บทที่ 451 ร้ายมาต้องร้ายกลับ!
……
เวลาต่อมา ในความรู้สึกสับสนงุนงงเยี่ยฉวนได้ยินเสียงน้ำไหลดังมาเข้าหู……
……
ในหัวหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยแท่งโลหะ……
..
ขณะนั้นสติสัมปชัญญะเริ่มกลับพร่ามัวอีกครั้ง ชายหนุ่มจึงกำหมัดเข้าหากันจนแน่น และขบฟันลงบนลิ้นอย่างแรง ความเจ็บแปลบเรียกสติให้กลับคืนมาเล็กน้อย
ด้วยเหตุนั้นทำให้เยี่ยฉวนรับรู้ถึงสถานที่ที่ตนกำลังอยู่ในปัจจุบันด้วย
ถัดไปจากที่เขาอยู่เป็นน้ำตกแห่งหนึ่ง ขนาดไม่ใหญ่นักมีความกว้างกว่าเก้าจั้งและความสูงราว 18 จั้ง สายน้ำที่ตกลงมายังแอ่งน้ำเล็กๆ ด้านล่าง ทำให้ละอองน้ำสาดกระเซ็นรอบบริเวณ
ใกล้น้ำตกสตรีนางหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนโขดหิน ท่าเอนตัวไปทางน้ำตกและจุ่มเท้าบอบบางลงในน้ำพร้อมกับแกว่งไปมาเพื่อขับไล่ความสกปรกเบาๆ
พลันมีเสียงนกขับขานดังกังวานไปทั้งหุบเขา
เสียงน้ำตกไหลแรง ผสานกับเสียงนำร้องและหญิงสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง……
ความสงบ!
ในตอนนั้นเยี่ยฉวนสัมผัสได้ถึงความสงบยิ่งกว่าที่เคยพบพาน!
เมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่ เขาจึงค่อยยันกายขยับลุกขึ้นหากพบว่าเรี่ยวแรงหายไปเกือบหมด!
ชายหนุ่มบิดมุมปากเล็กน้อย ผลข้างเคียงสินะ……
คนที่อยู่ใกล้น้ำตกอีกด้าน หญิงสาวคงจะรู้สึกตัวจึงหันกลับมามองเยี่ยฉวน พลันนางกดนิ้วเท้าลงไปบนผิวน้ำส่งให้แรงกระเพื่อมเกิดเป็นระลอกคลื่น ร่างคนทะยานลิ่วประดุจกลุ่มควันสีฟ้าลอยละล่อง เมื่อคนขึ้นสู่อากาศสตรีกดฝ่าเท้านวลเนียนลงมาอีกครั้ง และคนก็ล่องลอยมายังจุดที่เยี่ยฉวนอยู่ท่วงท่าประหนึ่งเทพธิดาผู้บริสุทธิ์งดงาม จุติลงมาจากสรวงสวรรค์ก็ปาน
ต่อมาหญิงสาวได้ทะยานลงมายืนข้างเยี่ยฉวน จากนั้นจึงก้มลงมามองชายหนุ่มอย่างพินิจพิจารณา ดวงตากลมใสแวววาวกะพริบปริบ “ฟื้นแล้ว?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “แม่นางเหลียน……พวกเรายังรอดชีวิต……ดีจริง!”
เหลียนว่านลี่ยกมือขึ้นลูบเส้นผมด้านหลังใบหูเล่น อมยิ้มขณะตอบว่า “ของล้ำค่าที่เจ้านำออกมามีพลังมหาศาลจริงๆ สามารถสังหารคนขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงสองคนและกลุ่มยอดฝีมือเป็นร้อยอีกด้วย สิ่งนั้นคืออะไรกันแน่? มีพลังมากเช่นนั้นได้อย่างไร?”
หญิงสาวถามรัวเป็นชุด ทันทีที่นึกได้จึงยิ้มเก้อด้วยรู้สึกสำนึกผิด “ขอโทษด้วย ข้าซักถามโน่นนี่มากไป!”
เยี่ยฉวนยิ้มพลางพูดเสียงแผ่ว “หอคอยแห่งเรือนจำ! ข้าไม่ค่อยรู้รายละเอียดนัก รู้แต่ว่าท่านแม่ทิ้งสิ่งนี้ไว้ให้ดูต่างหน้า ของสิ่งนี้มีพื้นที่ของมัน……เมื่อก่อนอาจารย์เซียนกระบี่ก็อยู่ในนั้นแต่ตอนนี้นางไปเสียแล้ว!”
เหลียนว่านลี่นิ่งฟังคำพูดเปิดเผยของชายหนุ่ม หญิงสาวมีสีหน้าสดใสยิ้มกว้างอย่างพอใจ นางไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดจึงรู้สึกเช่นนั้น พลอยให้หลงลืมความอารมณ์สูญเสียแขนไปชั่วขณะทีเดียว
คำตอบที่ได้รับดูเหมือนจะเพียงพอแล้วสตรีจึงไม่ซักถามอีก
จู่ๆ เยี่ยฉวนก็พูดขึ้นว่า “แม่นางเหลียน ก่อนนั้นเจ้าน่าจะหนีไปเสีย”
เหลียนว่านลี่เหลือบตามองอีกฝ่าย “หนี? ถ้าข้าหนีไปเจ้าคงตายสถานเดียว!”
ชายหนุ่มโต้กลับ “แต่ถ้าไม่หนี เจ้าอาจตายก็ได้”
หญิงสาวสั่นศีรษะขณะทรุดลงนั่งข้างเยี่ยฉวน ก่อนจะหันหน้าไปทางขอบฟ้าแสนไกลที่ซึ่งดวงอาทิตย์ทอแสงเจิดจ้า เสียงพูดพึมพำแผ่วเบา “แผ่นดินชิงกำลังวุ่นวาย ผู้คนมุ่งแต่จะกอบโกยหาประโยชน์ส่วนตน ไหนเลยจะคิดถึงแผ่นดินชิงว่าต่อไปภายหน้าจะเป็นอย่างไร ในสถานการณ์คับขันเจ้ากลับยังคงยืนหยัดโดยไม่หวังผลประโยชน์ เพียงเพื่อปกป้องแผ่นดินแห่งนี้เท่านั้น”
คนหยุดพูดก่อนจะหันกลับมามองหน้าเยี่ยฉวนพลางยิ้มน้อยๆ “เจ้าทำดีมากเลยที่ต่อสู้กับคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์พวกนั้น ทำให้ข้ารู้ได้ทันทีว่าถ้าคนเราไม่เห็นความสำคัญและเห็นอกเห็นใจต่อชีวิตของชาวบ้านธรรมดา เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนพลังมุ่งแต่ลัทธิเต๋าและความเป็นอมตะ พวกนั้น……ต่อให้กล้าแกร่งแค่ไหนก็ไม่สมควรเรียกว่ามนุษย์ ข้าเกลียดคนพวกนี้ที่สุด บางครั้งความแข็งแกร่งก็ไม่อาจใช้วัดความมีอำนาจของคนได้เสมอไป!”
“ถ้าเช่นนั้นจะวัดจากอะไร?” เยี่ยฉวนถามเบาๆ
อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปเป็นครู่ราวกำลังนึกหาคำตอบ กระทั่งหญิงสาวจึงส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ ถึงอย่างไรข้ารู้แต่ว่าคนอย่างเจ้าจึงจะมีอำนาจ เมื่อเจ้าเผชิญหน้าเพียงลำพังกับเหล่ายอดฝีมือจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หากพูดกันจริงๆ แล้วเจ้าสามารถปกป้องแผ่นดินชิงไว้ได้”
คนพูดพลางหันมามองเยี่ยฉวนพลางยิ้มด้วยดวงตาเป็นประกายแวววาว “ข้าเชื่อว่าคนเราถึงจะยากดีมีจน แต่สิ่งที่ต้องมีคือความกล้าหาญและความรับผิดชอบ”
เยี่ยฉวนพูดเสียงขรึมขึ้นว่า “แม่นางเหลียน ข้าก็เป็นอย่างที่เจ้าพูดทุกอย่าง……เออ อย่างนี้ข้าจะเก่งเกินไปไหม?”
หญิงสาวชำเลืองมองเยี่ยฉวนสายตาจิกกัดขณะค้อนขวับพลางเบ้ปาก “เจ้านี่มันหน้าหนาของแท้!”
เยี่ยฉวนหน้าเหวอ “……”
ครู่ต่อมาเหลียนว่านลี่หยิบยาตันเถียนไพลินน้ำส่งให้เยี่ยฉวน “รักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าเสียก่อน ข้าจะคอยคุ้มกันให้!”
อีกฝ่ายผงกศีรษะรับแต่โดยดี สิ่งที่ต้องทำก่อนอื่นคือเยียวยาอาการบาดเจ็บ ด้วยมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่แล้วเสร็จ เขาต้องจัดการด้วยตัวเอง
รักษาอาการบาดเจ็บ!
เมื่อจิตใจสงบเยือกเย็นลงและหวนมาสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วน สิ่งที่เขาเป็นกังวลที่สุดกลับมิใช่ผลข้างเคียงเลย ทว่าคือปัญหาที่ตามมาจากการกระตุ้นการใช้งานหอคอยแห่งเรือนจำซึ่งยากแก่การแก้ไข……นี่เองที่เขารู้สึกเป็นกังวลอยู่ทุกขณะจิต!!
ภายหลังจากทดสอบพลังด้วยความระมัดระวังแล้ว เยี่ยฉวนค่อยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เมื่อพบว่าทุกส่วนในร่างกายไม่ได้รับความเสียหาย
ไม่ใช่!
เยี่ยฉวนชะงักและรีบตรวจสอบภายในหอคอยแห่งเรือนจำทันที พลันนั้นเองชายหนุ่มถึงกับตกตะลึงนิ่งงันไปชั่วขณะ!
ครู่หนึ่งเยี่ยฉวนจึงฝืนยิ้มออกมา
ด้วยพบว่าสุดยอดศิลาจิตวิญญาณที่เขาหามาได้ก่อนหน้าได้หายไปแล้วทั้งหมด! ไม่เฉพาะสุดยอดศิลาจิตวิญญาณเท่านั้นที่หายไป ทว่าส่วนที่อยู่ในวงแหวนสัมภาระภายในหอคอยแห่งเรือนจำก็ไม่มีเหลือ! สิ่งของในวงแหวนสัมภาระยังอยู่ครบเว้นแต่สุดยอดศิลาจิตวิญญาณเท่านั้น!
ชัดเจนว่าหอคอยแห่งเรือนจำสูบกลืนสุดยอดศิลาจิตญญาณไปจนหมดสิ้น!
พลังชี่จิตวิญญาณ!
ชัดเจนว่าการที่เยี่ยฉวนกระตุ้นการใช้งานหอคอยแห่งเรือนจำ ทำให้หอคอยต้องการใช้พลังชี่จิตวิญญาณในทำนองเดียวกัน!
แต่มันมากเกินไป!
สุดยอดศิลาจิตวิญญาณของเขาเองมากกว่าสิบล้านชิ้นและไหนจะในวงแหวนสัมภาระที่อยู่ภายในหอคอยแห่งเรือนจำอีกไม่น้อยกว่าสิบล้าน!
ถูกเขมือบจนเกลี้ยง!
นับว่าเคราะห์ยังดีที่ตัวเขายังไม่เป็นอะไร!
ชายหนุ่มลองติดต่อสื่อสารกับหอคอยดูก่อน ทว่าสิ่งที่พบมีแต่ความสงบเงียบ! นอกจากนั้น ร่างจริงของเยี่ยฉวนก็ไม่สามารถเข้าและเก็บของล้ำค่าที่อยู่ภายในออกมาได้ด้วย!
ปิด.งั้นหรือ?
เยี่ยฉวนตะลึงงันไปอีกคำรบ!
เขาลองอีกทว่าก็ยังไม่สามารถผ่านเข้าสู่หอคอยแห่งเรือนจำ หรือแม้แต่กระตุ้นการใช้งานก็ไม่สำเร็จ
ในที่สุดเยี่ยฉวนจึงมั่นใจแล้วว่าหอคอยถูกปิดตายแล้วจริงๆ!
สูญเสียหอคอยแห่งเรือนจำ ย่อมหมายถึงสูญเสียไม้ตายไพ่ใบสุดท้าย!
ชายหนุ่มนั่งอยู่เงียบๆ พักใหญ่ จากนั้นเยี่ยฉวนหันไปทางเหลียนว่านลี่ซึ่งกำลังก่อกองไฟอยู่อีกด้านไม่ไกลนัก “แม่นางเหลียน เจ้าช่วยส่งศิลาจิตวิญญาณมาให้ข้าสักชิ้น!”
เหลียนว่านลี่ได้ยินแล้วก็ไม่รอช้าจึงชี้มือออกไป พลันศิลาจิตวิญญาณชิ้นหนึ่งตกลงเบื้องหน้าชายหนุ่ม จากนั้นหญิงสาวก็หันกลับไปก่อกองไฟตามเดิม!
คนทางอีกฟากหนึ่ง เยี่ยฉวนเก็บศิลาจิตวิญญาณที่ตกอยู่ขึ้นมาถือ ฉับพลันของชิ้นนั้นหายวับไปอย่างรวดเร็ว!
หายไปแล้ว!
เยี่ยฉวนสีหน้าตื่นตะลึง
หลังจากผ่านไปราวครึ่งก้านธูป ชายหนุ่มจึงได้ข้อสรุปว่า ประการแรกหอคอยแห่งเรือนจำปิดตายแล้วจริง ประการที่สองหอคอยจะต้องการพลังชี่จิตวิญญาณมากมายมหาศาล ประการที่สามจะเปิดใช้งานได้เขาต้องมีของที่จำเป็นคือพลังชี่จิตวิญญาณจำนวนมาก!
ประการที่สี่ สุดยอดศิลาจิตวิญญาณที่ว่ามากนั้นไม่สามารถระบุเป็นจำนวนได้……หากไม่มากนักก็ไม่มีปัญหา แต่นี่ต้องใช้สุดยอดศิลาจิตวิญญาณมากมหาศาลหลายพันล้านชิ้น เขาไม่รู้ว่าจะหาของล้ำค่ามากมายขนาดนั้นได้จากที่ไหน!
ยากนัก!
สิ่งสำคัญที่สุดเขาไม่รู้เลยว่าหากกระตุ้นการใช้งานขึ้นมาแล้ว จะยังมีผลข้างเคียงอยู่ภายในหอคอยแห่งเรือนจำอีกหรือไม่!
ผ่านไปเนิ่นนานเยี่ยฉวนผ่อนลมหายใจยาว ไม่อยากคิดหาคำตอบให้กับคำถามที่มีอยู่อย่างมากมายอีกแล้ว เรื่องเร่งด่วนที่สุดก็คือเยียวยาอาการบาดเจ็บของตนให้หายดี
หลังจากได้รับยาสมุนไพรตันเถียนของเหลียนว่านลี่แล้ว ร่างกายของเยี่ยฉวนเริ่มปรากฏพลังชี่จิตวิญญาณแผ่ซ่านออกมา และการบำรุงรักษาร่างกายทำให้พลังค่อยฟื้นตัวทีละน้อย
เวลากลางคืนคืบคลานเข้ามา บรรยากาศโดยรอบสงัดเงียบ
ท้องฟ้าในคืนเดือนมืดเต็มพราวพร่างด้วยแสงดาว เยี่ยฉวนนั่งอยู่ตรงกันข้ามกับเหลียนว่านลี่ ข้างหน้ามีกองไฟส่วนด้านบนกองไฟมีกระต่ายย่าง สีเหลืองทั้งตัวท่าทางกรอบน่ากิน
พวกเขาไม่ได้รีบกลับไปยังเขตแดนต้าอวิ๋นในเวลานี้ ด้วยเพราะพลังยังไม่ฟื้นคืนเต็มที่นั่นเอง!
หญิงสาวเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ข้าได้ยินว่ามียอดฝีมือจำนวนมากมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์กำลังไปยังแผ่นดินชิง พวกมันมีเจตนาสกปรกทั้งนั้น”
ชายหนุ่มอีกฟากพึมพำเสียงเบา “ถ้างั้นเราก็ไม่ควรปล่อยให้พวกมันกลับไปอย่างมีชีวิต!”
เหลียนว่านลี่เงยหน้ามองเยี่ยฉวนตรงๆ ริมฝีปากเผยอยิ้ม “เยี่ยม!”
เวลานั้นเยี่ยฉวนสัมผัสได้ถึงรอยยิ้มในน้ำเสียงจึงนิ่งงันไป ยามนั้นเขาลอบมองหญิงสาวอีกฟากอย่างพิจารณา ซึ่งพบว่าจริงๆ แล้วนางจัดว่าเป็นคนที่มีรูปโฉมงดงามคนหนึ่งทีเดียว
ความสวยของนางอาจไม่ถึงกับโดดเด่น ทว่าเมื่อพิจารณาให้ดีจึงสังเกตเห็นว่านางเป็นคนสวยเอาการทีเดียว
ครู่หนึ่งมีเสียงเหลียนว่านลี่ถามมาว่า “เจ้ากำลังมองข้างั้นสิ?”
เยี่ยฉวนชะงักนิ่ง ก่อนจะพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี
“ข้าสวยไหมล่ะ?” หญิงสาวถามเสียงเรียบ
อีกฝ่ายพยักหน้า “สวย”
เหลียนว่านลี่หน้าสลดวูบ “จะสวยได้อย่างไร ในเมื่อแขนหายไปแล้วข้างหนึ่ง?”
เยี่ยฉวนตอบเสียงแผ่ว “ขอโทษนะ!” จะว่าไปที่นางเสียแขนเป็นเพราะช่วยเขานั่นเอง!
หญิงสาวบิดมุมปาก “ข้าไม่ได้โทษเจ้าสักหน่อย!”
พูดจบนางจึงค่อยเอนหลังนอนลงบนพื้นหญ้า สายตาทอดมองไปบนท้องฟ้าดำมืดซึ่งเต็มไปด้วยดวงดาว ขณะเสียงพูดเบาราวกระซิบ “คืนนี้พักก่อนเถอะ! หลังจากคืนนี้ พรุ่งนี้เราจะได้ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า! เมื่อกลับไปถึงเจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป?”
เยี่ยฉวนจึงเอนหลังลงบนพื้นบ้าง เขาเงียบไปเป็นครู่อย่างใช้ความคิดก่อนจะพูดเบาๆ ว่า “เมื่อร้ายมาก็ต้องร้ายกลับ!”
.
ณ แคว้นหนิง
ก่อนเวลาเที่ยงวัน ปรากฏว่ามีเรือเหาะจำนวนมากมายหลายลำโผล่ขึ้นมาเหนือน่านฟ้าของแคว้นหนิง และทิศทางมุ่งไปยังเมืองหลวง
ในกระบวนเรือเหาะเหล่านั้น ลำที่นำหน้าสุดแท้จริงแล้วเป็นคนของชุมนุมฮวนเสี่ยว สำนักเหอฮวนและสำนักมารโลหิต
ด้วยทั้งสามชุมนุมสำนักต่างล้วนอาฆาตแค้นต่อเยี่ยฉวน!
ตอนนี้พวกเขาตั้งใจเพื่อมาแก้แค้น นอกจากนั้นสำนักเหอฮวนและชุมนุมฮวนเสี่ยวหมายที่จะจับทัวป้าเหยียนให้ได้ด้วย!
ณ ตำหนักที่ประทับภายในวังหลวงแห่งแคว้นหนิง
ทัวป้าเหยียนในชุดยาวสีขาวล้วน ยืนอยู่เพียงลำพังต่อหน้าแผ่นจารึกดวงวิญญาณซึ่งปรากฏตัวอักษรอ่านได้ว่า ‘สามี-เยี่ยฉวน’ !
นางได้ข่าวการตายของเยี่ยฉวนแล้ว จึงตั้งแผ่นจารึกดวงวิญญาณและยืนไว้อาลัยเป็นเวลาหนึ่งวันกับหนึ่งคืน
เมื่อฟ้าเริ่มสางได้ไม่นาน เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู “ฝ่าบาท เวลานี้เรือเหาะจากต่างแดนมุ่งหน้ามาที่เมืองหลวงแล้ว ได้โปรดหลบก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
สตรีหันกลับเดินตรงไปยังแผ่นป้าย จากนั้นก็เอื้อมมือไปลูบแผ่นป้ายอย่างเบามือเสียงกระซิบแผ่วต่ำ “วางใจเถอะ ในชีวิตนี้สามีของข้าคือเจ้าเพียงคนเดียว!”
จากนั้นคนหันหลังให้และเดินกลับออกไปทันที
ฝ่ามือซึ่งซุกอยู่ในแขนเสื้อกว้างกำเครื่องรางอัคคีผลาญโลกันต์ไว้แน่น!
เมืองหลวงแคว้นหนิง
เรือเหาะสามลำหยุดทะยานและจากนั้น คนราวสามร้อยทะยอยกระโจนติดตามกันลงมาจากเรือเหาะทั้งสาม คนแล้วคนเล่า
คนพวกนี้เป็นเหล่าศิษย์จากสำนักมารโลหิต สำนักเหอฮวนและชุมนุมฮวนเสี่ยว!
โดยมีเจ้าสำนักมารโลหิตที่ชื่อเสวียเยว่เป็นผู้นำ เขากวาดตามองไปรอบด้านแววตาหื่นกระหายท่าทางตะกละตะกลาม “เลือด……”
จากนั้นสีหน้าคนแปรเปลี่ยนเหี้ยมโหดดุดัน “ฆ่าให้หมดทุกคน!”
