Scumbag System 89

0 Comments

ตอนที่ 89

พูดจาไม่เข้าหูสองสามคำ เสิ่นชิงชิวเลยทำร้ายเขาเสียเจ็บหนักสาหัส หลังจากศิษย์ผู้นี้กลับถึงไป่จั้นเฟิง ก็ไปเจอเอาหลิ่วชิงเกอเข้า หลังซักถามจนได้ความ หลิ่วชิงเกอก็ไฟโทสะพวยพุ่ง ท่องกระบี่ออกตามหาเขาเพื่อสะสางบัญชีทันที เตรียมจะเอาคืนแบบไม่ยั้งเลยทีเดียว หากมิใช่เยวี่ยชิงหยวนจับได้ว่าบรรดาศิษย์น้องไป่จั้นเฟิงเตรียมจะไปชิงจิ้งเฟิงเพื่อพังเรือนไผ่ของเสิ่นชิงชิวแล้วละก็ ยังไม่รู้เลยว่า เมืองเล็กๆแห่งนี้จะถูกพวกเขาทุบทลายจนมีสภาพเป็นอย่างไร

เห็นเยวี่ยชิงหยวนปิดปากไม่พูดไม่จา เสิ่นชิงชิวก็พอจะเดาออก ไป่จั้นเฟิงไหนเลยจะวางแฟนทำเรื่องดีๆ เขาเปลี่ยนเรื่อง “เจ้าไปชิงจิ้งเฟิงทำไม ข้ามิใช่บอกไว้ว่าอย่ามาหาข้าหรอกหรือ”

เยวี่ยชิงหยวน “ก็อยากจะไปดูๆเจ้าหน่อยว่าเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “รบกวนศิษย์พี่เยวี่ยต้องเป็นห่วง ข้าสบายดีมาก ถึงแม้จะเป็นที่รังเกียจของคนอื่น แต่ก็ดีตรงที่เจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงไม่รังเกียจ”

เยวี่ยชิงหยวนเดินตามหลังเขา กล่าวว่า “หากว่าสบายดีจริงๆ ทำไมถึงไม่เคยค้างคืนที่ชิงจิ้งเฟิงเลยเล่า”

เสิ่นชิงชิวมองเขาด้วยแววตาเย็นยะเยือก

เขารู้ว่าเยวี่ยชิงหยวนจะต้องนึกว่าเขาอยู่ชิงจิ้งเฟิงแล้วถูกกีดกันเป็นหมาหัวเน่า

การคาดเดาของเยวี่ยชิงหยวนใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล แต่คราวนี้เขาเดาผิดไปแล้วจริงๆ ถึงแม้เสิ่นชิงชิวจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของสหายร่วมรุ่น แต่ไม่ได้ถูกกีดกันจนถึงขนาดหาที่นอนในห้องรวมไม่ได้

เสิ่นชิงชิวเพียงแต่รังเกียจที่จะต้องไปนอนเบียดกับเพศเดียวกันก็เท่านั้น

ตอนนั้น ทุกครั้งหลังจากถูกชิงเจี่ยนหลัวซ้อม หรือไม่ก็มีลางสังหรณ์ขึ้นมาว่าเดี๋ยวจะต้องถูกซ้อมแน่ ตนก็มักจะแอบปีนไปนั่งตัวสั่นงันงกในห้องนอนชิวไห่ถัง ชิงเจี่ยนหลัวไม่ยอมให้น้องสาวได้รู้สึกด้านที่วิปริตคลุ้มคลั่งของเขา ที่นั่นจึงเป็นที่เดียวที่ตนจะสามารถเข้าไปหลบได้

เมื่อก่อนก็เคยมีหญิงสาวแบบนี้อยู่คนหนึ่งคอยเป็นพี่สาวให้พวกเขา แต่พอนางโตเป็นสาวก็ถูกขายให้ตาแก่หงำเหงอะคนหนึ่งเอาไปเป็นเมียใหม่แทนเมียเก่าที่ตายไป พอพวกเขาออกจากเมืองนั้นไปก็ไม่เคยพบนางอีกเลย

ชอบผู้หญิงหาใช่เรื่องน่าละอายสักนิด แต่การเอาผู้หญิงมาเป็นเกราะป้องกัน หดตัวอยู่ในอ้อมอกของพวกนางเพื่อหาความมั่นใจให้ตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก เสิ่นชิงชิวก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องน่าละอายอย่างที่สุด ดังนั้น ให้ตาย เขาก็ไม่มีวันเอาเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด โดยเฉพาะเยวี่ยชิงหยวน

เสิ่นชิงชิวตอบสบายๆไม่รีบไม่ร้อย “หากข้าบอกว่า ข้าอยู่ที่ชิงจิ้งเฟิงได้ไม่สบาย เจ้าจะทำอย่างไร ทำเหมือนตอนที่ชักนำข้าเข้าชิงจิ้งเฟิง คราวนี้ก็ดึงข้าเข้าฉยงติ่งเฟิงหรือ

เยวี่ยชิงหยวนคิดๆแล้วก็ตอบอย่างหนักแน่นว่า “หากเจ้าต้องการ”

เสิ่นชิงชิวแค่นเสียงตัดบทเขา “ข้าย่อมไม่ต้องการอยู่แล้ว ข้าต้องการเป็นหัวหน้าศิษย์ เจ้ายอมยกตำแหน่งนี้ให้ข้าหรือไม่เล่า เจ้ายอมให้ข้าเป็นเจ้าสำนักหรือไม่เล่า”

เขากล่าวด้วยเสียงเฉียบขาด “ใน 12 ยอดเขา ชิงจิ้งเฟิงอย่างน้อยก็อยู่อันดับสอง ข้ามิสู้นั่งรอตำแหน่งนี้ต่อไปไม่ดีกว่ารึ”

เยวี่ยชิงหยวนถอนใจ “เสี่ยวจิ่ว ทำไมเจ้าถึงเป็นแบบนี้อยู่เรื่อย”

พอได้ฟังชื่อนี้ เสิ่นชิงชิวก็ตัวสั่นเทิ้ม หงุดหงิดสุดจะเปรียบ “อย่ามาเรียกข้าแบบนี้นะ!”

ในบรรดาศิษย์รุ่น ‘ชิง’ ด้วยกัน เสิ่นจิ่วคล่องแคล่วมีไหวพริบ เจ้ายอดเขาจึงโปรดปรานเขาค่อนข้างมาก ดังนั้นถึงแม้จะเข้าสำนักได้ไม่นาน อีกทั้งพื้นฐานก็ด้อยกว่าศิษย์คนอื่น แต่กลับถูกกำหนดตัวให้เป็นผู้สืบทอดคนต่อไป หลังจากเจ้ายอดเขาตั้งชื่อให้กับหัวหน้าศิษย์ ชื่อเดิมก่อนหน้าก็ไม่เอามาใช้อีก

เมื่อก่อนชิงเจี่ยนหลัวบังคับให้เขาหัดอ่านหัดเขียนหนังสือ เสิ่นจิ่วรังเกียจเป็นที่สุดเพราะเขาไม่อยากเรียน ตอนนี้กลับได้อาศัยสติปัญญาและความรู้ที่ได้เรียนได้ท่องมาเลยฉลาดกว่าคนอื่น ได้รับความโปรดปรานจากเจ้ายอดเขา แต่ที่น่าขันกว่าก็คือ ใต้หล้านี้มีชื่อตั้งมากตั้งมาย เจ้ายอดเขาดันเอาคำว่า ‘ชิว’ ที่เป็นอักษรตัวเดียวกับสกุลชิงมาตั้งชื่อให้เขา

แต่จะน่าขันอย่างไร เจ็บแค้นจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างไร เสิ่นชิงชิวก็ไม่มีทางไม่ใช้มัน ชื่อนี้จะเป็นตัวแทนของชีวิตใหม่อันสดใสโชติช่วงนับจากนี้ไปของเขา

เสิ่นชิงชิวปรับความรู้สึก แล้วกล่าวยิ้มๆ “ชื่อนี้ข้าได้ยินแล้วมีน้ำโห ลืมมันไปนานแล้ว ศิษย์พี่ก็ช่วยกรุณาลืมมันไปเสียด้วย”

เยวี่ยชิงหยวน “งั้นหากข้าเรียกเจ้าเช่นนี้ และเจ้าตอบรับขึ้นมา ก็หมายความว่าไม่โมโหใช่ไหม”

“…” เสิ่นชิงชิวยิ้มเย็น “เป็นไปไม่ได้แน่นอน เยวี่ยชิงหยวน ข้าจะบอกเจ้าอีกครั้ง อย่าให้ข้าได้ยินชื่อนี้อีก”

5

ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็โมโหจนอดรนทนต่อไปไม่ไหว บุกไปถึงฉยงติ่งเฟิง

ฉยงติ่งเฟิ่งนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาเสิ่นชิงชิวพยายามจะไปเหยียบให้น้อยที่สุด ส่วนเยวี่ยชิงหยวน เขาก็พยายามจะเจอหน้าให้น้อยที่สุดเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ งานประลองของ 12 ยอดเขาแต่ละปี จึงเป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยหน่ายสำหรับเขามาก

12 ยอดเขาของชางฉยงซานกำหนดลำดับขั้นไว้ตายตัว ลำดับขั้นไม่เกี่ยวกับความเก่งกาจของแต่ละยอดเขา แต่ดูจากลำดับเวลาก่อนหลังว่าในบรรดาเจ้ายอดเขารุ่นแรกๆ ผู้บุกเบิกชางฉยงซานนั้น ผู้ใดสร้างชื่อเสียงขึ้นมาก่อน เจ้ายอดเขารุ่นต่อๆมา ก็จะเรียกขานกันและกันตามลำดับขั้น หาใช่ตามลำดับว่าใครเข้าสำนักก่อนหลัง ดังนั้น ต่อให้เขาเข้าสำนักช้ากว่าหลิ่วชิงเกอมาก แต่ชิงจิ้งเฟิงเป็นยอดเขาอันดับสอง เป็นรองจากฉยงติ่งเฟิง ขณะที่ไป่จั้งเฟิ่งอยู่ลำดับเจ็ด หลิ่วชิงเกอจึงจำต้องกัดฟันเรียกเขาว่า ‘ศิษย์พี่’ อย่างไม่อาจเลี่ยง

แต่ขณะเดียวกัน เพราะการลำดับขั้นเช่นนี้ ทุกครั้งศิษย์ของฉยงติ่งเฟิงกับชิงจิ้งเฟิงเลยต้องตั้งแถวติดกัน หัวหน้าศิษย์ก็ไม่อาจไม่ยืนด้วยกัน

หากเวลาอื่นเยวี่ยชิงหยวนหาตัวเขาไม่เจอ ก็จะฉวยโอกาสนี้ถามสารทุกข์สุขดิบเขาไม่หยุด ตั้งแต่เรื่องใหญ่ๆ อย่างการฝึกฌาน จนถึงเรื่องเล็กอย่างการกินอยู่ พล่ามไปเรื่อย

ถึงแม้เสิ่นชิงชิวจะรำคาญเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้โง่เง่าถึงขนาดสร้างความลำบากใจให้กับหัวหน้าศิษย์ของเจ้าสำนักต่อหน้าธารกำนัล เยวี่ยชิงหยวนถาม 20 ประโยค เขาตอบหนึ่งประโยค ห่างเหินแต่ไม่เสียมารยาท ในใจกลับทบควนคาถาที่หัดท่องเมื่อคืน หรือคำนวณแผนการอื่นๆไปด้วย

นี่เป็นฉากชวนหัวที่สุดประจำงานประลองแต่ละปี คนทั้งสองอาจไม่รู้ แต่สำหรับศิษย์ส่วนใหญ่แล้ว ก่อนหน้าที่งานประลองจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ การได้มองหัวหน้าศิษย์สองคนนี้ ที่คนหนึ่งทำตัวผิดปกติไม่สนใจจะรักษาความสงบคอยพูดพึมพำ ส่วนอีกคนไม่ยอมหันไปแล สายตามองตรงไปข้างหน้าไม่วอกแวก ขณะที่ปากคอยอือออไปเรื่อยอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นับเป็นความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวในระหว่างการกล่าวปาฐกถาแสนจะยืดยาวและน่าเบื่อของเจ้ายอดเขา

ดังนั้นการที่เสิ่นชิงชิวเป็นฝ่ายไปที่ฉยงติ่งเฟิงเสียเอง ไม่เพียงเยวี่ยชิงหยวนจะประหลาดใจระคนยินดี บรรดาศิษย์เกือบจะทุกคนในที่นั้นล้วนอยากจะตีฆ้องร้องป่าวเรียกใครๆมาดูกันเป็นแถว

เสิ่นชิงชิวกลับไม่พูดอะไรมาก เขาไม่ชอบใจที่มีคนมาเหมาเอาว่าจะมีละครลิงให้ดู พอขออนุญาตไปฝึกบำเพ็ญเพียรในถ้ำหลิงซีได้ ก็เดินจากไปทันที

ถ้ำหลิงซีเปี่ยมไปด้วยปราณทิพย์ และตัดขาดจากโลกภายนอก เสิ่นชิงชิวเดินทะลุเข้าไปข้างใน หน้าตายิ่งมายิ่งบึ้งตึง

วันเวลาอันสูญเปล่าระหว่างที่อยู่ในกำมือของชิวเจี่ยนหลัวและอู่เยี่ยนจื่อ มีผลกระทบอย่างที่กล่าวได้ว่าไม่ใช่น้อยๆ

ในบรรดาเจ้ายอดเขารุ่นใหม่ เยวี่ยชิงหยวนย่อมถึงระดับจินตานได้ก่อนใคร ฉีชิงชีกับหลิ่วชิงเกอแทบจะฝ่าทะลวงเลื่อนขั้นได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน แม้แต่ซั่งชิงหัวแห่งอันติ้งเฟิงที่ไม่ได้เรื่องได้ราวก็สามารถบรรลุระดับจินตานได้ทันก่อนขึ้นรับตำแหน่งอย่างฉิวเฉียด

ยิ่งเสิ่นชิงชิวร้อนใจก็ยิ่งย่ำอยู่กับที่ไม่ไปไหน กระวนกระวายเหมือนกับกลืนระเบิดลงไปนับร้อยๆชั่ง แผดเผ่ในอกในสมองจนร้อนรน ไฟโทสะเดือดพล่านทุกวัน สภาพเช่นนี้ของเขาไม่ว่าใครก็ย่อมไม่กล้าไปกวนโมโห แต่ไม่กล้ากวนโมโห ไม่ได้หมายความว่าเสิ่นชิงชิวจะยอมปล่อยผ่านไป

เห็นๆอยู่ว่าให้วิชาบำเพ็ญฌานเบื้องต้นผิดๆแก่ลั่วปิงเหอไป เขาน่าจะเลือดออกทวารทั้งเจ็ด ร่างระเบิดตายไปเสียนานแล้ว เหตุไฉนไม่เพียงไม่มีอาการ มิหนำซ้ำระดับฝีมือเขายังเพิ่มขึ้นอย่างคงเส้นคงวาอีกด้วย

อุตส่าห์บอกหนิงอิงอิงเสียหลายครั้งหลายหนแล้วว่าให้อยู่ห่างๆ ห้ามไม่ให้มั่วสุมกับลั่วปิงเหอ ทำไมถึงยังเห็นพวกเขากระซิบกระซาบกันต่อหน้าต่อตาอยู่ได้ทุกวัน

เสิ่นชิงชิวระแววสงสัยไปหมดทุกอย่าง มักจะคิดว่ามีคนแอบซุบซิบนินทาลับหลังเรื่องที่เขาเข้าสู่ระดับจินตานช้า ไม่เห็นด้วยที่เขาได้ตำแหน่งเจ้ายอดเขา คิดจะแทงตนข้างหลังเพื่อดำรงตำแหน่งแทน

ปิดด่านฝึกวิชาในภ้ำหลิงซีคราวนี้ หากไม่อาจฝ่าทะลวงเลื่อนขั้นได้ละก็…

เสิ่นชิงชิวอยู่บนแท่นหิน ยังคงคิดฟุ้งซ่านไม่หยุดจนหลั่งเหงื่อเย็นๆออกมา ลมหายใจติดขัด ตาลายเห็นดาวระยิบระยับตรงหน้า พลันรู้สึกว่าพลังทิพย์ขุมหนึ่งพลุ่งพล่านปั่นป่วนอยู่ในชีพจร

นี่หาใช่เรื่องเล็กน้อย เขาใจสั่น รีบนั่งตัวตรง พยายามจะระงับสติอารมณ์อย่างเต็มที่ แต่แล้วก็มีคนเข้ามาใกล้จากทางด้านหลัง

เสิ่นชิงชิวขนลุกซู่ ชูชิวหย่าขึ้นโดยพลัน ชักกระบี่ออกมาครึ่งฝัก ถามเสียงแข็งกระด้างว่า “ผู้ใด!”

มือข้างหนึ่งกดไหล่เขาเบาๆ

เยวี่ยชิงหยวน “ข้าเอง”

เสิ่นชิงชิว “…”

เยวี่ยชิงหยวนถ่ายพลังทิพย์ให้เขาอย่างต่อเนื่อง สยบกระแสปราณทิพย์ที่ปั่นป่วนให้สงบลง กล่าวว่า “เป็นความผิดของข้าเอง ศิษย์น้องกำลังใจคอไม่สงบ กลับมาทำให้เจ้าตกใจ”

เสิ่นชิงชิวเพิ่งจะถูกความคิดฟุ้งซ่านของตนเองทำให้เกิดอาการตกใจกลัว ด้วยเพราะเหตุนี้จึงยิ่งไม่อยากฟังคนอื่นเปิดโปง กล่าวอย่างโมโหว่า “ผู้ใดตกใจกัน! ศิษย์พี่เจ้าสำนักมิใช่ว่าแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยเข้าถ้ำหลิงซีมาปิดด่านฝึกวิชาหรอกหรือ พอข้าเข้ามา ก็ถึงกับต้องตามมาแย่งชิงที่กับข้าด้วย!?”

เยวี่ยชิงหยวน “ข้ามิใช่ไม่เคยเข้ามา เมื่อก่อนก็เคยเข้า”

เสิ่นชิงชิวจับต้นชนปลายไม่ถูก “ผู้ใดสนว่าเจ้าเคยเข้ามาหรือไม่”

เยวี่ยชิงหยวนถอนใจ “ศิษย์น้อง เจ้าพูดให้น้อยลงสักคำสองคำ ตั้งอกตั้งใจปรับลมปราณให้คงที่จะได้หรือไม่?”

เทียนบนแท่นศิลาอันแห้งผากส่องแสงวับแวมสลัวๆ เสิ่นชิงชิวเดิมทีอยากต่อล้อต่อเถียง แต่พอเห็นภาพโดยรวมภายใจคูหาถ้ำที่เขาเลือกก็ต้องตกตะลึง หลุดปากไปว่า “ที่นี่เคยมีคนฆ่ากันตายมาก่อนหรือ”

บนผนังถ้ำล้วนเต็มไปด้วยรอยมีดฟันขวามจาม ดูราวกับแผลเป็นพาดตัดกันชั้นแล้วชั้นเล่าบนหน้าคน ดูสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวตอบมาจากด้านหลัง “ไม่มีหรอก ในถ้ำหลิงซีไม่อนุญาตให้มีการต่อสู้กัน”

นอกจากรอยกระบี่แล้ว ยังมีรอยเลือดสีแดงคล้ำเป็นปื้นอีกด้วย

บางแห่งดูเหมือนเอากระบี่แทงเข้าร่างจนเลือดสาดกระจาย บางแห่งดูเหมือนมีคนเคยเอาหน้าผากโขกกับผนังหินเพื่อร้องขออะไรบางอย่าง มีร่องรอยการโขกศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เสิ่นชิงชิวมองรอยเลือดสองสามแห่งที่เกือบจะกลายเป็นสีดำอยู่แล้ว “เช่นนั้น…ก็มีคนตายอยู่ในนี้หรือ”

ตอนที่พวกเขาสองคนอยู่ด้วยกัน มักจะเป็นเยวี่ยชิงหยวนที่คอยพูดจาไม่หยุดปาก ไม่เคยมีสถานการณ์ที่เยวี่ยชิงหยวนไม่พูดไม่จามาก่อนเลย เสิ่นชิงชิวไม่ชินอย่างมาก อยู่ๆก็ขนลุกเกรียว “…เยวี่ยชิงหยวน”

เยวี่ยชิงหยวน “ข้าอยู่นี่…”

เสิ่นชิงชิวกล่าวต่อ “อยู่แล้วทำไมถึงไม่ส่งเสียงสักแอะ”

เยวี่ยชิงหยวน “มิใช่ว่าพอข้าเปิดปาก ศิษย์น้องก็จะรำคาญหรอกหรือ”

เสิ่นชิงชิวหัวเราะเฮอะๆ “ใช่แล้ว เจ้ามันน่ารำคาญ ที่แท้เจ้าก็รู้ตัวนี่!”

แต่อย่างไรเขาก็ไม่อยากอยู่เงียบๆ ในที่มืดสลัวเช่นนี้ จึงได้แต่คุยเรื่องนี้ต่ออย่างฝืนใจเต็มที “ได้ยินว่าบางครั้งถ้ำหลิงซีเอาไว้ใช้ขังคนที่ธาตุไฟเข้าแทรก หลงเข้าสู่เส้นทางสายมาร เจ้าว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเป็นสถานการณ์แบบนี้”

เนิ่นนาน เยวี่ยชิงหยวนเพียงทำเสียงอืมเบาๆ ปิดปากเงียบไม่ออกความเห็น

เสิ่นชิงชิวถามไม่ได้ความ จ้องผนังถ้ำอยู่ครู่หนึ่งก็ลงความเห็นว่า “ดูท่าว่าคนๆนี้อยากออกไปให้ได้จริงๆ ดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่นายมากกว่าจะตายไป”

หากเลือดเหล่านี้เป็นเลือดของคนๆเดียวกัน ไม่ตายก็ร่อแร่แน่นอน

อยู่ เสิ่นชิงชิวก็รู้สึกว่ามือของเยวี่ยชิงหยวนที่ทาบกับไหล่ตนดูจะเคลื่อนไหวผิดไปจากปกติ เขาถามอย่างระแวง “เป็นอะไรไป”

ผ่านไปครู่ใหญ่ เยวี่ยชิงหยวนจึงค่อยกล่าวว่า “ไม่มีอะไร”

เสิ่นชิงชิวหุบปาก

เขามองไม่เห็นสีหน้าของเยวี่ยชิงหยวนที่อยู่ด้านหลัง แต่มือที่ส่งถ่ายพลังทิพย์ให้เขานั้น กลับเหมือนจะสั่นเบาๆ

6

ตอนเสิ่นชิงชิวฟื้นขึ้นมา ค่อยรู้สึกว่าบาดแผลบนร่างเย็นสบายขึ้นมาบ้าง ความปวดแสบปวดร้อนอันแสนทรมานระดับมีชีวิตอยู่มิสู้ตายก่อนหน้านี้บรรเทาลงไปไม่น้อย

เขาฝืนลืมตาขึ้นมาอย่างลำบากก็เห็นว่าเงาร่างของใครบางคนนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่ใกล้ๆ ก้มหน้าตรวจดูอาการของเขา

ชายเสื้อสีดำแผ่สยายอยู่บนแท่นศิลาสีขาว คลุมทับกระบี่ยาวเก่าคร่ำคร่าไม่สะดุดตาเล่มหนึ่ง มีขวดยาว่างเปล่าสองสามขวดล้มกลิ้งอยู่

กระบี่คือเสวียนซู่ คนผู้นั้นย่อมเป็นเยวี่ยชิงหยวน ใบหน้ายังคงหล่อเหลาอ่อนโยน แต่ซีดขาวกว่าปกติค่อนข้างมาก ทั้งดูอิดโรย เวลาเช่นนี้ ก็มีแต่เยวี่ยชิงหยวนที่ยังมาดูเขา

เสิ่นชิงชิวเอ่ยคำด้วยเสียงแหบแห้ง “เจ้าเข้ามาได้อย่างไร”

ลั่วปิงเหอไม่ต้องการให้เขาสุขสบาย แล้วยอมให้เยวี่ยชิงหยวนเข้าคุกน้ำมาช่วยรั้งลมหายใจได้อย่างไร

เยวี่ยชิงหยวนเห็นเขายังพูดได้ก็โล่งอก กุมมือเขาไว้พลางกล่าวเสียงต่ำ “ไม่ต้องพูดแล้ว รวบรวมปราณตั้งสมาธิ”

เขาอยากถ่ายพลังทิพย์ให้เสิ่นชิงชิว บาดแผลจะได้หายเร็วขึ้น คราวนี้เสิ่นชิงชิวมิได้สะบัดหนีเขาอีก เพราะในใจกำลังคิดว่า จริงซิ อย่างน้อยๆก็เป็นถึงเจ้าสำนักคนหนึ่ง ลั่วปิงเหอกับประมุขเฒ่าวังฮ่วนฮวาต่อให้มีท่าทีแข็งกร้าวอย่างไร ฉากหน้าก็ต้องให้เกียรติเขา 3 ส่วน

แต่คงยุ่งยากไม่น้อยกว่าจะเข้ามาได้

พลังทิพย์แล่นผ่านปากแผล ตรงบริเวณที่เนื้อหนังแหว่งวิ่นปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกเข็มเหล็กจิ้มถี่ๆ

เสิ่นชิงชิวกัดฟันแน่น แค้นจนต้องหัวเราะออกมา “ไอ้หมาพันทางลั่วปิงเหอ เหลี่ยมคูของมันกลับไม่น้อยเลยจริงๆ”

ได้ยินน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังเข้ากระดูกดำเช่นนี้ เยวี่ยชิงหยวนก็ถอนใจอีกคำรบหนึ่ง

ความจริงแล้วเยวี่ยชิงหยวนไม่ใช่คนชอบทอดถอนใจ แต่เสิ่นชิงชิวก็มักจะก่อปัญหาให้เขานั่งไม่ติดได้เสมอ

เขากล่าวอย่างอ่อนแรง “…ศิษย์น้อง เรื่องมาถึงป่านนี้…เจ้าทำไมถึงยังไม่ทบทวนความผิดของตัวเองสักนิดเล่า”

ต่อให้ทุบตีจนฟันหักต้องกลืนเลือดลงท้อง เสิ่นชิงชิวก็ไม่มีวันยอมรับผิดเด็ดขาด โดยเฉพาะต่อหน้าเยวี่ยชิงหยวน ยิ่งอย่าหมายว่าเขาจะยอมรับ

เสิ่นชิงชิวกล่าวด้วยความชิงชังว่า “ข้ามีความผิดอะไร ศิษย์พี่เจ้าสำนักช่วยบอกข้ามาที ลั่วปิงเหอมิใช่ไอ้หมาพันทางแล้วจะเป็นอะไร คอยดูไปเถอะ มันไม่พอใจแค่จัดการข้าคนเดียวหรอก วันหน้าหากโลกของผู้ฝึกวิชาเซียนเกิดความวุ่นวายปั่นป่วนขึ้นมาละก็ ความผิดอย่างเดียวของข้าก็คือ ไม่ได้เอากระบี่ฆ่ามันให้ตายเสียแต่แรก”

เยวี่ยชิงหยวนส่ายหน้า ราวกับคาดไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องเจอคำตอบแบบนี้จึงไม่คิดจะโน้มน้าวตักเตือนเขาอีก เรื่องถึงขั้นนี้ไม่ว่ากล่าวตักเตือนอย่างไรไปก็ไม่มีประโยชน์อันใดแล้ว

เขาถามขึ้นอย่างปุบปับว่า “ศิษย์น้องหลิ่วเป็นเจ้าฆ่าจริงๆหรือ”

เสิ่นชิงชิวไม่คิดจะพูดอะไรเพื่อเอาใจเขาเลยสักนิด

แต่ยังคงเหลือบมองสีหน้าเยวี่ยชิงหยวนแวบหนึ่งอย่างอดไม่อยู่

เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง และแล้วก็ชักมือที่เยวี่ยชิงหยวนกุมอยู่กลับมาโดยพลัน ยันกายลุกขึ้นนั่งบนพื้น

เยวี่ยชิงหยวน “เจ้ามักจะบอกว่ามีสักวันที่เจ้าจะต้องฆ่าเขา แต่ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าจะฆ่าเขาจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวเสียงเย็นชา “ตอนนี้เจ้ามิใช่คิดไปแล้วหรอกหรือ ฆ่าก็ฆ่าไปแล้ว ศิษย์พี่เจ้าสำนักมาตำหนิผู้แซ่เสิ่นเอาตอนนี้ ไม่รู้นึกว่าสายไปหน่อยหรือ หรือว่าท่านคิดจะจัดการข้าเพื่อสำนักเล่า”

เยวี่ยชิงหยวน “ข้าไม่มีสิทธิ์ไปกล่าวหาเจ้าหรอก”

สีหน้าและแววตาของเขาสงบนิ่งอย่างถึงที่สุด สงบเสียจนเสิ่นชิงชิวพาลโกรธขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก “เช่นนั้นเจ้าหมายความว่าอย่างไร!?”

“ศิษย์น้องเคยคิดหรือไม่ว่า หากเจ้าไม่ได้กระทำต่อลั่วปิงเหอเช่นนั้นแต่แรก ทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น”

เสิ่นชิงชิวหัวเราะลั่นอย่างอดไม่อยู่

“ศิษย์พี่เจ้าสำนักทำไมถึงพูดอะไรน่าขันเช่นนี้ เรื่องมันเกิดไปแล้วก็คือเกิดไปแล้ว ต่อให้ข้า ‘เคยคิด’ เป็นพันตลบหมื่นตลบ ก็ไม่มีคำว่า ‘ถ้าหากมิได้ทำเช่นนั้นเสียแต่แรก’ หรอก อย่างไรก็ไม่มีโอกาสที่จะแก้ไขกลับคืนมาแล้ว!”

เยวี่ยชิงหยวนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

เสิ่นชิงชิวรู้ว่าคำพูดของตนเป็นการปักมีดเข้าไปที่ทรวงอกเขา ตอนแรกก็นึกสะใจยิ่งนัก แต่พอเห็นเขาตกตะลึงจนทรุดลงไปนั่งแปะกับพื้น มองตนอย่างโง่งม ความสงบเยือกเย็นและองอาจสง่างามจึงมลายสิ้นไม่มีเหลือ ดูแก่ลงไปหลายปีในชั่วพริบตา ทันใดนั้นความรู้สึกอันแปลกประหลาดชนิดหนึ่งก็แล่นขึ้นสู่หัวใจของเสิ่นชิงชิว

อาจจะเป็นความสงสารเห็นใจ

เจ้าสำนักเยวี่ยแห่งชางฉยงซานผู้สุขุมตลอดศก ต่อให้ภูเขาไท่ซานถล่มลงมาตรงหน้าก็ไม่เคยแสดงอาการหวั่นไหว ขณะนี้ดูจนตรอกถึงปานนี้ อ่อนแอถึงปานนี้ ช่างน่าสงสารเห็นใจอยู่บ้างจริงๆ

ความรู้สึกสงสารเห็นใจที่เกิดขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้ ได้คลายปมบางอย่างที่อยู่ในใจเสิ่นชิงชิวมาตลอดหลายปีออกไป

จู่ๆเข้าก็คิดอย่างอิ่มเอมว่า เยวี่ยชิงหยวนทำดีและรักษาสัจจะกับเขาอย่างถึงที่สุดแล้ว

ต่อให้ในใจรู้สึกผิดอย่างไร ก็ชดเชยให้จนหมดสิ้นไปนานแล้ว

เสิ่นชิงชิวกล่าว “เจ้าไปเถอะ ขอบอกว่า ต่อให้ได้โอกาสใหม่อีกครั้ง ผลก็จะยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ดี ข้ามันจิตใจชั่วร้าย เต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาท วันนี้ลั่วปิงเหอต้องการให้ข้าไม่ได้ตายดี ทั้งหมดก็เป็นเพราะข้าก่อกรรมของข้าเอง”

เยวี่ยชิงหยวน “ตอนนี้ในใจของเจ้า ยังรู้สึกแค้นอยู่หรือไม่”

เสิ่นชิงชิวหัวร่อฮ่าๆ “ข้าน่ะ ต้องการจะเห็นผู้อื่นไม่มีความสุข ตัวข้าถึงจะมีความสุข ท่านจะว่าอย่างไรเล่า”

เยวี่ยชิงหยวนประคองเสวียนซู่ด้วยสองมือส่งให้เขา “หากว่ายังแค้นก็ชักเสวียนซู่ออกมาเอาชีวิตข้าไปเถิด”

เสิ่นชิงชิวกล่าวเย้ยหยัน “เจ้าสำนักเยวี่ย ฆ่าเจ้าที่นี่น่ะรึ เจ้ารังเกียจว่าลั่วปิงเหอยังตั้งข้อหาข้าไม่พอหรือไร จะว่าไป เจ้านึกว่าเจ้าเป็นใครกัน ฆ่าเจ้าแล้วข้าก็หายแค้นเลยหรือ ข้ามันเกินจะเยียวยาแล้ว ไม่ว่าอะไรข้าก็แค้นไปหมด อย่าตำหนิผู้แซ่เสิ่นที่เสียมารยาทหัวเราะขันเจ้าเลย เจ้าสำนักเยวี่ยนึกว่าตนเองเป็นยาดีหรือไร ออกจะหลงตัวเองไปหน่อยแล้ว!”

เขาพูดจาเยาะเย้ยถากถางอย่างโจ่งแจ้งถึงขนาดนี้ แต่เยวี่ยชิงหยวนทำราวกับฟังไม่เข้าใจ ไม่ยอมปล่อยมี ทั้งยังรวบรวมความกล้าร้องออกมาว่า “เสี่ยวจิ่ว ข้า…”

เสิ่นชิงชิวตวาด “อย่ามาเรียกข้าแบบนี้นะ!”

มือที่ชูกระบี่ของเยวี่ยชิงหยวนค่อยๆตกลง ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยกมือขึ้นมากุมมือใหม่ เพื่อถ่ายพลังทิพย์รักษาอาการบาดเจ็บให้เขาอย่างต่อเนื่อง

ราวกับความกล้าหาญถูกตีเตลิดหายไปแล้ว ครู่ต่อมา เยวี่ยชิงหยวนก็ไม่เอ่ยปากกล่าววาจาอีกเลย

สุดท้าย เสิ่นชิงชิวจึงกล่าวว่า “ขอบคุณศิษย์พี่เจ้าสำนักที่หยิบยื่นน้ำใจ เจ้าไปให้พ้นๆซะทีเถอะ ภายหน้าอย่าได้โผล่หน้ามาให้ข้าเห็นอีก”

เยวี่ยชิงหยวนเอาเสวียนซู่แขวนไว้ที่เอวใหม่อีกครั้ง ค่อยๆเดินออกไปดังที่เขาต้องการ

หากหนีรอดจากหายนะได้ ก็จงหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะหนีได้เถอะเจ้าสำนักเยวี่ย

นับจากนี้ไป ก็อย่ามาเกี่ยวข้องอะไรกับคนอย่างเสิ่นชิงชิวอีกเลย

7

เสิ่นชิงชิวใช้ตาที่เหลืออยู่ข้างเดียวจับจ้องประตูทางเข้าห้องใต้ดินเขม็ง ไม่รู้ว่าจ้องมาแล้วกี่วัน ในที่สุดลั่วปิงเหอก็มา

ต่อให้เป็นห้องใต้ดินที่อับชื้นและมืดสลัว ลั่วปิงเหอก็ยังหล่อเหลาสะอาดเอี่ยม ไร้ซึ่งฝุ่นละออง เขาเหยียบย่างไปตามคราบเลือดสีคล้ำฝังแน่นบนพื้น พลางกล่าวเสียงดังด้วยท่าทางยินดี

“เจ้าสำนักเยวี่ยไปตามนัดจริงๆ ต้องขอบคุณจดหมายเลือดอันโศกเศร้าสุดจะทนของซือจุนแล้ว หาไม่แล้ว ศิษย์คงไม่สามารถจัดการอย่างรวบรัดง่ายดายขนาดนี้แน่ เดิมทีคิดจะเอาศพของเจ้าสำนักเยวี่ยมาให้ซือจุนดูสักหน่อย จนใจที่ธนูบนร่างมีพิษประหลาด พอศิษย์เข้าไปใกล้ แตะเบาๆทีหนึ่ง เจ้าสำนักเยวี่ยก็…เฮ้อ ได้แต่เอากระบี่กลับมาเล่มหนึ่ง ขอมอบให้ซือจุนไว้ดูเป็นที่ระลึกก็แล้วกัน”

ลั่วปิงเหอโกหกเขา

ลั่วปิงเหอเป็นจอมลวงโลกที่พูดจาหน้าไหว้หลังหลอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำโดยไม่รู้สึกละอาย ถ้อยคำลวงโลกของเขามันช่างมากมายเกินไปแล้ว ดังนั้นคราวนี้เขาก็คงเล่นลูกไม้มาตบตาผู้คนอีกตามเคย

ลั่วปิงเหอนั่งลงบนเก้าอี้ที่ตั้งไว้ด้านข้าง นี่คือเก้าอี้ที่เขาเอาไว้นั่งมองเสิ่นชิงชิวแหกปากร้องโหยหวนโดยเฉพาะ เขาเป่าน้ำชาในถ้วยที่ยังร้อนกรุ่นออกความเห็นว่า “กระบี่ดีคู่กับผู้กล้า เสวียนซู่เป็นกระบี่ชั้นเยี่ยม ก็นับว่าเหมาะกับเจ้าสำนักเยวี่ยยิ่งนัก ทว่าในกระบี่เล่มนี้ ยังมีสิ่งที่

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Battle Sun Chapter 41
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 40
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 39
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: