Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 88

Scumbag System 88

ตอนที่ 88

เยวี่ยชีนับหัวแล้วพบว่ามีคนหายไปสองสามคน จึงเหลียวหน้ามากล่าวว่า “เจ้าไปก่อน เดี๋ยวข้าตามไป”

เสิ่นจิ่วมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น “อย่าไปยุ่งเรื่องของชาวบ้านเลย คนแซ่ชิวผู้นี้จะกล้าฆ่าพวกมันตายจริงรึ”

เยวี่ยชีส่ายหน้า “เจ้ากลับไปก่อน ข้าเป็นพี่ใหญ่สุด ไม่อาจไม่สนใจ”

เสิ่นจิ่วกล่าวต่อ “ไม่ถึงตายหรอกน่า อย่างมากก็ซ้อมยกหนึ่ง ตีให้ปางตายจะได้รู้จักจำอย่างไรเล่า”

เยวี่ยชีกล่าวว่า “กลับไปก่อนเถอะ”

เสิ่นจิ่วฉุดเขาไว้ไม่อยู่ ก็ร้องด่า “เจ้านี่มันเรื่องมากจริงๆ!” ด่าเสร็จก็ตามไปด้วยอยู่ดี

2

ชิวเจี่ยนหลัวรู้สึกว่าเสิ่นจิ่วน่าสนใจอย่างยิ่ง

ก็เหมือนกับการตีสุนัข เวลาท่านตีสุนัขสักตัว หัวมันจะตก หูมันจะลู่ หดตัวร้องเอ๋งๆ ถึงแม้จะไม่มีพิษมีภัยอะไรแต่ก็ไม่สนุก หากท่านเหยียบสุนัขตัวนี้ซิ มันจะคำรามเสียงต่ำอยู่ในลำคอ จ้องมองท่านด้วยดวงตาหวาดหวั่นทั้งยังไม่กล้าขัดขืน นี่ถึงจะสนุกกว่ามาก

เขาตบบ้องหูเสิ่นจิ่วทีหนึ่ง แน่นอนว่าเสิ่นจิ่วย่อมด่าบรรพบุรุษ 18 รุ่นของสกุลชิงในใจไปเรียบร้อย แต่ก็ยังยอมให้เขาเตะแต่โดยดี ทั้งยังยื่นหน้าไปให้เขาตบอย่างว่าง่าย

สนุกจริงๆ

ชิวเจี่ยนหลัวคิดพลางหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

เสิ่นจิ่วทนรับการทุบตีไปแล้วยกหนึ่ง เอามือกุมหัวหมอบอยู่ด้านข้างมองเขาหัวเราะตัวโยน

ตอนที่ชิวเจี่ยนหลัวซื้อเสิ่นจิ่วกลับมาใหม่ๆ ก็จับเขาไปขังไว้เสียหลายวันจนสกปรกมอมแมมไปทั้งตัว ครั้นเห็นเขาดูน่าขยะแขยงเต็มทนแล้ว เลยจับหิ้วราวกับหิ้วลูกแมวส่งให้บ่าวตัวใหญ่ล่ำสองสามคน ‘ขัดสีฉวีวรรณ’

ดังนั้น เสิ่นจิ่วจึงถูก ‘ทั้งขัดทั้งสี’ จริงๆจนหนังแทบจะหลุดไปชั้นหนึ่ง แล้วค่อยถูกส่งตัวกลับมาที่ห้องหนังสือ หลังจากขี้ไคลที่สะสมมานานปีบนร่างหลุดร่อนออกหมด ใบหน้าและแขนขาขาวผ่องที่ถูกขัดถูเต็มแรงมือจึงดูแดงระเรื่อ ส่วนผมที่เปียกโชกยังมีไอควันจากน้ำร้อนลอยฉุยออกมาอยู่เลย หลังแต่งตัวเรียบร้อยมายืนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้างก็ทำให้ดูแล้วน่าเมตตาพอควร

ชิวเจี่ยนหลัวเอียงคอมองดูอยู่เป็นนาน ในใจเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดอยู่บ้าง ทั้งยังมีความชอบใจอยู่นิดหน่อย จากที่ตอนแรกอยากจะเข้าไปถีบสักโครมหนึ่งเลยระงับความคิดนั้นไป

เขาถามว่า “รู้หนังสือหรือไม่”

เสิ่นจิ่วตอบเสียงเบาว่า “รู้จักไม่กี่ตัวขอรับ”

ชิวเจี่ยนหลัวเอากระดาษขาวออกมา เคาะๆที่โต๊ะ “เขียนให้ดูซิ”

เสิ่นจิ่วจับพู่กันขนจิ้งจอกอย่างรีๆรอๆ ท่าทางจับพู่กันดูเหมือนจะพอเป็นอยู่บ้าง เขาซับหมึก ขบคิดอยู่เป็นครู่ก่อนจะเขียนคำว่า ‘七’ (เจ็ด) แล้วเว้นไปพักหนึ่ง ก็เขียนคำว่า ‘九’ (เก้า)

แม้จะลากพู่กันกลับทิศกลับทาง แต่กลับไม่เอียงไม่โย้ ตัวบรรจงถูกต้อง

ชิงเจี่ยนหลัวกล่าวถาม “เรียนมาจากไหน”

เสิ่นจิ่วตอบ “ดูที่คนเขาเขียนกัน”

เจ้าเด็กโสโครกไม่ได้ความคนนี้รู้จักแค่เขียนเลียนแบบ แต่กลับสามารถหลอกผู้อื่นได้เลย ชิวเจี่ยนหลัวนึกประหลาดใจอย่างมาก ดังนั้น จึงมีสีหน้าอ่อนโยนขึ้น ใช้น้ำเสียงเลียนแบบอาจารย์ในบ้านตัวเองมากล่าวชมเขาว่า “มีสติปัญญาอยู่บ้าง วันหน้าหากตั้งใจเรียนให้ดีไม่แน่ว่าอาจเดินบนหนทางที่ถูกต้องได้”

ชิวเจี่ยนหลัวแก่กว่าเสิ่นจิ่ว 4 ปี อายุ 16 ถูกพ่อแม่ตั้วความหวังไว้สูง ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดีในคฤหาสน์หรู ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา แก้วตาดวงใจหนึ่งเดียวในชีวิตก็คือไห่ถังผู้เป็นน้องสาว ไห่ถังยังเป็นแก้วตาดวงใจของสกุลชิวทั้งสกุลอีกเช่นกัน เวลาชิวเจี่ยนหลัวอยู่ต่อหน้าไห่ถัง จะเป็นพี่ชายที่แสนดีคนหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อก่อนเขาเฝ้าภาวนาให้น้องสาวอย่าได้แต่งงานออกเรือนไปชั่วชีวิต แต่หลังจากเสิ่นจิ่วเข้ามา เขาก็มีความคิดอื่น

ชิวไห่ถังชอบเสิ่นจิ่วมาก หากจับเสิ่นจิ่วมาสอนให้ดีเป็นเขยแต่งเข้าบ้านโดยไม่ต้องลงทุนอะไรก็ดูจะไม่เลว น้องสาวก็อยู่ข้างกาย เสิ่นจิ่วก็ยังอยู่ให้เขาไว้เล่นสนุกต่อไปได้ ขอเพียงว่านอนสอนง่าย ทุกฝ่ายก็จะอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยไร้เรื่องราว

หากน้องสาวแต่งให้แก่เจ้าเด็กน่ก็ไม่ต้องออกไปอยู่ห่างไกล เสื้อผ้าอาหารก็กินอยู่ในบ้าน ไม่ต่างอะไรกับไม่ได้ออกเรือนเลย ยกเว้นเรื่องที่จับให้คู่กับเสิ่นจิ่วจะเหมือนให้คางคกได้กินเนื้อห่านฟ้า ก็แทบจะมองไม่เห็นข้อเสียอะไรอื่นอีก

ชิวเจี่ยนหลัววางแผนไว้อย่างงดงาม มักจะกล่าวเตือนเสิ่นจิ่วอยู่ตลอดว่า

‘หากเจ้าทำให้ไห่ถังไม่มีความสุข ข้าจะไม่ละเว้นชีวิตน้อยๆของเจ้า’

‘ไม่มีไห่ถังเสียคน ข้าซ้อมเจ้าตายไปนานแล้ว’

‘เกิดเป็นคนต้องรู้คุณคน ตระกูลของพวกข้าช่วยให้เจ้าได้เปลี่ยนมาเป็นผู้เป็นคน ต่อให้เจ้าตอบแทนด้วยชีวิตก็นับว่าสมควร’

เสิ่นจิ่วยิ่งโตขึ้น ก็ยิ่งเข้าใจ กับคนๆนี้ไม่อาจต่อต้านขัดขืนเด็ดขาด เขาพูดอะไร ก็ต้องเออออไปตามนั้น ถึงแม้ฟังแล้วจะคลื่นเหียนอยู่ในใจ ก็ไม่อาจแสดงออกมาได้ เช่นนี้จึงจะไม่โดนซ้อม

แต่ช่วงเวลาที่ตนมักจะหวนรำลึกถึงอยู่บ่อยๆ ก็คือตอนที่พบกับชิวเจี่ยนหลัวครั้งแรก และเป็นครั้งเดียวที่ทำเอาชิวเจี่ยนหลัวโกรธจนแทบเสียสติไปเลยทีเดียว

เยวี่ยชียืนกรานว่าต้องพาสืออู่กับพวกกลับไปให้ได้ มาถึงก็เกือบพุ่งเข้าใส่เกือกม้าของชิวเจี่ยนหลัวเลย ชั่วพริบตานั้น เสิ่นจิ่วลืมที่เยวี่ยชีเคยพร่ำเตือนเขาเสียสนิท ‘วิชาเซียน’ อย่างของพวกเขาที่แปรทองให้กลายเป็นคมดาบ เสียบเข้าไปถึงกระดูกม้านั้น ห้ามให้คนอื่นเห็นเด็ดขาด

ชิวเจี่ยนหลัวบังคับม้าให้หมุนเป็นวงกลมอยู่กันที่บนถนนนั้น แต่เจ้าม้ากลับดีดตัวขึ้นลงไม่หยุด

เสิ่นจิ่วแช่งชักในใจว่าขอให้เขาร่วงม้าลงมาคอหักตาย ทว่าทักษาในการขี่ม้าของเขากลับเป็นเยี่ยม ต่อให้ขาหน้าของม้าชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เขาก็ยังนั่งอยู่บนอานได้อย่างมั่นคง พลางตวาดลั่น “ใครทำ!”

“ใครทำ!”

แน่นอนว่าย่อมเป็นเสิ่นจิ่ว

แต่หลังจากนั้น ตอนที่ชิวเจี่ยนหลัวตามมาเอาเรื่องถึงที่ หากไม่ใช่เพราะสืออู่เป็นฝ่ายพูดออกมา ก็จะไม่มีใครรู้เลยว่าเป็นการลงมือของเขา

หากมิใช่ได้พวกเขาไปช่วย สืออู่ก็จะต้องถูกเหยียบตายคากีบม้าของสกุลชิงไปแล้ว สืออู่เก็บชีวิตน้อยๆกลับมาได้ แต่กลับมาทรยศพวกเขา สืออู่สมควรถูกเหยียบให้ตาย เหยียบให้กลายเป็นเศษเนื้อแหลกเหลวให้คนนับพันรังเกียจ

ตอนนั้นเยวี่ยชีไม่น่าจะกลับไปช่วยสืออู่เลยจริงๆ หากต้องตายไปก็สมควรแล้ว

เสิ่นจิ่วอาศัยความคิดร้ายที่ไม่มีประโยชน์อะไรนี้เพื่อปลอบประโลมใจครั้งแล้วครั้งเล่าให้ผ่านคืนวันอันยากลำบากมาได้ รอใครบางคนกลับมาช่วยเขาจากทะเลทุกข์ตามที่สัญญาไว้

3

เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเหตุใดเยวี่ยชีจึงไม่กลับมาช่วยเขาเสียที เสิ่นจิ่วเคยครุ่นคิดไปร้อยแปด

เป็นได้ว่าตอนจะหนีออกไปดันถูกพบเข้า นายหน้าค้ามนุษย์เลยทุบตีจนขาหัก

เป็นได้ว่าระหว่างเดินทางไม่มีเสบียง ทั้งไม่ยอมขอทาน เลยอดตายไปแล้ว

เป็นได้ว่าสติปัญญาย่ำแย่เกินไป เลยไม่มีบรรพตเซียนแห่งไหนยอมรับเขา

ตนยังเคยคิดด้วยซ้ำว่าจะเดินทางไปสุดหล้าฟ้าเขียวเพื่อตามหากระดูกเขาอย่างไร หลังจากหาพบแล้ว จะใช้มือขุดหลุมฝังเขาอย่างไร อาจถึงขั้นต้องฝืนสุดชีวิตเพื่อหลั่งน้ำตาสักหยด แต่หากเขาโชคดียังมีชีวิตอยู่ ตนจะทำทุกหนทางเพื่อช่วยเขาออกมาจากขุมนรกเยี่ยงไร ถึงแม้ตัวเขาเองก็เพิ่งจะหนีรอดออกมาจากปากเหยี่ยวปากกามาตกอยู่ทะเลเพลิงเหมือนกันก็ตาม

แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เคยคิดว่าจะได้พบเจอกันอีกครั้งในสถานการณ์เช่นนี้

เขาเงื้อกระบี่ในมือขึ้นแล้วแทงลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เลือดสดๆสาดกระจาย ดูเป็นภาพที่สยดสยองยิ่งนัก เลือดสาดกระเซ็นมาใส่ดวงตา หากเขาเพียงแค่กะพริบตาเท่านั้นไม่มีปฏิกิริยาใดอื่นอีก กล่าวได้ว่าลงมือด้วยความสงบนิ่งและช่ำชอง

หลังจากอู๋เยี่ยนจื่อพาเขาออกมาจากบ้านสกุลชิว ที่เขาสอนให้กับ ‘ศิษย์’ ผู้นี้มากที่สุดก็คือฆ่าคนวางเพลิงอย่างไร ลักเล็กขโมยน้อยอย่างไร และจับปลาในน้ำขุ่น* อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ฉวยโอกาสตอนทีงานชุมนุมเซียนครั้งใหญ่ ปล้นศิษย์ผู้เก่งกาจหลงตนทั้งยังไร้เดียงสาน่าขันของสำนักชั้นจำเพื่อแย่งชิงถุงบรรจุสิ่งของ จากนั้นก็กำจัดซากศพของพวกเขาเสีย

(จับปลาในน้ำขุ่น หมายถึง ฉวยโอกาสที่สถานการณ์วุ่นวายหาผลประโยชน์)

ตอนที่เยวี่ยชีพบเขา แน่นอนว่าถูกสภาพจะคนก็ไม่ใช่คน จะผีก็ไม่ใช่ผี ของเขาทำเอาตะลึงลานไปเลยทีเดียว กระทั่งศพที่อยู่บนพื้นของศิษย์สองสามคนนั้นก็ไม่เหลียวมอง เดินเข้ามา 2 ก้าว

เสิ่นจิ่วสั่นไปทั้งตัว เงยหน้าขึ้นฉับพลัน

พอเยวี่ยชีมองเห็นหน้าเขาเต็มตา คนทั้งคู่ก็หน้าซีดเผือดในบัดดล

เสิ่นจิ่วกล่าวเสียงดุดันว่า “อย่าเข้ามานะ”

ปฏิกิริยาแรกของเขา กลับเป็นกระโดปราดขึ้นมาชิงเอาพลุสัญญาณขอความช่วยเหลือจากร่างคนตายแล้วยิงขึ้นฟ้า

เยวี่ยชีตะลึงลานจนทำอะไรไม่ถูก เดินเข้าไปหาเขาพลางยื่นมือออกไป อ้าปากกำลังจะกล่าว

แต่แล้ว ทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะประหลาดดังออกมาจากในป่า “ลูกศิษย์คนดี คนผู้นี้เป็นใครหรือ ถึงทำให้เจ้าตกใจจนมีสภาพเช่นนี้ เจ้าก็มีเวลาที่ตกใจกลัวด้วยหรือ”

เสิ่นจิ่วคลายมือ พลุในมือร่วงหล่นลงพื้นโดยไร้สุ้มเสียง เขาหมุนกายโดยฉับพลัน “อาจารย์ ข้ามิได้กลัวเขา เมื่อครู่ข้าพลั้งมือ เลยปล่อยให้เจ้าคนที่นอนอยู่บนพื้นปล่อยพลุสัญญาณขึ้นฟ้าโดยไม่ตั้งใจ อีกเดี๋ยวคงจะมีคนเข้ามาช่วยแน่”

เยวี่ยชีรู้สึกว่าสถานการณ์คับขันอย่างมาก รวมพลังทิพย์มาไว้ที่มืออย่างเงียบๆ

อู๋เยี่ยนจื่อแค่นเสียง “เมื่อครู่ข้าเห็นพลุนั่น ก็เดาว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เจ้ามือเท้าคล่องแคล่วมาตลอด คราวนี้เกิดจะเป็นอะไรขึ้นมาเล่า! พวกเขาอยากจะยิงพลุ ทำไมเจ้าไม่ตัดมือพวกเขาเสีย”

เสิ่นจิ่วก้มหน้า “เป็นความผิดของศิษย์เองขอรับ พวกเรารีบไปกันเถอะ หากพวกเฒ่าบัดซบจาก 4 สำนักใหญ่เหล่านั้นมาถึง อยากจะไปก็ไปไม่ได้แล้ว”

เยวี่ยชีเข้าไปขวางหน้าพวกเขาไว้เดี๋ยวนั้น ชูกระบี่ในมือขึ้น มองเสิ่นจิ่วด้วยดวงตาที่ยังคงแดงก่ำ เสียงแหบแห้ว แต่กลับหนักแน่นอย่างน่าประหลาด “พวกเจ้าไปไม่ได้”

เสิ่นจิ่วถลึงตาใส่เขา

อู๋เยี่ยนจือมองประเมินเยวี่ยชีหัวจรดเท้ารอบหนึ่ง และมองประเมินกระบี่ที่เขาถืออยู่อีกรอบหนึ่ง ก่อนหัวเราะหยัน “ชางฉยงซาน และยังเป็นคนของฉยงติ่งเฟิงเสียด้วย กระบี่เสวียนซู่ เยวี่ยชิงหยวนหรือ”

เสิ่นจิ่วได้ยินก็ตกตะลึง รีบคะยั้นคะยออีกครั้ง “อาจารย์ ในเมื่อเป็นชางฉยงซาน ก็ไม่สามารถฆ่าได้ในเวลาอันสั้น มิสู้พวกเรารีบหนีกันก่อนเถอะ เกิดมีคนไล่ตามมาพวกเราจบเห่แน่!

อู๋เยี่ยนจื่อยิ้มเย็นยะเยียบ “ชางฉยงซานถึงแม้ยิ่งใหญ่มากด้วยบารมี ข้าก็ยังไม่ถึงขนาดต้องมากลัวชนรุ่นหลังคนหนึ่ง! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่รนหาที่ตายเองเช่นนี้!”

จนกระทั่งอู๋เยี่ยนจื่อประมือกับเยวี่ยชิงหยวน เสิ่นจิ่วก็พบว่า ที่ตนอุตส่าห์เป็นห่วงเยวี่ยชีไปเมื่อครู่ รวมทั้งพวกอุบายโง่เง่าที่พยายามจะงัดออกมาใช้เพื่อการนี้มันช่างน่าขันเสียนี่กระไร ตนรึกลัวอู๋เยี่ยนจื่อแทบตาย ในขณะที่เยวี่ยชีหรือเยวี่ยชิงหยวนประมือกับเขาโดยที่ไม่ต้องชักกระบี่ออกมาเสียด้วยซ้ำก็สู้ได้อย่างแคล่วคล่องไม่คณามือ

แต่จะบอกว่าวางใจได้ทั้งหมดก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะว่าเขารู้จักวิธีการต่อสู้และไพ่ตายรักษาชีวิตของอู๋เยี่ยนจื่อเป็นอย่างดี

อู๋เยี่ยนจื่อมี ‘ยันต์แสงดำสามานย์’ ปึกหนึ่ง เขาเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เวลาที่อู๋เยี่ยนจื่อเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำจะโยนยันต์นี้ออกไปจู่โจมคู่ต่อสู้ทีเผลอ แม้แต่ซิวซื่อผู้มีชื่อเสียงหลายคนก็หนีกระบวนท่าอันชั่วช้าสับปับนี้ไม่พ้น อย่าว่าแต่เยวี่ยชีที่มองดูก็รู้แล้วว่ามีประสบการณ์ต่อสู้มาน้อย ทำได้เพียงโต้กลับไปกลับมาอย่างเคร่งครัดตามกรอบเท่านั้น

ดังนั้น ตอนที่อู๋เยี่ยนจื่อโยนยันต์ดำปึกนั้นออกไปหนนี้ เสิ่นจิ่วก็แทงเขาเข้าที่หลังทันทีหนึ่งกระบี่

เสิ่นจิ่วคว้ามือเยวี่ยชีไว้แล้วฉุดให้วิ่งตะบึงหนีเอาชีวิตรอดไปด้วยกันทันที

หลังจากผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดมายกหนึ่ง คนทั้งคู่ยังไม่หายแตกตื่นเสียขวัญ อาศัยเกาะต้นไม้ต้นเดียวกันหอบหายใจไม่หยุด

หลังจากสงบสติอารมณ์ได้ เสิ่นจิ่วจึงเริ่มมองเยวี่ยชีอย่างพิจารณา

พลังฝึกปรือสูงส่ง กิริยาท่าทางสุขุม เครื่องแต่งกายไม่ธรรมดาสามัญ มีราศีของผู้ได้รับการอบรมมาอย่างดี มิได้ใกล้เคียงกับขุมนรกอย่างที่เขาจินตนาการไว้แม้แต่น้อย

นี่คือเยวี่ยชิงหยวน มิใช่เยวี่ยชี

เยวี่ยชิงหยวนมีสีหน้าพลุ่งพล่าน ใบหน้าแดงก่ำ กำลังทำท่าจะพูด แต่เสิ่นจิ่วกลับถามออกมาโต้งๆ “เจ้าเข้าชางฉยงซานหรือ”

เยวี่ยชิงหยวนไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ สีหน้าพลุ่งพล่านเมื่อครู่ค่อยๆหม่นหมองลง ใบหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด

เสิ่นจิ่วกล่าวว่า “เจ้าเป็นหัวหน้าศิษย์ของฉยงติ่งเฟิงหรือ ไม่เลวนี่ แล้วทำไมไม่กลับมาช่วยข้า”

“ข้า…”

เสิ่นจิ่วรออยู่ครู่หนึ่ง กลับมิได้รับคำตอบ

เขาซัก “ทำไมไม่พูดต่อเล่า ข้ารอเจ้าอยู่นะ ในเมื่อรอมาได้หลายปี รออีกสักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรหรอก”

เยวี่ยชิงหยวนไหนเลยจะกล่าวต่อได้

เสิ่นจิ่วยกมือขึ้นกอดอก

จนกระทั่งเยวี่ยชิงหยวนกล่าวออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบาในที่สุด “ชีเกอต้องขอโทษเจ้าจริงๆ”

ความโกรธแล่นขึ้นสู่หัวใจเสิ่นจิ่วชนิดฟ้าถล่มดินทลาย ในปากและจมูกราวกับได้กลิ่นคาวเลือดที่เกิดจากโทสะเข้าจู่โจมหัวใจ

เมื่อก่อนเขาเป็นแค่หนูตัวหนึ่งที่ได้แต่กล้ำกลืนความโกรธเอาไว้ เอามือกุมหัวรอรับการทุบตี ต่อมาก็เป็นแค่หนูตัวหนึ่งที่หนีหัวซุกหัวซุนอยู่ในท่อระบายน้ำอันมืดมน ใครๆก็ร้องตะโกนจะฆ่าจะฟัน ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็เป็นหนูอยู่ดี ซุกหัวซ่อนหาง ไม่เห็นแม้แต่แสงสว่าง ผ่านวันเวลาไปอย่างไรความหมาย ผลาญเวลาในชีวิตไปอย่างไร้ค่า ขณะที่เยวี่ยชิงหยวนนั้นเป็นหงสาที่เหินขึ้นไปเกาะกิ่งไม้สูง เป็นปลาตะเพียนที่ได้ลอดผ่านซุ้มประตูมังกร

เสิ่นจิ่วกล่าวว่า “ขอโทษๆๆ เมื่อก่อนเจ้าก็รู้จักแต่พูดว่าขอโทษอย่างนี้แหละ” จากนั้นจึงยิ้มเย็น กล่าวอย่างเฉียบขาดว่า “มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก”

มีคนบางประเภทที่เลวมาตั้งแต่เป็นตัวอ่อนอยู่ในท้องแม่ เสิ่นจิ่วคิด เขาก็คือตัวอ่อนเลวๆที่แสนจะชั่วช้าประเภทนั้นนั่นเอง เพราะในชั่วพริบตานั้นเขาพลันตระหนักอย่างชัดเจนว่า

เขาขอเห็นเยวี่ยชีคนที่ตายอยู่มุมไหนก็ไม่รู้ เหลือแต่กระดูกอเนจอนาถไม่มีใครช่วยเก็บเสียยังดีกว่าจะต้องมาเจอเยวี่ยชิงหยวนที่งามสง่าน่าเกรงขาม อนาคตสุดจะประมาณผู้นี้

4

เสิ่นจิ่วมีของที่เกลียดและคนที่เกลียดอยู่มากมาย

คนๆหนึ่งไม่ว่าอะไรก็เกลียด เช่นนั้นจะบอกว่าเขามีนิสัยดีก็ย่อมเป็นเรื่องยาก ดีที่ตอนเขากลายเป็นเสิ่นชิงชิว เขารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไรมันจึงจะไม่แสดงออกมานอกหน้า

ในชางฉยงซาน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนที่เขาเกลียดที่สุดก็คือหลิ่วชิงเกอ

หลิ่วชิงเกอประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย พรสวรรค์โดดเด่น พลังทิพย์แข็งแกร่ง วิชากระบี่น่าตื่นตระหนก เกิดมาในครอบครัวที่สมบูรณ์พูนสุข พ่อแม่ยังอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ในบรรดาคุณสมบัติต่างๆเหล่านี้ ไม่ว่าจะหยิบประเด็นไหนขึ้นมา ก็เพียงพอจะให้เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กินไม่ได้นอนไม่หลับไป 3 วัน 3 คืนแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าคุณสมบัติทั้งหมดนี้กลับรวมอยู่ในตัวคนๆเดียว

ในงานประลองประจำปีของ 12 ยอดเขาแห่งชางฉยงซาน คู่ต่อสู้ของเสิ่นชิงชิวก็คือหลิ่วชิงเกอ

ผลการประลองย่อมจะออกมา ‘แพ้’ อย่างไม่ต้องสงสัย

แพ้ให้กับว่าที่เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงในอนาคต มิใช่เรื่องน่าอับอายขายหน้าอะไร หรือหากจะพูดกันตามจริง นี่ถือเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าเสิ่นชิงชิวไม่ได้คิดเช่นนี้ ที่ตนมองเห็นมิใช่อาการตื่นตะลึงด้วยความชื่นชมของคนอื่นๆว่าตนสามารถต่อกรกับเขาได้นานถึงขนาดนี้ ที่ตนเห็นมีแต่ท่าทางยโสโอหังของหลิ่วชิงเกอขณะเอาปลายกระบี่เฉิงหลวนจ่อห่างจากคอหอยตนเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น

ชิงจิ้งเฟิงประโคมโอ่ตัวเองว่าเป็นยอดเขาแห่งวิญญูชน เสิ่นชิงชิวก็สวมบทบาทวิญญูชนเสียคล่องแคล่วได้ใจราวกับปลาได้น้ำ แต่หลิ่วชิงเกอมักจะมีปัญญาบีบคั้นให้เขาต้องโมโหโทโสอยู่เป็นประจำ กระทั่งจะสร้างภาพศิษย์ร่วมสำนักที่รักสามัคคีกันยังไม่คิดจะเปลืองเรี่ยวแรงไปสร้างด้วยซ้ำ

ประโยคที่เสิ่นชิงชิวมักจะพูดกับหลิ่วชิงเกอบ่อยที่สุดก็คือ ‘หลิ่วชิงเกอ ไม่ช้าก็เร็วข้าต้องฆ่าเจ้าแน่’

ดรุณีวัยละอ่อนที่อุ้มผีผาอยู่ตกใจจนรีบเอาเสื้อคลุมไหล่ลวกๆ วิ่งเผ่นออกไปแต่แรกแล้ว

หลิ่วชิงเกอปรายตามองเขาแวบเดียว “อาศัยเจ้า?”

แค่ 3 พยางค์ เสิ่นชิงชิวกลับฟังออกถึงเจตนาร้ายอันไม่มีที่สิ้นสุดได้อย่างชัดเจน เขาตวัดข้อมือฉับพลัน

เยวี่ยชิงหยวนเห็นท่าไม่ดีก็รีบกดศอกเขาไว้เป็นการหยุดท่าที่กำลังจะชักกระบี่ของเขา แล้วหันไปเอ็ดว่า “ศิษย์น้องหลิ่ว! เจ้ากลับไปก่อน”

หลิ่วชิงเกอเองก็ดูเหมือนคร้านจะอยู่พัวพันเช่นกัน หัวเราะหยันทีหนึ่ง จากนั้นเงาร่างก็หายวับไปในพริบตา

2 คนที่เหลืออยู่ในห้องข้างของหอหน่วนหง คนหนึ่งเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย คนหนึ่งเรี่ยมเร้เรไรไม่มีที่ติ ช่างตัดกันอย่างสุดจะเปรียบ

เยวี่ยชิงหยวนฉุดเสิ่นชิงชิวให้ลุกขึ้นจากเตียง บันดาลโทสะอย่างยากจะปรากฏ “เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เช่นนี้คืออย่างไรหรือ”

เยวี่ยชิงหยวน “ศิษย์ระดับหัวหน้าสองคนของชางฉยงซานลงมือต่อยตีกันในหอเริงรมย์ มันฟังแล้วดีหรือ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “พวกเจ้าไม่พูด ข้าไม่พูด แล้วใครมันจะมารู้ว่าเป็นสำนักไหนนิกายไหน! ชางฉยงซานก็คือชางฉยงซาน กฎข้อไหนของชางฉยงซานกำหนดไว้หรือว่าห้ามไม่ให้ศิษย์ในสำนักมายังสถานที่นี้ ชางฉยงซานทั้งมิใช่วัดของหลวงจีนหรืออารมของนักพรต จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทั่วหล้าก็ยุ่งไป แต่จะมายุ่งเรื่องที่ข้ามาหาผู้หญิงไม่ได้ หากศิษย์พี่กลัวเสียหน้า เจ้าก็ไปควบคุมปากของหลิ่วชิงเกอให้ดี”

ชางฉยงซานไม่มีกฎข้อนี้เขียนไว้อย่างแจ่มแจ้งจริงๆ แต่ผู้ฝึกวิชาเซียน ควรจะเข้าใจถึงหลักการว่าด้วยการบ่มเพาะอุปนิสัยและจิตใจให้บริสุทธิ์ ควบคุมความประพฤติของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิงจิ้งเฟิงนั้น เจ้ายอดเขาและศิษย์ล้วนครองตนผ่องแผ้วมาโดยตลอด แต่สิ่งที่รู้กันเองโดยมิได้มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรนี้กลับเป็นเหตุผลที่เสิ่นชิงชิวเอามาอ้างอย่างแยบคาย

เยวี่ยชิงหยวนถูกเขาทำเอาสะอึกจนพูดไม่ออก ได้แต่กล้ำกลืนโทสะ กล่าวอย่างอัดอั้นว่า “ข้าจะไม่พูดหรอก พวกศิษย์น้องหลิ่วก็จะไม่พูด จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้แน่นอน”

เสิ่นชิงชิวสวมรองเท้าพลางกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ขอบใจพวกเจ้าแล้ว”

เยวี่ยชิงหยวน “สตรีทำลายพลังฝึกปรือ”

เสิ่นชิงชิวหัวเราะหยัน “เจ้ไม่ได้ยินน้ำเสียงของศิษย์น้องหลิ่วที่กล่าว 3 พยางค์นั่นออกมาหรือ ‘อาศัยเจ้า?’ อาศัยข้าก็คู่ควรหรือ ทำลายหรือไม่ข้าก็เป็นได้แค่นี้แหละ”

เยวี่ยชิงหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง กล่าวว่า “ศิษย์น้องหลิ่วความจริงแล้วไม่ใช่คนเลว เขาไม่ได้เป็นแบบนี้กับเจ้าคนเดียว ไม่ว่ากับใครก็ล้วนเป็นเช่นนี้”

เสิ่นชิงชิวกล่าวเยาะ “ไม่ว่ากับใครก็ล้วนเป็นเช่นนี้หรือ ศิษย์พี่เจ้าสำนักอย่ามาหลอกข้าหน่อยเลย เขาเป็นเช่นนี้กับเจ้าด้วยหรือไร”

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวอย่างอดทน “หากเจ้าแสดงน้ำใจกับเขาสักนิด เขาก็จะตอบแทนเจ้ากลับคืนเป็น 2 เท่า”

เสิ่นชิงชิวตอบว่า “ศิษย์พี่เจ้าสำนักรู้ใจผู้อื่นจริงๆ แต่เขาทำไมไม่เป็นฝ่ายแสดงน้ำใจต่อข้าก่อนบ้างล่ะ ทำไมถึงไม่เป็นฝ่ายเห็นอกเห็นใจข้าก่อนบ้าง ทำข้าถึงต้องเป็นฝ่ายยอมลงให้เขาก่อนด้วยเล่า”

พูดกันไม่รู้เรื่องขนาดนี้ เยวี่ยชิงหยวนก็พูดอะไรต่อไม่ออก แน่นอนว่าเขาไม่อาจพูดออกไปตรงๆได้ ว่าหากมิใช่เพราะหลังงานประลองประจำปี เจ้าคิดหาทุกวิธีทางที่จะลอบทำร้ายให้เขาต้องตกที่นั่งลำบาก วันนี้เจ้ากับหลิ่วชิงเกอก็คงจะไม่พบหน้าเป็นต้องโกรธเคืองกัน มองกันและกันด้วยความเกลียดชังเช่นนี้หรอก

เสิ่นชิงชิวสะบัดมือดึงเสื้อที่คลุมไหล่ให้เข้าที่ สอดซิวหย่าคืนลงฝัก เดินไป 2 ก้าวก็คิดอะไรขึ้นมาได้ หมุนกายมากล่าวอย่างกังขา “เจ้าไฉนรู้ว่าต้องมาหาข้าที่นี่ ใครมันเอาไปฟ้องเจ้าเล่า”

เยวี่ยชิงหยวน “ข้าไปที่ชิงจิ้งเฟิงแล้วไม่เห็นเจ้า กลับเห็นพวกศิษย์น้องแห่งไป่จั้นเฟิงกำลังเตรียมจะขึ้นไป”

“เตรียมขึ้นไปทำอะไร”

“…”

เสิ่นชิงชิวหัวเราะหยัน “เตรียมมารุมโจมตีข้า ใช่หรือไม่”

ถึงแม้ปกติแล้วเสิ่นชิงชิวมักจะมีเรื่องขัดแย้งกับไป่จั้นเฟิงเป็นประจำ แต่ข้อขัดแย้งคราวนี้เกิดขึ้นอย่างไม่มีความจำเป็นจริงๆ ศิษย์คนหนึ่งของไป่จั้นเฟิงเดินทางไปยังเมืองเล็กๆห่างไกลแห่งหนึ่งเพื่อปฏิบัติภารกิจ พอดีไปเห็นใบหน้าคุ้นตาของคนผู้หนึ่งเดินเข้าหอหน่วนหงอันเป็นหอคณิกาที่ใหญ่ที่สุดในที่นั้นเข้า ทุกคนในไป่จั้นเฟิงไม่ว่าผู้ใหญ่ผู้น้อยก็เหมือนกับหลิ่วชิงเกอ ไม่มีใครรู้สึกดีกับเสิ่นชิงชิว เห็นโอกาสเช่นนี้ไหนเลยจะปล่อยให้ผ่านไปจึงตามเข้าไปทันที กล่าวเยาะเย้ยถากถางว่าเสิ่นชิงชิวยามปกติเสแสร้งประพฤติตนสูงส่งบริสุทธิ์ กลับเข้าออกสถานที่พรรค์นี้ ช่างเป็นที่เสื่อมเสียแก่สำนักอย่างถึงที่สุดจริงๆ

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: