Scumbag System 85

0 Comments

ตอนที่ 85

เสื้อผ้าข้างของก็ได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างดี ห้องข้างสะอาดเอี่ยมและเป็นระเบียบเรียบร้อย พูดจาเสียงเบา แสนจะเวทนาสงสาร แสนจะเอาอกเอาใจ

ทั้งๆที่ทำไปก็เพื่อแค่ลบหลู่ ทั้งๆที่ตนชิงชังความสัมพันธ์ที่ชวนให้คนสะอิดสะเอียนอย่างเช่นความสัมพันธ์ของคนคู่นี้

กระนั้น เขากลับหลุดปากบอกเสิ่นชิงชิวไปโดยไม่รู้ตัวว่า “ไปกับข้า”

ลั่วปิงเหอได้ยิน 3 คำนี้ ก็ยิ้มหยัน “เจ้าว่าอะไรนะ หืม”

กระดูกนิ้วเขาลั่นกราว ดูท่าจะเกิดจิตสังหารขึ้นมาแล้ว

ถึงแม้เสิ่นชิงชิวจะเห็นด้วยกับการลงดาบซ้ำให้ตาย ลงดาบซ้ำจงเจริญ แต่ว่า…จะปล่อยให้ลั่วปิงเหอฆ่า ‘ลั่วปิงเหอ’ ก็ใช่ที่

ส่วนจะให้เขาไปลงมือฆ่าเสียเองน่ะหรือ ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ อีกอย่าง ไม่รู้ว่ากฎเหล็ก ‘ร่างทองคำของพระเอกไม่มีวันบุบสลาย’ จะมีผลบังคับใช้กับปิงเกอฉบับออริจินอลด้วยรึเปล่า

เสิ่นชิงชิวใช้สองนิ้วกดไหล่เขาไว้ ไม่ให้เขาเคลื่อนไหวโดยพลการ ขณะกำลังนึกปวดหัวว่าควรจะทำอย่างไรดี ‘ลั่วปิงเหอ’ กลับเป็นฝ่ายเคลื่อนไหวก่อน

เขาตบยันต์ที่ผนึกกระบี่ซินหมัวให้หลุดออก ไอสีม่วงคล้ำพวยพุ่งออกมาทันที ระหว่างที่คนทั้งคู่เตรียมระวังเต็มที่ ตัวออริจินอลก็กรีดผ่าที่ว่างกลางอากศจนเกิดเป็นรอยแยกสายหนึ่ง แล้วกระโดดเข้าไปในนั้น

ชั่วขณะที่เหลียวหน้ากลับมา เขากัดริมฝีปากอย่างแรง

ไม่ยอม

ต่อมารอยแยกก็หายวับไปพร้อมกับร่างนั้น

นี่คือ…ไปแล้ว?

ปิงเกอ…จากไปง่ายๆแบบนี้เนี่ยนะ!?

เสิ่นชิงชิวตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยๆได้สติกลับคืนมา “กลับไปเอาซากกระบี่ซินหมัวที่เหลืออยู่มาทำลายให้หมด ของนี้ไม่อาจปล่อยให้หลงเหลืออยู่อีก”

ไอ้เจ้า Bug นี่มันชักจะเอาใหญ่เกินไปแล้ว ขืนปล่อยไว้ ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องราวใหญ่โตอะไรขึ้นอีก

ลั่วปิงเหอพยักหน้าเงียบๆ ถึงแม้เขาไม่ต้องการให้ใครมาช่วยพยุง เสิ่นชิงชิวก็ยังให้เขาเอนพิงร่างตนต่อไป

พวกเขาเดินไปได้สองสามก้าว ลั่วปิงเหอก็ถามอย่างกลัดกลุ้ม “ซือจุน ฝีมือข้าแย่มากจริงๆหรือขอรับ”

“…”

ว่ากันตามตรงก็ แย่…นั่นแหละ

แย่จริงๆ ไม่ใช่แค่กอดจูบลูบคลำเท่านั้นนะ จะถอดจะกลิ้ง ก็ด้อยกว่าไม่ใช่แค่เลเวลเดียว

ส่วนเรื่องการสอดใส่นั้น อันนี้ไม่มีอะไรให้เอามาเปรียบ แต่วิเคราะห์จากสไตล์ ก็น่าจะ…ไม่ผ่าน

แน่นอนว่าเสิ่นชิงชิวย่อมไม่พูดออกมา กล่าวแบบอ้อมๆว่า “ก็ไม่หรอก”

สีหน้ากลัดกลุ้มของลั่วปิงเหอสาหัสยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

เสิ่นชิงชิวจึงกล่าวปลอบใจอีกฝ่ายว่า “ก็เจ้าไม่มีประสบการณ์มาก่อนนี่”

ความช่ำชองของปิงเกอนั้น เป็นเพราะตะลุยศึกมาอย่างโชกโชน ผ่านผู้หญิงมานับไม่ถ้วน ล้วนฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

ลั่วปิงเหอก้มหน้าคอตก ดูท่าแล้ว คงกำลังครุ่นคิดอยากจะหาที่ไปนั่งซุกมุมเพาะเห็ดตรงไหนสักแห่งอีกแล้ว

เสิ่นชิงชิวทนดูสภาพเช่นนี้ของเขาไม่ได้เป็นที่สุด เลยกล่าวปลอบว่า “เหวยซือจะรักษามือกับขาให้เจ้าเสียก่อน จากนั้นพวกเราค่อย…หารือกันอีกที เช่นนี้เป็นอย่างไร”

ลั่วปิงเหอเงยหน้าขึ้นทันควัน “จริงๆนะขอรับ!”

เสิ่นชิงชิวรู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้ จึงตบศีรษะเขากล่าวอย่างใจเย็นว่า “ไปรักษาก่อน”

ลั่วปิงเหอพยักหน้า เสียงกร๊อบดังขึ้นสองทีก็ดึงมือกับเท้ากลับเข้าที่เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

เขายืดกายตรงทันที ใช้มือทั้งสองข้างที่กลับมาดีเหมือนเดิมประคองแขนทั้งสองข้างของเสิ่นชิงชิว สองแก้มแดงระเรื่อ สองตาเป็นประกายระยิบระยับ “รักษาเสร็จแล้ว! ซือจุน…เรื่องหารือกันละขอรับ”

…………………………………

บนหลังคาเรือนไผ่มีรูเบ้อเริ่ม

เสียงลมโกรกเข้ามาดังซู่ๆ

เสิ่นชิงชิวนอนหงาย ลั่วปิงเหอนอนทาบทับอยู่ข้างบน จูบๆเลียๆไปตามคอเขาเหมือนลูกหมาตัวหนึ่งแล้วไล่ต่ำลงไปเรื่อยๆ

เขานอนดูรูโหว่บนหลังคาที่ไม่รู้ว่าลั่วปิงเหอคนไหนเป็นคนฟาดทะลุ จนสุดปัญญาจะทำเป็นมองไม่เห็นได้จริงๆ จึงเอ่ยว่า “…หรือไม่พวกเราก็ย้ายไปหาที่ไหม่กัน”

ลั่วปิงเหอเงยหน้าขึ้น กล่าวอย่างดื้อดึงว่า “ไม่เอา”

ลงเขาไปเปิดห้องอะไรยังไง ก็คงดีกว่าที่นี่แหละ

เสิ่นชิงชิวยังไม่ทันจะเอ่ยวาจา ลั่วปิงเหอก็กล่าวต่อว่า “ไม่ย้าย ที่นี่แหละ เรือนไผ่นี่แหละ”

ประโยคนี้กล่าวออกมาอย่างเด็ดขาด บางทีสำหรับเขาแล้ว เรือนไผ่คงเป็นสถานที่พิเศษมากจริงๆ

เสิ่นชิงชิวยอมจำนน ถอดเสื้อออกอย่างรู้งาน ตอนนี้เขาก็นับว่ามีประสบการณ์มาแล้วนิดหน่อย หากรอให้ลั่วปิงเหอมาถอด กลัวว่าถอดเสร็จคงเอากลับมาใช้ใหม่ไม่ได้แล้ว สู้ถอดเองให้เรียบร้อยดีกว่า

เสียงสวบสาบของเสื้อนอก เสื้อตัวกลาง สายคาดเอวร่วงลงพื้นทีละชิ้น…ทีละชิ้น สีเขียวกับสีดำกองซ้อนทับกัน

เผชิญหน้ากันในสภาพ ‘เปิดเผยจริงใจ’ แบบนี้ แถมมีลมคอยโกรกพัดผ่าน

เสิ่นชิงชิวรู้สึกค่อนข้างหนาว ทั้งกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง

ลั่วปิงเหอกลับหาได้รู้สึกเหมือนกันแม้แต่น้อยไม่

เขานักคุกเข่าอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างของเสิ่นชิงชิว ขยับลูกกระเดือกขึ้นๆลงๆ สายตาดูเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด

ครั้งก่อนในเทือกเขาฝังกระดูก ถึงแม้จะมึนๆงงๆ จำอะไรได้ไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่พอเห็นสภาพที่นองไปด้วยเลือดหลังจากนั้น เขาก็รู้ว่าตนเองทำได้ย่ำแย่มากแค่ไหน กอปรกับเมื่อครู่เพิ่งจะถูกโจมตีอย่างรุนแรงไปครั้งหนึ่ง เลยตั้งใจจะทำผลงานให้ออกมาดี แต่ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร

เสิ่นชิงชิวเห็นเขาละล้าละลังจนดูน่าสงสาร ก็ถอนใจดังเฮ้อ เป็นฝ่ายยื่นมือออกไปแกะสายคาดเอวให้เขาเสียเอง

เห็นแก้มขาวผ่องของลั่วปิงเหอแดงซ่านขึ้นมาเดี๋ยวนั้น เลยยกมือขึ้นเกาคางของลั่วปิงเหออย่างอดใจไม่อยู่ รู้สึกว่าเจ้าเด็กนี่เวลาทำเรื่องแบบนี้มันช่างน่ารักเสียจริง

แต่พอแกะสายคาดเอวเสร็จ ลดสายตาต่ำลงมา ก็เห็นบางสิ่งบางอย่างโงหัวขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ความคิดที่บอกว่าน่ารักเมื่อตะกี้ปลิวหายไปกับสายลมในพริบตา

“…”

เชี่ย ไซส์ขนาดนี้เนี่ยนะ!

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างเด็ดขาด “ไม่ได้!”

ลั่วปิงเหอราวกับถูกฟ้าผ่า “ซือจุน ไหนบอกว่า…”

ความหมายของคำว่า ‘ไม่ได้’ ก็คือ ไม่เตรียมการแบบนี้ไม่ได้ ไม่งั้นถึงตายแน่!

คราวที่แล้วเขารอดชีวิตมาได้ยังไงนี่ ถูกของแบบนี้เสียบเข้าไปในร่างกลับยังไม่ตาย

เอาไว้ ไม่ตายหรอก!

เสิ่นชิงชิวอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก็ให้ข้อสรุปกับตัวเอง แล้วกล่าวว่า “เหวยซือ…จะใช้มือช่วยเจ้าสักครั้งก่อนก็แล้วกัน”

ยังไงให้เขาลดขนาดมันลงไปสักนิดก่อน!

แม่นางอู๋จื่อ(นิ้วทั้งห้า) ของเสิ่นชิงชิวนั้นไม่เคยบริการใครมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จริงๆ เขาแตะๆดุ้นเนื้อแดงเข้มที่เกือบจะเป็นสีม่วง เห็นเส้นเอ็นพาดตัดกันอยู่ทั่ว ส่วนปลายของดุ้นเนื้อดูช่างใหญ่โตผิดปกติ เขาหักใจเด็ดขาด คว้าหมับในที่สุด

ลั่วปิงเหอร้องเจ็บ สีหน้าเขาแฝงแววตัดพ้ออยู่บ้าง

เสิ่นชิงชิวสะกดจิตตัวเองไม่หยุด กำมือไม่แน่นไม่หลวม เริ่มขยับช้าๆ

ยิ่งขยับขึ้นลงก็ยิ่งหวาดสะพรึง

ไม่ว่าจากขนาด ความแข็งแกร่ง หรือว่าอุณหภูมิ นี่มันเป็นอวัยวะที่สิ่งมีชีวิตใดพึงจะมีรึ

บอกว่าเป็นอาวุธสังหารก็ยังได้!

ยกเว้นตอนแรกที่เสิ่นชิงชิวไม่ได้กะน้ำหนักมือให้พอดีเลยทำให้เขารู้สึกเจ็บแล้ว

ลั่วปิงเหอก็ถูกปรนนิบัติจนออกอาการเคลิบเคลิ้มอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่จ้องมองเสิ่นชิงชิวเริ่มหรี่ปรือน้อยๆ ประกายในดวงตาหยาดระริก ลมหายใจไม่คงที่เท่าไรนัก

เสิ่นชิงชิวสีหน้าไม่แสดงความรู้สึก แต่ตั้งอกตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ รูดไปก็เริ่มเมื่อยมือ แต่เจ้าสิ่งที่ก่อกรรมทำเข็ญดุ้นนี้ นอกจากตรงส่วนหัวที่บานคล้ายดอกเห็ดจะเริ่มมีของเหลวสีขาวขุ่นซึมออกมาเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่มีทีท่าว่าจะปลดปล่อยออกมาแต่อย่างใด ไม่ยอมยุบ ไม่ยอมยิง มีแต่จะยิ่งขยายและแข็งตัวยิ่งขึ้น

เสิ่นชิงชิวต่อให้สงบนิ่งยังไง สีหน้าก็เริ่มเหยเกขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่แล้ว

ลั่วปิงเหอลอบมองสีหน้าของเขามาตลอด เวลานี้เอง จู่ๆก็กล่าวขึ้นอย่างเกรงใจว่า “ซือจุน ไม่เช่นนั้นก็ท่านทำ”

หา? เสิ่นชิงชิวสงสัยว่าตัวเองคงฟังผิดไป

ลั่วปิงเหอจะยอมให้เขาอยู่บนรึ

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ข้ากลัวจะทำให้ซือจุนเจ็บ มิสู้ให้ซือจุนทำดีกว่า”

เขาพูดอย่างเป็นจริงเป็นจังมาก สีหน้าจริงใจ ว่าแล้วก็ทำท่าจะลงไปนอนเดี๋ยวนั้น

เสิ่นชิงชิวรีบห้าม “ไม่ ยังคงเป็นเจ้านั่นแหละทำ”

จะให้เขาทำ แต่เขาก็ไม่เคยมีประสบการณ์ทำเรื่องพรรค์นี้มาก่อนเหมือนกันนะ หากไม่ระวัง ทำจนลั่วปิงเหอเลือดตกยางออกเข้า ต่อให้รู้ว่าลั่วปิงเหอก็จะยังคงมีความสุขอยู่ดี กลางคืนเขาคงนอนตาไม่หลับแน่

ถึงอย่างไร วันข้างหน้าก็ยังมีโอกาสกลับมาอยู่บนได้ สู้เอาใจเขาอีกรอบก็ไม่เสียหาย ให้เขาได้ลิ้มรสหวานอร่อยไปก่อนแล้วกัน

แต่ยังไงก็ไม่ใช่เป็นเพราะรู้สึกซึ้งใจจนยอมทิ้งสิทธิ์ฝ่ายรุกแน่นอน [โบกมือบ๊ายบาย]

เสิ่นชิงชิวตบๆศีรษะเขาเหมือนจะให้กำลังใจ จากนั้นตัวเองก็พลิกตัวหันหลัง นอนคว่ำหน้ากับหมอน

เขาเอาศอกยันที่นอนไว้ กระดูกสะบักสูงเด่น เอวบางคอดเป็นเส้นอ่อนช้อยงดงามน่าตื่นตาตื่นใจ แทบจะส่งก้นให้ถึงด้านหน้าลำตัวของลั่วปิงเหอเลยทีเดียว

ขณะที่หนังหน้าแก่ๆของเสิ่นชิงชิวกำลังร้อนผ่าวด้วยความอาย แต่แล้วก็ถูกลั่วปิงเหอคว้าเอวแล้วจับพลิกให้หันหน้ากลับมาใหม่กะทันหัน

เขากล่าวอย่างจนใจ “เจ้าจะเอายังไงอีก”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ซือจุน ขอเป็นข้างหน้า…”

อยากจะขึ้นร่างฉันแบบเผชิญหน้ากันน่ะรึ!?

เสิ่นชิงชิวหน้าดำทะมึน “ได้คืบอย่าเอาศอกซิ” ว่าพลางทำท่าจะกลับไปนอนคว่ำอีกรอบ ในใจบ่นพึมพำ

เจ้าเด็กคนนี้มันเรื่องเยอะจริงๆ ยอมให้นายเป็นคนทำก็บุญแล้วนะ

ใครเลยจะรู้ว่า ลั่วปิงเหอกลับจับตัวเขาพลิกหงายอีกครั้งยังกับพลิกขนมเจียนปิ่ง* ทำหน้าราวกับจะร้องไห้ “ซือจุน ท่านทำเช่นนี้เพราะไม่อยากมองหน้าข้าหรือ”

(เจียนปิ่ง คือ เครปสไตส์จีน)

หน้าผากเขาเต็มไปด้วยเหงื่อผุดพราว ปลายจมูกแดงระเรื่อ ในดวงตาเหมือนกับจะมีน้ำตาเอ่อออกมาก็ไม่ปาน

เสิ่นชิงชิวไม่นึกสงสัยแม้แต่น้อย หากยังปฏิเสธเขาอีก ลั่วปิงเหอจะต้องร้องไห้โฮออกมาเดี๋ยวนี้แน่

พอนึกภาพเช่นนี้ออกมา เสิ่นชิงชิวก็ทั้งอ่อนใจและใจอ่อน ปากกล่าวออกไปโดยไม่รู้ตัวว่า “ไม่ใช่นะ”

ลั่วปิงเหอน้ำตาทะลักออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับใจสลายว่า “เช่นนั้นทำไมทุกครั้งท่านต้องหันหลังให้ข้าด้วยล่ะ”

คิดมากเกินไปแล้ว…ไปเอานิสัยขี้น้อยใจขนาดนี้มาจากไหนกันนี่!

…ช่างเถอะ ไม่ต้องไปสนว่าจะอายจะเอยอะไรแล้ว ลั่วปิงเหอจะได้ไม่คิดมาก เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างขอไปทีว่า “ได้ๆ ข้างหน้าก็ข้างหน้า เก็บน้ำตากลับไปซะ ทำแบบนี้ดูเหมือนอะไรนี่”

ซึ่งความจริงก็ได้พิสูจน์แล้วว่า น้ำตาของลั่วปิงเหอไม่มีราคาค่างวดอะไรเลยจริงๆ สั่งให้ไหลก็ไหล สั่งให้เก็บก็เก็บ ส่งเสียง “ฮื่อ” คำหนึ่งแล้วยื่นหน้าเข้ามา มือก็ลูบไล้ไปตามผิวกายเสิ่นชิงชิว

เสิ่นชิงชิวเอวเล็กบาง สองขาเปลือยเปล่าทั้งตรงและเพรียวยาว ด้วยความที่คนทั้งคู่อยู่ในท่าหันหน้าเข้าหากันจึงจำต้องนอนซ้อนทับกันอยู่ เมื่อทอดสายตามองลงไป เลยเห็นภาพระหว่างขาทั้งสองอย่างชัดเจน รวมถึงร่องลึกสายหนึ่งที่อยู่ระหว่างก้นกลมๆสองข้างด้วย

ลั่วปิงเหอมือสั่นน้อยๆ ลูบไปตามต้นขาด้านในอันเรียบลื่น

เสิ่นชิงชิวหดตัวหลบโดยสัญชาตญาณ

ลั่วปิงเหอเหมือนกลัวว่าเขาจะนึกเสียใจทีหลัง กดต้นขาเขาไว้ข้างหนึ่ง มืออีกข้างก็สอดนิ้วเข้าไป

บนนิ้วเหมือนจะฉาบด้วยไขอะไรสักอย่างที่นุ่มลื่น จึงเข้าไปได้อย่างไม่ลำบากนัก เมื่อเข้าไปแล้วก็ถูกผนังเนื้อด้านในโอบรัดไว้อย่างรวดเร็ว

นิ้วที่ปราดเปรียวนิ้วหนึ่งมาอยู่ภายในร่างกายอันคับแน่น ความรู้สึกตอดรัดพัวพันช่างเป็นความรู้สึกที่ประหลาดล้ำยิ่งนัก

เสิ่นชิงชิวรู้สึกถึงอาการสั่นระริกแล่นจากก้นกบไต่ขึ้นมาตามร่างกาย หนังศีรษะชาวาบเป็นระลอกจนไม่อาจมัวมาครุ่นคิดได้อีกว่าลั่วปิงเหอไปเอาอุปกรณ์ช่วยมาจากไหนถึงเตรียมพร้อมได้ขนาดนี้

ลั่วปิงเหอสะกดกลั้นลมหายใจ จดจ่ออยู่กับการขยับนิ้ว ตอนที่ส่งนิ้วที่สามเข้าไปนั้น เสิ่นชิงชิวรู้สึกราวกับร่างกายจะฉีกขาด เขาหอบหายใจ จับแขนลั่วปิงเหอไว้แน่น กัดฟันกล่าวว่า “…ช้าหน่อย”

ลั่วปิงเหอเหมือนกับเด็กที่กำลังหัดเดินเตาะแตะคนหนึ่ง ผ่อนจังหวะช้าลงมาจริงๆ เดินตามที่เสิ่นชิงชิวชี้แนะทีละก้าว ลองกดลึงดู ตอนที่เขาแตะโดนผนังด้านในอันอ่อนนุ่มจุดหนึ่ง เสิ่นชิงชิวก็สั่นสะท้าน ไม่รู้สึกเจ็บปวดทรมานปานนั้นแล้ว จึงข่มความอายแล้วเอ่ย “…อืม ตรงนั้น…ก็ได้…”

แล้วทำไมยังต้องให้เขามาสอนคนอื่นว่าต้อง ‘ทำ’ ตัวเขาเองอย่างไรด้วยล่ะนี่

มีความเป็นอาจารย์ได้ถึงขั้นนี้ เสิ่นชิงชิวอยากจุดเทียนไว้อาลัยให้ตัวเองไปทั้งชางฉยงซานนัก

ลั่วปิงเหอค่อยๆขยายช่องทางให้เขาพลางสังเกตสีหน้าเสิ่นชิงชิวไปด้วย ขอบตาแดงก่ำ ริมฝีปากที่เม้มสนิทเพื่อไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกมา คิ้วที่เดี๋ยวก็ขมวดมุ่นเดี๋ยวก็คลาย การเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้ล้วนอยู่ในสายตาของลั่วปิงเหอหมดทั้งสิ้น ความรู้สึกที่เหมือนไม่มีที่ให้หลบซ่อนทำให้เสิ่นชิงชิวยิ่งรู้สึกอับอายเหลือจะกล่าว ขณะจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างเก้อกระดากนั้น หากขาเขาก็เหลือบไปเห็นจุดที่ผิดปกติแห่งหนึ่ง

ตรงตำแหน่งใกล้หัวใจบนร่างลั่วปิงเหอ มีแผลเป็นแนวขวางที่ดูน่ากลัวรอยหนึ่งอยู่

นั่นคือรอยแผลที่ตนเคยแทงเขาไปหนึ่งกระบี่ตอนผลักลั่วปิงเหอลงไปในห้วงอเวจี

ตนไม่เคยมีความคิดจะทำร้ายลั่วปิงเหอเลยจริงๆ แต่ก็มักจะทำให้เขาได้รับบาดเจ็บครั้งแล้วครั้งเล่า นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น

ระหว่างที่เสิ่นชิงชิวมัวใจลอยไปกับภาพที่เห็นตรงหน้า และยื่นมือออกไปสัมผัสรอยแผลโดยไม่รู้ตัว จังหวะนี้เอง ลั่วปิงเหอก็ปฏิบัติงานในขั้นเตรียมการเสร็จเรียบร้อยพอดี

พอชักนิ้วออก ช่องทางด้านหลังก็หุบสนิททันทีพร้อมกับที่ทรวงอกอันร้อนผ่าวของลั่วปิงเหอทาบทับลงมา

ส่วนหัวอันใหญ่โตและร้อนจัดจ่อเข้ากับปากทางอันอ่อนนุ่มฉ่ำชื้น

เสิ่นชิงชิวโอบรอบคอลั่วปิงเหอไว้แน่น สูดลมหายใจเข้าลึกราวกับเตรียมจะไปตาย รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกเจ้าสิ่งนั้นฉีกทึ้งทีละนิดๆ

ก็ยังเจ็บมากอยู่ดี ทางเข้าเล็กเกินไป มันเลยบวมจนเจ็บ

ถึงแม้จะมีสิ่งช่วยหล่อลื่อนที่ไม่รู้ว่าเอามาจากไปน แต่เส้นผ่าศูนย์กลางของผู้บุกรุกกลับใหญ่โตเกินไป ความเจ็บปวดที่ร่างกายท่อนล่างมีแต่จะเพิ่มขึ้น เสิ่นชิงชิวจึงยิ้งกอดรัดลั่วปิงเหอแน่นเข้าไปอย่างอดไม่อยู่ สองขาถูไถข้างเอวของลั่วปิงเหอโดยไม่รู้ตัว คำพูดของลั่วปิงเหอก้องอยู่ในหู

“ซือจุน เช่นนี้ได้หรือไม่”

ในน้ำเสียงของลั่วปิงเหอแฝงไว้ด้วยความพยายามข่มกลั้นอย่างเต็มเปี่ยมที่จะไม่ผลีผลามบุกเข้าไปให้หมดในทีเดียว

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างปากไม่ตรงกับใจว่า “…ได้”

พอได้รับการอนุมัติ มือของลั่วปิงเหอที่กอดเอวเขาอยู่ก็บีบแรงขึ้นมาเล็กน้อย รุกคืบเข้าไปอย่างได้ใจ

ช่องทางภายในถูกบดเบียด รอบวงของปากทางเข้าถูกขยายจนขึงตึง ร่างกายท่อนล่างราวกับมิใช่ของตัวเองอีกต่อไป

ลั่วปิงเหอถอยออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็สอดเข้าไปอีกกว่าครึ่งค่อน เข้าๆออกๆอยู่เช่นนี้ ทำให้เกิดเป็นเสียงราวกับน้ำแตกกระเซ็น

ความทรมานที่ได้รับทำให้เสิ่นชิงชิวทั้งเจ็บทั้งเสียวจนแทบอยากจะเอาหัวไปโขกผนัง น้ำตาไหลออกมาเป็นสายโดยไม่รู้ตัว

ขณะที่ลั่วปิงเหอเอียงหน้าเข้าไปหมานจะจูบเขาจึงเห็นสีหน้าเจ็บปวดจนเหมือนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ของเสิ่นชิงชิวเข้า ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เกิดเป็นความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวง น้ำตาร่วงเผาะตามเขาไปด้วย

หยดน้ำตาตกกระทบแก้มเสิ่นชิงชิวทำเขาพูดไม่ออก

นายจะร้องไห้ทำบ้าอะไร!

ลั่วปิงเหอกล่าวเสียงเครือ “ข้าขอโทษ…ข้าก็ยังทำซือจุนเจ็บอยู่ดี…”

“…”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ศิษย์มันโง่เกินไป…”

คนสองคนน้ำตาตกใส่กัน นี่มันเป็นสถานการณ์บ้าอะไรวะนี่!

เสิ่นชิงชิวข่มความรู้สึกไม่สบายตัวส่วนล่าง จุมพิตแก้มกับดวงตาเขาเพื่อซับน้ำตาให้ “ไม่เป็นไร ก็ไม่เจ็บมากนักหรอก ไม่ว่าใครก็ต้องมีช่วงเวลาที่ยังไม่เก่งกันทั้งนั้น เจ้าทำต่อเถอะ”

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างทดท้อ “ข้าออกมาก่อนดีกว่า”

ไรวะ! ล้อเล่นรึไง จะมาเลิกแล้วกันไปแบบนี้เนี่ยนะ แล้วต่อไปพวกเราก็จะต้องมีปมในใจ ไม่กลัวไอ้นั่นจะฝ่อรึไง!

เจ็บทีเดียวให้มันจบๆไปดีกว่า มาถึงป่านนี้แล้ว อย่างน้อยๆ ก็ให้มีสักคนได้ฟินเถอะ

เสิ่นชิงชิวตัดสินใจเดี๋ยวนั้น ลุกขึ้นนั่งฉับพลันแล้วพลิกเอาลั่วปิงเหอไปอยู่ด้านล่าง เรี่ยวแรงที่เก็บสะสมมาครึ่งค่อนวัน มีอันต้องเอามาใช้ตรงนี้จนหมดสิ้น เสิ่นชิงชิวจึงไม่มีแรงเหลือจะพยุงขาทั้งสองข้างได้อีก ทิ้งกันลงไปกินเจ้าสิ่งนั้นของลั่วปิงเหอเข้าเต็มๆ และลึกจนสุด ส่วนหัวเหมือนกับจะแตะโดนกระเพาะนั่นเลยทีเดียว ความรู้สึกกระอักกระอ่วนที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันถูกเขากลืนลงไปหมดสิ้น

ครั้งก่อนลั่วปิงเหอไม่ได้หลั่ง เลยเอามานับไม่ได้ว่าเสียความบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ คราวนี้อย่างน้อยๆ ต้องช่วยให้เขาเสียความบริสุทธิ์ให้ได้!

พอคิดเช่นนี้ เขาก็อาศัยเกาะหน้าท้องของลั่วปิงเหอ ฝืนนั่งให้ตรงขึ้นมาอีกนิด ทันใดนั้น เจ้าสิ่งที่อยู่ในร่างเขาก็แตะโดนเข้ากับบางตำแหน่ง ความรู้สึกเสียวซ่านพลันระเบิดขึ้นที่ท้องน้อยแล้วแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่าง

เสิ่นชิงชิวไม่ทันตั้งตัว เอวอ่อนยวบ ล้มคว่ำไปข้างหน้า

ลั่วปิงเหอเพิ่งจะยันตัวลุกขึ้นนั่งพอดี จึงรับเขาเข้าไปกอดเต็มๆ

ลั่วปิงเหอประสารทสัมผัสเฉียบคม รีบซักว่า “ซือจุน หรือว่าโดนตรงนั้นเข้าเลยไม่เจ็บขอรับ?”

ไม่ใช่แค่ไม่เจ็บ ออกจะ…ฟินเลยล่ะ

ท่าในตอนนี้คือ เสิ่นชิงชิวนั่งกางขากว้างอยู่บนตัวลั่วปิงเหอ หันหน้าเข้าหาอีกฝ่าย ร่างกายท่อนล่างฝังแนบเข้าด้วยกัน

เพื่อทรงตัวให้อยู่ เสิ่นชิงชิวจำต้องยื่นแขนอันอ่อนล้าไปโอบรอบคอเขาไว้ การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยของลั่วปิงเหอสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายท่อนล่างที่สอดประสานกันอยู่ ทำเอาเสิ่นชิงชิวครางเสียงขึ้นจมูกออกมา ลั่วปิงเหอจึงมีกำลังใจขึ้นอย่างมาก ขยับก้นแน่นๆเต็มมือของซือจุนขึ้นแล้ววางลงให้โดนตำแหน่งนั้นอีกครั้ง

คราวนี้เสิ่นชิงชิวทนกัดฟันไม่ไหวอีกต่อไป ครางโอ้วออกมา สองขายิ่งไม่ฟังคำสั่ง หนีบลั่วปิงเหอแน่นทั้งยังสั่นระริก ช่องทางด้านหลังก็ตอดรับแน่นเช่นกัน หลังจากจับเคล็ดลับได้ ลั่วปิงเหอก็เริ่มบุกโจมตีอย่างเป็นทางการ

ทั้งที่ไม่รู้กระบวนท่าอะไรทั้งสิ้น สักแต่ว่ามุ่งจู่โจมลูกเดียว แต่เพราะเช่นนี้ จึงสามารถทำให้คนโยนเกราะโยนอาวุธทิ้งได้

เสิ่นชิงชิวไม่รู้ว่าตกลงแล้วตนเองกำลังทุกข์ทรมานหรือว่ากำลังมีความสุขอยู่กันแน่ เสียงครวญครางแผ่วๆ และลมหายใจอันสับสนล้วนได้ยินขาดๆหายๆ เพราะถูกกลบด้วยเสียงน้ำและเสียงเนื้อกระทบเนื้อซึ่งดังมาจากด้านล่างของร่างกาย ของเหลวสีขาวขุ่นที่ซึมออกมาจากส่วนหัวค่อยๆหลั่งออกมามากขึ้น จนหยาดหยดลงมาด้านล่าง ยิ่งกระแทกกระทั้น ความร้อนภายในร่างกายและความเสียวซ่านก็ยิ่งยากจะบรรเทา

แต่แล้วก็มีเสียงฝีเท้าอันสับสนดังแว่วมาจากด้านนอกเรือนไผ่

“เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว…”

“ศิษย์พี่รอพวกเราด้วย…วิ่งกัน…มะ…ไม่ไหวแล้ว…”

หากบอกว่าเมื่อครู่เสิ่นชิงชิวยังหน้ามืดตามัวอยู่ในห้วงปรารถนา ตอนนี้ก็นับว่าขวัญบินกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 215
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 214
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: