บทที่ 501 ข้าคือผู้ไร้เทียมทาน! (ต้น)
ตราสัญลักษณ์ประมุข!……
เป็นธรรมดาที่เยี่ยฉวนย่อมรู้ความหมายของตราสัญลักษณ์นี้เป็นอย่างดี ซึ่งนี่คือวัตถุประจำตัวประมุขแห่งตระกูล!……
มีทั้งตราสัญลักษณ์ประจำตัวประมุขและบันทึกประวัติของตระกูล แค่สองสิ่งนี้เขาจะทำอะไรก็ได้!
เยี่ยฉวนจัดแจงเก็บตราสัญลักษณ์ประมุขและบันทึกประวัติของตระกูลให้เรียบร้อย จากนั้นจึงหันไปสำรวจวงแหวนสัมภาระอีกอัน
สำหรับวงแหวนสัมภาระอันนี้ ภายในมิได้บรรจุของล้ำค่าขั้นสวรรค์ ทว่ามีอัญมณีเพชรน้ำค้างกว่าหนึ่งพันชิ้น นอกจากนั้นยังมีดอกบัวหิมะขนาดเท่าฝ่ามืออยู่หนึ่งชิ้น
ดอกบัวหิมะชิ้นนี้มีลักษณะเป็นผลึกแก้วใสแจ๋วและผิวสัมผัสเย็นเฉียบ
ของล้ำค่าที่สวรรค์และปฐพีสร้างสรรค์!
ในโลกใบนี้เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ สิ่งเหล่านี้ต่างดูดซับแก่นพลังแห่งสุริยันและจันทราเพื่อหล่อเลี้ยงสวรรค์และปฐพี ทำให้ดำรงไว้ซึ่งขุมพลังอันยิ่งใหญ่
ดอกบัวหิมะเบื้องหน้าชิ้นนี้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่ว่าเช่นกัน
ของล้ำค่าสามารถเพิ่มพูนพลังปราณด้วยตัวเอง ยิ่งถ้าคนที่นำไปใช้มีความพิเศษด้วยแล้ว ผลที่ได้จะยิ่งเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ
นอกจากดอกบัวหิมะ ในวงแหวนสัมภาระยังก็มีของชนิดอื่นอีกซึ่งมิได้มีราคาค่างวดเท่าใดนัก
อย่างน้อยๆ กระทั่งเยี่ยฉวนเองก็ได้แต่มองผ่านไม่สนใจแต่อย่างใด
ในสายตาของเขาไม่เอาใจใส่ต่อสิ่งที่เป็นแค่วัตถุธรรมดาๆ แล้วอย่างสิ้นเชิง!
หลังจากเก็บวงแหวนสัมภาระเข้าที่เข้าทาง ซาบซึ้งยินดีจนเป็นที่พอใจแล้วเยี่ยฉวนจึงได้เวลาไปต่อ
ถึงแม้ว่าคราวนี้ชายหนุ่มจะสูญเสียสุดยอดศิลาจิตวิญญาณในการกระตุ้นหอคอยแห่งเรือนจำไปเกือบสองพันล้านชิ้นก็ตาม หากผลพลอยได้ก็มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
เมื่อคิดรวมๆ แล้วมีกำไรเสียด้วยซ้ำ!
ในตอนนี้เยี่ยฉวนไม่เดินทางอย่างอุกอาจและเปิดเผย! หลังจากเปิดใช้งานวิชาที่ชื่อว่า ‘หลบเร้น’ ชายหนุ่มจึงกลายร่างให้เป็นล่องหนในทันที
การณ์เช่นนี้ยังยากจะมีผู้ใดพบเห็นยกเว้นยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง! ยิ่งกว่านั้นต่อให้เป็นยอดฝีมือที่มีขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง หากมิได้ค้นหาอย่างตั้งอกตั้งใจก็ยากที่จะค้นเจอเขาด้วยซ้ำ
ครู่ใหญ่ต่อมาเยี่ยฉวนออกห่างจนไกลลิบและลับหายไปจากสายตา
คล้อยหลังชายหนุ่มไปไม่ทันไร เงาของใครคนหนึ่งจึงค่อยปรากฏออกมา
คนที่เพิ่งเข้ามามองตามหลังไปเงียบๆ ครู่หนึ่งจึงมีเสียงพูดแผ่วเบาราวรำพึงกับตัวเอง “แม่นาง……เจ้าเห็นหรือยัง? นายน้อยสำเร็จเป็นราชันย์กระบี่ทั้งที่อายุยังไม่เต็ม 19 ขวบปี แม้แต่ตระกูลตู๋กูของเรา เขาก็ถือเป็นคนโดดเด่นที่สุด……แม้แต่คุณหนูเยี่ยหลิง ซึ่งแม้จะมีอายุไม่ถึง 15 ขวบ นางก็สามารถบรรลุขั้นพลังผนึกยุทธ์แล้ว ไหนจะรูปลักษณ์ที่พิเศษซึ่งหาได้ยากนัก……ถ้านายท่านในเรือนจำรู้เข้าคงจะยินดีไม่น้อย”
เมื่อเสียงพูดสะดุดหยุดลง ร่างเงานั้นจึงเลือนลางไปอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียงไม่นานเงานั้นได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
บริเวณหุบเขาหนานเหลียนซึ่งทอดตัวอยู่ทางตอนใต้ของแผ่นดินชิง ทำเลที่ตั้งอยู่ไกลโพ้น มีประชากรอาศัยอยู่กันอย่างประปรายด้วยความที่พื้นที่เป็นภูเขาสูงต่อเนื่องยาวเหยียด
ที่นั่นคือจุดหมายปลายทางของเยี่ยฉวนในการมาครั้งนี้
กฎแห่งเต๋า!
ในขณะนี้เขาอยากค้นหากฎเต๋าลำดับที่สองให้พบจนแทบจะอดใจรอต่อไปไม่ไหว
ด้วยเมื่อเขาหาพบ ถ้าต้องใช้กฎแห่งเต๋าในการเปิดใช้หอคอยแห่งเรือนจำ ผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นน่าจะบรรเทาเบาบางลงได้เป็นอันมาก!
เขาเกือบตายมาแล้วเพราะไม่ใช้กฎแห่งเต๋า และครั้งนี้ถึงแม้จะต้องเผชิญกับอาการผลข้างเคียงที่รุนแรง เขาจะไม่มีทางหมดสติ!
ได้เห็นถึงความร้ายกาจของกฎแห่งเต๋าอย่างชัดเจน!
ถัดมาอีกหนึ่งวันเต็มเยี่ยฉวนจึงเดินทางมาถึงหุบเขาหนานเหลียน หลังจากเข้าสู่อาณาบริเวณหุบเขาชายหนุ่มก็มุ่งตรงไปตามทิศทางที่ได้รับการชี้นำจากยอดยุทธ์ชั้นสอง
ท่ามกลางขุนเขากว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด เยี่ยฉวนยังคงวิ่งตะลุยไปข้างหน้า เขาได้พบเจอกับสัตว์อสูรก็หลายครั้ง ทว่าก็ไม่มีสัตว์ตัวไหนที่สามารถมองเห็นเขา
ภายใต้การนำทางของยอดยุทธ์ที่ชั้นสองนั้นเอง ทำให้เยี่ยฉวนรุกเข้าไปในป่าลึกกลางหุบเขาเข้าทุกทีๆ ผ่านไปราวครึ่งชั่วยามเขาจึงหยุดฝีเท้ากึก
เบื้องหน้าที่พื้นไม่ไกลออกไปมากนัก มีหุบเหวขนาดใหญ่ความลึกสุดหยั่งถึงมีความกว้างและยาวมากกว่าครึ่งลี้
เมื่อมองลงไปจากตำแหน่งที่เขายืน สังเกตว่าก้นเหวมืดสนิทและปกคลุมด้วยหมอกดำทะมึน ดูอึมครึมและน่าสะพรึงกลัวอย่างบอกไม่ถูก
ความรู้สึกตามสัญชาตญาณบอกตนเองว่าข้างล่างนั้นมิใช่สถานที่ดีอย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเสียงพูดดังมากระทบโสตประสาท “กระโดดลงไป!”
กระโดด!
มุมปากของชายหนุ่มบิดเบี้ยวน้อยๆ ขณะก้าวเท้าออกไป หุบเหวมืดมิดไม่อาจมองเห็นได้ถนัด
เยี่ยฉวนมีท่าทางลังเลเล็กน้อย สัญชาตญาณบอกกับตัวเองว่าถ้ากระโดดลงไป บางอย่างที่อยู่ด้านล่างไม่ใช่สิ่งดีแน่
ภายในหอคอยแห่งเรือนจำ ชั้นที่สองของหอคอยเริ่มกระแทกกระทั้นอีกครั้ง
หอคอยกำลังเร่งเร้าคนอย่างเห็นได้ชัด
เยี่ยฉวนสีหน้าลังเลและพูดขึ้นว่า “เอ่อ ขอถามสักนิดเถอะ ข้าอยากรู้ว่าตอนที่ท่านค้นพบกฎแห่งเต๋า เหตุใดท่านจึงไม่นำมาให้ข้าตั้งแต่ตอนนั้นเล่าขอรับ?”
จากคำถามแสดงถึงความพิศวงสงสัยในใจของเยี่ยฉวน ในเมื่อยอดยุทธ์ชั้นที่สองกล้าท้าทายสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ย่อมมีความกล้าแกร่งอย่างไม่น่าสงสัย ถึงกระนั้นเมื่อตามหากฎแห่งเต๋าได้สำเร็จ กลับไม่นำกลับมา ต้องมีอะไรผิดปกติสักอย่าง!
ผิดปกติจริงๆ!
เมื่อเยี่ยฉวนจบคำถาม หอคอยแห่งเรือนจำสงบนิ่งไปอึดใจทว่าไม่นานก็เริ่มสั่นอย่างรุนแรง จนชั้นหนึ่งต้องพลอยสั่นสะเทือนไปด้วย
พลันชายหนุ่มรู้สึกวิงเวียนมึนงงเล็กน้อย และชักตะครั่นตะครอไม่สบายตัวอย่างไรพิกล
บางสิ่งบนนั้นกำลังแผลงฤทธิ์!
เมื่อคิดดังนั้นเขาจึงรีบละล่ำละลักออกไปอย่างรวดเร็ว “เอาละๆ หยุดเสียทีได้ไหม? ต่อไปข้าจะไม่ถามอีกก็ได้”
นั่นแหละหอคอยแห่งเรือนจำจึงหยุดนิ่งลงทันที
“กระโดด!”
เสียงสั่งดังมาอีก
เยี่ยฉวนก้าวเท้าออกไปข้างหน้าอีกก้าว ขณะค่อยๆ ข่มสติอารมณ์ให้เย็นลง
เมื่อนึกถึงอะไรบางอย่างพลันจึงเปล่งเสียงหัวเราะหึให้กับตนเอง “ข้ากลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาวไปตั้งแต่เมื่อไร!”
ว่าแล้วก็กระโจนพรวดลงไปทันที
นับตั้งแต่สตรีลึกลับจากไป เขาก็พบว่าออกจะขี้ขลาดกับทุกสิ่งไปสักหน่อย
ความจริงแล้วถ้าเราตัดสินใจทำสิ่งใดแล้ว ควรทำอย่างมั่นใจโดยไม่ลังเลปราศจากความขลาดกลัว
ยิ่งคิดมาก ยิ่งมองเห็นปัญหา ยิ่งทำให้กลายเป็นคนขี้ขลาด
ขณะลงสู่เหวลึก ร่างของเขาทะยานลงไปด้วยความรวดเร็วอย่างยิ่งจนภายในหูอื้ออึงด้วยกระแสลมเย็นเยียบ
ครู่ใหญ่ต่อมาในที่สุดฝ่าเท้าของเยี่ยฉวนสัมผัสเข้ากับพื้นดิน บรรยากาศทั่วไปมืดสนิท
เคราะห์ยังดีที่เยี่ยฉวนไม่จำเป็นต้องมองผ่านนัยน์ตา มิเช่นนั้นเขาไม่อาจมองเห็นอะไรได้เลย
ในขณะนั้นเขาลงไปไม่ถึงก้นเหวลึก โดยกำลังยืนอยู่บนชานหินซึ่งยื่นออกมาจากผนังหุบเขา ทว่าลึกลงไปใต้ชานหินก็ยังไม่สามารถมองเห็นส่วนที่เป็นก้นเหวอยู่ดี ผนังหุบเขารอบบริเวณมีลำต้นของเถาวัลย์ขนาดเท่าแขนเลื้อยพันรวมทั้งวัชพืชปกคลุมอยู่เต็มไปหมด
ปราศจากเสียงหรือแม้แต่ลมหายใจ!
“ลงไป!”
พลันมีเสียงของยอดยุทธ์ชั้นสองบอกมาอีกครั้ง
ชายหนุ่มผงกศีรษะรับทราบ จากนั้นจึงคว้าเอากิ่งเถาวัลย์ที่อยู่ใกล้และโหนตัวไต่ลงไป
