Home Novel Novel Yaoi Yuri Scumbag System 91

Scumbag System 91

ตอนที่ 91

เทียนหลางจวินถูกคนเมินเสียแล้ว ไม่เป็นไร บางครั้งสาวใช้กับองครักษ์ประจำตัวก็แอบเมินหน้าหนีเขาอยู่บ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เขาร่ายโคลงออกมาอย่างเปี่ยมอารมณ์และน้ำเสียงเต็มพลัง แต่ไม่น่าจะถึงขนาดราคาลดลงมาเหลือ 3 ตำลึงก็ยังถูกเมินซิ

เทียนหลางจวินกล่าว “อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึงก็ได้ แม้กระทั่งหน้าตาข้าก็ยังไม่คุ้มราคา 3 ตำลึงหรอกหรือ”

อีกฝ่ายอึ้งไป มองดูหน้าเขาอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวยิ้มๆ “อืม พอคุ้มราคาอยู่จริงๆนั่นแหละ” นางกล่าวแฝงรอยยิ้มพลางสะบัดมือโยนเงินให้ 1 ตำลึงทอง

นับจากนั้นเป็นต้นมา ค่าใช้จ่ายของเทียนหลางจวินยามอยู่ในภพมนุษย์ก็เหมือนมหาอุทกภัยที่จ้องซัดโถมประตูเขื่อน ทำตามอำเภอใจอย่างน่าละอายเสียจนสุดจะทนดูไหว เขาหาเศรษฐีเป็นที่พึ่งได้แล้ว ขอเพียงจู๋จือหลางแบะก้นถุงใส่เงินที่โบ๋เบ๋ว่างเปล่าให้ดูด้วยสีหน้าเก้อกระดาก เขาก็จะวิ่งไปเคาะประตูบ้านของที่พึ่งท่านนั้นทันทีด้วยสีหน้าได้อกได้ใจ

จู๋จือหลางรู้สึกว่ามีตรงไหนสักแห่งไม่ปกติ เหมือนมีอะไรบางอย่างกลับตาลปัตรกัน

ทำไมซูซีเหยียนถึงได้เหมือนคุณชายผู้ร่ำรวยมีฐานะในหนังสือบทละครงิ้ว

ทำไมเทียนหลางจวินถึงได้เหมือนหญิงสาวที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมและหนีออกจากบ้านมาอย่างไม่ประสีประสาต่อเรื่องราวใดๆในโลก

แล้วทำไมตนถึงได้เหมือนสาวใช้ประจำตัวผู้รอบคอบที่ทำงานจุกจิกและคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายคุณหนูอย่างนั้นเล่า

จู๋จือหลางได้ลองเตือนจวินซั่งถึงตำแหน่งที่ดูกลับตาลปัตรเช่นนี้ เพื่อที่จะได้กอบกู้ศักดิ์ศรีของตนเองในฐานะที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดของเผ่ามาร แต่เทียนหลางจวินกลับมีความสุขกับความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งเลี้ยงดู อีกฝ่ายถูกเลี้ยงดูแบบนี้ ความกระตือรือร้นที่เมื่อก่อนเขามีให้กับมนุษย์ทั้งมวลโดยไม่ลืมหูลืมตา มาบัดนี้ทุ่มเทจนหมดสิ้นไปที่คนๆเดียว

ซูซีเหยียนเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึกแต่ก็วิเศษยอดเยี่ยมจนไม่อาจหาคำใดมาเปรียบได้

บางครั้ง นางจะพาพวกเขาไปเสาะหาของวิเศษหายาก ไปยังสถานที่สนุกน่าสนใจสารพัดแห่ง อย่างเช่น หนังสือต้องห้ามที่จู๋จือหลางไม่ว่าอย่างไรก็รวบรวมหามาได้ไม่ครบ เห็ดหลิงจือมหัศจรรย์ที่งอกอยู่ในถ้ำลับแห่งหนึ่ง ทะเลสาบน้ำค้างที่ใสแจ๋วราวแก้วผลึก นางคณิกาผู้มีฝีมือดีดผีผาเป็นเลิศแต่ไม่เป็นที่รู้จัก ยามหายหน้าไป 10 วัน ครึ่งเดือนก็ไม่เห็นร่องรอย ไม่ว่าอย่างไรก็หาไม่เจอ

ไม่พูดพร่ำ ไม่ลุ่มหลง ไม่คิดถึง มีเป้าหมายของตัวเอง ไม่เข้ามามีส่วนร่วม

เพราะมีสายเลือดเผ่างูอยู่ครึ่งหนึ่ง จู๋จือหลางจึงมีสัญชาตญาณตามธรรมชาติของสัตว์ เขารู้สึกอยู่รางๆว่าการเข้ามาของคนผู้นี้เป็นเรื่องอันตรายมาก

ไม่อ้อนแอ้นยวนใจตามแบบพิมพ์นิยมของหญิงสาวเผ่ามาร หากแต่มุ่งมั่น ไม่วอกแวก ดูสุภาพมีมารยาท แต่ก็เพียง ‘ดูสุภาพ’ เท่านั้น จู๋จือหลางไม่กล้าพูดว่าหากสู้กันขึ้นมาจริงๆ ตนจะสามารถเอาชนะนางได้หรือไม่

ภายใต้เปลือกนอกอันสุภาพคือความหยิ่งทะนงและเฉยชา ในหัวใจอันทะเยอทะยานซุกซ่อนแผนการเอาไว้ ในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจอันดับสองในวังฮ่วนฮวา นางจึงมีอำนาจสั่งการคนนับพัน และโลกของผู้ฝึกวิชาเซียนซึ่งมีวังฮ่วนฮวาและสำนักใหญ่อื่นๆอีกรวม 4 สำนักเป็นผู้นำนั้น ก็เป็นศัตรูคู่อาฆาตกับเผ่ามารมาแต่โบราณจวบจนปัจจุบัน สำหรับพวกเขาแล้ว ซูซีเหยียนก็คือบุคคลอันตรายอย่างแท้จริง

จู๋จือหลางนำข่าวที่สืบได้ไปบอกเทียนหลางจวิน ทว่าเทียนหลางจวินหาได้สนใจสักนิดไม่

หากเขาหมกมุ่นกับสิ่งใดขึ้นมาก็จะทุ่มสุดตัวอย่างลืมเป็นลืมตาย หาใช่เพราะไม่รู้เส้นสนกลใน แต่เป็นเพราะไม่เคยนึกระแวงต่างหาก

ราคาที่ต้องจ่ายออกไปเพราะ ‘ไม่ระแวง’ ก็คือถูกสะกดไว้ใต้บรรพตน้ำค้างขาวโดยไม่เห็นเดือนเห็นตะวันตลอดเวลาสิบกว่าปี ไม่มีโอกาสจะได้เงยหน้าอ้าปากอีกเลย

…………………………..

“ข้าอยากฆ่าคน”

ในสิบกว่าปีที่ผ่านมา เทียนหลางจวินจะกล่าวย้ำประโยคนี้มากที่สุด ทั้งที่เมื่อก่อน สิ่งที่เทียนหลางจวินชอบมากที่สุดก็คือคน เขาเลยไม่เคยฆ่าคน

เพราะไม่มีปราณมารอันแข็งแกร่งมาค้ำจุณการแปลงร่างคนของเขา จู๋จือหลางจึงคืนร่างกลับเป็นคนครึ่งงูอีกครั้ง ทุกครั้งที่เห็นเขาเลื้อยไปเลื้อยมาตามพื้นอย่างลำบาก เทียนหลางจวินจะสะบัดเสียงใส่เขา ‘ไสหัวไป’

จู๋จือหลางก็จะกระดืบร่างออกไปเงียบๆ เสาะหาสถานที่ด้านนอกที่แสงเดือนแสงตะวันส่องมาไม่ถึง ฝึกเลื้อยของเขาไป ด้วยความที่ไม่ได้เลื้อยมาหลายปี

จวินซั่งกลายเป็นคนอารมณ์ร้ายอย่างสุดจะจินตนาการ แต่สักนิดจู๋จือหลางก็ไม่เคยนึกโกรธหรือน้อยใจแต่อย่างใด

ความหมายของคำว่า ‘ไสหัวไป’ ของเทียนหลางจวินก็คือบอกให้เขาไสหัวกลับไปภพมาร ไสหัวกลับไปแดนใต้ ไสหัวกลับบ้านเก่าของเขา ไสหัวไปที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องมาคอยปรนนิบัติรับใช้ข้างกายเทียนหลางจวินอีก

เทียนหลางจวินไม่อาจทนให้คนอื่นมาเห็นเขาในสภาพจนตรอกและตกอับ สภาพที่จะอยู่ก็ไม่ได้จะตายก็ไม่อาจเช่นนี้ เขาเกิดมาก็เป็นองค์ชายรัชทายาทผู้สูงส่งที่สุดของเผ่ามาร ไม่เคยต้องเจอความทุกข์ยากลำบาก มักจะดูภูมิฐานและสบายอยู่ตลอดเวลา ปฏิเสธทุกอย่างที่รสนิยมต่ำอันอาจจะมาทำลายภาพลักษณ์ของเขาได้ แล้วไหนจะนิสัยรักสะอาดหยิบโหย่งของเขาอีกเล่า เขาไม่ชอบอะไรที่ไม่น่าดู แต่ความจริงแล้ว เขาในตอนนี้ไม่น่าดูยิ่งกว่าใครทั้งหมดด้วยซ้ำ

ถูกล่ามด้วยโซ่เหล็ก 72 เส้นในสภาพที่เลือดอาบไปทั้งตัว ภายใต้ผนึกอาคม 49 ชั้น ทำได้แค่มองสังขารตัวเองค่อยๆเน่าเปื่อยลงไปทุกวัน ทว่าสติสัมปชัญญะยังคงแจ่มชัดอย่างสุดจะเปรียบ แม้กระทั่งอยากจะสลบให้มันหมดเรื่องหมดราวไปก็ทำไม่ได้

ผู้ฝึกวิชาเซียนเหล่านั้นฆ่าเขาไม่ได้ ก็เลยพยายามทรมานเขาทั้งเป็นทุกวิถีทาง สภาพครึ่งคนครึ่งงูในเวลานี้ของจู๋จือหลางเกรงว่าคงจะน่ามองกว่าเทียนหลางจวินในสภาพแบบนี้อยู่หน่อยด้วยซ้ำ

หลังจากคืนร่างเดิม จู๋จือหลางก็พูดไม่ได้อีก เทียนหลางจวินเลยเริ่มพูดกับตัวเอง ทุกๆวัน เขาจะใช้เวลาเกือบครึ่งกล่าวบทสนทนาและร้องเพลงในหนังสือละครงิ้วซ้ำไปซ้ำมา บางคราวเทียนหลางจวินกำลังร้องเพลงอยู่ ก็หยุดชะงักกะทันหันราวกับลำคอถูกปาด จู๋จือหลางรู้ดี นี่จะต้องเป็นเพลงงิ้วสักเรื่องที่ซูซีเหยียนเคยพาพวกเขาไปดู

แต่หลังจากหยุดชะงักไปครู่ใหญ่ เทียนหลางจวินก็จะแหกปากร้องต่อโดยใช้เสียงสูงขึ้นไปอีก ท่วงทำนาองอันไพเราะเพราะพริ้งถูกดึงจนยืดยานอยู่ในหุบเขาเปลี่ยวร้างไร้ผู้คนและในลำคออันแหบแห้ง ยืดยานและเศร้าสร้อย

จู๋จือหลางพูดไม่ได้ ไม่อาจบอกให้เขา ‘อย่าร้องเลย’ ไม่อาจยกมือขึ้นปิดหู จะได้ไม่ต้องได้ยินเสียงนี้ จึงเข้าใจแล้วว่า ‘สิ้นไร้ซึ่งกำลัง’ มันเป็นอย่างไร

ในเมื่อเจ็บปวดใจ ในเมื่อทุกข์ทรมานแล้วจะฝืนตัวเองไปไย

สิ่งที่เขาทำได้ มีเพียงคาบไบไม้ตักน้ำจากทะเลสาบน้ำค้างทีละนิดๆมาล้างบาดแผลที่ไม่มีวันหายบนร่างของเทียนหลางจวินด้วยความมุ่งมั่นวันแล้วันเล่า

ในสิบกว่าปีนี้ พวกเขาไม่เคยรู้ถึงการมีตัวตนของลั่วปิงเหอเลย ซูซีเหยียนมิได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมามีอำนาจอย่างที่คาดการณ์ หากแต่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่รู้ไปอยู่แห่งหนไหน กระทั่งในช่วงเวลาอันยาวนานหลังจากพานพบแสงสว่างอีกครั้ง พวกเขาก็ยังไม่รู้

ด้วยเหตุนี้ตอนที่จู๋จือหลางได้เห็นใบหน้านั้นเป็นครั้งแรกที่แดนใต้ เขาตกตะลึงเสียจนลืมทำธุระสำคัญของตนที่ได้รับมอบหมายมา หลังจากสู้กันยกหนึ่ง เขาก็ตรงดิ่งกลับไปรายงานเทียนหลางจวินทันที

ดังนั้นจึงเกิดการปะทะกันขึ้นในสุสานศักดิ์สิทธิ์

พอคายเสิ่นชิงชิวออกจากปากมาวางกับพื้นเรียบร้อย เทียนหลางจวินจ้องมองจู๋จือหลางที่กำลังตั้งอกตั้งใจใช้พัดพัดเตาที่ย่างหินภูเขาไฟอยู่

“เจ้าว่าเขาเหมือนข้าหรือเหมือนนางกันแน่”

‘เขา’ กับ ‘นาง’ นี้ จู๋จือหลางรู้ดีว่าหมายถึงผู้ใด เขาตอบว่า “จวินซั่งมิใช่เคยบอกไว้แล้วหรือขอรับ ‘เหมือนแม่เขา’ ”

เทียนหลางจวินส่ายหน้า กล่าวยิ้มๆว่า “ท่าทางที่แกล้งทำเป็นเย็นชานั่นน่ะ…”

ความจริงพวกเขาทราบดีว่า ความอาลัยอาวรณ์และโหยหาต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ และไหนจะนิสัยดื้อรั้นเด็ดขาด ให้ตายก็ไม่ยอมเหลียวหลังของลั่วปิงเหอนั้นเหมือนเทียนหลางจวินเสียมากกว่า

เทียนหลางจวินเอามือข้างหนึ่งเท้าคาง มองเสิ่นชิงชิวที่หลับตาอยู่ ถอนใจกล่าวว่า “แต่เขากลับโชคดีกว่าข้ามาก”

นับว่าโชคดีแท้ ผู้ที่ลั่วปิงเหอถึงตายก็ไม่ยอมปล่อยมือนี้ไปเป็นคนเช่นเสิ่นชิงชิว อย่างน้อยเสิ่นชิงชิวจะไม่มีทางระดมผู้ฝึกวิชาเซียนทั่วหล้ามาจองจำลั่วปิงเหอไว้ใต้ชางฉยงซานเป็นแน่

กอปรกับในโลกนี้ ผู้ที่ไม่เคยใช้สายตารังเกียจขยะแขยงมามองหน้าตาอันอัปลักษณ์ของจู๋จือหลางยังมีเพียงแค่สองคน คนหนึ่งคือเทียนหลางจวิน อีกคนก็คือเสิ่นชิงชิว

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ว่าอย่างไร เจ้าอยากแย่งชิงความโชคดีนี้มาหรือไม่”

จ้องมองอยู่เป็นนานจึงค่อยเข้าใจความหมายของเทียนหลางจวิน จู๋จือหลางหน้าแดงแจ๋ “จวินซั่ง!”

เทียนหลางจวินกล่าวเสริม “แย่งเลยๆ เจ้าเป็นเผ่ามารนะ ยังจะมาพิถีพิถันเรื่องมากอะไรอีก มิหนำซ้ำยังเป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องเท่านั้นเอง กลัวอะไร เจ้าศักดินารุ่นก่อนของสกุลโม่เป่ยยังแย่งภรรยาน้องชายแท้ๆของตัวเองมาอย่างโอ่อ่าผ่าเผยเลย”

จู๋จือหลางกล่าวว่า “ข้าไม่เคยมีความคิดแบบนั้น”

เทียนหลางจวินกล่าวอย่างประหลาดใจ “เช่นนั้นทำไมเจ้าต้องหน้าแดง”

จู๋จือหลางกล่าวอย่างอดทน “จวินซั่ง…หากท่านใช้ข้าไปรวบรวมหนังสือพรรค์นั้นให้น้อยลง หรือไม่ก็อย่ามาเรียกให้ข้าไปดูด้วยกัน หรือไม่ก็อย่ามาอ่านออกเสียงบังคับให้ข้าฟังซ้ำไปซ้ำมา บ่าวของท่านก็ย่อมจะไม่หน้าแดงหรอกขอรับ”

เรื่องพวกนี้นี่แหละที่ทำให้เขามักจะได้ยินเสียงสะท้อนแปลกประหลาดอยู่ในหู และไม่กล้ามองเสิ่นเซียนซือตรงๆ โดยไม่มีพิรุธในใจได้

เขารู้ดีว่าเหตุใดเทียนหลางจวินถึงชอบหยอกล้อให้เขาได้อายเช่นนี้ เบื้องหลังการหยอกล้อนั้น ยังมีเจตนาที่จะหยั่งเชิงและยุยงอยู่ด้วย

นับจากวันนั้นที่ได้ออกมาจากบรรพตน้ำค้างขาว เทียนหลางจวินไม่มีความคิดที่จะใช้ร่างนี้นานนัก ทั้งไม่ได้ครุ่นคิดแผนการสำหรับวันข้างหน้าด้วยซ้ำ

แต่พอได้พบตัวเสิ่นชิงชิว เทียนหลางจวินก็เกิดความรู้สึกเหมือนจะโล่งอกอยู่ในที เขาคิดว่า ‘ในที่สุดหลานชายโง่งมคนนี้ก็มีผู้รับช่วงต่อแล้ว’

สมองทึ่มๆของจู๋จือหลางได้แต่หมุนเพื่อผู้อื่น ไม่เคยคิดอ่านเพื่อตัวเอง หากสามารถเปลี่ยนคนให้เขาติดตาม หลังจากเทียนหลางจวินทำตัวเองจนตายจากไปแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ต้องถึงกับอยู่อย่างเคว้งคว้างในโลกใบนี้ เขารู้สึกว่าเสิ่นชิงชิวดูจะเป็นผู้นำที่ไม่เลวนัก ไม่ว่าความนับที่อยู่ในคำ ‘ผู้นำ’ จะเป็นอะไรก็ตาม

ด้วยความวางใจอันน่าพิศวงนี้ เทียนหลางจวินเลยยิ่งถลุงปราณมารอย่างเต็มที่ การผุกร่อนของร่างกายนับวันมีแต่จะเร็วขึ้น…เร็วขึ้น แขน นิ้วและอะไรต่อมิอะไรคอยจะหลุดร่วงลงมาอยู่เป็นประจำ จนจู๋จือหลางร้อนใจแทบหัวหมุนเพื่อหาวิธีกอบกู้ร่างให้เขา

คราวนี้เขาลองใช้เข็มกับด้ายมาเย็บแขนติดเข้าไป เทียนหลางจวินปล่อยให้เขาจับแขนแล้วเอาเข็มแทงเข้าแทงออก “สัญชาตญาณของเจ้ามักจะแม่นยำมาตลอด

จู๋จือหลางรับคำ เทียนหลางจวินกล่าวต่อ “เจ้าว่าข้ากับลั่วปิงเหอใครจะแพ้ใครจะชนะ”

เขากล่าวช้าๆ หลังจากเงียบกันอยู่นาน “เจ้าไม่พูดข้าก็รู้ ข้าแพ้แน่”

จู๋จือหลางเอาปากกัดด้ายให้ขาด แล้วขมวดปม

เทียนหลางจวินเอ่ยทีเล่นทีจริงว่า “หลังจากนี้ไปเจ้ามิสู้ติดตามเจ้ายอดเขาเสิ่นเถอะ เขาสามารถคุ้มครองลั่วปิงเหอได้ ก็สามารถคุ้มครองเจ้าได้อีกคนเช่นกัน”

จู๋จือหลางกล่าวว่า “นอนเถอะขอรับ จวินซั่ง”

เทียนหลางจวินยังคงพูดเหลวไหล “ค่ำนี้เจ้ามิใช้ต้องไปที่กระโจมของเจ้ายอดเขาเสิ่นเพื่อถอนไยไหมอารมณ์หรอกหรือ วันนี้เจ้าก็ได้ยินที่ข้าถามเขาแล้วว่าเคยซวงซิวกับลั่วปิงเหอหรือไม่ เขาทำท่าแบบนั้น มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไม่เคย ชิงลงมือก่อนย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบ เจ้าเข้าใจความหมายของข้าหรือไม่”

จู๋จือหลางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน โน้มตัวลงไปถอดรองเท้าเขา กลับคว้าได้แต่อากาศวืด

เทียนหลางจวินงอขาขึ้น เอาเท้าเหยียบบนหนังสัตว์ ถามเป็นจริงเป็นจังว่า “ข้าต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถโจมตีมโนธรรมของเจ้า ให้เจ้าหมดหวังในตัวข้า จนยอมจากไปด้วยความเศร้าเสียใจได้”

จู๋จือหลางกล่าวว่า “ท่านดูงิ้วและอ่านหนังสือบทละครมากเกินไปแล้ว มุกนี้มันเก่าไปเสียแล้วขอรับ มโนธรรมของบ่าวไม่ว่าอย่างไรท่านก็ไม่มีทางโจมตีได้สำเร็จแน่นอน ดังนั้นก็นอนเสียเถอะขอรับ จวินซั่ง”

เทียนหลางจวินกล่าวว่า “ข้าไม่อยากนอนเร็วขนาดนี้นี่ เจ้ารีบไปที่กระโจมของเจ้ายอดเขาเสิ่นเร็วเข้า เดี๋ยวข้าจะตามไปดูพวกเจ้า”

จู๋จือหลางกล่าวอย่างหมดปัญญา “จวินซั่ง ท่านนี่ช่างเอาแต่ใจตัวเองจริงๆ ชอบก่อความวุ่นวายสุ่มสี่สุ่มห้า คิดอะไรเปะปะ ดีแต่ออกความคิดไม่เข้าท่า”

เทียนหลางจวินเอ่ยตอบ “ตลอดหลายมีมานี้ข้าก็เอาแต่ใจตัวเองแบบนี้มาตลอดอยู่แล้วมิใช่หรือ ถ้าเช่นนั้นก็ทิ้งข้าไปเสียเลยดีไหมเล่า”

จวินซั่งวันนี้ดูราวกับคนเมา ความสามารถในการทำให้ผู้คนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเพิ่มพูนขึ้นมา 10 เท่า จู๋จือหลางโคลงศีรษะ ยื่นมือออกไปคว้าอยู่ห้าหกครั้งกว่าจะได้รองเท้าเขามาในที่สุด แล้วจับถอดออกกล่าวย้ำว่า “นอนเถอะขอรับ จวินซั่ง”

เทียนหลางจวินถูกเขาจับกดตัวให้ลงนอนกับตั่ง บังคับห่มผ้าให้ กล่าววิพากษ์วิจารณ์ว่า “เจ้านี่ยิ่งนับวันยิ่งทำตัวเหมือนแม่นมเข้าไปทุกทีแล้ว”

เขาเอ่ยต่อพลางถอนใจ “เจ้านึกว่าทั้งหมดนี้ลุงล้อเจ้าเล่นหรือ เจ้าทั้งไม่ห้ามให้ลุงหยุดมือ ทั้งไม่หาทางถอยให้กับตนเอง จู๋จือหลาง เจ้าเป็นเสียเช่นนี้ ภายภาคหน้าจะทำอย่างไร”

………………………….

ทำอย่างไรก็เกลียดมนุษย์ไม่ลงจริงๆนะนี่” เทียนหลางจวินกล่าวเช่นนี้ต่อเสิ่นชิงชิว

พอได้ฟังประโยคนี้ ในใจของจู๋จือหลางก็รู้สึกยินดีกับเขาจริงๆ

ในที่สุดจวินซั่งก็ยอมรับแล้วว่าความคิดที่แท้จริงของเขานั้นไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ในที่สุดก็ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองแล้ว

ท่ามกลางเศษซากหินที่ตกลงมา เทียนหลางจวินกล่าวพึมพำว่า “เฮ้อ จู๋จือหลาง สภาพเช่นนี้ของเจ้า ดูอย่างไรก็ไม่ดีเอาเสียเลย”

ไม่เห็นต้องมาบ่นเลย มันคิด มันยังมีแรงอยู่อีกนิดหน่อยพอจะต้านทานได้ มันจะไม่ยอมให้จวินซั่งตายไปพร้อมกับมันเด็ดขาด เช่นนั้นก็ไม่ต้องกังวลหรอก ว่าตายพร้อมกับมันจะไม่น่าดู

หลังจากเสียงกัมปนาทเลื่อนลั่น เทือกเขาฝังกระดูกก็ระเบิดกลายเป็นฝุ่นฟุ้ง งูยักษ์ตัวหนึ่งร่วงลงสู่ใจกลางแม่น้ำลั่วที่ทอประกายสีเงินระยิบระยับ

ความจริงเสิ่นชิงชิวไม่ทันได้ฟังคำพูดของเทียนหลางจวินให้จบ หลังจากนั้นยังมีอีกประโยคหนึ่งที่กล่าวด้วยเสียงแผ่วต่ำ มีเพียงจู๋จือหลางเท่านั้นที่ได้ยิน

เขากล่าวว่า “กระนั้น การจะรักใครสักคนหนึ่ง ทำไมมันถึงได้ยากลำบากปานนี้หนอ”

จู๋จือหลางในเวลานั้นยิ้มไม่ออกแล้ว พูดก็พูดไม่ได้ ได้แต่ทำท่าครุ่นคิด แลบลิ้นแพร่บๆจนหน้าเทียนหลางจวินเต็มไปด้วยน้ำลายงู

มันคิดว่า ยากลำบากจริงๆนั่นแหละ

ถึงกระนั้น สั่งให้หัวใจหยุดรักกลับยากยิ่งกว่า

ตอนพิเศษ

บันทึกการผจญภัยของ ต่าเฟยจี

เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีเป็นนักเขียนนิยายฮาเร็มคนหนึ่ง

เป็นนักเขียนนิยายฮาเร็มผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง

ขนาดบนเว็บนิยายจงเตี่ยนที่มีนักเขียนระดับมหาเทพวิ่งกันให้เพ่นพ่าน เทพเล็กเทพน้อยเกลื่อนกลาดราวกับต้นหญ้า ก็ยังเป็นนักเขียนนิยายฮาเร็มที่ถูกคนยกขึ้นมาพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง

ความเด็ดเดี่ยวและความมุ่งมั่นในการรักษาความเร็วมือระดับอุลตร้าไฮสปีดให้อัพนิยายได้มากกว่าวันละหนึ่งหมื่นตัวอักษรมาตลอดระยะเวลา 3 ปี อีกทั้งความบ้าพลังขั้นเย้ยฟ้าท้าปฐพีในการอัพเรื่องทีละ 8 บทเป็นครั้งเป็นคราวนั้น สำหรับนักเขียนโนเนมที่ดาษดื่นแล้ว นั่นก็คือเทพนิยายที่ได้แต่มองแต่ไม่อาจเอื้อมถึง คือตำนานที่อาจไปพานพบเข้าแต่ไม่อาจร้องขอได้นั่นเอง

ไหนจะยังมาสายฮาเร็มที่ศิลธรรมจรรยาเหมือนกับโดนหมากินไป ผนวกกับการวางพล็อตที่ไอคิวเหมือนถูกหมากินไปอีกเช่นกัน แต่สิ่งเหล่านี้ดันกลายเป็นจุดเด่น เป็นโลโก้ของเขาซึ่งนักอ่านนับพันนับหมื่นกล่าวขานถึง

สำหรับผลงานของเขานั้น คำวิจารณ์ได้รับมากที่สุดคือ ‘นิยายปัญญาอ่อน ก็คือนิยายปัญญาอ่อนวันยังค่ำ! แต่มันฟินไง!’

ถูกต้อง ผลงานเรื่องใหม่ล่าสุดของเซี่ยงเทียนต่าเฟยจี ‘เทพมารอหังการ’ ถือเป็นนิยายซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวที่คนด่าก็มาก แต่คนติดตามอ่านยิ่งมีมากกว่า ของแบบนี้แหละ ที่เขาเรียกกันว่า ‘นิยายฮิตที่ไม่มีใครมาสรรเสริญ’

คนชอบก็จะชอบเอามากๆ ส่วนคนเกลียดนั้น ต่อให้เหยียบจนจมกองขี้แล้วถ่มน้ำลายรดอีกทีก็ยังไม่หายเดือด นิยายที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ลักษณะนี้ มักจะเป็นสนามรบของเหล่าแฟนๆ กับคนที่เกลียดชังเสมอ

อย่างเช่นตอนนี้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจี ทางหนึ่งกำลังแต่งนิยายตอนต่อไปของวันนี้โดยไม่ใช้หัวสมองอย่างเมามัน อีกทางก็เปิดห้องแชทของเว็บนิยายดังเตรียมจะกระหน่ำโพสต์ข้อความขยะเสียหน่อย เขากวาดตาอ่านผ่านๆรอบหนึ่ง ปราดแรกก็ทำเอาตะลึงอึ้งเหวอทันที ด้วยกระทู้ที่มีชื่อนิยายและนามปากกาของเขาแถมแปะป้าย ‘Hot’ ซึ่งแผ่รังสีโจมตีอันร้อนระอุอยู่นั้น กำลังเป็นกระทู้ที่มีการถกเถียงกันอย่างดุเดือดบนหน้าแรกเลยทีเดียว

สถานการณ์ที่ชาวบ้านกำลังตบตีกันอยู่เช่นนี้ เขาใช่ว่าเพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรก เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีนั้นเป็นพวกขามุงที่กลัวแต่จะไม่มีเรื่องใหญ่โตให้ดูอยู่แล้ว จึงคลิกเปิดอ่านอย่างลั้นลา

จริงเสียด้วย ยังคงตำรับที่คุณคุ้นเคย รสชาติที่คุณคุ้นลิ้นของแท้เลยทีเดียว

1 # อ่านหนังสือสิบปีลับกระบี่หนึ่งเล่ม [เจ้าของกระทู้] :

อ่านนิยายในเน็ตมาเกือบจะ 10 ปี ไม่เคยเจอนิยายผู้ฝึกวิชาเซียนเรื่องไหนกากยิ่งกว่า ‘เทพมารอหังการ’ เลยจริงๆ เอ่อ ไม่ซิ ไอ้ที่ทั้งวันแม่งมีแต่กินๆนอนๆ รับหญิงเข้าฮาเร็มเนี่ยนะ อย่าได้มาบอกกันเชียวว่าคือนิยายผู้ฝึกวิชาเซียน ลอจิกเน่าๆ สไตล์การเขียนเน่าๆ ศีลธรรมของนักเขียนก็เน่า เช็ดแม่เอ๊ย [โกรธ] [โกรธ] [โกรธ] คนที่ชอบอ่านนิยายเรื่องนี้ช่วยเข้ามาบอกทีเถอะ ชอบอ่านกันเข้าไปได้ไงวะ คนที่ชอบอ่านต้องเป็นคนแบบไหนกันนี่ ใครที่เที่ยวเอาเรื่องนี้ไปแนะนำให้คนอื่นอ่านนี่มีความแค้นใหญ่หลวงกับผู้คนขนาดนี้เลยเรอะ ทนไม่ไหวจริงๆ เลิกอ่านไปแล้วเนี่ย!

2 #

ฉันอยากด่ามานานแล้ว [มือสั่น] …ระดับฌานแบบของเขานี่ จะกำหนัดไปทำไมไม่ทราบ จะจินตานจะหยวนอิง ไม่ได้ต่างอะไรกับคนธรรมดาทั่วไปเลย ทุกครั้งที่อ่าน เป็นต้องเจอฉากเดี๋ยวก็กิน เดี๋ยวก็นอน เลยทนอ่านต่อไม่ไหว ระดับฌานนี่มีเอาไว้เป็นแค่ของประดับตกแต่งเท่านั้นเลยมั้ง ส่วนพวกมุกตบหน้าพวกตัวโกงให้หงายเงิบแค่ครั้งสองครั้งก็ยังโอเคนะ แต่ถ้าตบซะจนเป็นสูตรตายตัวก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว สรุปคือ ไม่ได้มีความฟินอะไรขนาดนั้นอย่างที่เขาว่ากันเลย รู้สึกว่ามีแต่ราคาคุย

แต่ติ่งนิยายเรื่องนี้ดุมากนะ เดี๋ยวพวกเขาคงได้เข้ามารุมคุณแน่ จขกท.ดูแลตัวเองเน้อ ส่งฝากระทะให้คุณไว้คลุมหัวละกัน เผ่นละ

3 # มือกระบี่อยากจะเผือก :

เขียนออกมาได้โคตรกาก คนอ่านแม่งก็งี่เง่า

4 # โทษของเจ้าไม่อาจอภัย

คห.บนด่าใครว่างี่เง่า หย่อนการอบรมจริงๆ

5 # คิดถึงจนตาลายมองแดงผิงเป็นเขียว* :

(คิดถึงจนตาลายมองแดงผิดเป็นเขียว มาจากบทกวี ความหมายก็คือ มัวแต่เฝ้าคิดถึงชายที่รัก จนตาลายมองสีแดงเป็นสีเขียว อีกนัยหนึ่งคือ สาวน้อยที่เฝ้าคิดถึงรอคอยชายหนุ่ม จนเวลาล่วงผ่านจากวัยที่เหมือนบุปผาสีแดงสดใส จนดอกร่วงหล่นเหลือแต่ใบเขียว)

ก่อนเปิดอ่านกระทู้นี่ก็รู้เลยว่าต้องออกมาแนวนี้ เมาท์เรื่องนี้ทีไรเป็นต้องตีกันทุกที ไม่เคยมีเว้นสักครั้งเลยจริงๆ ยกเก้าอี้มานั่งรอเผือก

6 # โทษของเจ้าไม่อาจอภัย :

คือรำคาญมากอ่ะ ตีกันได้ตลอด ไม่รู้จะทะเลาะอะไรกันนักหนา คุณไม่ขอบก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นเขาจะไม่ชอบนะ เหตุผลง่ายๆแค่นี้เอง ชอบอ่านก็อ่าน ไม่ชอบอ่านก็ไปให้พ้นๆ เก่งจริงก็ไปแต่งนิยายเองเลยปะ คำว่า YOU CAN YOU UP นี่เข้าใจมั้ย เจ้าของกระทู่อ่านไม่จบก็มาตั้งกระทู้ด่า ด่าเพราะสักแต่ว่าอยากด่านี่มันสนุกเหรอ

7 # อ่านหนังสือสิบปีลับกระบี่หนึ่งเล่ม :

เด็กประถมมาเองเลยนะนี่ U CAN U UP มาเชียว โถๆ หัวเราะพลางลูบหัวน้องด้วยความเอ็นดู เป็นเด็กเป็นเล็กตั้งใจเรียนก่อนเถอะหนู โรงเรียนยังไม่ปิดเทอมแล้วมาป่วนกระทู้นี่จะดีรึ ทำการบ้านไม่เสร็จระวังคุณครูจะเอาไปฟ้องผู้ปกครองนะ ‘คุณชอบก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นเขาจะต้องชอบด้วยนิ’ เอาประโยคนี้แหละคืนให้เลย อีกอย่าง ขี้หมาไม่จำเป็นต้องกินให้หมดถึงจะรู้ว่าเป็นขี้หมา OK?

8 # กระพรวนน้อยของซาหัวหลิง :

[หัวใจ] [น้ำลายไหล] [น้ำลายไหล] ไม่เห็นว่านิยายเรื่องนี้มันจะกากอย่าง จขกท.ว่าเลย รักนิยายเรื่องนี้ รักน้องซา I love you~~~

9 # เจวี๋ยซื่อหวงกวา [ผู้เชี่ยวชาญ*] :

(ผู้เชี่ยวชาญ เป็นตำแหน่งของเจวี๋ยซื่อหวงกวาประจำห้องแชท ในบอร์ตจะมีหลายตำแหน่ง มีแอดมิน มีผู้เชี่ยวชาญเป็นต้น)

เข้าใจความรู้สึกของจขกท.เลย ช่วงนี้ผมอ่านนิยายเรื่องนี้อยู่ แม่งโคตรยาว มีแต่น้ำท่วมทุ่ง

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: