ตอนที่ 223 นิสัยแปลกของศิษย์พี่สาม
บนยอดเขาลำดับเก้า ซูหมิงยืนอยู่เพียงลำพัง หลังจากเทียนเสียจื่อพาออกมาจากห้องลับแล้ว ตรงนี้เหลือเขาเพียงคนเดียว ไม่ทราบว่าเทียนเสียจื่อไปไหน
“ยอดเขาลำดับเก้าสำนักเหมันต์สวรรค์…บ้านอย่างนั้นรึ” ซูหมิงมองทอดไกล เห็นแผ่นดินขาวโพลน เกิดความรู้สึกคุ้นเคยและแปลกตาปะปนเข้าด้วยกันลอยอยู่ในก้นบึ้งหัวใจของเขา
ที่คุ้นเคยคือลมหิมะ แต่ที่แปลกตาคือดินแดน
เกล็ดหิมะลอยผ่านตัวเขา เขามองหิมะแล้วก้มหน้าลง ก่อนเดินลงบันไดที่เต็มไปด้วยพืชดอก
‘ในเมื่อมาถึงนี่แล้วก็ต้องหาถ้ำอาศัยของตัวเองก่อน’ ซูหมิงเดินพลางมองไปรอบๆ จุดที่มองล้วนอัดแน่นไปด้วยพืชที่เติบโตในหิมะ ปกคลุมอย่างเนืองแน่นเป็นส่วนใหญ่ของยอดเขาแห่งนี้
‘ศิษย์พี่รองขยันยิ่งนัก เขาเชื่อมั่นว่าตัวเองจะทำได้ดีกว่านี้…’
คำพูดของหู่จื่อศิษย์พี่สามดังกึกก้องอยู่ข้างหูเขาโดยไม่รู้ตัว ซูหมิงเดินอยู่นานมากจึงค่อยๆ เข้าใจคำพูดนั้นมากขึ้น
จนกระทั่งยามดึกมาเยือน ฟ้าดินค่อยๆ มืดลง ซูหมิงก็พบจุดหายากแห่งหนึ่งที่ไม่มีพืชปลูกเอาไว้ตรงกลางยอดเขาลำดับเก้า ตรงนั้นห่างจากบันไขภูเขาค่อนข้างไกล มีหินใหญ่นูนออกมาหนึ่งก้อน ลักษณะเป็นแท่นเรียบไม่ใหญ่นัก
ซูหมิงยืนอยู่บนแท่นเรียบ ลมพายุหิมะพัดครืนๆ ข้างหู เขายกมือขวา แสงดำตรงกลางระหว่างคิ้วพลันขยับแสง กระบี่เล็กสีดำลอยออกมาบินวนรอบตัวเขาหลายรอบก่อนตรงไปยังผนังหินด้านข้าง
เสียงโครมดังกังวาน ภายใต้การทะลวงของกระบี่เล็ก ค่อยๆ ปรากฏถ้ำแบบง่ายจากบนผนังหิน หินน้ำแข็งตรงนี้แข็งยิ่งนัก สร้างแค่ถ้ำแบบง่ายๆ กลับกินเวลาเขาไปไม่น้อย
เมื่อดวงจันทร์ลอยขึ้นสูงบนท้องฟ้า จึงเสร็จออกมาเป็นถ้ำ ซูหมิงเก็บกระบี่เล็กแล้วมองถ้ำแบบง่ายที่ไม่มีแม้แต่ประตู ส่ายศีรษะก่อนเดินเข้าไป
ภายในถ้ำมีแค่ห้องเดียว ซูหมิงเดินมาจนถึงปลายทาง กวาดสายตามองไปรอบๆ ผนังถ้ำมีไอหนาวลอยขึ้น ทำให้ภายในถ้ำแห่งนี้ยังคงหนาวเยือก
ซูหมิงนั่งขัดสมาธิลง หยิบแผนที่หนังสัตว์มาจากอกเสื้อ ก้มหน้ามองอยู่พักหนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา
‘ขั้นพลัง…อาจารย์พูดถูก คิดจะออกจากแดนอรุณใต้ ทุกอย่างต้องพึ่งความแข็งแกร่งของขั้นพลัง’
‘หาวิธีทำให้จิตใจสงบ แล้วทำความเข้าใจกับความหมายแท้จริงของคำว่าสร้าง’ ซูหมิงเก็บแผนที่ นั่งอยู่ตรงนั้นมีสีหน้าขบคิด
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ในค่ำคืนแรกของยอดเขาลำดับเก้าแห่งสำนักเหมันต์สวรรค์ ซูหมิงอาศัยอยู่ภายในถ้ำแบบง่ายๆ มีเสียงลมหนาวจากข้างนอกอยู่เป็นเพื่อน เขาขบคิดถึงคำพูดของเทียนเสียจื่อ ใช้เวลาไปมากกว่าครึ่งอย่างช้าๆ
สำนักเหมันต์สวรรค์กลางดึก นอกจากเสียงลมแล้วก็เป็นความเงียบ โดยเฉพาะยอดเขาลำดับเก้า เพราะมีคนอยู่น้อย ฉะนั้นจึงเงียบกว่าที่อื่น
แสงจันทร์สาดส่องลงมาอย่างอ่อนนุ่มด้านนอก ก่อให้เกิดความรู้สึกหนาวเหน็บท่ามกลางหิมะน้ำแข็ง
ช่วงที่ฟ้าใกล้สว่าง ซูหมิงออกจากฌานสมาธิ เขาขมวดคิ้ว รู้สึกสับสนเล็กน้อยว่าจิตใจสงบคืออะไร
‘ทำจิตใจให้สงบอย่างนั้นหรือ แต่ข้ารู้สึกว่าน่าจะทำให้จิตใจสงบลงได้แล้ว แต่ทำเช่นนี้มีส่วนช่วยในการฝึกฝนอย่างไร…ความเข้าใจที่อาจารย์บอกมันหมายถึงอะไร’ ซูหมิงครุ่นคิดอยู่นานก็ยังสับสน เงยหน้ามองท้องฟ้าเริ่มมีแสงนอกถ้ำ ก่อนเดินออกไปด้านนอก
ดินแดนแปลกตา ยอดเขาแปลกตา ซูหมิงเพิ่งเดินออกมาก็มีลมหนาวกระทบใบหน้า เกล็ดหิมะตกบนใบหน้าเขา ทว่าเขากลับไม่สนใจความหนาวของหิมะ
ท้องฟ้าเริ่มสว่าง ความมืดโดยรอบลดลงไม่น้อย พอเห็นเค้าโครงได้คร่าวๆ
ซูหมิงเดินหน้าไปเรื่อยๆ เหยียบบนแอ่งหิมะเกิดเป็นเสียงกระทบพื้น เสียงย่ำเท้าดังเป็นจังหวะค่อยๆ ทำให้ความสับสนคลายลง
‘จิตใจสงบ หรือว่าจะเป็นการฝึกจิตใจ’ ซูหมิงเหมือนคิดอะไรบางอย่างได้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ซูหมิงที่กำลังเดินพลันหยุดชะงัก นัยน์ตาเฉียบคม ทว่าก็ผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว มองไปด้านหน้าด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ตรงหน้าเขา เขาเห็นเงาคนกำลังนั่งยองอยู่หลังหินก้อนใหญ่ ในมือถือน้ำเต้าสุรา ดื่มไปพลางชะเง้อศีรษะจากหินก้อนใหญ่มองไปด้านนอกอย่างระมัดระวัง
จากตรงนี้ซูหมิงเห็นเพียงเงาแผ่นหลังของเขา มองไม่เห็นว่าหลังหินก้อนใหญ่ บุคคลนี้กำลังมองอะไรอยู่
“ศิษย์พี่สาม…” ซูหมิงมีสีหน้าประหลาดใจมากขึ้นเรื่อยๆ เขางุนงงเล็กน้อย ชายร่างกำยำที่ชอบเรียกตัวเองว่าท่านหู่นั่งยองอยู่ตรงนั้นเพื่ออะไร
“ชู่ว…” ศิษย์พี่สามสังเกตเห็นซูหมิงจึงหันกลับมา รีบเอานิ้วชี้แนบริมฝีปาก จากนั้นยักคิ้วหลิ่วตา สื่อความหมายไม่ให้ซูหมิงส่งเสียง ก่อนกวักมือเรียก
ซูหมิงลังเลครู่หนึ่ง เดินเข้าไปทีละก้าวอย่างระมัดระวัง เขาเห็นท่าทางรอบคอบของศิษย์พี่สามที่ชอบเรียกตัวเองว่าท่านหู่ กระทั่งยังมีสีหน้าตึงเครียด จึงอดตื่นตัวขึ้นมามิได้ ก่อนก้มตัวค่อยๆ เดินเข้าไป
เห็นท่าทางของซูหมิง ชายร่างกำยำมีสีหน้าชื่นชม เมื่อซูหมิงมาถึง เขาจับแขนของซูหมิงแล้วดึงมาอยู่ข้างตน กล่าวเสียงเบาว่า
“ไม่ต้องพูด อีกประเดี๋ยวไม่ว่าเจ้าจะเห็นอะไรอย่าเสียงดัง มิเช่นนั้นจะต้องเกิดเรื่องใหญ่” ศิษย์พี่สามกล่าวอย่างจริงจัง ซูหมิงมาถึงยอดเขาลำดับเก้าก็ติดตามศิษย์พี่สามมาตลอดทาง ชายร่างกำยำท่าทางมึนงงคนนี้ไม่เคยแสดงสีหน้าเช่นนี้มาก่อน
ซูหมิงเห็นดังนั้นจึงเกิดความรู้สึกประหลาดใจ ทว่าที่มากกว่าคือความเคร่งขรึม เขาพยักหน้ารับ
“อืม อีกประเดี๋ยวตอนข้าโผล่หน้ามอง เจ้าจะมองกับข้าก็ได้ แต่จำเอาไว้ห้ามส่งเสียงดังเด็ดขาด…” ศิษย์พี่สามเลียริมฝีปาก กำชับซูหมิงพลางดื่มสุรา ค่อยๆ โผล่หน้าขึ้นมองผ่านหินก้อนใหญ่ไปด้านนอก
ซูหมิงโผล่หน้ามองผ่านหินก้อนใหญ่เช่นเดียวกัน พริบตาเดียว สีหน้าเขาพลันประหลาดใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะด้านหลังหินก้อนใหญ่เป็นพื้นที่กว้างเต็มไปด้วยพืชดอก แต่กลับไม่มีเงาคนแม้แต่น้อย เงียบสงบยิ่งนัก
“มาแล้ว!” ศิษย์พี่สามตื่นตะลึง รีบกล่าว
ยามกล่าวออกไป ซูหมิงพลันเห็นเงาคนชุดขาวลอยมาไกลๆ ด้วยความเร็วราวกับวิญญาณยมโลก
เงาคนเคลื่อนตัวไม่เร็วนัก ล่องลอยมาหยุดอยู่ตรงจุดเพาะปลูก ลักษณะหน้าตาของเขาคือศิษย์พี่รอง
สีหน้าเขาดูตื่นตัว หลังจากมองไปรอบๆ แล้วก็ก้มหน้าลงมองพืชดอกใต้เท้า นั่งยองลงเด็ดมาส่วนหนึ่งจากนั้นรีบมองไปรอบๆ อีกครั้ง ก่อนลอยหายไป
ซูหมิงงุนงง
เขาไม่รู้จริงๆ ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่มีอะไรให้ต้องมอง โดยเฉพาะชายร่างกำยำนามหู่จื่อ ท่าทางจริงจังและระมัดระวังเหล่านั้นยิ่งทำให้ซูหมิงคิดว่าไร้สาระ
จนกระทั่งเมื่อศิษย์พี่รองจากไป ชายร่างใหญ่นามหู่จื่อจึงผ่อนคลายลง นั่งพิงก้อนหินแสยะยิ้มมองซูหมิง
“เป็นอย่างไรบ้าง สนุกใช่รึไม่”
ซูหมิงพูดไม่ออก มองศิษย์พี่สาม เขาไม่รู้ว่าควรจะกล่าวอย่างไรดี
“ข้าขอถามเจ้าศิษย์น้องเล็ก เจ้ารู้หรือไม่ว่าบนยอดเขาลำดับเก้าใครฉลาดที่สุด?” ศิษย์พี่สามมีสีหน้าลำพองใจ หยิบน้ำเต้าสุราขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ ก่อนสะอึกสุรา
ซูหมิงนิ่งเงียบส่ายศีรษะ เขาคิดว่าตนไม่ควรจะมาตรงนี้เลย บางทีตนไม่ควรจะเดินออกจากถ้ำด้วยซ้ำ
“ไม่รู้อย่างนั้นรึ? ก็ใช่ เจ้าเพิ่งมายอดเขาแห่งนี้ ข้าจะบอกให้ หากวัดกันที่ขั้นพลังข้าไม่อาจเทียบกับศิษย์พี่รองและศิษย์พี่ใหญ่ กับตาแก่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทว่าหากวัดกันที่ความฉลาด บนเขาลูกนี้มีใครเทียบกับข้าได้บ้าง? ไม่มี!” ศิษย์พี่สามมีสีหน้าลำพองใจมากกว่าเดิม
ซูหมิงยังคงเงียบ เขามองชายร่างกำยำตรงหน้า ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไปเอาคำตอบแบบนี้มาจากที่ใด
“เจ้าคงตะลึงใช่รึไม่ ข้าจะบอกให้ เหตุที่ท่านหู่คนนี้ฉลาดที่สุดก็เพราะข้าชอบคิด” ศิษย์พี่สามกล่าวเสียงเบาด้วยความภูมิใจ
“ไม่ใช่แค่ชอบคิดเท่านั้น อีกทั้งข้ายังชอบสังเกต อย่าว่าแต่ยอดเขาลำดับเก้าของพวกเราเลย ต่อให้เป็นยอดเขาอื่นก็เป็นเป้าหมายในการสังเกตของท่านหู่คนนี้ ข้าคิด ข้าสังเกต ดังนั้นข้าจึงฉลาดขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อครู่เจ้าเห็นอะไร เห็นศิษย์พี่รองใช่รึไม่ ข้าจะบอกให้ว่าสิ่งที่เจ้าเห็นคือศิษย์พี่รอง ทว่าก็มิใช่ศิษย์พี่รองเหมือนกัน หึหึ ศิษย์พี่รองพูดฉอดๆ อยู่คนเดียวทุกวันว่ามีคนมาขโมยพืชดอกของเขาทุกคืน และยังสงสัยว่าข้าเป็นคนทำอีก แต่ข้าบอกเขามิได้ว่าทุกครั้งเป็นตัวเขาเองต่างหากที่ขโมย” ศิษย์พี่สามมีสีหน้าลำพองใจมากขึ้น
ซูหมิงปวดศีรษะเล็กน้อย เขาคลึงตรงระหว่างคิ้ว ขณะกำลังจะยืนขึ้นเตรียมจากไป
“ศิษย์พี่รองปลูกพืชจนโง่งมแล้ว เขาในยามค่ำคืนกับเขาในยามกลางวันมิใช่คนเดียวกัน เจ้าว่าเขาจะเหนื่อยรึไม่ กลางวันปลูก กลางคืนมาขโมย และยังออกตามหาตัวเองอีก หากแต่ข้าบอกเขามิได้” ศิษย์พี่สามแสยะยิ้ม หยิบสุราขึ้นมาดื่มอึกใหญ่
ซูหมิงมองศิษย์พี่สามพลางฝืนยิ้มให้
ในที่สุดซูหมิงก็เข้าใจแล้วว่านิสัยแปลกของศิษย์พี่สามคืออะไร นิสัยแปลกของเขามิใช่ดื่มสุรา แต่เป็นการสังเกตและขบคิด
“สุราเริ่มเย็นแล้ว คงจะอยู่ตรงนี้นานเกินไป ไม่อร่อยเลย” ศิษย์พี่สามพึมพำกับตัวเอง ยืนขึ้นกวาดสายตามองซูหมิง
“ศิษย์น้องเล็ก วันนี้ศิษย์พี่หู่อารมณ์ดี จะพาเจ้าไปพบศิษย์พี่ใหญ่ดีรึไม่ ศิษย์พี่ใหญ่เองก็มีนิสัยแปลก เจ้าว่าเขาโง่งมขนาดไหน นั่งฌานฝึกพลังทุกวันอย่างกับเต่าดำ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หากให้ข้าพูด ชีวิตควรจะเป็นอย่างข้านี่ ขบคิดมาก สังเกตมาก ดื่มสุรามาก และฝันให้มาก…..
ทว่าตอนตาแก่มายืมสุราข้า เขาเคยพูดไว้อย่างหนึ่ง เหมือนว่าศิษย์พี่ใหญ่กับพวกเราไม่จะเหมือนกัน เขาโชคดีที่ตอนนั้นเป็นคนแรกที่ติดตามตาแก่ ได้ยินว่าได้รับเคล็ดวิชาแท้จริงและยังมีเคล็ดวิชาที่ลึกลับที่สุดในสำนักเหมันต์สวรรค์” ศิษย์พี่สามเลียริมฝีปาก กล่าวพึมพำทั้งสายตามึนเมา
เดิมทีซูหมิงคิดจะจากไป แต่พอได้ยินดังนั้นจิตใจพลันสั่นสะท้าน แววตาทั้งสองข้างเปล่งประกาย เขาเหมือนจับอะไรได้บางอย่างจากในคำพูดของศิษย์พี่สาม เท้าที่เดิมทีกำลังยกขึ้นพลันหยุดชะงัก
เขาก้มหน้ามองศิษย์พี่สามที่มีใบหน้ามึนเมาและกำลังมองตนด้วยรอยยิ้มซื่อๆ เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าบุคคลตรงหน้านี้เมาจริงๆ หรือตั้งใจจะบอกอะไรกับเขา
“จะไปรึไม่? หากไม่ไป ข้าจะไปเอง” ศิษย์พี่สามขยี้ตาพลางหาววอด