Scumbag System 87

0 Comments

ตอนที่ 87

เสิ่นชิงชิวตะลึงไปครู่หนึ่งจึงค่อยพบว่า เมื่อกี้หลิ่วชิงเกอยังแอบฟังอยู่ด้านข้างอยู่เลย ตอนนี้เขากลับชะโงกหน้ามานั่งฟังเสียชิดทีเดียว

พี่หลิ่วผู้ยิ่งใหญ่สนใจเรื่องซุบซิบนินทาตั้งแต่เมื่อไหร่นี่

เม่ยอินฮูหยินกล่าวต่อ “บุคคลผู้มีวาสนากับเซียนซือ น้อยนักจะใส่ใจผู้อื่น แต่หากใส่ใจใครสักคนขึ้นมา จะทุ่มเทหมดทั้งใจ”

หลิ่วชิงเกอขบคิด แต่แล้วกลับถามด้วยสีหน้าจริงจังว่า “หน้าตาเป็นอย่างไร”

เสิ่นชิงชิวมองเขาด้วยอาการใบ้รับประทาน

ฉันยังไม่ถามเลย นายจะถามทำไมเนี่ย

แถมยังจู่โจมประเด็นสำคัญเสียด้วย

เม่ยอินฮูหยินตอบอย่างมั่นใจว่า “คนงามอันดับหนึ่ง เป็นเอกในแดนดิน”

หลิ่วชิงเกอซักไซ้ไล่เลียงราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน “พลังทิพย์ล่ะ พรสวรรค์ล่ะ”

พรสวรรค์โดดเด่น พลังทิพย์แข็งแกร่ง ศักดิ์ฐานะยิ่งใหญ่ สายเลือดสูงส่ง”

หลิ่วชิงเกอส่ายหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ “เมื่อครู่เจ้าพูดว่า คนผู้นี้…อยู่กับเขาตลอดรึ”

เม่ยอินฮูหยินพยักหน้า “บางทีอาจมีช่วงที่ต้องแยกจากกันช่วงสั้นๆ แต่ว่าไม่ช้าก็จะได้กลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ นอกจากนี้ ทุกครั้งล้วนเป็นทางนั้นที่เป็นฝ่ายไล่ตาม”

หลิ่วชิงเกอหางตากระตุกไม่หยุด เขากดลงไปแรงๆ เหมือนกับได้รับความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวง หรือถ้าจะใช้คำที่เหมาะกว่านี้หน่อย ก็ต้องบอกว่า ช็อคไปเรียบร้อยแล้ว

เม่ยอินฮูหยินกล่าวเสริมมาอีกประโยคอันเป็นกระบวนท่าปลิดชีวิต นางหันมาทางเสิ่นชิงชิว ถอนใจกล่าวว่า “หนูเจียจะอิจฉานัก เซียนซือท่านรู้หรือไม่ คนผู้นี้รักท่านอย่างลึกซึ้งจริงๆ”

หลิ่วชิงเกอคอแข็งทื่อ หันไปทางเสิ่นชิงชิว เผยให้เห็นสีหน้าอันซับซ้อนที่ไม่อาจหาคำใดมาบรรยายได้ ที่แน่ๆคือไม่ได้ดีใจ ไม่ได้โกรธ แต่เหมือนกำลังทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างสงสัย “ศิษย์น้องเจ้าเป็นอะไรไป”

หลิ่วชิงเกอเค้นคำออกมาอย่างยากลำบากว่า “…ไม่แม่น”

เสิ่นชิงชิว “หืม”

หลิ่วชิงเกอเงยหน้าขึ้นทันที ฟันธงหนักแน่น “นางทำนายไม่แม่น!”

เม่ยอินฮูหยินกล่าวอย่างไม่ยอมรับ “ทำไมถึงได้กล่าวอย่างมั่นใจปานนี้ว่าหนูเจียทำนายไม่แม่นเล่าเจ้าคะ”

แต่ว่ากันตามจริง เสิ่นชิงชิวเองก็คิดว่าไม่แม่นเช่นกัน

อยู่กับเขาตลอดเวลา อายุน้อยกว่า ทั้งงดงาม ทั้งสูงศักดิ์ แถมยังคอยวิ่งไล่ตาม ทำเอากลิ่นพวกพระเอกบ้านๆในนิยายของเว็บจงเตี่ยนที่ทั้งจนทั้งไม่หล่อแถมยังชอบฝันเฟื่องงี้ลอยมาเลยทีเดียว ตัวละครพวกนั้นมันยังไม่ฝันเฟื่องกันประเจิดประเจ้อ ไม่น้ำเน่าแบบนี้เลยนะ ข้างตัวเขาไม่เห็นจะมีสาวสวยผิวขาวสูงศักดิ์ที่ตรงตามเงื่อนไขที่ว่านี่สักกะคนเดียว ต่อให้มี ก็เป็นสมาชิกในฮาเร็มของลั่วปิงเหอทั้งนั้น เฮ้อ…

หลิ่วชิงเกอกล่าวเฉียบขาด “เหลวไหลไร้สาระ รักอย่างลึกซึ้งอะไรกัน! ไม่มีเสียหน่อย!”

วิชาฝีมือที่ตนเองเชี่ยวชาญถูกกังขา เม่ยอินฮูหยินก็นึกโกรธขึ้นมาแล้วเช่นกัน “เจ้าเองก็ไม่ใช่เนื้อคู่เขาเสียหน่อย จะมาบอกว่าไม่แม่นได้อย่างไร”

เดี๋ยวๆ คุณชายหวงยังไม่มาเลยนะ อย่าเพิ่งมาขัดแย้งกันด้วยเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ได้ไหม อีกอย่าง คนที่เป็นเจ้าของเรื่องน่ะ ไม่ใช่ฉันหรอกรึ

หลิ่วชิงเกอขัดหูขัดตามาแต่แรกแล้ว พออีกฝ่ายชักสีหน้า ก็ระเบิดโทสะขึ้นมาทันที ฟาดออกไปฝ่ามือหนึ่งเดี๋ยวนั้น จนโต๊ะหินแตกออกเป็น 2 เสี่ยงขนาดเท่ากันพอดีเป๊ะ เฉิงหลวนตอบรับด้วยการออกจากฝัก ปราณกระบี่คมกริบราวกับมีด

เม่ยอินฮูหยินเดือดดาลเป็นการใหญ่ ตบมือออกคำสั่ง “ออกมาให้หมด!”

เดี๋ยวก่อนซิ ทำไมถึงตีกันขึ้นมาแล้วล่ะ เดือดขึ้นมาเพราะอะไร! ฉันยังจับประเด็นไม่ได้เลยนะ…

การห้ามปราณของเสิ่นชิงชิวย่อมไม่มีใครสนใจ ไม่ช้าเม่ยอินฮูหยินกับสาวใช้เม่ยเยาหลายสอบตนก็เข้ามาล้อมพวกเขาไว้ ปรับสีหน้าท่าทางเข้าสู้สถานการณ์ศึกอย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางพลังทิพย์เกลื่อนกล่น เฉิงหลวนฉวัดเฉวียนไปมา เม่ยอินฮูหยินเป่าปากเสียงแหลมสูงทีหนึ่ง

เฮ้ย! ไม่ต้องเร็วขนาดนี้ก็ได้ ฉันยังไม่ได้เตรียมใจให้พร้อมเลยนะ

พอได้ฟังคำสั่งของผู้เป็นนาย สาวใช้เม่ยเยาทั้งหมดก็ระเบิดเสื้อผ้าบนร่างออกหมดเกลี้ยง!

ขาวจั๊วะ…ขาวจั๊วะ…มีแต่ผิวขาวจั๊วะเนืองนองเป็นทะเลเนื้อขาวๆให้เห็นเต็มตาไปหมด

ถึงแม้เสิ่นชิงชิวจะรู้ว่าไพ่ตายที่เม่ยเยาพวกนี้ชอบปล่อยออกมามากที่สุดคือระเบิดเสื้อผ้าเต้นระบำมารกันเป็นหมู่ แต่ไม่ได้หมายความว่า พอภาพสุดช็อคแบบนี้ปรากฏให้เห็นตรงหน้า เขาจะสามารถทนรับผลกระทบทางสายตาระดับนี้ไหว

เขาหลับตาโดยไม่รู้ตัว ผงะถอยไป 2 ก้าวจนแผ่นหลังไปชนเอาหลิ่วชิงเกอเข้า

พวกเม่ยเยาส่งเสียงเซ็งแซ่ไม่หยุด จนเกิดเสียงสะท้อนก้องไปทั่วถ้ำ หากเป็นผู้ชายปกติธรรมดาทั่วไป จะต้องถูกทำให้เคลิ้มจนเสียสติสัมปชัญญะ ทิ้งกระบี่ยอมจำนน กระโจนเข้าดงพิศวาสไปแต่โดยดีแล้ว

แต่เสิ่นชิงชิวกลับตกใจที่พบว่า หลิ่วชิงเกอเหมือนมองไม่เห็น ยังคงทำหน้าไร้อารมณ์ ฟันกราดทีเดียวเลือดสาดเป็นแถบ เข่นฆ่าอย่างสะใจ!

ร่างเปลือยเปล่าของบรรดาเม่ยเยากลับคืนสู่รูปกายที่แท้จริงทันที แขนขาทั้งสี่เกาะอยู่กับพื้น ปลายเล็บแหลมจิกฝังลงในกรวดหินแน่น สูดน้ำลายซู้ดซ้าด พากันโผเข้ามาล้อมคนทั้งสองไว้ตรงกลาง แต่ถูกพลังทิพย์ฟาดกระเด็นออกไปอีกรอบ

เสิ่นชิงชิวก็ตั้งใจอยากจะสู้ให้เต็มที่เช่นกัน ไม่ได้โกหกเลยนะ เพียงมองตรงๆไม่ไหวก็เท่านั้นเอง!

คนที่ดูหนังแผ่นมาอย่างโชกโชนแบบเขา ให้มาเห็นคลื่นเนื้อขาวๆที่มีชีวิตเช่นนี้ เลยควบคุมตัวเองแทบไม่อยู่ หลิ่วชิงเกอทำยังไงถึงได้ไม่หวั่นไหวสักนิดนะ

ใบหน้างดงามราวบุปผาของเม่ยอินฮูหยินซีดเผือด นึกไม่ถึงว่าขนาดขนเอาลูกน้องทั้งหมดที่มีของนางมาแล้ว ยังไม่อาจทำให้สองคนนี้เคลิบเคลิ้มขาดสติได้เลย นางจึงยกชายกระโปรงวิ่งจ้ำอ้าวหนีไปทันที

เสิ่นชิงชิวคิดไล่ตามไปโดยสัญชาตญาณ แต่พอคิดอีกที วัตถุประสงค์ครั้งนี้ก็คือมาช่วยลูกชายของสกุลหวง และไหนจะผู้ชายคนอื่นๆที่ถูกเม่ยเยาขังไว้เป็นสัตว์เลี้ยงอีก จึงกล่าวกับหลิ่วชิงเกอว่า “ที่เหลือไม่ต้องไปตีแล้ว ยังไงพวกนางก็ก่อเรื่องอะไรไม่ได้แล้วล่ะ ช่วยคนสำคัญกว่า”

หลิ่วชิงเกอกลับกล่าวขึ้นมาว่า “เจ้าห้ามไปเชื่อเด็ดขาดนะ”

เสิ่นชิงชิวจับต้นชนปลายไม่ถูก “หา”

หลิ่วชิงเกอกล่าวย้ำ “เมื่อครู่ไงเล่า! ที่นางทำนายมั่วซั่วน่ะ!”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ไม่ต้องตื่นเต้นไป ข้าย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว”

พี่หลิ่วผู้ยิ่งใหญ่ดูจะผิดไปจากปกติมาก เสิ่นชิงชิวแอบชำเลืองมองเขาอย่างอดรนทนไม่ไหว ยังไม่ทันจะชำเลืองครั้งที่ 2 ก็ถูกหลิ่วชิงเกอจับได้ ฝ่ายหลังตวาดทันควัน “ห้ามมองข้า!”

ยิ่งเขาพูดแบบนี้ เสิ่นชิงชิวก็ยิ่งอยากมองเข้าไปใหญ่ เมื่อพินิจดูจึงพบว่า ไม่รู้เป็นเพราะถูกยั่วโมโหหรืออย่างไร จากหางตาถึงแก้มของหลิ่วชิงเกอเลยมีสีแดงระเรื่อปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่งจางๆ สายตาที่เมื่อก่อนสงบนิ่งจนเกือบจะเข้าขั้นเย็นยาเหมือน้ำแข็งในทะเลสาบได้แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นคลื่นปั่นป่วนระริกไหวอยู่ในดวงตา

เสิ่นชิงชิวจ้องมองเขาเขม็ง ยื่นมือไปจับชีพจรเขาหมับ

พอแตะโดนข้อมือหลิ่วชิงเกอ ก็รู้สึกได้ทันทีว่าอุณหภูมิที่ผิวหนังเขาสูงมาก จับชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง เสิ่นชิงชิวก็กล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “อืม ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้าบอกศิษย์พี่มาตามตรงเถอะ เจ้าเคยซวงซิวกับใครหรือไม่”

หลิ่วชิงเกอกล่าวว่า “…เจ้าถามทำไม”

เสิ่นชิงชิวกล่าวตอบ “ก็แค่ถามๆดู รู้ว่าซวงซิวต้องทำอย่างไรใช่ไหม”

หลิ่วชิงเกอกอบหายใจ กัดฟันกรอด “เสิ่น…ชิง…ชิว”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ก็ได้ งั้นข้าเปลี่ยนคำถาม ศิษย์น้องหลิ่ว ตอนนี้เจ้า…รู้สึกอย่างไร”

อดทนจนกว่าจะลงจากเขาไหวไหมนี่…

หลิ่วชิงเกอกล่าว “รู้สึกไม่ดี”

ก็ต้องไม่ดีอยู่แล้วล่ะ

ต่อให้เป็นพี่หลิ่วผู้ยิ่งใหญ่ หากโดนยามอมเมาที่ติดตัวเม่ยเยามาแต่กำเนิด หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ยาปลุกกำหนัด ก็ย่อมจะรู้สึก…ไม่ดีเอามากๆอยูแล้ว!

เสิ่นชิงชิวตัดสินใจเดี๋ยวนั้น ก่อนกล่าว “ศิษย์น้องหลิ่วเติมน้ำมัน*! ศิษย์พี่มีธุระของตัวล่วงหน้าไปก่อนนะ”

(เติมน้ำมัน หรือ เจียโหยว เป็นศัพท์สมัยใหม่ในการกล่าวให้กำลังใจ เพื่อสื่อถึงเวลารถน้ำมันหมดก็เติมน้ำมันเพื่อให้ไปต่อได้ ตรงกับสำนวนไทยคือ ‘สู้ๆ’)

หลิ่วชิงเกอคว้าคอเสื้อด้านหลังเขาไว้ทันที กล่าวเสียงเข้มว่า “เติมน้ำมันอะไร!? มีธุระอะไร!?”

เสิ่นชิงชิวเหลียวหน้ากลับมามอง ก็มีอันต้องตกใจจนสะดุ้งโหยง

หากเมื่อครู่บอกว่าใบหน้าของหลิ่วชิงเกอมีเสี้ยวเมฆแดงฉาบคลุม ตอนนี้ก็คือไฟลุกท่วมเมฆแล้วนั่นเอง หน้าดำหน้าแดงเสียจนทำให้คนตกใจตายได้เลยทีเดียว

เขารีบกล่าวว่า “อย่าวู่วาม ศิษย์น้องหลิ่ว เย็นไว้! เจ้านั่งสมาธิอยู่ในนี้ไปนะ ศิษย์พี่จะไปช่วยพวกคุณชายหวงออกมาก่อน แล้วค่อยกลับมาหาเจ้า วางใจเถอะ ระหว่างนี้ข้าจะไม่กลับเข้ามาแน่ เจ้าอยากทำอะไรก็ได้ รับรองว่าไม่มีบุคคลที่สองรู้แน่”

เขาพูดจบตั้งท่าจะออกวิ่งทันที มือข้างหนึ่งของหลิ่วชิงเกอบีบไหล่เขาไว้แน่นราวกับกรงเล็บเหล็ก “เจ้าหนีอะไร!”

ไข่แม่มึง! ยังจะตื้ออยู่อีก!

ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้ายอดเขาหลิ่ว พี่ชายสุดที่รัก ที่ฉันต้องชิ่งไปก่อนก็เพื่อให้เวลากับพื้นที่สำหรับนายได้จัดการตัวเองนะ อย่าบอกนะว่าที่ฉันบอกใบ้ขนาดนี้นายก็ยังไม่เข้าใจ!

ใช้ชีวิตสูญเปล่ามาตั้งหลายปี ผนึกจินตานไว้ที่สมองรึไง

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ศิษย์พี่รั้งอยู่นี่ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร”

หลิ่วชิงเกอยิ้มเย็น “เจ้าอยู่ให้ข้าทุบตีสักยกหนึ่ง ให้ข้าได้ระบายโทสะก็มีประโยชน์แล้ว”

นี่ไม่ใช่เรื่องที่ทุบตีใครสักยกก็จบนะ เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ศิษย์น้อง เจ้าทำไมถึงได้ขี้โมโหเช่นนี้ อย่าปล่อยให้พิษเสน่หาควบคุมสติของเจ้าซิ”

ใบหน้าหล่อเหลาของหลิ่วชิงเกอเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด เหมือนอัดอั้นเต็มทนแล้ว แต่ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร คว้าตัวเสิ่นชิงชิวไว้อย่างมึนงง แต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือ

เสิ่นชิงชิวเห็นท่าทางเขาน่าสงสารนัก คิดในใจว่าไป่จั้นเฟิงเป็นพวกหัวรุนแรงรู้จักแต่ต่อยตีฆ่าฟันทั้งปีทั้งชาติ ทุกคนลุ่มหลงวิชาการต่อสู้ หลิ่วชิงเกอโตมาท่ามกลางประเพณีฝังหัวเหล่านี้ เรื่องพรรค์อย่างว่าคงจะอ่อนหัดจริงๆ แม้แต่ใช้มือช่วยทำยังไงก็ยังไม่รู้ เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจไปชั่วครู่หนึ่ง

พูดถึงปลอบโยนคน เสิ่นชิงชิวแน่นอนว่าเชี่ยวชาญ แม้ในยามคับขันก็ไม่ตื่นตระหนก “ศิษย์น้องหลิ่ว มาๆ เจ้ายังจำได้หรือไม่ เจ้ารู้จักข้าได้อย่างไร”

ในนิยายดั้งเดิมย่อมไม่ได้ใส่รายละเอียดเอาไว้ว่าลิ่วล้อพลีชีพสองคนนี้เกิดความขัดแย้งกันได้อย่างไร

เสิ่นชิงชิวชวนคุยโน่นนี่ก็เพียงเพื่อเบนความสนใจของเขาเท่านั้นเอง

หากเป็นเวลาปกติ หลิ่วชิงเกอคงจะไม่ว่าง่ายขนาดนี้ แต่ตอนนี้ถูกเขาดึงไว้ แม้จะมึนงงก็ยังฝืนคุมสติได้อยู่ เดินพลางกล่าวอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “จำได้ งานชุมนุมใหญ่ทดสอบกระบี่ของ 12 ยอดเขา ข้าอัดเจ้าไปยกหนึ่ง!”

เสิ่นชิงชิว “…”

ที่แท้ไม่ต่อยตีไม่รู้จักกันซินะ

หรือว่าเป็นเพราะตอนนั้นหลิ่วชิงเกอเคยอัดเขา อีกทั้งอักแล้วสะใจ เมื่อกี้เลยบอกว่าให้ตนอยู่เพื่อให้เขาทุบตีสักยกเพื่อระบายความโกรธซิท่า

เสิ่นชิงชิวทำเสียงอ้อ ฉุดเขาเข้าไปด้านในลึกสุดของถ้ำ ถามอีกว่า “เช่นนั้น ต่อมาข้าสู้กลับหรือไม่”

หลิ่วชิงเกอตัวร้อนจัด แต่ยังไม่ลืมแค่นเสียงเฮอะคำหนึ่งอย่างถือดี “จะเป็นไปได้อย่างไร”

ดีมาก

เสิ่นชิงชิววางมือบนไหล่เขาแล้วตบเบาๆ “งั้นวันนี้ ศิษย์พี่ก็ขอเอาคืนจากศิษย์น้องหลิ่วละนะ”

หลังจากนั้น…

เขาก็ถีบหลิ่วชิงเกอลงไปในสระอาบน้ำที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบของเม่ยอินฮูหยิน

น้ำกระฉอกบานออกมาสูงกว่าครึ่งจั้ง ถึงแม้เสิ่นชิงชิวจะยกพันขึ้นมาบังหน้าอย่างรู้แกว ก็ยังถูกน้ำเย็นเฉียบกระเซ็นมาโดนศีรษะอยู่ดี อุณหภูมิแบบนี้ให้หลิ่วชิงเกอลงไปแช่สักพักรับรองหายเป็นปลิดทิ้ง เขาคุกเข่าลงกับพื้นข้างสระ ยังคงถือพันปิดบังใบหน้าไว้ ก่อนถามอย่างสงวนท่าที “ศิษย์น้องหลิ่ว ตอนนี้ล่ะ เจ้ารู้สึกอย่างไร”

สักพักก็ยังไม่มีเสียงตอบ หลังจากหลิ่วชิงเกอจมลงไป แม้แต่ฟองอากาสก็ไม่มีผุดขึ้นมา เสิ่นชิงชิวนึกในใจว่า เอ๊ะ หรือหลิ่วชิงเกอจะว่ายน้ำไม่เป็น ไม่น่านะ หรือว่าเขาตัวร้อนจนสลบไปแล้ว ไม่ได้จับหลิ่วชิงเกอฆ่าหมกในถ้ำหลิงซี แต่กลับพามาจมน้ำตายเอาที่นี่งั้นรึ

ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองอาจจะฆ่าคนตายเข้าแล้ว เสิ่นชิงชิวจึงรีบเข้าไปใกล้ทันที “ศิษย์น้องหลิ่ว? ศิษย์น้องหลิ่ว!”

ผิวน้ำมีกลีบกุหลาบลอยอยู่เต็ม เขามองใต้น้ำได้ไม่ชัดนัก จึงได้แต่เข้าไปใกล้ๆอีกหน่อย ทันใดนั้น ขาก็ตึงวูบ มือข้างหนึ่งกระชากเขาลงไปในสระบุปผาดังตูม!

อยู่ๆก็ตกน้ำอย่างไม่ทันตั้งตัว น้ำเย็นเฉียบไหลทะลักเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง เสิ่นชิงชิวหน้าเขียวอื๋อ เขาเกาะขอบสระไว้ได้อย่างยากลำบาก พอหันหน้ากลับมา หลิ่วชิงเกอที่ตัวเปียกโชกลอยตัวอยู่ด้านหลังเขาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก บนผมยังมีกลีบกุหลาบติดอยู่สองสามกลีบ

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้าทำเช่นนี้ไม่ถูกนา ศิษย์พี่ให้เจ้าลงน้ำก็เพื่อถอนพิษมอมเมาให้เจ้า ทำไมถึงได้รับการตอบแทนเบบนี้เล่า”

หลิ่วชิงเกอกล่าวว่า “เจ้ามิใช่ถามว่าข้ารู้สึกอย่างไรหรอกหรือ ตอนนี้เจ้ารู้สึกอย่างไร ข้าก็รู้สึกเช่นนั้นแหละ”

ความคิดแจ่มชัด มีพลังตีโต้กลับ ดูท่าคงจะไม่เป็นไรแล้วล่ะ

ตอนพิเศษ

เยวี่ยชิงหยวนกับเสิ่นชิงชิว

1

“เพล้ง” เสิ่นจิ่วเตะกระถางสีดำใบนั้นกระเด็น

เขากอดอกไม่กล่าววาจา เด็กหนุ่มที่ไม่รู้ว่าเป็นสืออู่(สิบห้า)หรือสือซื่อ(สิบสี่) ทำคอย่น พวกพี่น้องที่อยู่ด้านข้างใช้สายตายุยงไม่หยุด เด็กหนุ่มคนนั้นจึงรวบรวมความกล้า ยืดคอกล่าว “เสิ่นจิ่ว เจ้าอย่าได้วางอำนาจบาตรใหญ่เกินไป ถนนนี้มิใช่เจ้าซื้อไว้เสียหน่อย ไฉนไม่ยอมให้พวกเราอยู่ที่นี่บ้าง!”

ถนนสายนี้ กว้างขวางราบเรียบ ผู้คนขวักไขว่ หากจะขอทานที่นี่ย่อมเป็นทำเลชั้นเยี่ยม คนผ่านไปผ่านมาที่หยุดมุงดูเด็กกลุ่มนี้ทะเลาะกันก็มี แต่ส่วนใหญ่จะรีบเร่งเดินผ่านไป

เจ้าเด็กที่มาใหม่บังอาจมาท้าทายเขา เสิ่นจิ่วก้มหน้าเตรียมจะเก็บก้อนอิฐขึ้นมาให้เขาได้เห็นดีเสียหน่อย ปรากฏว่าเด็กหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งเดินมาถึงตัวเขาพอดี ครั้นเห็นเขาถกแขนเสื้อก้มหน้า ก็รีบปรี่เข้ามาห้าม “เสี่ยวจิ่ว พวกเราไปที่อื่นกัน”

เสิ่นจิ่วกล่าว “ไม่ไป ข้าจะอยู่ที่นี่”

เด็กหนุ่มคนนั้นถือโอกาสฟ้อง “ชีเกอ เขารังแกข้า”

เยวี่ยชีกล่าวว่า “มิใช่รังแกนะสืออู่ เสี่ยวจิ่วแค่หยอกล้อเจ้าเล่น”

เสิ่นจิ่วกล่าวว่า “ผู้ใดเล่นกับเขา ข้าต้องการให้เขาไสหัวไป ที่นี่เป็นถิ่นของข้า ใครมาแย่งชิงกับข้า คนนั้นตาย”

เห็นเยวี่ยชีเข้ามาขวางหน้า สืออู่ก็ขวัญกล้าขึ้นมา ยืดคอตะโกนออกไป “ทุกครั้งที่มาถึงที่ใหม่ เป็นต้องทำกร่างยึดตำแหน่งที่ดีที่สุดไว้ตลอด ทุกคนเขาเหลืออดกับเจ้ากันทั้งนั้น! เจ้าอย่าได้คิดว่าเจ้าวิเศษวิโสจนทุกคนต้องกลัวเจ้านะ”

เยวี่ยชีกล่าวตำหนิ “สืออู่…”

ระหว่างที่ดิ้นขัดขืน เสิ่นจิ่วเตะเข้าที่น่องของเยวี่ยชีทีหนึ่ง “อยากต่อยก็ต่อยมาเลย ตัวเองไม่มีความสามารถเองก็โทษว่าที่ไม่ดี ไอ้หมาพันทาง ใครเป็นชีเกอของเจ้า เจ้าลองเรียกดูอีกทีซิ!”

“เจ้าซิไอ้หมาพันทาง! ข้าว่าไม่ช้าเจ้าจะต้องถูกขายทิ้งเป็นแน่ ขายเอาไปเป็นแมงดาอย่างไรเล่า!”

เยวี่ยชีหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ไปหัดพูดจาเหลวไหลมาจากไหนกัน!” เขาดึงตัวเสิ่นจิ่วไปข้างถนนพลางกล่าวปลอบ “เอาน่า เจ้าเก่งที่สุดอยู่แล้ว ไม่ต้องเลือกที่ก็ยังเก่งที่สุด พวกเราย้ายไปถนนอื่นกันดีกว่า”

เสิ่นจิ่วกระทืบเท้าเขา “ไปให้พ้น เจ้ากลัวมันรึไง มาๆๆ มาเลย จะมาเดี่ยวหรือมากันทั้งฝูงข้าก็ไม่กลัว!”

เยวี่ยชีย่อมรู้ว่าเขาไม่กลัว หากปล่อยให้เสิ่นจิ่วกับพวกนั้นตีกันขึ้นมาจริงๆ เขาก็จะใช้วิธีลอบกันที่ร้ายกาจ ทั้งควักตา ทั้งโจมตีหว่างขา ถึงตอนนั้นผู้ที่เจ็บตัวร้องไห้ก็ยังเป็นคนอื่นอยู่ดี เขาฝืนทนเจ็บ กล่าวยิ้มๆว่า “กระทืบพอแล้วหรือไม่ พอแล้วก็อย่าได้กระทืบแล้ว ชีเกอจะพาเจ้าไปเล่นสนุก”

เสิ่นจิ่วกล่าวอย่างดุดันว่า “สนุกพระแสงอะไร พวกมันตายกันให้หมดถึงจะสนุก”

เยวี่ยชีมองเขา พลางโครงศีรษะอย่างจนใจ

มีชี(เจ็ด) มีจิ่ว(เก้า) แน่นอนว่าย่อมมีอี(หนึ่ง)ถึงลิ่ว(หก) เพียงแต่ว่าในบรรดาเด็กๆที่ได้มารุ่นแรก นับจากลิ่วขึ้นไปล้วนถูกขายทอดเปลี่ยนมือหรือไม่ก็ตายเสียตั้งแต่อายุยังน้อยไปก่อนแล้ว ที่สนิทสนมกันที่สุดจึงเหลือแค่พวกเขาสองคน

ตอนเสิ่นจิ่วยังเด็กกว่านี้ ตัวทั้งเล็กทั้งผอม เยวี่ยชีกอดศีรษะเขานั่งลงกับพื้น เบื้องหน้ากางกระดาษที่เขียนไว้ด้วย ‘อักษรเลือด’ แผ่นหนึ่งว่า สองพี่น้องพ่อแม่ตายจาก ตามหาญาติมาแต่แดนไกลทว่าประสบภัยเข้าลำบากยากแค้นไม่มีที่พึ่ง ระเหเร่ร่อนที่พักพิง ฯลฯ ตามที่กำหนดไว้ เยวี่ยชีควรจะต้องร้องไห้ใหญ่โต แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ร้องไห้ไม่ออก ดังนั้น ทุกครั้งหน้าที่นี้ล้วนตกเป็นของเสิ่นจิ่วที่เดิมทีควรจะต้องแล้งป่วยใกล้ตาย เขาตัวเล็ก หน้าตาดูไม่น่ารังเกียจ พอร้องไห้ฮือๆ คนผ่านไปผ่านมาเห็นเข้าก็สงสารให้ทานด้วยความเมตตากันคนแล้วคนเล่า บอกว่าเป็นต้นไม้ที่เขย่าออกเงินมาได้ก็ไม่เกินความจริง

ต่อมาเมื่อเยวี่ยชีโตขึ้น ยิ่งมาก็ยิ่งไม่เต็มใจทำเรื่องพรรค์นี้ จึงถูกส่งไปดูต้นทางบ้าง เดินลาดตระเวนบ้าง เสิ่นจิ่วก็อยากตามไปด้วยแต่ไม่ได้รับอนุญาต เขาเลยเที่ยววางอำนาจบาตรใหญ่ตามถนนต่อ เกะกะระรานไปทั่ว

คนทั้งคู่กำลังจะเดินออกจากถนนที่คึกคักและพลุกพล่านที่สุด แต่แล้วจู่ๆก็แว่วเสียงฝีเท้าม้าถี่กระชั้นดังขึ้น

พ่อค้าแม่ค้าสองข้างทางพากันตกใจจนหน้าถอดสี ที่เข็นรถก็เข็น ที่วิ่งก็วิ่ง ราวกับเจอข้าศึกบุก เยวี่ยชีไม่เข้าใจว่าทำไม เสิ่นจิ่วเพิ่งจะลากเขาไปหลบข้างทาง ม้าสูงใหญ่ตัวหนึ่งก็ควบกุบๆมาตามถนนพอดี

บังเหียนม้าถึงกับสร้างขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์เหลืองอร่ามวาววับจับตา แลดูจะหนักไม่น้อย บนหลังม้ามีคุณชายน้อยท่าทางเย่อหยิ่ง จิตใจฮึกเหิมนั่งอยู่ หน้าตาเขางดงาม ขนตายาวละเอียด ดวงตาดำขลับเป็นประกายเจิดจ้า เสื้อสีม่วงทิ้งชายผ้ายาวไปกับอานม้าทั้งสองด้าน เสื้อแขนธนูสอบจนค่อนข้างรัด มือขาวผ่องถือแส้สีดำเอาไว้อันหนึ่ง

เสิ่นจิ่วถูกประกายสีทองสะท้อนใส่จนต้องหรี่ตา ยื่นศีรษะออกไปอย่างอดใจไม่ไหว เยวี่ยชีรีบฉุดเขากลับมา แล้วเลี่ยงออกไปด้วยกัน

เดินมาได้ไม่ไกล จู่ๆก็ได้ยินเสียงหวีดร้องลั่น พี่น้องหลายคนวิ่งโผเข้าหาเยวี่ยชี ตกอกตกใจจนน้ำมูกน้ำตาไหล

เสิ่นจิ่วโมโหหนัก

เยวี่ยชีรีบกล่าวว่า “ร้องไห้ทำไม เกิดอะไรขึ้น”

เด็กคนหนึ่งร้องเสียงหลง “สืออู่หายไปแล้ว”

เยวี่ยชีชะงักฝีเท้าทันที “เขามิได้ตามมาด้วยหรือ”

เด็กคนนั้นร้องไห้โฮ “เมื่อกี้บนถนนใหญ่ชุลมุนมาก ข้ามองไม่ทัน…”

เยวี่ยชีกล่าวว่า “ไม่ต้องรีบ ค่อยๆเล่า”

ที่แท้ คุณชายน้อยที่ขี่ม้าเมื่อครู่นำบ่าวเข้ามาในถนน พอหางตาเหลือบไปเห็นสืออู่กับพวกเข้า ก็ย่นจมูก “มาจากไหน”

มีบ่าวตอบ “คุณชายชิวขอรับ เป็นขอท่านที่ไม่ทราบว่ามาจากไหนกันขอรับ”

คุณชายน้อยกล่าวว่า “ตัวโสโครกเหล่านี้ยังเอาไว้ทำอะไร”

พวกบ่าวไม่ต้องให้ผู้เป็นนายชี้บอก ก็เดินเข้ามาไล่อย่างดุร้ายทันที

สืออู่อุตส่าห์ชิงพื้นที่จากเงื้อมมือของเสิ่นจิ่วมาได้อย่างยากเย็น จะยอมถูกไล่ไปง่ายๆได้อย่างไร ร้องตะโกนอย่างไม่พอใจว่า “เจ้าถือสิทธิ์อะไรมาไล่ข้า…”

เขายังอยากจะพูดว่า ‘ถนนสายนี้ก็ไม่ใช่ของเจ้าเสียหน่อย’ อีกประโยคด้วยซ้ำ คุณชายน้อยคนนั้นยกมือขึ้น เงาสีดำตกลงมา ใบหน้าเขาพลันมีรอยแส้ฟาดเหวอะเพิ่มขึ้นมาสายหนึ่ง แส้ที่หวดมานี้ห่างจากลูกตาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด

สืออู่ยังไม่ทันจะรู้สึกเจ็บ ก็ตกใจกลัวจนเซ่อไปแล้ว

คุณชายน้อยยิ้มกว้าง “ไม่ได้ถือสิทธิ์อะไรหรอก แต่อาศัยว่าถนนสายนี้บ้านข้าเป็นผู้ตัดเท่านั้นแหละ”

สืออู่ไม่รู้ว่าตกใจกลัวจนมึนหรือว่าเจ็บจนสลบไปแล้ว ล้มลมกับพื้นถนนเสียงดังตึง

เสิ่นจิ่วไม่รอฟังให้จบก็หัวเราะลั่น แต่ไม่ช้าเขาก็หัวเราะไม่ออก

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Battle Sun Chapter 41
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 40
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 39
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: