บทที่ 523 กุดหัวตาเฒ่าวิตถารแซ่ลู่! (ปลาย)
เยี่ยฉวนตอบเสียงเรียบ “ไม่ได้หมายความว่าอะไรทั้งนั้น ข้าคิดว่าพวกเจ้าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนยกโขยงกันมาถึงนี่เพราพมั่นใจแล้วว่าจะจัดการกับอาจารย์ของข้าได้ ถ้าอย่างนั้น แน่จริงก็ตามข้ามา!” ……
จากนั้นชายหนุ่มก็ตรงไปหาเยี่ยหลิง และฉวยคว้าข้อมือบอบบางของคนเป็นน้องมาจับไว้ ก่อนจะจูงมือเดินกันไปตามทาง……
หมั่วซิ่วรวมทั้งคนอื่นหันมองหน้ากันด้วยความงงงัน ครู่หนึ่งจึงมีเสียงกร้าวออกคำสั่ง “ตามมันไป!”
ดังนั้นทั้งหมดจึงได้ออกจากสถานที่ เยี่ยฉวนเดินนำกลุ่มคนยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงมุ่งหน้าเข้าไปยังบริเวณที่เป็นหุบเขา……
ฝีเท้าของคนนำหน้าค่อยเดินไปช้าๆ ไม่รีบร้อนแต่อย่างใด มิหนำซ้ำระหว่างนั้นเขาได้พูดคุยและหัวร่อต่อกระซิกกับน้องดังแว่วเป็นครั้งคราว ดูเผินๆ ราวกับมีกลุ่มคนยอดฝีมือตามมาคอยระวังหลังก็ไม่ปาน
ทว่าคนที่อยู่ข้างหลังหมั่วซิ่วและคนอื่นท่าทางระแวดระวังอยู่ในที
ยิ่งเยี่ยฉวนมีท่าทีสบายๆ มากเท่าไร ยิ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้รู้สึกกริ่งเกรงด้วยมีคนให้พึ่งพาอาศัยได้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งหมายถึงชายหนุ่มไม่ได้หวาดกลัวสำนักผู้ตรวจการเขตแดนนั่นเลยแม้แต่น้อย
ไม่ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเยี่ยฉวนจะเป็นใครก็ตาม ย่อมไม่ใช่ธรรมดา!
สีหน้าของหมั่วซิ่วรวมถึงคนอื่นในกลุ่ม ล้วนฉายแววแห่งความเคร่งเครียดและในใจร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก
จนกระทั่งในที่สุด ซึ่งไม่แน่เหมือนกันว่าใช้เวลานานเท่าใด เยี่ยฉวนได้นำพาพวกหมั่วซิ่วออกไปนอกอาณาเขตของสำนักเหมันตอุดรได้สำเร็จ และทั้งหมดกำลังเข้าสู่บริเวณหุบเขาลูกหนึ่ง
จากนั้นไม่นานนัก ชายหนุ่มคนเดินนำหน้าจึงหยุดฝีเท้า และเท่าที่มองเห็นเบื้องหน้าเป็นกระท่อมโกโรโกโสหลังคามุงด้วยฟางหญ้าหลังหนึ่ง
พลันคนนำค้อมตัวลงแสดงคารวะอยู่หน้ากระท่อม ท่าทีเห็นได้ชัดว่าให้ความเคารพเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง
พอเห็นพี่ชายคารวะ เยี่ยหลิงรีบค้อมตัวลงคารวะตามอย่างด้วยความรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าสองพี่น้องทำการคารวะเช่นนั้น หมั่วซิ่วและคนอื่นพากันมองไปที่กระท่อมหลังนั้นอย่างสนใจ ต่างคนต่างใช้พลังเทวจิตสำรวจทะลุทะลวงเข้าไปภายใน จนกระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่สีหน้าและแววตาของทุกคนพากันจับตาดูอย่างระแวดระวัง
เพราะเมื่อแต่ละคนใช้พลังเทวจิตของตัวเองเข้าไปสำรวจตรวจสอบภายในกระท่อมหลังนั้น ทว่าไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น
มันเป็นไปได้อย่างไร?!
หมั่วซิ่วดูท่าว่าระแวงยิ่งกว่าใครในที่นั้น เห็นได้จากมือทั้งสองข้างสั่นน้อยๆ
ขณะนั้นเสียงเยี่ยฉวนเอ่ยขึ้นมาลอยๆ “ท่านอาจารย์ เจอพวกเขาแล้ว! แต่อย่างไรเสียผู้ทรงเกียรติลู่ไม่ได้มาด้วยขอรับ!”
พูดจบแล้ว คนพูดทำท่าราวกับกำลังตั้งใจฟังอย่างระมัดระวัง
หลังจากเงียบไปชั่วขณะ เยี่ยฉวนพยักหน้าหงึก “เข้าใจแล้วขอรับ!”
ว่าแล้วหันมาคว้าหมับที่ข้อมือเยี่ยหลิงก่อนจะจูงเดินตรงไปที่ปากประตูกระท่อม จากนั้นจึงผลักบานประตูและเดินหายกันเข้าไปข้างในทั้งคู่
เมื่อเห็นเยี่ยฉวนและเยี่ยหลิงสองพี่น้องเข้าสู่ภายในกระท่อม คนอื่นที่อยู่ข้างนอกรวมทั้งหมั่วซิ่วต่างมองด้วยแววตาตื่นตระหนก ด้วยพบว่าทันทีที่ร่างของสองพี่น้องเยี่ยฉวนและเยี่ยหลิงหายเข้าไปนั้น พลอยให้ลมหายใจของทั้งคู่เลือนหายไปด้วยเช่นกัน
คนที่ยืนข้างหมั่วซิ่ว ลู่เฟิงพึมพำเสียงแหบแห้ง “หัวหน้าอาวุโสหมั่ว อาจารย์ของเยี่ยฉวนเป็นใครกันแน่?!”
หมั่วซิ่วตอบกลับเสียงพึมพำไม่ต่างกัน “คนที่ทำให้ผู้ทรงกียรติลู่ยังต้องหวาดกลัว”
อีกฝ่ายเหลือบมองผู้พูดสีหน้าเจื่อนไปทันที
ทำให้ผู้ทรงเกียรติลู่หวาดกลัวได้……ต้องเป็นคนที่มีพลังกล้าแกร่งสักปานใด ถึงทำให้คนอย่างผู้ทรงเกียรติลู่เกรงกลัว?
ทันใดนั้นบานประตูหน้ากระท่อมถูกเปิดผัวะ และเกือบพร้อมกันกับบุรุษผู้หนึ่งสวมผ้าคลุมดำทั้งตัวได้ก้าวผ่านช่องประตู คนสวมดำค่อยๆ เดินออกมาโดยที่มือไพล่หลังไว้ทั้งสองข้าง ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าถูกคลุมด้วยผ้าสีดำ แม้กระทั้งใบหน้ายังไม่อาจมองเห็นได้
เมื่อคนสวมชุดดำปรากฏตัว ครั้งแรกหมั่วซิ่วและทุกคนพากันมองอย่างประหลาดใจ ขณะต่อมาความประหลาดใจในแววตาได้ถูกแทนที่ด้วยความรู้กึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ
ด้วยพบว่าคนสวมชุดดำเดินมาหยุดยืนต่อหน้าพวกเขาถึงขนาดนี้แล้ว ทว่าหาได้มีใครรู้สึกถึงการดำรงอยู่ของคนผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย!
อีกทั้งเมื่อทุกคนพยายามใช้พลังเทวจิตเจาะทุลุทะลวงไปยังคนคนนั้น กลับพบเพียงความว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม คนคนนั้นได้มาหยุดอยู่เบื้องหน้าพวกเขาตรงนี้แล้ว
แม้แต่คนที่มีขั้นพลังแกร่งกล้าอย่างผู้ทรงเกียรติลู่ ยังทำได้ไม่ถึงขั้นนี้!
แรงกดดันพุ่งวาบเข้าจับจิตใจของหมั่วซิ่ว และเมื่อรู้สึกตัวจึงข่มความตระหนกทำให้ใจคอเยือกเย็นลง จากนั้นก็กระแทกกำปั้นคารวะ “ท่านผู้นี้ข้าขอทราบชื่อแซ่ได้หรือไม่ขอรับ?”
ชายสวมชุดดำตอบด้วยน้ำเสียงแหบจัด “หน้าอย่างเจ้าไม่คู่ควรมาซักไซ้ชื่อแซ่ของข้า เจ้าผู้ทรงเกียรติลู่มันไปอยู่ที่ไหน? ปรากฏตัวออกมาหาที่ตายเสียดีๆ!”
ผู้ทรงเกียรติลู่!
หมั่วซิ่วจ้องสายตาเขม็งไปยังคนสวมชุดดำ “ถึงเจ้าจะมีพลังแกร่งกล้า ก็ใช่ว่าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะยอมถูกกลั่นแกล้งได้ง่ายๆ”
“กลั่นแกล้ง?”
น้ำเสียงของคนสวมชุดดำแฝงรอยเย้ยหยัน “ข้ากลั่นแกล้งสำนักผู้ตรวจการเขตแดน หรือว่าสำนักผู้ตรวจการเขตแดนกลั่นแกล้งข้ากันแน่? หลายครั้งหลายหนที่พวกเจ้าจู่โจมศิษย์ผู้น่าผิดหวังของข้า พวกเจ้าพอใจนักหรือยังไงที่ได้รังแกคนที่อ่อนด้อยกว่า?”
อีกฝ่ายขยับปากตั้งท่าเหมือนจะโต้ตอบ พอดีกับที่คนสวมชุดดำสะบัดชายแขนเสื้อกว้าง “ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้ และฝากไปบอกเฒ่าวิตถารแซ่ลู่ด้วย ว่าข้าจะตามไปกุดหัวมันที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดน บอกมันให้ตั้งตารอได้เลย!”
ทันทีที่ได้ยิน ทั้งหมั่วซิ่วและหล่ายต่อหลายคนสีหน้าบิดเบี้ยเหยเก
กลับไป?
ทุกคนมาเพื่อการต่อสู้ ทว่าเวลานี้กลับถูกไล่ให้กลับไปงั้นหรือ?
แต่ว่าถ้าไม่กลับไป อย่าว่าแต่พวกคนอื่นๆ เลย กระทั่งหมั่วซิ่วเองยังไม่กล้าเคลื่อนไหวจู่โจม!
ด้วยเป็นที่ประจักษ์ว่าพลังของคนเบื้องหน้านั้นลึกล้ำยากสุดหยั่งถึง!
ส่วนที่คาดว่าเป็นใบหน้าของคนคนนั้นหรือเล่า ดูราวกับห้วงอวกาศมืดทะมึนกว้างใหญ่ ต่อให้มีร่างอวตารเป็นไม้ตาย ยังไม่อาจวางใจได้เลยสักนิด
ทว่าจะให้เป็นคนหวาดกลัวจนหัวหดกลับไปทั้งอย่างนี้ น่าอับอายขายขี้หน้าสิ้นดี
หลังจากคนสวมชุดดำพูดจบแล้ว เขาหันหลังและเดินกลับไปยังกระท่อมหลังคามุงด้วยฟางทันที ทว่าในขณะนั้น หมั่วซิ่วกัดฟันกรอดพลางเค้นเสียงพูดออกไปว่า “ข้าขอท้าและอยากขอคำชี้แนะจากท่านสักหน่อย!”
ขอท้าและขอคำชี้แนะ……
คนสวมผ้าคลุมดำตลอดตัวชะงักกึกหยุดอยู่กับที่……
