ่ง จัดวางตำราม้วนไว้อย่างเป็นระเบียบ พู่กันต่างสีเรียงตามขนาดสั้นยาว เขาเปิดตู้ เสื้อขาววางพับซ่อนกันอย่างเรียบร้อย ด้านบนยังแขวนหยกพกเนื้อดีเรียงรายสารพัดแบบ

ระหว่างที่ลั่วปิงเหออยู่ในห้องข้าง เสิ่นชิงชิวก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างเกียจคร้าน เขามองหาว่าถอดรองเท้ายาวไว้ที่ไหนพลางคลึงขบับไปด้วย

เมื่อคืนช่างเป็นการนอนที่เลวร้ายเอามากๆ และไม่สบอารมณ์ที่สุด

เขาฝันทั้งคืน! ฝันๆๆ

กระทั้งอดีตอันมืดมนอย่างตอนไปปราบมารถลกหนังที่เมืองซวงหูอันแสนจะอับอายขายขี้หน้าก็ยังฝันถึง! แถมยังฝันซ้อนฝันเข้าไปอีก!

งานชุมนุมเซียนครั้งใหญ่ เมืองจินหลัน เมืองฮวาเยวี่ย สุสานศักดิ์สิทธิ์ อะไรต่อมิอะไรล้วนเวียนวนกันเข้ามาราวกับโคมม้าหมุน ทั้งถูกตี กระอักเลือด หญ้างอกบนตัว…

อัดกันอยู่ในฝันหนึ่งคืนจนสมองแทบจะระเบิด!

สาเหตุแน่นอนว่าเป็นเพราะหลับไปทั้งๆกำลังถ่ายทอดพลังทิพย์ให้ลั่วปิงเหอนั่นเอง พอสติสัมปชัญญะลั่วปิงเหอไม่นิ่ง คนที่อยู่ใกล้เลยได้รับผลกระทบตามไปด้วย

เวลานี้ ลั่วปิงเหอเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เดินออกมาจากห้องข้าง เสิ่นชิงชิวยังหารองเท้าไม่เจอเลยเลิกหา กวักมือเรียกลั่วปิงเหอมาที่ข้างเตียง ฉุดเขาลงมา

แต่ฉุดแล้วไม่ขยับ

ลั่วปิงเหอเลิกคิ้ว “จะทำอะไร”

เสิ่นชิงชิวเอาสายรัดผมและหวีอันหนึ่งออกมาจากใต้หมอน ย้อนถาม “เจ้าว่าทำอะไรล่ะ”

ลั่วปิงเหอจึงนั่งลงตรงหน้าเขาแต่โดยดี กวาดตามองไปรอบๆเรือนไผ่

เสิ่นชิงชิวหวีผมให้เขาพลางถามเรื่อยเปื่อยว่า “มองอะไรอยู่”

แววตาลั่วปิงเหอยังคงคมปลาบและเย็นชา แต่น้ำเสียงกลับนุ่มนวลขึ้น “หลายปีมานี้ทุกครั้งที่กลับมาชิงจิ้งเฟิง ล้วนมาแบบรีบร้อนตลอด ไม่เคยดูให้ดีเลย”

เสิ่นชิงชิวใช้ปากคาดสายรัดผม แอบถักเปียเส้นเล็กๆให้เขาด้วยอารมณ์อยากแกล้งเล็กน้อย “หลายวันนี้เจ้าก็ดูให้พอเถอะ เดี๋ยวข้าจะไปไป่จั้นเฟิงเสียหน่อย ไปบอกหลิ่วชิงเกอให้ควบคุมดูแลพวกเขาดีๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีเหตุผลที่ศิษย์ชิงจิ้งเฟิงจะต้องมาถูกไป่จั้นเฟิงไล่ตี”

ลั่วปิงเหอชะงักไปครู่หนึ่ง ค่อยๆหันหน้ากลับมาคลี่ยิ้มให้เขา ส่งเสียงเรียกซะหวานจ๋อย “ซือจุน”

“หืม”

“ซือจุน”

“อืม”

เขาเรียกราวกับว่าไม่เคยทดลองเรียกด้วยวิธีใหม่เอี่ยมแบบนี้มาก่อน เรียกติดๆกันหลายที ล้วนได้รับการขานตอบกลับมาทุกครั้ง ยิ่งเรียกก็ยิ่งติดใจ จนเสิ่นชิงชิวอดรนทนไม่ไหว เอาพัดด้ามจิ้วตบท้ายทอยเขาเบาๆทีหนึ่ง “เรียกอะไรนักหนา เรียกครั้งเดียวก็พอแล้ว จะพูดอะไรก็พูดให้มันดีๆ”

ลั่วปิงเหอถูกตบท้ายทอยเข้าไปทีหนึ่งก็หน้าดำทะมึน รีบปรับสีหน้าให้เป็นดังเดิม ก่อนหันมาหัวเราะอย่างเดาเจตนาไม่ออก เขากลอกตาไปด้านหนึ่ง “เมื่อคืนซือจุนหลับไม่สบายหรือ”

กอดเจ้าอยู่ ยังจะนอนได้สบายอีกรึไง

เสิ่นชิงชิวกล่าวเสียงเรียบว่า “ฝันเรื่องเก่าเก็บเยาะแยะมากมายเท่านั้นแหละ”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “มิสู้คราวหน้าเป็นข้ากอดซือจุนนอนบ้างดีหรือไม่”

คำพูดพรรค์นี้เขากล่าวออกมาได้อย่างคล่องแคล่ว

เสิ่นชิงชิวทำผมให้เขาเสร็จแล้ว ตบศีรษะเบาๆก่อนจะผลักเขาลงจากเตียง “ชิ่วๆไปซะ”

เสิ่นชิงชิวไปเยี่ยมไป่จั้นเฟิงตามที่พูดไว้จริงๆ

เขาไปทางนั้นกล่าวได้ว่าไปอย่างคนกันเอง เทียบขอเยี่ยมเยียนก็ไม่จำเป็นต้องใช้ พอดื่มโจ๊กที่หมิงฟานนำมาให้ จัดเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็นวยนาดออกไปทันที

ลั่วปิงเหอถูกเขากำชับให้อยู่ในเรือนไผ่ “รอเหวยซือกลับมาดีๆ” แต่มีหรือที่เขาจะยอมอยู่รอ ‘ดีๆ’

พอผลักประตูเปิดออก ก็เห็นเงาร่างอ้อนแอ้นสีส้มร่างหนึ่งกระโดดเข้ามา ลั่วปิงเหอเพ่งมอง จากนั้นก็ยิ้มแย้มหน้าตาสดใส “อิงอิง”

นึกไม่ถึงว่า หนิงอิงอิงจะยืนตัวสั่น หน้าถอดสี “อาลั่ว เจ้าเป็นอะไรไป สมองได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ ทำไมเจ้าเรียกข้าแบบนี้ล่ะ อิงอิงอะไรกัน น่ากลัวจัง”

ลั่วปิงเหอ “…”

“ไยเจ้าไม่เรียกข้าว่าศิษย์พี่หนิงแล้วล่ะ”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “…ศิษย์พี่หนิง”

น้ำเสียงที่เรียก ‘ศิษย์พี่’ นี้ เรียกออกมาอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเลยทีเดียว

หนิงอิงอิงกลับระบายลมหายใจ ตบอกตนเองอย่างโล่งอก กล่าวสั่งสอนว่า “ต้องแบบนี้ซิ จู่ๆก็มาเรียกกันแบบนี้ไหนเลยจะเหมือนตัวเจ้า ถึงแม้ซือจุนเอ็นดูเจ้า แต่ก็ต้องให้ความสำคัญกับลำดับผู้อาวุโสอยู่เสมอ แบบนี้จึงจะสมกับเป็นศิษย์ชิงจิ้งเฟิงและไม่บิดเบือนคำสอนของซือจุน”

ลั่วปิงเหอฟังจนเส้นเอ็นเขียวๆบนหน้าผากขึ้นปูดโปน หมดสิ้นความอดทน ตัดบทนางว่า “ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า”

หนิงอิงอิงทำหน้าเข้าอกเข้าใจทันที

นางโบกมือทีหนึ่ง เอาแส้ปัดฝุ่นและไม้กวาดยัดใส่มือลั่วปิงเหออย่างรู้ใจ

นางกลาวว่า “ศิษย์พี่รู้ เอ้า”

ลั่วปิงเหอ “…”

หนิงอิงอิงกล่าวจากใจจริงว่า “อาลั่วเจ้าอย่าได้ถือสาไปเลย เรือนไผ่ของซือจุน เจ้ามักจะยืนกรานขอทำความสะอาดเองคนเดียวมาตลอด เรื่องนี้ข้ารู้ แต่เจ้ากับซือจุนไม่อยู่หลายวันขนาดนี้ ข้ากับศิษย์พี่ก็ได้แต่ทำแทนให้ไปก่อน ในเมื่อเจ้ากลับมาแล้ว เช่นนั้นก็มอบคืนให้เจ้าเถอะ ศิษย์พี่จะไม่แย่งชิงกับเจ้าแน่นอน จุดนี้ศิษย์พี่ยังพอจะเข้าใจอยู่”

“…”

เข้าใจกะผีอะไรล่ะ!

ลั่วปิงเหอหมุนกายไปยังเซียนซูเฟิง

ศิษย์ของเซียนซูเฟิงมักจะต้อนรับเขาเป็นอย่างดีมาตลอด แต่ก็นะ ที่ไหนก็ต้อนรับด้วยดีเหมือนกันหมดนั่นแหละ

เมื่อก่อน เรื่องราวจุกจิกหยุมหยิมทั้งหลาย เสิ่นชิงชิวมักใช้ลั่วปิงเหอไปจัดการ ชาวเซียนซูเฟิงจึงเห็นหน้าค่าตาเขาบ่อย เดี๋ยวก็มาส่งจดหมาย เดี๋ยวก็ส่งเทียบเชิญ เดี๋ยวก็มาเชิญคน เดี๋ยวก็มาขอยืมข้าวของ

ศิษย์ชายของยอดเขาอื่นๆ เวลามา ส่วนใหญ่ชอบมาทำลับๆล่อๆ ชะโงกซ้ายแลขวา หวังจะมองเข้าไปเห็นห้องหอจนไปถึงห้องอาบน้ำของเหล่าเทพธิดา แน่นอนว่าอย่างหลังนี้ ยังไม่ทันจะได้เห็น ก็ถูกเหล่าเทพธิดาใช้กระบี่ฟันตาย (ห่า)ก่อน มีแต่ลั่วปิงเหอที่เวลาไปยอดเขาไหนล้วนวางตัวด้วยความนอบน้อม รักษาระยะห่างอย่างเข้มงวด จึงทำให้เขาได้รับการชื่นชมจากชาวเซียนซูเฟิงอย่างสูง ด้วยเหตุนี้เบื้องต่ำยันเบื้องสูงของเซียนซูเฟิงจึงปล่อยให้เขาไปรอในอารามชั้นในอย่างเป็นอันรู้กัน

หลิ่วหมิงเยียนใช้ผ้าโปร่งปิดหน้าเช่นเคย ค้อมกายคารวะเขาอย่างมีมารยาท กล่าวทักทายว่า “ศิษย์พี่ลั่ว”

ลั่วปิงเหอยังไม่ทันได้พูดจา หลิ่วหมิงเยียนก็เป็นฝ่ายถามเขาขึ้นก่อน “ศิษย์พี่ลั่วได้รับคำสั่งจากอาจารย์ลุงเสิ่นให้มาพบซือจุนหรือเจ้าคะ โปรดรอตรงนี้สักครู่ ข้าไปจัดที่ทางให้สหายพรตจากอารามเทียนอี 3 ท่านนี้แล้วจะกลับมาเจ้าค่ะ”

สหายพรต 3 ท่านที่นางกล่าวถึง ก็คือนักพรตหญิงคนงาม 3 อนงค์นั่นเอง

เรือนร่างอรชรแน่งน้อยในชุดจีวรสีฟ้าอ่อนกำลังมะรุมมะตุ้มหลิ่วหมิงเยียนอยู่พอดี สายตาวาววับ 3 คู่จับจ้องลั่วปิงเหอเขม็ง เดี๋ยวก็กระซิบกระซาบกัน เดี๋ยวก็กระทืบเท้ากันด้วยอาการแง่งอน แก้มแดงระเรื่อ ดูราวกับดอกไม้สีฟ้าสดใส 3 ดอกกำลังรบเร้าพัวพันดอกบัวบริสุทธิ์ชูช่อเด่นต้านลมอยู่ พลางหัวเราะกันคิกคัก หยิกๆทึ้งๆ ยกโขยงกันออกไป

ลั่วปิงเหอจึงรอหลิ่วหมิงเยียนกลับมาอย่างอดทนอยู่ตรงนั้น

ยืนได้สักพักก็พลันพบว่าใต้กองตำราที่วางระเกะระกะมีมุมของหนังสือเล่มหนึ่งโผล่ออกมา ดูเหมือนจะซุกไว้อย่างรีบร้อน

หลิ่วหมิงเยียนกลับมีของที่ต้องแอบซ่อนกับเขาด้วย

ลั่วปิงเหอถือโอกาสดึงหนังสือเล่มเล็กที่ซุกไว้ออกมา กวาดตามองผ่านๆรอบหนึ่ง รู้สึกว่าภาพวาดบนหน้าปกวาดได้ฉวัดเฉวียนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะชื่อหนังสือ 3 คำนั่นยิ่งฉวัดเฉวียนหนักเขาไปอีก เขาขมวดคิ้ว มองเห็นชื่อนักเขียนที่ลงลายมือเอาไว้ว่า ‘หลิ่วซู่เหมียนฮวา*’ ก็ยิ้มน้อยๆ พลิกเปิดอ่าน

(หลิ่วซู่เหมียนฮวา เป็นการเอาสำนวน เหมียนฮวาซู่หลิ่ว จากนิยายเรื่องจินผิงเหมย(บุปผาในกุณฑีทอง) มาพลิกแพลง มีความหมายว่า การไปเที่ยวเริงรมย์ แต่หากแปลตามตัวอักษรอาจแปลได้ว่า บุปผานิทราแซ่หลิ่ว หรือบุปผานิทราในดงหลิวก็ได้)

……………………

……………………

……………………

ตอนที่เสิ่นชิงชิวกลับมาจากจิบชาสังสรรค์ที่ไป่จั้นเฟิง ลั่วปิงเหอกลับมารอเขาที่ห้องเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่เข้าประตูมา ก็รู้สึกว่ามีสายตาร้อนแรงราวกับพระเพลิงคู่หนึ่งยิงพุ่งเข้ามาจังๆ

เสิ่นชิงชิว “…”

=o= ทำไมอยู่ๆ ถึงเกิดความรู้สึกไม่กล้าปิดประตูขึ้นมาล่ะเนี่ย!

ลั่วปิงเหอกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง ยิ้มน้อยๆ “เป็นอะไรไป ทำไมซือจุนถึงไม่เข้ามาเล่าขอรับ”

น้ำเสียงยังคงนุ่มนวลระคนตัดพ้ออยู่ในที แต่แววตากลับเป็นคนละเรื่อง

เขากำลังมองเสิ่นชิงชิวด้วยสายตาที่ทำราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน มองขึ้นๆลงๆอย่างประเมินเที่ยวหนึ่ง เหมือนต้องการใช้สายตาถลกหนังของเขาออก

เสิ่นชิงชิวผู้นี้หน้าตาดียิ่ง ไหล่ไม่กว้างไม่ล่ำ เอวเล็กสอบ แข้งขายาวภายใต้เครื่องแบบของชิงจิ้งเฟิงซึ่งเป็นชุดสีเขียวสวมทับกันเป็นชั้นๆ แลดูโดดเด่น สง่างามไม่เบา

ใช่ มันคือความสง่างาม

เสิ่นชิงชิวเอื้อมมือไปข้างหลัวเพื่อปิดประตูเรือนไผ่ ยังไม่ทันจะเข้าไปใกล้ๆเขาในรัศมีห้าหกก้าว เพียงรู้สึกว่าถูกฉุดทีหนึ่ง จากนั้นก็ล้มไปอยู่ในอ้อมกอดของลั่วปิงเหอเลย เอวถูกรัดไว้แน่น

ลั่วปิงเหอไล้มือไปที่ข้างเอวเขาแล้วเค้นคลึงไม่หยุด

มืออ่ะ มือ ขอบใจ! มือ! มือนาย!

เสิ่นชิงชิวพลิกมือไปยึดมืออยู่ไม่สุกของอีกฝ่ายไว้ พอฝ่ายนั้นออกแรงบิดทีหนึ่ง ไม่รู้ทำอีท่าไหน เสิ่นชิงชิวก็ถูกจับไปนั่งคล่อมอยู่บนตักของลั่วปิงเหอเรียบร้อยแล้ว โดนกักตัวไว้ไม่อาจกระดิกกระเดี้ย

ครู่ต่อมา มือของลั่วปิงเหอที่ไล้ลำคอเขาอยู่ก็รั้งคอเขาลงมา จากนั้นริมฝีปากของเสิ่นชิงชิวก็ถูกงับอีกครั้ง

ไม่กล้าขยับ เชี่ยเอ้ย! ท่านี้ ไม่กล้าขยับตัวจริงๆ

อันที่จริงทั้งคู่ก็เคยกระทำยิ่งกว่านี้มาแล้ว แต่คราวก่อนด้วยสถานการณ์ที่เป็นข้อยกเว้น อีกทั้งกำลังเผชิญหน้ากับหายนะครั้งใหญ่ ไม่มีเวลามาขัดเขินหรือสำรวมท่าทีอะไรได้ ส่วนตอนอยู่ภพมารก่อนหน้านี้เกือบครึ่งเดือน ลั่วปิงเหอเคลียคลอกับเขาตลอดเวลาก็จริง แต่ไม่รู้เพราะเขินอายหรือว่าอย่างไร จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทำอะไรล้ำเส้นแต่อย่างใด

แต่เวลานี้ สถานที่นี้ สถานการณ์มันไม่เหมือนกัน

ตะวันยังไม่ทันตกดินเลยนะ มาทำรุ่มร่ามเอาตอนกลางวันแสกๆ จะดีรึ

หรือว่าเจ้าเด็กคนนี้มันกลัดมันทนไม่ไหวแล้ว

เสิ่นชิงชิวไม่ชินต่อการกอดรัดกับใครอย่างแนบแน่นขนาดนี้ทั้งๆยังมีสติ แต่กับตุ๊กตากระเบื้องที่แตะทีเดียวก็แตกเช่นลั่วปิงเหอ เขาย่อมไม่อาจผลักไสได้อีก จึงตอบรับเขาด้วยการเผยอริมฝีปากเล็กน้อย

จะว่าไปก็แปลก ร่างกายของเสิ่นชิงชิวที่เขาใช้มานานปานนี้ เขากลับรู้สึกว่า จากหัวจรดเท้า ไม่ว่าจะส่วนไหนล้วนเย็นชาตายด้าน ไม่มีส่วนไหนที่ไม่อาจแตะโดน จิ้มตรงไหนก็ไม่จักจี้ เหมือนกับไม่มีส่วนที่อ่อนไหวต่อการสัมผัส แต่ตอนนี้ พอถูกลั่วปิงเหอเค้นคลึง เดี๋ยวหนักเดี๋ยวเบา ก็รู้สึกจักจี้จนแทบทนไม่ไหว

ทำไมถึงได้ช่ำชองขนาดนี้ ทำไม!?

เห็นๆอยู่ว่าเป็นหนุ่มเวอร์จิ้นไม่ใช่หรือ แล้วนี่อะไร!

ครั้งเดียวก็เก่งเลยโดยไม่ต้องมีใครสอน? มันยังไงกัน!

แบบนี้ยุติธรรมหรือ ฉันจะร้องเรียน ฉันจะร้องตะโกน

ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ทำไม!

ลั่วปิงเหอกัดริมฝีปากเขาเดี๋ยวเบาเดี๋ยวแรง ปลายลิ้นก่อกวนอยู่ในโพรงปากเขา เสิ่นชิงชิวหายใจตามไม่ทัน แต่พอเบี่ยงศีรษะออกไปหอบหายใจได้หน่อยเดียวก็ถูกจับกลับมาจุมพิตลึกล้ำยิ่งขึ้นไปอีก เขาแทบขาดอากาศหายใจ เอาแต่นิ่วหน้าหลับตาเลยมองไม่เห็นแววตาประสงค์ร้ายที่ลุกวาบขึ้นในดวงตาของลั่วปิงเหอ

นั่งอยู่บนตักแบบนี้ไม่มั่นคงเท่าไหร่ เขายื่นมือไปยึดคอเสื้อลั่วปิงเหอไว้ตามสัญชาตญาณ แต่พอจะยึด ที่แตะถูกกลับไม่ใช่คอเสื้อหากแต่เป็นผิวเปล่าเปลือยที่แผงอก

ช่างเป็นผิวที่เรียบลื่น ละมุนมือสุดๆ

ชั่วพริบตานั้นเอง ในหัวของเสิ่นชิงชิวก็สว่างวาบ

เขาปล่อยพลังจากฝ่ามือฟาดเข้าไปที่หัวใจของ ‘ลั่วปิงเหอ’

‘ลั่วปิงเหอ’ รับพลังทิพย์อันรุนแรงสายนี้เข้าไปเต็มๆ แต่หาได้สะดุ้งสะเทือนสักนิดไม่ หัวเราะหยัน มือข้างหนึ่งบีบข้อมือข้างขวาของเสิ่นชิงชิว มืออีกข้างยังคงกดคอด้านหลังของเขาไว้ แล้วพลิกกายกอดเขาจนล้มกลิ้งไปบนเตียงด้วยกันอย่างช่ำชอง ก่อนก้มหน้ามองลงมา ยิ้มจนตาหยี “ทำไมเล่าขอรับ ซือจุนมิใช่รักข้ามากหรอกหรือ ทำไมถึงไม่ยอมโอนอ่อนให้ข้าเล่า”

รักพ่องซิ!

เสิ่นชิงชิวตวาด “ไปให้พ้น!”

ปากของ ‘ลั่วปิงเหอ’ จากเดิมที่อ้อยอิ่งพัวพันกลายเป็นกัดทึ้ง

เสิ่นชิงชิวพลันรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ซึมออกมาในปากทันที เขาใช้มือซ้ายร่ายคาถาเรียกซิวหย่าที่วางอยู่บนโต๊ะเข้ามา

ลั่วปิงเหอชะงักไปเล็กน้อย

เสิ่นชิงชิวจึงฉวยโอกาสนี้ชันขาขึ้น ถีบเข้าไปที่แผ่นอกเขา แต่ยังไม่ทันจะลุกขึ้นข้อเท้ากลับตึงวูบ พอหันไปมอง ก็พบว่ามือข้างหนึ่งของลั่วปิงเหอกำลังยึดข้อเท้าเขาไว้แล้วกระชากกลับโดยพลัน เอาตัวเขากลับไปอยู่ใต้ร่างอีกครั้ง

ลั่วปิงเหอตรึงร่างเสิ่นชิงชิวให้นอนดีๆ แล้วยึดน่องของเขาไว้ก่อนจะงอพับขึ้นไปกดไว้กับหน้าอก

การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้หมดจดรวบรัดในกระบวนท่าเดียว

เสิ่นชิงชิวถามเสียงกระด้าง “เขาเล่า”

‘ลั่วปิงเหอ’ เอียงคอกล่าว “ท่านถามถึงใครรึ หากถามถึงข้า ก็มิใช่อยู่ตรงนี้หรอกหรือ”

เสิ่นชิงชิวระบายลมหายใจอย่างโล่งอกทันที ถามว่า “เจ้ามาถึงนี้ได้อย่างไร”

‘ลั่วปิงเหอ’ เล่นผมเขา “เปรียบกันแล้ว ข้ากลับอยากรู้มากกว่าว่าซือจุนรู้ได้อย่างไร”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: