บทที่ 558 ที่พูดหวังว่าคงจะเข้าใจ!
เมื่อใดที่นางได้ชิมคำแรก เยี่ยฉวนมั่นใจว่าจะต้องมีคำที่สองตามมาอย่างแน่นอน……
กะแล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ เยี่ยฉวนลงมือทำกับข้าวเป็นครั้งที่สอง นางก็ยอมชิมไปเล็กน้อย……
ดังคำกล่าวที่ว่าของที่ได้มาง่ายมักถูกมองว่าไร้ค่า เมื่อสตรียอมกินอาหารที่เยี่ยฉวนทำมาให้ นางจึงไม่ขับไล่ไสส่งเขาอีกเลย
ทุกวันเยี่ยฉวนจะทำกับข้าวไม่ซ้ำกันและปรุงอย่างสุดฝีมือทุกจาน แม้ว่าจะไม่หรูหราเหมือนที่กินในโรงเตี๊ยม ทว่าเมื่อกินกับข้าวแล้วก็อร่อยเหมือนกัน
เหตุการณ์จึงดำเนินไปเช่นนี้ จนผ่านไปหลายวัน
เวลาที่จ้านเถี่ยกำหนดไว้ใกล้จะหมดลงทุกทีๆ ทว่าในระหว่างนั้น เยี่ยฉวนไม่เอ่ยถึงค่ายกลกระบี่อีกเลย
เวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียววันสิ้นสุดตามกำหนดของจ้านเถี่ยก็มาถึง
ตอนเที่ยงวันสตรีเสร็จจากมื้ออาหารแล้ว ขณะที่เยี่ยฉวนเตรียมจะเก็บของกลับไปนั้นเอง พลันอีกฝ่ายพูดขึ้นว่า “พรุ่งนี้ข้าจะลงจากเขาไปที่อื่นและไม่มีกำหนดกลับ! เพราะฉะนั้นนับจากพรุ่งนี้เจ้าไม่ต้องมาแล้ว!”
เยี่ยฉวนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าและตอบกลับ “ขอรับ”
จากนั้นจึงหันไปเก็บข้าวของและเตรียมตัวกลับเช่นเคย
ในขณะนั้นมีเสียงสตรีพูดมาจากด้านหลัง “ทำไมไม่ถามเรื่องค่ายกล”
ชายหนุ่มชะงักหยุด เขาหันไปกล่าวยิ้มๆ กับอีกฝ่ายว่า “ในใจของข้ายังแอบมีความหวังว่าท่านจะช่วยเหลือ บอกตามตรงการเอาใจใส่ดูแลทั้งหมดนี่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่ายกลด้วยเหมือนกัน ถึงกระนั้นข้าไม่อยากเซ้าซี้ท่านมากจนเกินไป ตราบใดที่ข้าพยายามทำเต็มที่แล้วถึงจะไม่ได้ผลก็ช่วยไม่ได้ ข้าจึงไม่รู้สึกเสียใจแม้แต่น้อยขอรับ”
ทั้งหมดเป็นคำพูดที่กลั่นออกมาจากใจ แน่นอนเขาหวังมาตลอดว่าสตรีตรงหน้าอาจยอมช่วยเหลือจัดการค่ายกล ทว่าในเมื่อไม่ได้ผล เขาก็จะไม่บังคับนาง
ในชีวิตหนึ่งใช่ว่าเราจะสมหวังไปเสียทุกเรื่อง ทว่าตราบใดที่ได้พยายามทำแล้วอย่างเต็มที่แม้ผลสุดท้ายจะล้มเหลว ก็ช่างหัวมันปะไร
ไม่โศกเศร้าเสียใจ
คนพูดฉีกยิ้มกว้าง “อาจารย์กู่ ต่อไปถ้าท่านอยากกินกับข้าวฝีมือข้าขึ้นมา เชิญแวะไปที่ยอดเขาอวิ่นเจี้ยนนะขอรับ……”
ว่าแล้วเขากลับหลังหันเดินออกไปทันที
กลับไปอย่างหล่อ!
ภายในหอโถง สตรียังคงนิ่งอยู่ที่เดิมสีหน้าไม่บ่งบอกความรู้สึกและขะมักเขม้นกับงานเย็บปักต่อไป
เยี่ยฉวนไม่ได้ตรงกลับไปยังหุบเขาอวิ่นเจี้ยนทันที ทว่าแวะไปติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์
ซึ่งจนถึงเดี๋ยวนี้ สำนักชางเจี้ยนและสำนักผู้ตรวจการเขตแดนต่างฝ่ายต่างลอบจู่โจมกันอย่างลับๆ
ที่เชิงเขาอันเป็นที่ตั้งของสำนักชางเจี้ยนยังปรากฏโลงศพมาวางเพิ่มขึ้นทุกวัน นอกจากนี้บางกิจกรรมที่เคยมีในสำนักชางเจี้ยนเวลานี้ได้หายไปอย่างเงียบเชียบ
ศิษย์สำนักชางเจี้ยนที่ฝึกฝนอยู่ข้างนอก ถูกเรียกตัวกลับคืนสู่สำนักทั้งหมด
ทว่าศิษย์อาวุโสส่วนใหญ่ที่ออกไปต่อสู้อย่างสุดความสามารถ ยังไม่เคยมีใครได้กลับมาเลยสักคน
มิหนำซ้ำในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เอง พลังชี่ขั้นจิตวิญญาณเริ่มเสื่อมสลายไปบ้างแล้ว
แม้ว่าเป็นที่ประจักษ์ว่าพลังค่อยๆ อับเฉาลงทีละน้อย แต่พื้นที่ที่อยู่ห่างไกลก็ยังมีคนพยายามที่จะเข้าไปสำรวจ
กองกำลังส่วนใหญ่ได้ตระหนักถึงภาวะวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันในแผ่นดินชิง สถานการณ์ปัจจุบันต้องเรียกว่ายุ่งเหยิงมากทีเดียว ทว่าเคราะห์ดีที่มีสถานที่สองแห่งยังอยู่ในความสงบเรียบร้อยคืออาณาจักรต้าอวิ๋นและแคว้นหนิง
สาเหตุเป็นเพราะทั้งสองแคว้นไม่ได้ถูกสำนักมารอสูรและสำนักมารโลหิตโจมตีเหมือนที่อื่น จะว่าไปทั้งสองสำนักให้ความคุ้มครองแคว้นสองแคว้นนั้นอย่างลับๆ เสียด้วยซ้ำ
เหล่าบรรดาผู้ฝึกฝนพลังที่มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งบุกเข้าไปยังแผ่นดินชิง ล้วนกลัวเกรงเยี่ยฉวนจึงไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องแคว้นหนิงรวมถึงอาณาจักรต้าอวิ๋น
ส่วนทางด้านโม่อวิ๋นฉีและคนอื่นๆ ยังคงเก็บตัวซุ่มฝึกฝนอย่างหนักอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง
ตราบใดแผ่นดินชิงยังอยู่รอดปลอดภัย ตัวเยี่ยฉวนจึงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง
อย่างไรก็ตามชายหนุ่มรู้อยู่เต็มอกว่าการใช้ชีวิตอยู่ในที่แบบนั้นมิใช่เรื่องง่ายเลย
เขาจึงเตรียมแผนการสำหรับเรื่องนี้ไว้แล้ว
ครู่ต่อมาเยี่ยฉวนได้ไปถึงยังบริเวณไหล่เขาซึ่งเป็นที่ลาดชันบนยอดเขาจุนชี เขาตรงเข้าไปหาจ้านเถี่ยพร้อมกับยิ้มกว้างทักทาย “คารวะอาจารย์จ้าน รบกวนท่านช่วยจัดการเลือกค่ายกลกระบี่ให้ข้าด้วยขอรับ!”
จ้านเถี่ยหันไปมองคนพูด สีหน้าแสดงความแปลกใจเล็กน้อย “ทำไม?”
ชายหนุ่มยักไหล่ “อาจารย์กู่มีธุระด่วน ไม่อาจมาช่วยจัดการให้ได้ นางจะ……”
ในตอนนั้น เบื้องหลังจ้านเถี่ยมีคนสตรีผู้หนึ่งเดินออกมาจากในห้อง
สตรีผู้นั้นคืออาจารย์กู่!
ทันทีที่เห็นคนอีกฝ่าย เยี่ยฉวนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
นางเดินมาหยุดลงเบื้องหน้าเยี่ยฉวน “วันหลังถ้าว่างก็แวะไปหาข้าที่หอโถงอีก ที่พูดนี่หวังว่าเจ้าคงจะเข้าใจ!”
จากนั้นนางหันขวับไปพูดกับจ้านเถี่ยซึ่งยืนมองดูอยู่ด้านหลังทันที “เจ้าไม่เอาไหนเรื่องค่ายกลเสียเลย!”
พูดจบก็หันหลังเดินจากไป
จ้านเถี่ยหันมามองเยี่ยฉวนด้วยสายตาคาดคั้น “เจ้าพูดอะไรกับนาง!”
อีกฝ่ายสั่นศีรษะดิกพลางปฏิเสธเป็นพัลวัน “ขะ……ข้าเปล่า!”
จ้านเถี่ยพูดเสียงโกรธ “ถ้าไม่ได้พูด ทำไมทันทีที่นางเจอข้าก็ทำสีหน้าเยาะเย้ยแปลกๆ?”
ชายหนุ่มตีหน้าไม่รู้ไม่เห็นได้เนียนสนิท “ข้า……ข้าไม่รู้จริงๆ! ไม่รู้เรื่องอะไรเลยขอรับ!”
คนตรงข้ามยังเขม้นมองอีกฝ่าย “อาฉีได้ศิษย์แบบไหนมา!”
ว่าแล้วก็เดินออกไป
“……”
จากนั้นเยี่ยฉวนก็ได้แต่รอ
รอที่จะได้หีบกระบี่ขั้นสวรรค์!
หีบกระบี่ขั้นสวรรค์!!!
ถ้ามีหีบกระบี่ขั้นสวรรค์ เขาจะได้ใช้วิชาเหินกระบี่อีกครั้ง! กระบี่สวรรค์ผสานกับหีบกระบี่ขั้นสวรรค์ และอาวุธขั้นสวรรค์ชั้นยอด เพียงนึกถึงเช่นนี้ก็อดตื่นเต้นไม่ได้
ขณะนั่งรออยู่ใต้แท่นกลมและรู้สึกเบื่อขึ้นมาตงิดๆ เยี่ยฉวนทำท่าราวกับฉุกใจนึกได้บางอย่าง จึงพูดในใจว่า “ท่านยอดยุทธ์ชั้นสองขอรับ ช่วยออกมาเสวนากันสักครู่!”
นับตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่ค้นพบกฎแห่งเต๋าชั้นที่สามแล้ว ยอดยุทธ์ชั้นที่สองยังเงียบไม่พูดอะไรอีกเลย
เงียบ ไม่มีเสียงตอบ!
เยี่ยฉวนไม่สนใจและส่งเสียงเรียกไปอีกครั้ง “ยอดยุทธ์ชั้นที่สองขอรับ พูดกับข้าหน่อยมีเรื่องไม่ดีอะไรงั้นหรือ ท่านจึงเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในนั้น?”
ตูม!
ทันใดนั้นเองพื้นที่ของหอคอยชั้นสองเกิดการไหวโยกอย่างแรง จนชายหนุ่มรู้สึกมึนงงวิงเวียน เมื่อเห็นท่าไม่ได้การจึงรีบร้องห้าม “อย่า! ไม่เห็นต้องหยาบคายแบบนี้เลย!”
ขณะนั้นพลันเสียงพูดของใครคนหนึ่งดังลงมาจากส่วนที่เป็นชั้นสอง “ถ้าไม่เห็นแก่นาง เจ้าตายแน่!”
สตรีลึกลับ!
เยี่ยฉวนตระหนักได้ทันทีว่า คนที่ยอดยุทธ์ชั้นสองเอ่ยถึงก็คือสตรีลึกลับนั่นเอง
พูดถึงสตรีลึกลับเขาชักจะคิดถึงนางขึ้นมาเสียแล้ว! ที่ผ่านมานางช่วยเหลือเขาไว้มาก
ทันใดนั้นเสียงเกรี้ยวกราดของยอดยุทธ์ชั้นสองดังขึ้นมาอีกว่า “ไปตามหากฎแห่งเต๋า ไป!”
ตามหากฎแห่งเต๋า!
ชายหนุ่มรีบรับคำทันที “ขอรับ! วางใจเถอะ ข้าจะตามหากฎที่สองมาให้ท่านแน่นอน”
ปัจจุบันนี้เขาเชื่อแน่ว่ากฎแห่งเต๋าให้ประโยชน์มากกว่าศาสตราวุธจิตวิญญาณขั้นสวรรค์เป็นไหนๆ โดยเฉพาะกฎเต๋าแห่งสุญญากาศ ถ้าไม่เพราะสิ่งนี้กว่าการบรรลุขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพคงต้องใช้เวลาสองถึงสามปีเป็นอย่างน้อย ด้วยสิ่งนี้เขาจึงเกิดความตระหนักรู้ในพลังสุญญากาศขั้นสูงและทำให้บรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพด้วยระยะเวลาอันสั้นเช่นที่เป็นอยู่!
แน่ละการกลืนกระบี่ก็มีส่วนด้วยเหมือนกัน……
ความจริงเยี่ยฉวนยังอยากใช้ทักษะกลืนกระบี่! เพราะในสุสานกระบี่เต็มไปด้วยกระบี่ขั้นสูงทั้งสิ้น!
ขณะนั้นเขาทำท่าเหมือนนึกอะไรสักอย่าง จึงรีบพูดออกไปว่า “ท่านยอดยุทธ์ชั้นสองขอรับ พวกเรารู้จักกันมาก็นานโข ทว่าข้ายังไม่ทราบชื่อของท่านเลย จะให้เรียกอย่างไรดีเล่าขอรับ!”
ไม่มีคำตอบ!
คนถามเห็นดังนั้นจึงได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา คนผู้นี้เข้าใจยากจริงๆ!
เขาก็ไม่รู้อยู่ดีว่าบนชั้นเก้าจะมีอะไร!
เยี่ยฉวนรู้สึกข้องใจขึ้นมาทันที ความรู้สึกรับรู้ความมีอยู่ของชั้นที่เก้า ถึงกระนั้นอย่างอื่นก็ไม่รู้อะไรอีก! ณ เวลานี้ส่วนใหญ่ตนจะรับรู้ได้เพียงชั้นที่สาม และไม่สามารถรับรู้ถึงความมีอยู่ของชั้นสี่ด้วยซ้ำ!
ตอนนั้นเสียงของยอดยุทธ์ชั้นที่สองเอ่ยขึ้นมาว่า “ถ้านางไม่กลับมา เจ้าเตรียมตัวตายได้เลย! เตรียมตัวตาย! เตรียมตัวตาย! เตรียมตัวตาย! เตรียมตัวตาย……”
คำพูดประโยคสุดท้ายที่ให้เตรียมตัวตาย ดังสะท้อนไปมากึกก้องทั่วบริเวณเป็นสิบๆ เที่ยว!
ชายหนุ่มพ่นลมพรืดออกทางจมูกพลางคิดในใจ “เหตุใดต้องกลัว? อย่างมากข้าจะฆ่าตัวตายอยู่ด้วยกันในหอคอยก็เท่านั้น!”
พลันมีเสียงของจ้านเถี่ยเรียกมาจากข้างนอก “เข้ามาได้!”
เยี่ยฉวนลุกพรวดขึ้นจากที่และเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปยังห้องด้านหลัง ทันใดนั้นเขารับรู้ได้ถึงพลังแห่งกระบี่ชี่อันแรงกล้าทันทีที่ย่างเท้าเข้าไปด้านใน
แหล่งกำเนิดกระบี่ชี่ ที่แท้ก็คือหม้อต้มหว่านฉีนี่เอง!
จะสำเร็จแล้ว!
ชายหนุ่มออกจะตื่นเต้นนิดหน่อย
เสียงจ้านเถี่ยบงการ “โลหิต!”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะยื่นนิ้วชี้พร้อมกดเบาๆ กระทั่งโลหิตหยดลงในหม้อต้มหว่านฉีอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่โลหิตหยดลงไป หม้อต้มใบใหญ่บังเกิดการสั่นอย่างรุนแรงพลันปรากฏลำแสงแห่งกระบี่พุ่งวาบ
ภาพที่เห็นทำให้เยี่ยฉวนตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ สัญญาณบ่งชี้ว่าจะต้องเป็นอาวุธชั้นเยี่ยมอย่างแน่นอน!
ครู่หนึ่งเสียงจ้านเถี่ยบอกมาอีก “โลหิต!”
อีกฝ่ายรีบปฏิบัติด้วยการหยดโลหิตลงไปตามคำสั่ง ราวชั่วยามต่อมา ครานี้หม้อต้มหว่านฉีสั่นสะท้านรุนแรงกว่าทุกครั้ง ทว่าฉับพลันนั้นมันกลับสู่ภาวะสงบนิ่ง
ไร้ความเคลื่อนไหว!
คนที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันนัก จ้านเถี่ยหน้านิ่งไม่ส่ออารมณ์แต่อย่างใด
เยี่ยฉวนสีหน้าตกตะลึง รีบหันไปถาม “มะ……หมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
เสียงคนตอบแหบแห้งเบาจนเกือบจะไม่ได้ยิน “หมายความว่ายังไงรึ? ก็หมายความว่าล้มเหลวไงล่ะ!”
ล้มเหลว!
คนฟังเด้งตัวลุกขึ้นยืนทันที “อะไรนะ? ล้มเหลว? ท่านล้อเล่นหรือเปล่า?”
จ้านเถี่ยเลิกคิ้วหันมาจ้องหน้าเยี่ยฉวน ท่าทางดูแสร้งยั่วโมโหอีกฝ่าย “ไม่พอใจรึ? เอาสิไม่พอใจก็มาตีข้าเลย!”
“……”
