บทที่ 533 ข้าว่าเจ้างี่เง่า! (ต้น)
เหินกระบี่……
ราชันย์กระบี่ที่ไม่รู้วิธีเหินกระบี่!……
เยี่ยฉวนคิดแล้วอยากจะร้องไห้ รู้สึกอายตัวเองเป็นกำลัง
เป็นเรื่องที่น่าอับอายในชีวิตอะไรเช่นนี้!
เมื่อเห็นชายหนุ่มนิ่งอึ้งไม่พูดไม่จา ชายชราขมวดคิ้วน้อยๆ “ข้าถามทำไมไม่ตอบ?”
ชายหนุ่มยิ้มแหย “เอ้อ อาจารย์ขอรับ ขะ……ข้าไม่รู้ว่าเขาเหินกระบี่กันอย่างไร……”
อีกฝ่ายพอได้ยินคำตอบถึงกับผงะเงิบ จากนั้นจึงถามกลับมาอีกว่า “เจ้าไม่รู้?”
เยี่ยฉวนพยักหน้าอย่างจนปัญญา
ชายชราหัวคิ้วขมวดมุ่น น้ำเสียงออกขุ่นเคือง “จะล้อข้าเล่นหรือไง!”
ชายหนุ่มรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ข้าเพิ่งเข้าสำนักชางเจี้ยนได้แค่ครึ่งเดือนเท่านั้น อาจารย์ข้ายังไม่ได้สอนวิชาเหินกระบี่ให้ข้าเลยขอรับ!”
“อาจารย์เยว่……”
หลังจากต่างฝ่ายต่างนิ่งอึ้งไปเป็นครู่ ชายชราพึมพำเสียงเบา “อาจารย์เยว่……”
แต่แล้วคนกลับชะงักคำที่จะพูดต่อไป เขาหันมามองเยี่ยฉวน “เจ้าไม่รู้วิธีเหินกระบี่จึงเป็นปัญหา”
ขณะนั้นเองแสงกระบี่สว่างวาบขึ้นบนท้องฟ้า จากนั้นก็ตกวูบลงสู่พื้นดิน เป็นไป๋หลี่อวิ๋นนั่นเอง!
เขาเดินตรงไปหาเยี่ยฉวน สีหน้างุนงงขณะเอ่ยถามทันที “อานเยี่ย ทำไมเจ้าไม่ตามไป?”
เยี่ยฉวนไม่รู้จะตอบอย่างไร
เสียงชายชราพูดมาจากอีกด้านทันทีว่า “เขายังไม่ได้เรียนการเหินกระบี่น่ะสิ!”
ไป๋หลี่อวิ๋นได้ยินจึงชะงักไปอีกคน ครู่หนึ่งก็หันไปยิ้มและพูดกับเยี่ยฉวนว่า “ไม่เป็นไร ทักษะเหินกระบี่เรียนรู้ไม่ยาก ต่อไปเจ้าค่อยฝึกก็ยังไม่สาย ส่วนตอนนี้ถ้าไม่รังเกียจ เหินกระบี่ไปด้วยกันกับข้าก็แล้วกัน”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับทันที “ขอบใจ”
อีกฝ่ายหัวเราะร่วนก่อนตอบว่า “ด้วยความยินดี!”
จากนั้นคนโบกมือข้างขวาและกระบี่ทะยานขึ้นไปลอยอยู่กลางอากาศ ว่าแล้วเขาก็กระโดดขึ้นไปยืนทรงตัวก่อนจะหันมามองเยี่ยฉวนเป็นสัญญาณให้ตามขึ้นไป
ชายหนุ่มทะยานตามขึ้นไปยืนด้านหลังไป๋หลี่อวิ๋น ทันทีนั้นกระบี่พุ่งวาบขึ้นสู่ในท้องฟ้าและทะยานตรงเข้าหาก้อนเมฆที่ลอยอยู่เบื้องบน
เสียงหัวใจเต้นระรัว!
ความรู้สึกของชายหนุ่มในตอนนั้นเขารู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจซึ่งเพิ่มระดับขึ้นอย่างทันทีทันใด สั่นระรัวราวตีกลองเลยทีเดียว
ทันทีที่กระบี่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พลันสำนักชางเจี้ยนที่อยู่ด้านล่างเหลือเพียงอาคารขนาดเล็กจ้อยเท่านั้น
ครู่ต่อมาพวกเขาจึงไล่ตามหลานอวี้จนทันกัน
หญิงสาวหยุดนิ่งลอยอยู่บนอากาศ และเมื่อเห็นคนที่เพิ่งมาทั้งสองนางตวัดหางตาเหลือบมองเยี่ยฉวนและไป๋หลี่อวิ๋นแวบหนึ่ง “ตามมา!”
โดยไม่รอช้าคนพูดหันกลับพลันแสงกระบี่สว่างวาบและหายลับไปในเวหาหาวอย่างรวดเร็ว
รวดเร็วยิ่งนัก!
สตรีอีกคนดูนางไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย จากนั้นไม่นานจึงเร่งเหินตามคนนำหน้าไปติดๆ และลับหายเข้ากลุ่มเมฆไปจนไกลอีกคน
เสียงคนที่ยืนถัดไปข้างหน้า ไป๋หลี่อวิ๋นบ่นอุบ “ศิษย์พี่หลานอวี้ฝีมือร้ายกาจไม่เบา ได้ชื่อว่ามีความเร็วในการเหินกระบี่เป็นเลิศ ทว่านางทำไม่ได้แน่ ถ้าไม่เพราะกระบี่ที่ใช้เป็นสุดยอดกระบี่แท้จริง อีกครึ่งทางก็เป็นกระบี่ขั้นสวรรค์แล้ว!”
เยี่ยฉวนเอ่ยถามออกไป “ความเร็วสัมพันธ์กับกระบี่ด้วยงั้นหรือ?”
ไป๋หลี่อวิ๋นพยักหน้า “แน่นอน ชนิดของกระบี่เป็นตัวบ่งชี้ว่ามันมีสมรรถนะแข็งแรงทนทานขนาดไหน ถ้ากระบี่ไม่ดีความเร็วจะลดลงอย่างฮวบฮาบ! อีกอย่างความเร็วยังสัมพันธ์กับพลังของผู้ใช้งานด้วย อีกหน่อยอาจารย์ของเจ้าคงสอนเรื่องนี้ให้เจ้าเองนั่นละ!”
เยี่ยฉวนพยักหน้า การออกมาครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้อะไรอีกมากทีเดียว
กระบี่เต๋าของสตรีลึกลับเป็นอาวุธระดับแถวหน้าอย่างแท้จริง!
ณ เวลานี้เยี่ยฉวนอาจจะยังไม่คู่ควรด้วยสักเท่าไร สิ่งที่ต้องทำคือไม่เอ้อระเหยฝันเฟื่องปล่อยเวลาสูญเปล่า เขาจะต้องพัฒนาตัวเองให้ก้าวขึ้นไปทีละขั้น!
ทั้งสี่เหินกระบี่ได้ราวครึ่งชั่วยามจึงมาถึงยังเกาะเล็กๆ หลานอวี้เป็นผู้นำร่อนกระบี่ลงจอด ณ บริเวณชายฝั่งบนเกาะ จากนั้นคนอื่นๆ ทยอยร่อนลงตามกันมา
หลังจากที่ทุกคนลงมาจนครบแล้ว หลานอวี้กวาดตามองคนทั้งสามไล่ไปทีละใบหน้า “ที่นี่เรียกว่าเกาะวั่นอวี่ เป็นดินแดนในกรรมสิทธิ์ของสำนักชางเจี้ยนเรา และที่นี่ยังอุดมด้วยเหมืองแร่แห่งจิตวิญญาณรวมทั้งของล้ำค่ามากมายรอบๆ เกาะแห่งนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อไม่กี่วันก่อน ยามของเราที่เฝ้าที่นี่ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ดังนั้นพวกเราจึงมาเพื่อสืบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น”
เยี่ยฉวนถามขึ้นทันทีว่า “ยามเฝ้าที่นี่มีขั้นพลังขั้นไหน?”
หลานอวี้หันมามองคนถาม “ยามสามคนมีขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพและมีคนขั้นพลังผนึกยุทธ์อีกหก”
เมื่อได้รับทราบคำตอบ หัวคิ้วของชายหนุ่มขมวดมุ่น “ถ้าเป็นพวกที่สามารถทำให้คนเก้าคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ได้ แสดงว่าคนพวกนั้นต้องเป็นขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง หรือมีจำนวนคนที่มากกว่า ข้าว่าพวกเรารีบออกไปจากที่นี่ดีกว่าและลองไปสืบหาบริเวณอื่นรอบๆ แทนที่จะทำเป็นใจกล้าบ้าบิ่นมาเสี่ยงอันตรายบนเกาะแห่งนี้”
หลานอวี้นิ่วหน้าทันทีที่ได้ยินวาจาของเขา “ทำไม หรือว่าเกิดกลัวตายขึ้นมา?”
ได้ยินเช่นนั้นทำเยี่ยฉวนเกือบพูดไม่ออก “ศิษย์พี่หลาน ข้าไม่ได้กลัว ทว่าพวกเราน่าจะวางแผนให้รอบคอบเสียก่อนจึงค่อยลงมือ”
ชายหนุ่มพูดพลางหันไปรอบตัว “เจ้าไม่รู้สึกบ้างหรือไง? ตั้งแต่พวกเรามาถึงเกาะนี้บรรยากาศรอบตัวกลับนิ่งสนิทไร้ความเคลื่อนไหว แม้แต่กระแสน้ำก็พลอยไหลเอื่อยๆ……ลมยังแทบไม่กระดิก……”
หลานอวี้ก้าวมายืนประจันหน้ากับเยี่ยฉวน “ถ้าขี้ขลาดนัก ก็กลับไปซะ!”
ชายหนุ่มเกือบอดใจไม่ไหวซัดหน้าคนพูดสักหมัดหนักๆ สมองของนางเพี้ยนไปแล้วงั้นหรือ?
ทันใดนั้นไป๋หลี่อวิ๋นรีบแทรกเข้าตรงกลางพลางพยายามพูดโน้มน้าวคนทั้งสอง “ศิษย์พี่หลานอวี้ อานเยี่ย พวกเราเหมือนคนครอบครัวเดียวกัน อย่าเพิ่งแตกคอกันในเวลานี้เลย! อีกอย่างเราทุกคนมาที่นี่โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันเพื่อที่จะมาสืบความจริงให้กระจ่างว่า ใครกันที่ลอบทำร้ายคนของเรา พวกเจ้าเห็นด้วยหรือไม่?”
ฝ่ายหญิงเขม้นมองเยี่ยฉวนด้วยแววตาเยือกเย็น “เจ้าคิดว่าข้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เจ้าพูดงั้นสิ? ถึงอย่างไรผู้ฝึกกระบี่อย่างเราต้องมีจิตใจกล้าหาญและมุ่งไปข้างหน้าได้อย่างเดียว เราต้องพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายในทุกรูปแบบแทนที่จะคิดวิ่งหนีหางจุกตูด! เพราะนั่นจะเป็นหนทางเดียวทำให้เราเป็นกระบี่ที่ไม่เคยแพ้พ่าย!”
เยี่ยฉวนส่ายหน้า เสียงพึมพำอุบอิบอู้อี้ “งี่เง่าฉิบ!”
ทันทีที่ได้ยินวาจาค่อนขอดของอีกฝ่าย แววตาเยือกเย็นของหลานอวี้แปรเปลี่ยนฉับพลัน ทันใดนั้นหญิงสาวตวัดกระบี่ยาวเฟื้อยที่กำลังถืออยู่ชี้หน้าเยี่ยฉวน “เมื่อกี้เจ้าว่าอะไรนะ! พูดใหม่อีกทีซิ!”
ชายหนุ่มตอบเสียงเบา “ข้าว่าเจ้างี่เง่า”
“บังอาจ!”
ขาดคำหญิงสาว ร่างนั้นก็ทะยานพุ่งเข้าหาพร้อมกระบี่ แสงกระบี่ตวัดลงในมุมเฉียงและฟาดลงเป้าหมายที่กลางศีรษะของเยี่ยฉวน
รวดเร็วประดุจสายฟ้าแลบ!
