Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 354


บทที่ 354 กระบี่ที่ยิ่งใหญ่ตกอยู่ในมือของข้า! (ปลาย)

สถานศึกษาฉางหลานได้จัดหาโอสถเทพประสานไว้ให้อย่างเพียงพอ โอสถสมานแผลอีกหลายชนิด รวมทั้งสมุนไพรที่มีฤทธิ์เพิ่มสมรรถนะร่างกาย!……

……

ส่วนทักษะยุทธ์ที่ทหารเหล่านี้ได้รับการฝึกก็จัดว่าไม่ต่ำกว่าขั้นปฐพี! ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่าอาวุธที่ให้พวกเขาใช้เป็นอาวุธขั้นประกายแสง อย่างไรก็ตาม ลู่จิ้วเก๋อยังไม่ยอมให้ทหารได้ใช้อาวุธที่ยึดมาได้จากพลม้าเพลิงโลกันตร์!……

……

แน่นอน เว้นแต่ทหารคนนั้นจะผ่านการฝึกในระดับมาตรฐานเสียก่อน นางจึงยอมให้!..

พวกเขาต้องบรรลุคุณสมบัติที่ยอมรับได้ จึงได้ใช้อาวุธชนิดนั้น!

ทหารจึงได้แต่เฝ้ามองอาวุธขั้นประกายแสงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้ นับว่าเป็นความเจ็บปวดทุกข์ทรมานใจยิ่ง!

ฝึกฝน!

มีแต่ต้องฝึกอย่างเต็มที่!

ที่สำคัญการทดสอบจะเริ่มต้นในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ ดังนั้น ถ้าใครรั้งอันดับสุดท้าย คนนั้นต้องถูกคัดออก!

ความเป็นอยู่ของที่นี่ทุกคนกินดีอยู่ดี ใช้ของที่ดีที่สุด อุปกรณ์สำหรับการฝึกฝนอย่างดีที่สุด จึงไม่มีใครอยากถูกคัดออก!

เกือบทุกคนที่นี่จึงฝึกซ้อมชนิดที่เรียกว่าเอาเป็นเอาตาย!

ด้วยเหตุนี้ ทหารที่ได้รับการฝึกฝนจึงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วอย่างน่าตกใจ!

นอกจากศิษย์และทหารที่ต้องฝึกหนัก สถานศึกษาฉางหลานก็นับว่าประสบความสำเร็จอย่างชนิดพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ นับตั้งแต่ได้เจี้ยนชูชูมาเป็นหัวหน้าแผนกการเงิน!

ในทุกวันจะมีชาวเมืองหลวงมากมายเข้ามาติดต่อขอเยี่ยมชมภายในสถานศึกษาฉางหลาน ซึ่งต้องจ่ายค่าค่าธรรมเนียมเข้าชมหลายเหรียญทอง อันที่จริงก็ไม่ได้มากมายด้วยเป็นจำนวนที่ทุกคนสามารถจ่ายได้ อย่างไรก็ตามเมื่อมีคนจำนวนมากอย่างอื่นก็ตามมา!

ในวันหนึ่งๆ สถานศึกษาฉางหลานมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากผู้ชมถึงยี่สิบล้านเหรียญทอง!

และเจี้ยนชูชูได้ส่วนแบ่งเป็นจำนวนสองล้าน!

สองล้านอาจดูเหมือนไม่ได้มากมาย ทว่ายังมีโครงการอื่นอีก อย่างเช่น การเปิดประมูลขายที่ดินว่างเปล่าพื้นที่บริเวณโดยรอบสถานศึกษาฉางหลาน บางคนอาจต้องการที่ดินสักแปลงเพื่อสร้างบ้านเรือนและได้มาอยู่ใกล้กับสถานศึกษาฉางหลาน……

วันแรกที่เจี้ยนชูชูเปิดให้มีการประมูลที่ดิน นางสามารถขายได้ทั้งหมดห้าแปลง ซึ่งเนื้อที่ไม่กว้างนักแต่ละแปลงมีขนาดกว้างยาวประมาณสามสิบจั้ง ทว่าขายได้ในราคาสามสิบล้านเหรียญทองต่อแปลง!

พื้นที่รอบๆ ฉางหลาน อย่างน้อยก็มีหลายสิบล้านหมู่!

นอกจากนี้ยังมีโครงการต่างๆ อีกมากมาย……อย่างไรก็ตามเฉพาะวันแรก เจี้ยนชูชูได้ค่าตอบแทนแล้วเกือบสามสิบล้านเหรียญทองทีเดียว!

ไม่วันใดก็วันหนึ่งนางต้องกลายเป็นเศรษฐีติดอันดับต้นๆ ของแคว้นเจียงอย่างแน่นอน!

อีกอย่างคือนางยังคัดคนกลุ่มใหญ่เข้ามา และส่งคนพวกนั้นไปสำรวจภูเขาค้นหาสายแร่ทองคำ เงิน และอะไรเทือกนั้น!

หลังจากที่ทำการค้นหาอย่างหนักมาตลอดเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน ในที่สุด นางก็ค้นพบสายแร่ทองคำอยู่ในหุบเขาลึกราวพันลี้จากสถานศึกษาฉางหลาน

ซึ่งเรื่องนี้ได้ทำให้คนทั้งฉางหลานตื่นตัวขึ้นมาทันที!

สายแร่ทองคำเป็นการค้นพบอย่างมีนัยสำคัญยิ่งของฉางหลาน ด้วยเหมืองทองคำแห่งนี้สามารถผลิตทองคำมีมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญทอง

แน่นอน ในเมื่อหญิงสาวเป็นผู้ที่ริเริ่มค้นพบ นางจึงได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวนสิบล้านเหรียญทอง นอกจากนั้นเยี่ยฉวนยังเพิ่มรางวัลพิเศษ เป็นศาสตราวุธจิตวิญญาณขั้นประกายแสงให้อีกด้วยความเต็มใจ นั่นทำให้นางรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก ดังนั้น เจี้ยนชูชูจึงส่งข้อความแก่พี่ชายของนาง บอกเจี้ยนเสี่ยวหวางให้ตามมาสมทบ รวมทั้งให้พาคนในตระกูลกระบี่ติดตามมาด้วย……

ยิ่งร่ำรวยจากเงินที่ได้ หญิงสาวยิ่งขยันขันแข็งมากขึ้น! นางจัดตั้งหน่วยงานเล็กๆ ในความดูแลของตนเอง และคัดคนเข้ามาในหน่วยงานเกือบร้อยคน กระจายงานให้แก่ทุกคนรับผิดชอบงานด้านต่างๆ ซึ่งพวกเขาก็ไม่ประมาท ด้วยคนทั้งร้อยคนต่างทำหน้าที่รับผิดชอบในกิจการงานต่างๆ ของสถานศึกษาฉางหลาน

นอกจากนั้น ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเหล่านั้นล้วนมีความเชื่อมโยงกับตระกูลใหญ่ๆ ในแคว้นเจียงและมีความสัมพันธ์กับตระกูลอื่นๆ ซึ่งในแต่ละปีตระกูลใหญ่ยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อให้บุตรหลานได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาที่ฉางหลาน หากเด็กมีผลการเรียนดีเป็นที่น่าพอใจ ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับเข้าเป็นศิษย์สายตรงในที่สุด!

เยี่ยฉวนเคยคิดว่าวิธีการนี้ไม่น่าจะประสบผลสัมฤทธิ์ เพราะเขาคิดว่าหลายครอบครัวหลายตระกูลคงมีฐานะไม่สู้ดี!

ทว่าความคิดนั้น ผิดถนัด!

หลายตระกูลไม่ได้ยากจนอย่างที่คิด ต้องบอกว่าร่ำรวยมากด้วยซ้ำ!

สามสิบล้านเหรียญต่อบุตรหลานของพวกเขาเพียงหนึ่งคน!

เวลานี้ฉางหลานมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตระกูลใหญ่กว่ายี่สิบตระกูล นั่นหมายความว่าปีหนึ่งๆ สถานศึกษาจะมีรายได้ราวหกร้อยล้านเหรียญจากตระกูลเหล่านี้……

อย่างที่เข้าใจกันว่าไม่มีสัญญาข้อผูกมัด ตระกูลเหล่านั้นจะไม่ให้ความร่วมมือกับฉางหลานเมื่อใดย่อมทำได้ ถึงกระนั้นเยี่ยฉวนกลับค้นพบว่าไม่มีตระกูลใดที่ประสงค์จะยุติความร่วมมือกับสถานศึกษาแห่งนี้แม้แต่รายเดียว

เพราะพวกเขาตระหนักว่าบรรดาลูกหลานมีสถานะแตกต่างจากคนอื่นเมื่อได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ของฉางหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหลานบางคนที่ได้กลายเป็นศิษย์สายตรง! ดังนั้นหลายครอบครัวหลายตระกูลจึงยังอยากที่จะให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาฉางหลาน……

ระยะเวลาเพียงสองเดือนกว่า สถานศึกษาฉางหลานประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนสถานะจากหน้ามือเป็นหลังมือ

เวลานี้อิทธิพลของสถานศึกษาฉางหลานเริ่มแผ่ขยายขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ความแข็งแกร่งก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ทว่าเยี่ยฉวนยังมีความกังวลอยู่ลึกๆ

ด้วยเพราะฉางหลานยังมียอดยุทธ์กล้าแกร่งไม่มากพอ ส่วนพลังฝีมือของลู่จิ้วเก๋อ โม่หยวน และเฟิ่งหลานยังเป็นข้อกังขาสำหรับตนเอง และยังสงสัยว่าถ้าฉางหลานมีภัย คนทั้งสามจะยินยอมพร้อมใจกันต่อสู้เพื่อปกป้องฉางหลานหรือไม่!

ยังแข็งแกร่งไม่พอ!

วันหนึ่งต่อมา จ้าวหอชั้นห้าแห่งสำนักอัปสรเมรัยได้มาเยือนสถานศึกษาฉางหลาน

ภายในห้องพักของเยี่ยฉวน ผู้มาเยือนทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “สหาย วันนี้ข้ามีสิ่งที่เจ้าจะต้องประหลาดใจ”

เยี่ยฉวนท่าทางกระตือรือร้นใคร่รู้ทันที “ถ้าอย่างนั้นอย่าช้า ข้ากำลังรอฟังขอรับ!”

อีกฝ่ายเปล่งเสียงหัวเราะ พลางขยับหยิบหีบใบหนึ่งออกมา ภายในบรรลุกระบี่ห้าเล่ม!

กระบี่ขั้นประกายแสง!

ขณะนั้นเอง จ้าวหอเผยฝ่ามือข้างขวา พลันหีบสีดำสนิทปรากฏออกบนฝ่ามือ

เยี่ยฉวนชะงักนิ่ง “สิ่งนี้คือ?”

จ้าวหอชั้นห้าตอบเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “หีบนี้บรรจุกระบี่แท้จริง เซียนกระบี่ผู้หนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์มอบให้ทางสำนักนำออกประมูล สิ่งนี้มีมูลค่าถึงสองพันหกร้อยล้านเหรียญทอง ไม่สิ น่าจะเทียบได้กับสุดยอดศิลาจิตวิญญาณ 25 ล้านชิ้น เจ้าต้องการจะซื้อไว้หรือไม่?”

เยี่ยฉวนนิ่งอึ้ง “……”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version