ตอนที่ 192 อาจเพราะเงินทองเปิดเผย อาจเพราะเรื่องเก่าจากเมืองหลวง
เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังสามกองกำลังพิทักษ์ประจำเมืองเทียนจิน ผ่านการวิเคราะห์มาหลายด้าน ล้วนไปตามเส้นทางก่อสร้างคลองส่งน้ำ ไปตามเส้นทางน้ำรอรับเสบียงได้ง่ายที่สุด
ร้านรถใหญ่หรือหมู่บ้านตามทางก็พอมีคนเปิดกิจการประปราย หนึ่งเพื่อต้อนรับพ่อค้ามาพักแรมและทานอาหาร สองซื้อหาธัญพืชมาหมักสุราฤทธ์แรงเองได้ง่าย สามเพื่อคอยเป็นสายข่าวให้กับหลายฝ่าย
วันที่สามแห่งการเดินทาง คนงานจากโรงบ้านที่ติดตามหวังทงมาขับรถม้าผลักผู้ที่มีอายุหน่อยผู้หนึ่งออกมา พากันยิ้มขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้ากับหวังทง
หลังจากโรงบ้านของหลิวโสวโหย่วตกเป็นของหวังทง คนงานไม่ได้น้อยก็ขอตามนายเก่าไปทำงานต่อ ที่เหลืออยู่ ก็ตามหวังทงเดินทางมาด้วยในครั้งนี้ เป็นพวกชาวมองโกลเลี้ยงสัตว์ ใน 26 คน มีสองคนแต่งภรรยาชาวฮั่นในพื้นที่ ที่เหลือก็ชายอายุต้น 30 ที่ยังไม่แต่งภรรยา
เรื่องเงินนี้แต่ไรมาหวังทงก็ใจกว้างมาโดยตลอด คนเลี้ยงม้าเหล่านี้ หวังทงก็คิดจะเอาไว้ใช้งาน จึงให้เงินเดือนล่วงหน้าไปสองเดือน ตอนถานเจียงนำเงินออกมายังสายหน้ายิ้มเฝื่อนๆ
คนเลี้ยงสัตว์ 20 กว่าคนนี้ทำให้เสียเวลาเดินทางไปเล็กน้อย บนม้าที่ทุกคนบังคับอยู่แขวนกระสอบหนังสองใบตุงๆ ในมือยังยังถือถุงหนังเล็กๆ ใบหนึ่ง
พอออกเดินทาง หวังทงก็รู้ว่าถานเจียงทำไมจึงยิ้มเฝื่อน คนเลี้ยงสัตว์พวกนี้ถึงกับเริ่มดื่มสุราแรงกันแต่เช้า เจ้าอึกข้าอึกชุ่มคอยิ่ง หลายคนยิ่งดื่มก็ยิ่งคึกคัก ร้องเพลงเสียงดังบนหลังม้า
บรรยากาศของทั้งขบวนก็ครึกครื้นขึ้นทันที เด็กๆ ที่นั่งอยู่บนรถม้าก็ตบมือกันหัวเราะไปด้วย คนเดินผ่านไปมาก็พากันมองมา หม่าซานเปียว ซุนต้าไห่ จางซื่อเฉียงที่ขี่ม้าเหมือนกับหวังทงลาดตระเวนไปกลับ หวังทงมองแล้วก็อดส่ายหน้าไม่ได้ ดีใจกันขนาดนี้ ดูแล้วไม่เหมือนว่าย้ายบ้าน แต่เหมือนมาท่องเที่ยวชานเมืองมากกว่า
“คนนอกด่านกลุ่มนี้หากอยู่บนทุ่งหญ้าจะดื่มสุราพวกนี้ไหวที่ไหน พวกเขาจากทุ่งหญ้ามาแดนจงหยวนเรา ทุกเดือนที่หามาได้ก็ใส่ลงไหสุราไปหมด”
หม่าซานเปียวยิ้มร่าอยู่บนหลังม้า หวังทงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง ถามตามขึ้นทันที
“ราคาสุรานี่ก็ไม่แพง เงินเดือน 1 เดือนของ 20 กว่าคนนั้นแค่ 6 ตำลึง เจ้าดูพวกเขาสิ ซื้อกันมาไม่น้อย บนรถยังมีอีกหลายไหเลยนะ!”
“ราคานั้นข้าน้อยก็ไม่รู้ แต่ที่ตอนทำงานอยู่ที่โรงบ้านได้ยินพวกเขาคุยกันว่า สุราแรงของพวกเราที่นี่ต้องเผ่าใหญ่ๆ เท่านั้นที่ดื่มไหว หัวหน้าเผ่าเล็กๆ ยังไม่มีคุณสมบัติพอ ว่ากันว่าสุราดี 10 ชั่งแลกม้าได้หนึ่งตัวสบายๆ นี่นับว่าพอมีคุณธรรมบ้างแล้วนะ”
หวังทงส่ายหน้า ตนเองเอาความรู้จากยุคปัจจุบันชาติก่อนมาคาดคะเนเรื่องสมัยโบราณอีกแล้ว แน่นอนย่อมต่างกันอย่างมาก
เดินทางออกจากเมืองหลวงมาได้ไม่ถึงสามวัน เส้นทางสองข้างทางก็ไม่มีควันไฟจากบ้านเรือนผู้คนแล้ว เป็นที่นาผืนใหญ่ๆ ทั้งนั้น ตอนนี้เข้าสู่ฤดูหนาว เห็นแล้วก็รู้สึกแห้งแล้งหนาวเหน็บยิ่งนัก
มีคนงานคนหนึ่งดื่มจนมีความสุขมาก อยู่ๆ ก็บังคับม้าพุ่งเข้าไปในที่นา หวังทงคิดว่าเกิดเรื่องอันใดเสียอีก ใครจะคิดว่าจางกงผู้นั้นจะง้างคันธนูพร้อม จากนั้นก็ลงม้าไปและขึ้นม้ากลับมา ตอนกลับมาเข้าขบวน ในมือยังมีกระต่ายหลายตัว ยิ้มร่าโยนขึ้นรถไป จากนั้นก็ดื่มสุราต่อ
เห็นเด็กๆ พากันร้องตะโกนเชียร์ดัง บรรยากาศก็ยิ่งคึกคัก คนเลี้ยงสัตว์กลุ่มนี้พอมีคนชม ก็ยิ่งเอาใหญ่ มีคนขี่ม้าอีกหลายคนกันพากันวิ่งลงไปในที่นาไม่หยุด เดินไปได้หนึ่งชั่วยามกว่า ก็ได้กระต่ายมาสิบกว่าตัว ตอนพักกลางวันนี้ก็คงไม่ขาดแคลนเนื้อสัตว์แล้ว
เพราะมีรถใหญ่ ขบวนจึงเดินทางได้ไม่เร็ว หวังทงจะตรวจสอบเชื้อไฟในกล่องทองแดงที่ตนเตรียมไว้ตลอดการเดินทางว่ามอดไปหรือยัง พอมอดไปก็จะเปลี่ยนใหม่
ในช่วงเวลานี้ เขาสังเกตเห็นเรื่องหนึ่ง ธนูพวกเลี้ยงสัตว์ต่างจากของพวกถานเจียงใช้ ธนูที่พวกถานเจียงใช้นั้นคันใหญ่แบบใช้ในกองทัพหมิง คันธนูแคบยาว แต่ของพวกเลี้ยงสัตว์นั้นสั้นกว่ามาก และคันธนูก็หนากว่ามาก มองแล้วเหมือนเสี้ยวจันทร์
ตอนเข้าไปสอบถามถานเจียง ถานเจียงเข้าใจในเรื่องนี้ดี จึงอธิบายว่า
“ธนูที่พวกคนเลี้ยงสัตว์ใช้เรียกว่า ธนูเขาสัตว์ ยิงไม่ไกลแต่เร็ว มีกำลังส่งสามสิบก้าว หากพวกขี่ม้าชำนาญ สามสิบก้าวก็สามารถประชิดทำลายเกราะได้ คนพวกนี้จึงได้แต่ไว้ยิงกระต่ายเท่านั้น”
ความต่างระหว่างมืออาชีพกับมือสมัครเล่นก็อยู่ตรงนี้ พวกคนงานเลี้ยงสัตว์ดื่มสุรากันจนได้ที่ ก็พากันบุกลงไปริมทางไม่หยุด มองดูว่าพอมีสัตว์อะไรให้ล่าหรือไม่ แต่พวกถานเจียงยังคงรักษาหน้าที่ตนเองแข็งขัน ทุกคนคอยระวังอย่างรอบคอบ
แม้ว่าเมื่อคืนวานถานเจียงกล่าวให้รู้สึกกังวลไม่น้อย แต่ตลอดเส้นทางสามวันมานี้ก็ราบรื่นมาก แต่ขุนพลทุกคนก็มิได้ผ่อนคลายท่าทีลง จางซื่อเฉียงกับพวกซุนต้าไห่ก็คอยลาดตระเวนไม่หยุด เพียงแค่ส่งเสียงหัวเราะกับการกระทำของพวกคนงานเลี้ยงสัตว์พวกนี้เท่านั้น เด็กๆ ที่หวังทงพามาด้วยและคนที่หวังทงฝึกมายังคงเดินทางกันอย่างสงบเงียบ
กลางวันหาหมู่บ้านพักสักหน่อย หวังทงให้เงินไปมากพอ คนในหมู่บ้านก็ยอมให้ความช่วยเหลืออย่างมาก กระต่ายที่ยิงมาได้สิบกว่าตัวก็ลอกหนังไปตุ๋น เตรียมเป็นอาหารรสเลิศ
กินเสร็จก็ออกเดินทางกันต่อ หวังทงอดที่จะกำชับคนงานเลี้ยงสัตว์พวกนั้นไม่ได้ว่าไม่ให้พวกเขาบ่ายนี้ดื่มอีก คอแข็งแค่ไหนดื่มเช่นนี้เกรงว่าก็คงได้หลับบนหลังม้าพอดี ยังจะทำงานอะไรได้อีก
คนงานเลี้ยงสัตว์ยังนับว่าฟังอยู่ ตอนบ่ายพวกหม่าซานเปียวออกไปจับตาดู เห็นแค่แอบดื่มกันสองสามคำ ไม่กล้าทำตัวแบบเมื่อตอนเช้ากันอีก แต่คืนนี้อาจจะดื่มกันให้หนำใจก็เป็นได้
เส้นทางตอนบ่ายไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ถานกงที่นั่งอยู่บนกองสัมภาระกินลมก็ปีนลงมา รายงานถานเจียงสองสามคำ แล้วก็ปีนขึ้นไปใหม่
ถานเจียงไปบอกซุนต้าไห่ก่อน ให้ซุนต้าไห่พาคนสามสิบคนจากห้าสิบคนรั้งท้ายไว้ จากนั้นก็ขี่ม้าไปทางหวังทง
“นายท่าน ถานกงบอกว่า ด้านหลังมีคนขี่ม้ามาสองสามคน ปรากฏตัวมาตั้งแต่บ่ายวานนี้ วันนี้เช้ายังปรากฏตัวอีกครั้งไกลๆ เมื่อครู่ปรากฏตัวอีกแล้ว”
หวังทงนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่ได้ตอบรับ กลับตะโกนบอกหม่าซานเปียวไปก่อนว่า
“ซานเปียว ทุ่งหญ้าไร้ผู้คนเช่นนี้ จิตใจทุกคนก็คงว้าวุ่น แจกอาวุธให้ทุกคนไป เพิ่มกำลังใจให้ทุกคน”
เพราะในขบวนมีคนอายุมาก สตรีอ่อนแอและเด็กอยู่มาก และยังเป็นเส้นทางหลวง จึงไม่ได้แจกอาวุธให้คนที่เดินทางมาด้วยกัน วางไว้บนรถคันใหญ่หลายคัน หวังทงสั่งไป หม่าซานเปียวก็ลากซุนซิงไปหน้ารถใหญ่ด้วยกัน เปิดผ้าคลุมออก ดึงดาบและหอกยาวออกมาแจกจ่ายให้ทุกคน
คนหวังทงเองก็มีดาบและหอกยาวถือกันไว้ เด็กๆ ก็ใช้หอกยาว หนี่งปีมานี้พวกเขาได้แตะดาบจริงทวนจริงกันน้อยมาก ทุกคนก็พากันตื่นเต้น
มองหม่าซานเปียวเปิดผ้าคลุมรถม้าออก หวังทงก็หันไปกล่าวกับถานเจียงด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“หรือว่าในเมืองส่งใครตามมา?”
ถานเจียงส่ายหน้า กล่าวอย่างไม่อาจยืนยันได้ว่า
“เส้นทางเมืองหลวงไปเทียนจินไม่ค่อยสงบนัก ถึงกับเคยมีเรื่องปล้นขุนนางที่ไปปฏิบัติหน้าที่ พอพ้นวันที่ 5 เดือนสิบสองไป ถนนสายนี้ก็จะไร้ผู้คน ก็อาจเป็นได้ว่าตลอดทางมาของพวกเราใช้เงินไปมาก เป็นที่สะดุดตาเกินไป”
หลายแห่งตามเส้นทางที่ผ่านมา ก็ไม่แน่ว่าจะที่ไหนสักที่ๆ เปิดเผยร่องรอยการเดินทาง หวังทงสีหน้าเรียบเฉย ถานเจียงกระซิบว่า
“นายท่านไม่ต้องกังวล พวกเราเกือบสองร้อยรวมกัน ผู้ชายที่ออกสู้ได้ก็เกินร้อยคน เกราะก็พร้อม จะว่าไปนายท่านยังเป็นถึงนายกองพันองครักษ์เสื้อแพร สถานะก็แสดงตัวเด่นชัดอยู่ หัวหน้ารังโจรคนใดไร้ตากล้ามาแตะต้องกัน”
หัวหน้ารังโจรไร้ตาก็หมายถึงโจรบนหลังม้าและพวกโจรปล้นชิง หวังทงเงียบไป บนโลกนี้ไม่มีคนไร้ตามากสักเท่าไร ขบวนของนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรผู้หนึ่งอาจเป็นที่จับตามอง แต่คิดถึงเรื่องต่างๆ ที่ได้ประสบก่อนออกจากเมืองหลวงมาก ก็รู้ว่าไม่มีอะไรง่ายขนาดนั้น
คิดแล้วก็ไม่มีหนทางอื่น หากส่งคนกลับไปขอกำลังมาช่วย ระหว่างทางกำลังน้อยลงก็อาจจะถูกจัดการได้ ไปตามคนที่เทียนจินมา น้ำไกลไม่อาจช่วยดับกระหายได้
“เตรียมพร้อมระวัง เจ้าหาคนไปจับตาพวกคนเลี้ยงสัตว์ให้ดี ถึงเทียนจินแล้ว ก็จะให้ดื่มกินกันให้พอ ใครดื่มระหว่างทางอีก ข้าจะให้ม้าขี่มันผู้นั้นวิ่งแทน”
แม้ว่าไม่พูดอะไร แต่คนงานชายหยิบจับอาวุธกัน คนเลี้ยงสัตว์ทุกคนถูกกำชับไม่ให้ดื่มอีก ทุกคนก็รู้ว่าสถานการณ์เริ่มเคร่งเครียด
จูงรถม้าที่มีคนแก่ เด็ก และสตรีมาไว้กลางขบวน เด็กๆ ร่าเริงหลายคนที่เดิมนั่งอยู่นอกรถม้า ก็ถูกเรียกให้เข้ามานั่งในรถ
ถานกงนั่งอยู่บนจุดสูงสุดของรถม้าตะโกนลงมาไม่หยุด จัดส่งคนขี่ม้าออกไปตรวจสอบร่องรอยตามทิศทางที่เขาชี้จุด ถานเจียงชี้แนะหวังทงไม่หยุด
หวังทงปรับขบวนให้เรียบร้อย และออกคำสั่งเด็ดขาดกับรรดาคนคุมรถม้า หากมีปัญหา ก็ให้แยกออกจากศูนย์กลาง ด้านหน้าไม่เดินหน้าแต่ให้ขยับออกขวาและซ้ายสองสามก้าว ด้านหลังก็ค่อยๆ เติมมาทางด้านซ้าย สองแถวมาชนกันล้อมเป็นวงไว้
รถที่บรรทุกคนแก่และเด็ก บรรทุกเงินทองสัมภาระและอาวุธก็ให้มาอยู่ตรงกลาง ใช้เส้นทางหลวงเป็นเส้นกลางตั้งรับ ใช้รถม้าล้อมตั้งค่ายไว้ นี่เป็นสิ่งที่อวี๋ต้าโหยวสอนมาจากลานฝึก คล้ายกับหลักการการรบด้วยรถของแม่ทัพชีจี้กวงที่เมืองจี้โจว
หวังทงคิดไม่ถึงว่า สิ่งที่ลานฝึกสอนมาจะเอามาใช้ได้ในตอนนี้ ไม่กล่าวถึงพวกถานเจียงที่รู้ดี ลี่เทา ซุนซิง หลี่หู่โถวและเด็กๆ ที่มาจากลานฝึกก็มองออก รู้ว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ แต่เด็กๆ ล้วนองอาจกล้าหาญ ไม่มีท่าทางขลาดกลัวอันใด กลับตื่นตัวขึ้นพร้อมรับมือทันที
“โจรอย่างน้อยสองกลุ่มตามมา มีกลุ่มหนึ่งเพิ่งตามมาทันเมื่อตอนบ่าย”
ตกค่ำก็มาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง หวังทงจัดการที่พักเสร็จ ถานเจียงก็เข้ามารายงาน หวังทงด่าในใจ แต่ภายนอกยังคงสงบนิ่ง กำชับเสียงนิ่งเรียบไปว่า
“ทางเข้าออกของหมู่บ้านนี้ไม่มาก ใช้รถใหญ่ปิดทางไว้ พี่น้องเจ้าคืนนี้ก็ผลัดเวรยามกัน เด็กลานฝึกหู่เวยกับคนของข้าผสมด้วย แบ่งเป็นกะละ 20 พี่น้องเจ้าสองคนนำกองหนึ่ง หนึ่งชั่วยามก็เปลี่ยนกะรอบหนึ่ง ทั้งขบวนของเรา ไม่ว่าผู้ใด อย่าได้เปลี่ยนชุดนอน ได้ยินเสียงกลองก็ต้องรีบลุกมาเตรียมพร้อม”
“คืนนี้เฝ้ายามให้แน่นหนา พวกโจรย่อมไม่กล้าบุกเข้ามา สถานที่มืดและมองเห็นไม่ชัด เข้ามาก็เท่ากับรนหาที่ตาย แต่ข้าน้อยเมื่อครู่ถามคนในหมู่บ้านมา เส้นทางพรุ่งนี้ ต้องหลังฟ้ามืดครึ่งชั่วยามถึงจะได้เจอที่พักแรม เส้นทางพรุ่งนี้คงได้ลงมือกันเป็นแน่”
“ลงมือก็ลงมือ ก็แค่ฆ่าคนเท่านั้น”
ได้ยินถานเจียงอธิบาย หวังทงก็กล่าวเสียงเยียบเย็น
