Scumbag System 93

0 Comments

ตอนที่ 93

แต่พอทะลุมิติมา ส่วนที่หดหายไปเหล่านั้น ก็จะถูกโลกใบนี้เติมเต็มให้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นท่านเฟยจีจึงสูญเสียความได้เปรียบของการรู้ทุกอย่างล่วงหน้าไปจนหมดสิ้น เมื่อพล็อตเริ่มเดินหน้าไปอย่างแท้จริง กว่าจะเข้าใจสถานการณ์ได้เขาก็ข้าไปหลายก้าวเสมอ

ศิษย์พี่ X ชักกระบี่ออกจากฝัก (ซึ่งศิษย์อันติ้งเฟิงไม่เคยมีโอกาสได้ชักกระบี่กับใครเขามา 800 ปีได้แล้ว) ตวาดด้วยเสียงอันดัง “ปีศาจจากที่ไหนช่างบังอาจนัก”

ศิษย์พี่ทุกคนล้วนตื่นเต้นไปตามๆกัน ทยอยชักกระบี่ออกมา “กล้าดีอย่างไรมาปรากฏตัวต่อหน้าศิษย์ชางฉยงซาน”

โม่เป่ยจวินเห็นชัดว่าอารมณ์ไม่ดีอย่างมาก กระทั่งจะรอให้ลิ่วล้อตัวประกอบได้พูดบทออกฉากตามแพทเทิร์นให้จบก่อนก็ไม่ยอมรอ เสียงดีดนิ้วดังขึ้น

ธนูน้ำแข็งแฉลบผ่านไปราวกับสายลม ศีรษะคนร่วงลงพื้นดับตุบตับ

ซั่งชิงหัว ใจหนึ่งกรีดร้องโหยหวน น่ากลัวเป็นบ้า!

อีกใจหนึ่งตะโกนก้อง แต่หล่ออ่ะ! หล่อชิบเป๋ง!!!

แต่จะหล่อจนเทวดาตะลึงผีสางสะอื้นไห้ยังไง หากวันข้างหน้าจะต้องถูกท่านผู้นี้ฆ่าอย่างหนีไม่พ้น ซั่งชิงหัวก็ไม่เอาด้วยเด็ดขาด

ทันใดนั้น ศิษย์พี่ X ก็ผลักไหล่เขา “ยังไม่รีบไปอีก!”

ในใจซั่งชิงหัวราวกับมีไฟสุม แต่สติสัมปชัญญะยังแจ่มชัดดีอยู่ มือเท้าจึงยิ่งแปะติดกับเกวียนราวกับหมากฝรั่ง “ไปทำอะไร”

ศิษย์พี่ X กล่าวว่า “ไปกำราบมารปกป้องธรรมะ ผดุงธรรมแทนสวรรค์อย่างไรเล่า”

นายทำไมไม่เข้าไปก่อนล่ะ

ซั่งชิงหัวกล่าวว่า “เชิญศิษย์พี่ก่อน”

ศิษย์พี่ X กล่าวอย่างโมโห “บอกให้เจ้าไป เจ้าก็ไปซิ ไหนเลยมาพูดจาเหลวไหลปานนี้อยู่ได้” ว่าพลางผนึกกำลังกับคนอื่นๆอีก 7 มือ 8 เท้าทั้งผลักทั้งถีบ

ซั่งชิงหัวไหนเลยจะไม่รู้ ศิษย์นอกกลุ่มนี้หมายให้เขาไปถ่วงโม่เป่ยจวินเอาไว้ เพื่อที่พวกเขาจะได้มีเวลาหลบหนี ในใจเขากระจ่างราวกับกระจก มีจุดยืนมั่นคงแน่วแน่ ปักหลักยึดฐานที่มั่นนี้ไว้แน่นไม่ยอมขยับเขยื้อน ตัดพ้อราวกับจะร้องไห้ “ไม่นะ ศิษย์พี่! เป็นศิษย์ร่วมสำนักกันมาช้านาน ในเวลาเช่นนี้ท่านหักใจให้ข้าออกไปเป็นลิ่วล้อพลีชีพได้อย่างไร!”

ศิษย์พี่ X ไม่ว่าอะไรก็ยกมากล่าวได้เพราะความกลัว “ลิ่วล้อพลีชีพอะไรของเจ้า หากเจ้าพิชิตปีศาจเผ่ามารตนนี้ได้ นับว่ามีความดีความชอบอย่างใหญ่หลวง จากนี้ไปเจริญก้าวหน้า หนทางเพียงหนึ่งเดียวของศิษย์นอกอย่างพวกเรา ขณะนี้มาอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้วนะ”

ซั่งชิงหัวรู้สึกว่าจวนจะเกาะตัวรถไม่อยู่แล้ว เขาแหกปากร้องปอดแทบฉีก “ข้าไปแล้ว ไปจริงๆแล้วนะ!”

สิ้นเสียง เขาก็ถูกแกะออกจากตัวรถที่ยึดอยู่อย่างแรง แล้วถูกโยนลงไปที่พื้น

ตัวคน – ขวางอยู่แทบเท้าโม่เป่ยจวิน

กระบี่ – ยังคาอยู่ในฝักอีกครึ่งหนึ่ง

หัวใจ – ตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะชักกระบี่ออกมาดีหรือไม่

โม่เป่ยจวินหัวเราะหยัน ในดวงตามีประกายสีน้ำเงินเย็นยะเยียบวาบผ่าน และแล้วก็มีเสียงดังตุบ ซั่งชิงหัวฟุบตัวลงไปกอดขาเขาด้วยความเร็วสูงชนิดบรรยายตามไม่ทัน

ศิษย์พี่ทุกคน “=o=”

โม่เป่ยจวิน “= =”

ซั่งชิงหัวคุกเข่า โดยชันขาข้างหนึ่งขึ้น “ต้าหวาง* กรุณาให้ข้าติดตามรับใช้ท่านไปชั่วชีวิตด้วยเถอขอรับ!”

(ต้าหวาง แปลว่า ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่)

โม่เป่ยจวินความจริงอยากถีบเขาออกไป จนใจที่ซั่งชิงหัวมีพลังเกาะยึดเหนียวแน่นเสียนี่กระไร คิดจะฟาดเขาสักฉาดให้ตายก็ยิ่งทำได้ลำบาก เขาทำราวกับตุ๊กแกที่ป่ายไปป่ายมาตามผนังอย่างปราดเปรียวว่องไว โดยที่ยังกอดขาตนได้แน่นไม่ยอมหลุด

โทสะโม่เป่ยจวินจึงพวยพุ่งอย่างอดไม่อยู่

บรรดาศิษย์นอกของอันติ้งเฟิงเห็นเขามีฝีมืออันน่าตื่นตะลึงปานนี้ ก็ดีใจเป็นล้นพ้น ทิ้งเกวียนทิ้งข้าวของแล้ววิ่งอ้าวกันเดี๋ยวนั้น

ซั่งชิงหัวเพิ่งจะแช่งชักหักกระดูกคนพวกนี้อยู่ในใจ แต่แล้วไม่ทันจะถึง 3 วิ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องระงมดังขึ้นที่เบื้องหน้า

ธนูน้ำแข็งบางเฉียบราวกับเส้นไหมหลายสิบดอกปักทะลวงหน้าอกคนทั้งหมด ประกายสีเงินกระเด็นเซ็นซ่าน เลือดสาดกระจายไปทั่วสารทิศ

เห็นเข้าดังนั้น มือที่กอดขาโม่เป่ยจวินอยู่ก็ยิ่งรัดแน่นราวกับปลอกเหล็ก เขาเริ่มพล่าม “ต้าหวาง กรุณารับข้าไว้ด้วยเถอะขอรับ ข้ามีประโยชน์มากเลยนะ!”

ร่างของโม่เป่ยจวินคล้ายจะเซวูบ ถามว่า “เอ๋ เจ้ามีประโยชน์อย่างไร”

“ข้าสามารถยกน้ำชา หิ้วน้ำร้อน ซักผ้า พับผ้าห่ม…ไม่ซิ” ซั่งชิงหัวทำตัวราวกับเสื้อนวมน้อยแนบหัวใจ* โม่เป่ยจวินด้วยการกล่าวแจกแจงอย่างประจบเอาใจว่า “ต้าหวาง ท่านลองคิดดูซิ ข้าคอยแฝงตัวอยู่ในชางฉยงซานเพื่อส่งข่าวให้ท่านได้นะขอรับ แล้วแผนการที่เผ่ามารจะรวบภพมนุษย์เข้ามาไว้ในอำนาจก็จะเป็นผลสำเร็จ”

(สำนวนเสื้อนวมแนบหัวใจ หมายถึง เอาใจอย่างรู้อกรู้ใจ ปกติเอาไว้เปรียบกับลูกสาวที่รู้อกรู้ใจ ช่างเอาใจแม่)

โม่เป่ยจวินหัวเราะหึๆ “ศิษย์นอก มิหนำซ้ำยังเป็นศิษย์นอกของอันติ้งเฟิง เจ้าคอยแฝงตัวเป็นไส้ศึก เดือนไหนปีไหนแผนการที่เผ่ามารจะรวบภพมนุษย์เข้ามาไว้ในอำนาจจึงจะเป็นผลสำเร็จเล่า”

ซั่งชิงหัวกล่าวอย่างอับอาย “ดูถูกถูหมิ่นกันแบบนี้ไม่ดีนา”

ทำไมแม้แต่เผ่ามารก็ดูถูกดูหมิ่นพวกเราละนี่ แถมยังดูถูกความเป็นอันติ้งเฟิงเสียยิ่งกว่าดูถูกความเป็นศิษย์นอกอีก ไม่พอใจอ่ะ ไม่พอใจ

ระหว่างที่กำลังร่ำไห้น้ำตานอง พัวพันตามตื้อชนิดต่อให้ต้องตายก็จะขอติดตามไปให้ได้นั้น โม่เป่ยจวินก็ล้มลงไปดื้อๆ โดยไม่มีวี่แววบอกให้รู้ล่วงหน้าแม้แต่น้อย

ซั่งชิงหัวยังกอดขาเขาอยู่ พอโม่เป่ยจวินล้ม ก็ทำเอาเขาเกือบจะโดนทับไปด้วย เลยต้องรีบปล่อยมือเป็นการด่วน

เขานั่งยองๆ อย่างตะลึงพรึงเพริดไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็คิดได้…หรือโม่เป่ยจวินจะได้รับบาดเจ็บมา?

มิน่าล่ะ หน้าถึงได้หงิกขนาดนี้ ฉุนเฉียวขนาดนี้ ผลักให้ล้มได้ง่ายขนาดนี้

หรือจะโดยมือพาซวยของเขาจิ้มถูกแผลเข้า? บางครั้งไอ้เจ้ามือพาซวยของเขามันก็มีคุณประโยชน์เหมือนกันนะนี่!

ซั่งชิงหัวขยับเข้าไปใกล้ๆอย่างระมัดระวัง แล้วพิจารณาอย่างละเอียด

จริงๆด้วย ช่วงเอวด้านหลังของโม่เป่ยจวิน น่าจะประมาณตำแหน่งไตข้างขวา มีแผลเล็กมากยาวประมาณ 1 ข้อนิ้ว ตรงบาดแผลมีของแหลมสีทองโผล่ออกมา ดูแล้วเป็นสิ่งของรูปทรงเหมือนกลีบดอกไม้ที่ใช้ทองคำเส้นตีออกมาอย่างประณีต

แพรวพราวแบบนี้ ต้องเป็นอาวุธซัดกลีบบุปผาของวังฮ่วนฮวาไม่ผิดแน่

อาวุธชนิดนี้ท่านเฟยจีเขียนใส่ๆไปอย่างนั้นเอง ตัวอาวุธซัดมีขนาดจิ๋ว บางเบาและยังฉาบยาสลบไว้เล็กน้อย ผู้ที่โดนอาวุธนี้ยากนักจะรู้สึกตัวว่าถูกอะไรซัดเข้ามาในร่าง หากขยับตัวแรงไป ตัวอาวุธจะ ‘แย้มบาน’ อย่างสวยงามออกมาเป็นอาวุธซัดรูปบุปผาหกกลีบอันคมกริบ บาดคว้านอวัยวะภายในของผู้ตกเป็นเหยื่อ

ฟังแล้วเหมือนจะคุ้นๆไหมนะ เหมือนจะไปซ้ำกับไอเทมที่เขียนไว้สำหรับปีศาจบางชนิดของภพมารใช่ไหม ไม่เป็นไร ง่ายมาก เดี๋ยวอธิบายเอาว่าอาวุธซัดกลีบบุปผานี้สร้างโดยผู้อาวุโสของวังฮ่วนฮวาที่หนีรอดออกมาได้จากภพมาร โดยออกแบบตามใยไหมอารมณ์ก็แล้วกัน สรุปแล้วก็อย่าไปอะไรมากมายกับรายละเอียดพวกนี้เลย

สิ้นสุดการบรรยาย วกกลับมาที่ปัญหาหลัก

สรุปแล้วก็คือ มารสายเลือดบริสุทธิ์รุ่นสองที่มีความเป็นไปได้ว่าจะฟาดเขาให้ตายในวันหน้าผู้นี้ ขณะนี้ไม่เพียงถูกจิ้มไตโดยวังฮ่วนฮวา แต่ยังโดนยาสลบอย่างแรงมาอีกด้วย

ดูท่าแล้ว โม่เป่ยจวินคงเพิ่งจะหนีออกมาจากการล้อมปราบของวังฮ่วนฮวา เผ่ามารล้วนอาฆาตมาดร้าย สกุลโม่เป่ยกับวังฮ่วนฮวามีความแค้นเก่าแก่กันมาก่อน การล้อมปราบเมื่องานชุมนุมเซียนครั้งใหญ่คราวนั้น สาเหตุที่วังฮ่วนฮวาบาดเจ็บล้มตายมากที่สุด ก็คือการแก้แค้นของโม่เป่ยจวินนั่นเอง เข้ากันได้กับพล็อตที่เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีวางไว้อย่างพอดิบพอดี

ซั่งชิงหัวทางหนึ่งกล่าวงึมๆงำอยู่ในใจ ทางหนึ่งหัวเราะฮ่าๆ มองหาตามพื้นอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เจอก้อนหินใหญ่ขนาดครึ่งค่อนศีรษะ จึงลองคะเนน้ำหนักดู หนักดีมาก

1…2…3 เขาตั้งท่าทุ่มหินใส่ศีรษะของโม่เป่ยจวินซึ่งนอนหลับตาอยู่

ระบบไม่ได้เข้ามาส่งเสียงเตือนหรือห้ามแต่อย่างใด

ซั่งชิงหัวจึงวางใจ ไม่มีการเตือน ก็หมายความว่า ฆ่าได้!

“ต้าหวางเอ๊ย ต้าหวาง เจตนาฟ้าเป็นเช่นนี้ นายก็อย่ามาตำหนิฉันเลยนะ” ซั่งชิงหัวกล่าวขออโหสิอย่างไม่มีความจริงใจแม้แต่น้อย ยกหินในมือทุ่มลงไป

แต่แล้วก็เบรกกึกก่อนจะแตะโดนจมูกโด่งตรงอันกล่าวได้ว่างามสมบูรณ์แบบของโม่เป่ยจวิน

อันที่จริง ตัวละครโม่เป่ยจวินนี้ สำหรับเขาแล้วมีความสำคัญค่อนข้างพิเศษทีเดียว

กล่าวได้ว่า โม่เป่ยจวินก็คือรูปแบบของชายหนุ่มในอุดมคติที่ท่านเฟยจีอยากเป็นนั่นเอง แข็งแกร่ง ทั้งเก่งทั้งเท่ ไม่เห็นหัวใคร ก็เหมือนเด็กทุกคนที่เคยฝันอยากเป็นอุลตร้าแมนนั่นแหละ

แล้วเขาจะทนมองตัวเองฆ่าอุลตร้าแมนกับมือได้อย่างไรเล่า

ซั่งชิวหัวถอนใจอยู่พักใหญ่

หลังจากถอนใจเสร็จ เขาก็คิดอย่างหน้าด้านๆว่า งั้นอย่ามองเสียก็สิ้นเรื่อง

ดังนั้นเขาจึงเบือนหน้าไปทางอื่น ชูก้อนหินขึ้นสูงอีกครั้ง

ไม่ไหว เขาก็ยังทำไม่ลงอยู่ดี

ซั่งชิงหัวโยนอาวุธสังหารอันหนักอึ้งทิ้งลงกับพื้นดังตุบ สองตาเรื่องประกายเจิดจ้า เกือบจะโถมทั้งตัวไปบนร่างของโม่เป่ยจวินอยู่แล้ว

ไม่ไหว ไม่ไหว ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าใบหน้านี้มีเสน่ห์เกินไปแล้ว

ใบหน้าของปิงเกอเป็นสไตล์ผู้ชายหน้าสวย ความจริงแล้วเขาไม่เคยนึกชอบเลย เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีใช้สูตรนี้ในการสร้างพระเอกเพื่อให้ฮาร์ดแวร์ของพระเอกนักรักสมบูรณ์แบบมากขึ้น พระเอกนักรักก็ต้องสร้างตามหลังวิทยาศาสตร์เหมือนกันนะ เพราะผลการวิจับทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าพวกผู้หญิงจะชอบคนหน้าตาหล่อเหลาสวยงามดูสะอาดสะอ้าน และช่างออดอ้อนหน่อยๆ

พระเอกยังไงก็ต้องถูกแขวะอยู่แล้ว กล่าวได้ว่าปิงเกอนั้น 3 ก้าวเจอแฟน 5 ก้าวเจอแอนตี้แฟน แต่โม่เป่ยจวินนั้นไม่เหมือนกัน คนอ่านมักจะชอบพวกตัวประกอบ โม่เป่ยจวินแทบจะไม่เคยโดนด่าเลย

ตัวละครตัวนี้ เขียนขึ้นตามรสนิยมความชอบของเขาล้วนๆ ในฐานะที่เป็นตัวละครที่ผู้เขียนชื่นชอบ โม่เป่ยจวินแสดงให้เห็นถึงมุมมองด้านความงามตามอุดมคติต่อเพศเดียวกันของนักประพันธ์เช่นเซี่ยนเทียนต่าเฟยจี อย่ามาถามว่าทำไมลั่วปิงเหอถึงไม่สะท้อนถึงความงามของเพศเดียวกันตามอุดมคติองเขา ลั่วปิงเหอนั้นมีไว้เพื่อเติมเต็มความต้องการอันในการเต๊ะท่าและตบหน้าผู้คนเพื่อความสะใจ รวมถึงความต้องการทางเพศ(ตรงนี้ควรขีดทิ้ง)ของเขาแค่นั้น

ถึงแม้ยามนี้หนุ่มน้อยโม่เป่ยจวินยังไม่โตเต็มที่ แต่หน้าตาก็ตรงกับค่านิยมความงามของเขาว่าจะต้อง ‘ดวงตาลึก จมูกโด่งตรง เปี่ยมไปด้วยความองอาจ และเย็นชาอย่างสุดจะเปรียบ’ ทุกประการ

นี่ก็คือบรุษงามตามจินตนาการของเขา

ก้อนหินที่เป็นอาวุธสังหารถูกชูขึ้นแล้วก็ลดลง ชูขึ้นแล้วก็ลดลงอยู่อย่างนั้น ซั่งชิงหัวต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากเป็นครั้งแรกในชีวิต(นับจากทะลุหนังสือมา)

ในที่สุด ซั่งชิงหัวก็ตัดสินใจดังนี้

ไปเปิดห้อง!

ไปหาโรงเตี๊ยมเปิดห้อง เอ๊ยไม่ใช่…พักแรม

ที่ตรงนี้เกลื่อนไปด้วยศพ ซั่งชิงหัวลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะโกยพวกหนังสือของชิงจิ้งเฟิงที่ทั้งหนักและไร้ประโยชน์บนเกวียนทิ้งไปราวกับทิ้งขยะ จากนั้นก็แบกตัวโม่เป่ยจวินขึ้นไปวางแทน โดยจับให้นอนคว่ำหน้าเสีย จะได้ไม่ต้องเห็นใบหน้าที่ตนทนมองตรงๆไม่ไหวนี้ไป

ตอนนี้ยังกลับชางฉยงซานไม่ได้เป็นการชั่วคราวแล้ว ทางนั้นไม่น่าจะรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้เร็วนัก เพราะก่อนมาก็คะนเอาไว้ว่าเดินทางเที่ยวนี้ใช้เวลาไปกลับ 7 วัน นี่เพิ่งจะผ่านไปได้ 2 วันเอง

ยามที่องค์ชายน้อยแห่งเผ่ามารถูกโจมตีได้รับบาดเจ็บ ร่างกายอ่อนแอ แต่เขายังคอยปกป้องคุ้มครองอยู่ข้างกายไม่ยอมห่าง นี่เป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมปานไหนแล้วที่จะได้สร้างความประทับใจดีๆ ซั่งชิงหัวกล่าวปลอบใจตัวเองพลางบังคับเกวียนปุเลงๆมุ่งหน้าสู่ตัวเมือง

เงินที่เอามาเปิดห้อง เป็นเงินที่ซั่งชิงหัวแอบเก็บหอมรอมริบทีละเล็กละน้อยตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ขณะนี้ เขาเป็นเพียงแค่ศิษย์นอกธรรดาสามัญคนหนึ่ง ไม่มีอำนาจในการดูแลบัญชีและยักย้ายถ่ายเทเงินกองกลาง แค่เปิดห้องๆเดียวก็แตะขีดจำกัดทางด้านการเงินของเขาแล้ว ดังนั้นแน่นอนว่ามันจึงต้องเป็นห้องเดี่ยวสำหรับหนึ่งคน และเป็นการถูกต้องแล้วที่ในห้องจะมีเตียงอยู่แค่หลังเดียว ฉะนั้น เตียงนี้จะเป็นของผู้ใด จึงเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วเช่นกัน

มันก็ต้องเป็นของตัวเขาเองอยู่แล้วน่ะซิ!

ซั่งชิงหัวนอนแผ่หลา กางแขนกางขาเป็นศพอยู่บนเตียงพักหนึ่ง หลังจากเหยียดแข้งเหยียดขาเป็นที่พอใจแล้ว ก็ลุกขึ้นมาอุ้มโม่เป่ยจวินไปนอนบนเตียง

นี่เป็นเรื่องจำเป็น เดิมทีโม่เป่ยจวินได้รับบาดเจ็บ อารมณ์เลยไม่ค่อยจะดีนัก ตอนตื่นขึ้นมา หากพบว่าตัวเองนอนอยู่กับพื้นหรือว่านั่งงอก่องอขิงอยู่บนเก้าอี้ คงได้เป็นเรื่องแน่ กลัวว่าเขาจะไม่ฟังอีร้าค่าอีรมก็ประทานธนูน้ำแข็งให้กับตนเป็นรางวัลเสียก่อน

เมื่อครู่ตอนผ่านร้านขายยา ซั่งชิงหัวได้ซื้อยาจำพวกขี้ผึ้งทาแผลเอาไว้เล็กน้อย ถึงแม้ตามหลักแล้วเผ่ามารจะมีพลังชีวิตอันแข็งแกร่งราวกับเอเลี่ยน ต่อให้ปล่อยทิ้งๆไว้ทั้งอย่างนี้ และแผลลึกแค่ไหน เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆสมานตัวหายได้เอง แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเกาะแข้งเกาะขาเขาก็ต้องรู้จักที่จะเลิกสงวนท่าที แล้วแสดงออกซึ่งความจริงใจให้ถึงที่สุด

ท่านเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีประโคมโอ่ตัวเองว่าเป็นคนเลวตัวจริง คนประเภทที่เขารังเกียจเหยียดหยามที่สุดคือคนที่ทั้งๆกำลังจะเกาะแข้งเกาะขาคนเขาแต่ยังมาทำตัวเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอมเสแสร้งแกล้งทำอยู่อีก เขาควักยาออกมาก้อนใหญ่โปะลงไปบนปากแผลที่ลึกเป็นโพรงบริเวณไต จนรู้สึกว่าอุดแผลหมดแล้ว ก็จับโม่เป่ยจวินพลิกตัวให้นอนหงายอีกครั้ง เอามือเขาวางประสานกันที่หน้าอกในท่าเจ้าหญิงนิทรา ส่วนตัวเองนั่งลงข้างเตียง เฝ้าชื่นชมใบหน้าอันงดงามสมบูรณ์แบบสมดั่งจินตนาการ แล้วจึงค่อยเอนกายลงนอน เอาหัวหนุนแขนอยู่บนเตียงฝั่งด้านนอก

อากาศในค่ำคืนฤดูคิมหันต์ร้อนอบอ้าว ขนาดเปิดหน้าต่างไว้ยังไม่มีลมพัดเข้ามาสักวูบ…

เขาพลิกซ้ายพลิกขวาอยู่ครึ่งคืนกว่าจะม่อยหลับไปอย่างยากเย็น แต่แล้วก็ถูกถีบโครมให้ลงไปนั่งจ้ำเบ้ากับพื้น

ลูกถีบนี้ทำเอาซั่งชิงหัวตกใจแทบช็อคเลยทีเดียว

เขารีบกลิ้งตัวมุดเข้าไปหลบใต้โต๊ะ แหงนหน้าขึ้นมองด้วยอาการขวัญผวายังไม่หาย โม่เป่ยจวินลุกขึ้นมานั่งตัวตรงแหน็วอยู่บนเตียง แสงสีน้ำเงินเข้มในดวงตาเรืองประกายเจิดจ้าคล้ายแบตเตอรี่ที่เพิ่งชาร์จมาเต็มแประชนิดแทบจะระเบิด

ซั่งชิงหัวเตรียมนึกคำพูดไว้ก่อนแล้ว เขาตีอกชกหัวคร่ำครวญอย่างถึงบทถึงบาท “ต้าหวาง ท่านฟื้นขึ้นมาได้เสียที—“

โม่เป่ยจวินนั่งนิ่งไม่ขยับ มองเขาอย่างเย็นชา

ซั่งชิงหัวกล่าวว่า “ท่านยังจำข้าได้หรือไม่”

อีกฝ่ายไม่สนใจเขา ซั่งชิงหัวก็ไม่ได้รู้สึกหน้าแตกแม้แต่น้อย แอบดีใจเสียด้วยซ้ำ ด้วยนึกไปถึงว่าเขาอาจจะความจำเสื่อมไปแล้วก็เป็นได้ พูดเองเออเองเสร็จสรรพว่า “ที่พวกเราเพิ่งจะพบกันบนทางสายน้อยอย่างไรเล่าขอรับ ข้ายังพูดเลยว่าข้าจะขอติดตามท่านไปชั่วชีวิต คอยรับใช้ต้าหวางดุจดั่ง…”

โม่เป่ยจวินตัดบทเขา “เมื่อครู่เจ้ากอดข้าทำไม”

“…เสื้อนวมน้อยแนบใจ…” ซั่งชิงหัวตะลึง “ท่านว่าอะไรนะ เมื่อครู่ข้าทำอะไรท่านหรือ”

“เจ้ากอดข้า”

ทันทีที่รู้เรื่อง ก็ราวกับฟ้าผ่าลงหัวกบาลกลางแดดเปรี้ยง

วันนี้อากาศร้อนระอุราวกับอยู่ในเตาอบ แต่ร่างกายของโม่เป่ยจวินกลับเย็นจัด ตอนที่ตนสะลึมสะลือจึงได้อิงเข้าหาสิ่งเย็นๆโดยไม่รู้ตัว ยิ่งกระแซะก็ยิ่งรู้สึกเย็นสบาย มิน่า ถึงได้ฝันเห็นไอติมแท่งใหญ่ อารามดีใจเลยเข้าไปกอดเสียแน่นราวกับปลาหมึกยักษ์ เลียเอาๆ น้ำตาแห่งความสุขไหลพราก

ซั่งชิงหัวลอบมองใบหน้าและลำคอของโม่เป่ยจวินอย่างละเอียด พบว่าไม่มีคราบน้ำแปลกๆก็พุทโธในใจอย่างอดไม่อยู่ เขากล่าวอย่างระมัดระวังว่า “ร่างกายของท่านเย็นราวกับน้ำแข็ง ข้ากลัวว่าท่านกำลังจะตาย จึงได้กอดท่านเอาไว้น่ะซิขอรับ”

พอโม่เป่ยจวินได้ฟัง ก็กล่าวเย้ยหยันว่า “โง่เง่า ข้าเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด ร่างกายยิ่งเย็นยิ่งดี อีกทั้งข้ามิใช่มนุษย์ที่ตัวเย็นแล้วจะตายเสียเมื่อไหร่”

ซั่งชิงหัวคอยดูสีหน้าเขาตลอด เห็นสีหน้าเขาผ่อนคลายก็ยิ้มออกทันที ขณะกำลังจะตีเนียนถือโอกาสนี้มุดออกมาจากใต้โต๊ะ แต่แล้วน้ำเสียงโม่เป่ยจวินก็กลับมาเย็นชาอีกครั้ง “ขืนเจ้ากล้าดีขยับตัวอีกก็ลองดู”

ซั่งชิงหัวตัวแข็งทื่อทันที กอดขาโต๊ะแน่นอย่างน่าสงสาร ดูราวกับหนูแฮมสเตอร์ขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่ใต้โต๊ะ

โม่เป่ยจวินกล่าวว่า “เจ้ามีวัตถุประสงค์ใด”

ซั่งชิงหัวทำหน้าหนากล่าวว่า “มิได้มีวัตถุประสงค์ใดเลยขอรับ แค่อยากติดตามรับใช้ท่านชั่วชีวิตเท่านั้น”

โม่เป่ยจวินทำเป็นไม่ได้ยิน “เจ้าเป็นศิษย์นอกของอันติ้งเฟิง”

ซั่งชิงหัวในยามนี้รู้สึกว่าเขาจงใจเน้นเสียงคำว่า ‘อันติ้งเฟิง’ หนักเป็นพิเศษ แฝงไปด้วยความดูถูกดูหมิ่น ก็กลัวว่าเขาจะรังเกียจว่าตนไร้ประโยชน์มุดหัวออกมาทันที “ต้าหวางท่านฟังข้าหน่อยเถอะขอรับ ข้าอายุยังน้อย ยังมีโอกาสเลื่อนขั้น…”

“กลับเข้าไป”

ซั่งชิงหัวรีบมุดกลับเข้าหลุมหลบภัยเดี๋ยวนั้น

เมื่อระยะห่างเป็นที่พอใจ โม่เป่ยจวินจึงค่อยกล่าวว่า “เจ้าช่วยเหลือข้าก็เพื่อโอกาสที่จะได้เลื่อนขั้นหรือ”

จองหองจริงๆ ไม่พูดว่า ‘ช่วยชีวิต’ ซึ่งเป็นคำกริยาที่ฟังแล้วแสดงถึงความอ่อนแอสิ้นท่าของตัวเอง แต่เปลี่ยนไปใช้คำว่า ‘ช่วยเหลือ’ ที่แฝงความหมายของการสนับสนุนแทน ซั่งชิงหัวทำเป็นหัวเราะแหะๆ

“มิใช่หรือ”

ความน่าเชื่อถือต่ำกว่า 3%

“หรือว่าใช่”

โม่เป่ยจวินเกลียดชังคนเลวที่ทำตัวเหยาะแหยะ นี่ก็เป็นสาเหตุว่าทำไมในบทประพันธ์เดิม เขาถึงฆ่าซั่งชิงหัวอย่างไม่ปราณี เพราะไม่ได้คิดจะปล่อยให้มีชีวิตอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว แล้วตนจะต้องไปยอมรับให้เสียหน้าทำไมทำให้ความรู้สึกดีๆลดลงเสียเปล่าๆ

ดีที่ในใจของโม่เป่ยจวิน ซั่งชิงหัวถูกแปะฉลากไปเรียบร้อยแล้วว่าเป็นพวก ‘รักตัวกลัวตาย ประจบสอพลอ ขายได้แม้กระทั่งเพื่อนร่วมสำนัก’ เลยไม่ต้องการคำตอบของเขา เพียงแค่นเสียงอย่างเย็นชาทีหนึ่ง แล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้ง

ซั่งชิงหัวรอจนผ่านไปครู่ใหญ่ ก็ไม่เห็นเขามีทีท่าว่าจะทำอะไรอีก

นี่จะถือว่าเขายอมรับการสวามิภักดิ์ของตนไปก่อนชั่วคราวได้ไหมนี่ หรือว่า…สลบไปอีกรอบแล้ว

แต่สุดท้าย ซั่งชิงหัวก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปอยู่ดี นั่งหมอบคุดคู้อยู่ใต้โต๊ะ ถูๆไถๆเอาตัวรอดไปได้หนึ่งราตรี

วุ่นวายอยู่ครึ่งค่อนคืน พอตื่นมาในตอนเช้า ซั่งชิงหัวก็เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการง่วนทำหน้าที่เป็นวัวเป็นม้ารับใช้อย่างเป็นทางการ

เพียงแค่ช่วงเช้า เขาก็ต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงบันใดอยู่ 20 กว่าเที่ยว และเปลี่ยนน้ำในถังไปเจ็ดแปดรอบ

น้ำเหล่านี้เอามาใช้รักษาอาการบาดเจ็บให้โม่เป่ยจวิน เจ้าแห่งเวทน้ำแข็งเสียอย่าง ยังไงก็การแช่น้ำนี่แหละสะดวกสุด แช่ไม่ทันถึงครึ่งชั่วยาม น้ำอุ่นจัดก็มีเศษน้ำแข็งลอยขึ้นมาเต็มถัง

ซั่งชิงหัวขดตัวอยู่มุมห้อง เคี้ยวเสบียงกรังที่พกติดตัวมาพลางมองโม่เป่ยจวินถอดเสื้อผ้าไปด้วย ให้นึกอิจฉาหุ่นและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ตนเองฝันอยากมีกับเขาบ้างสุดๆ

มัวแต่มองเพลินก็พลันพบว่าโม่เป่ยจวินหยุดถอดเสื้อผ้าแล้ว กำลังจ้องมองเขาด้วยสีหน้าไม่ชอบใจอย่างมาก

ซั่งชิงหัวเคี้ยวหยับๆ รีบกินเข้าอีกสองสามคำเพื่อป้องกันไม่ให้โม่เป่ยจวินสั่งเขาส่งมอบเสบียงกรังออกมา

โม่เป่ยจวินถามว่า “ว่างนักหรือ”

ซั่งชิงหัวรีบกล่าว “ไม่เค็ม*หรอกขอรับ อันนี้หวาน*”

(คำว่า ‘ว่าง’ ( ) เสียน พ้องเสียงกับคำว่า ‘เค็ม’ 咸เสียน)

เขายังไม่ทันจะได้กินอีกสักสองสามคำ เงาสีดำสองสามสายก็ถูกโยนลงมาโปะหน้า

ดังนั้นซั่งชิงหัวจึงไม่ว่างแล้ว เพราะเขาต้องซักเสื้อผ้าให้เจ้านายคนใหม่

องค์ชายน้อยของเผ่ามารมีเสื้อผ้ามาแค่ชุดเดียว ทั้งขาดเป็นรู ทั้งเปื้อนคราบเลือดเกรอะกรัง และไหนจะเหงื่อ ยังเอามาสวมได้อีกหรือ เลยต้องปะชุนและซักตากให้เรียบร้อย

อยู่ในโลกของจอมยุทธ์เซียนแต่ดันพลังเวทต่ำก็ต้องพบกับความเป็นจริงอันน่ารังเกียจ ทั้งไม่โรแมนติกและน่ารัดทดเช่นนี้แหละ

ซั่งชิงหัวจึงสาบานเอาไว้เลย หากยังมีโอกาสกลับไปเป็นเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีอีกครั้ง นิยายเรื่องต่อไปของเขา จะต้องเป็นแนวพลังเวทชั้นสูง ไม่ต้องใช้สมองไม่ต้องมีลอจิกอะไรทั้งสิ้น ตัวละครเก่งกาจประมาณว่าสามารถทอเมฆเป็นเสื้อ ตัดพระจันทร์มาเป็นสายคาดเอว งานหนักทุกชนิดเพียงแค่กระดิกนิ้วก้อยก็จัดการได้หมด ห้ามมีอะไรเศร้ารันทดแบบอันติ้งเฟิงอีกเป็นอันขาด

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Battle Sun Chapter 41
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 40
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 39
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: