บทที่ 612 คุกเข่า!
เดือดร้อนแล้ว!
เขาเดือดร้อนแล้ว!
ชิวหย่วนจ้องเยี่ยฉวนด้วยสายตาแรงกล้า “สถานศึกษาฉางหลานของเราไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับสำนักชางเจี้ยน!”
ชายหนุ่มสีหน้าเรียบเฉย “ถ้าศิษย์หนุ่มสาวของฉางหลานไม่มีใครแล้ว ถ้างั้นข้าขอท้าเจ้า”
เมื่อได้ยินคำท้าของเยี่ยฉวน คนตรงข้ามสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคียดขึ้งทันที
ท้าทายเขา!
ชิวหย่วนเขม้นมองไปยังเยี่ยฉวน ความรู้สึกละอายใจวูบ
ถ้ารับคำท้าสู้กับเยี่ยฉวนแล้วชนะก็ไม่เป็นไร ทว่าถ้าเขาแพ้ ชื่อเสียงของสถานศึกษาฉางหลานต้องมีอันป่นปี้!
และถ้าชนะเขาก็ได้แค่เสมอตัว ส่วนเยี่ยฉวนเองไม่มีอะไรต้องเสีย! ทว่าถ้าเยี่ยฉวนชนะ……
เหนือสิ่งอื่นใดเขาไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะคนตรงหน้านี้ได้!
ด้วยคราวที่สำนักชางเจี้ยน เป็นเยี่ยฉวนคนนี้เองที่สังหารยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพทั้งยังทำโดยง่ายดายเสียด้วย!
บัดนี้หากเทียบกับคนวัยเดียวกันขั้นพลังของชายหนุ่มจัดว่าแข็งแกร่งเป็นอันมากและแม้แต่คนที่อาวุโสกว่าด้วยซ้ำ!
“กล้าดียังไง!”
ทันใดนั้นเสียงตวาดลั่นของใครคนหนึ่งดังมาขัดจังหวะ “เยี่ยฉวน คิดว่าแน่หรือไงจึงมาท้าทายอาจารย์ใหญ่?”
เยี่ยฉวนและคนอื่นอีกสามคนหันขวับไปทางที่มาของเสียงและพบว่าไม่ไกลจากตรงนั้นนักมีชายหนุ่มยืนจังก้า คะเนอายุราวยี่สิบปีสวมผ้าคลุมสีขาว
เมื่อเห็นคนที่มา ชิวหย่วนนิ่วหน้าพลันตวาดไล่ “ถอยไป!”
หนุ่มผู้นั้นค้อมกายคารวะต่อชิวหย่วนครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปมองเยี่ยฉวนพลางพูดอย่างมีอารมณ์โกรธว่า “อาจารย์ คนผู้นี้มันไม่รู้จักอินังขังขอบ วันนี้ข้าในฐานะศิษย์แห่งฉางหลานจะขอสู้กับมันสักตั้ง พวกเราทุกคนต้องรับผิดชอบกับการต่อสู้ชี้ชะตาขอรับ!”
ชิวหย่วนจ้องหน้าคนพูดเขม็งขณะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ข้าบอกให้ถอยไป ไม่ได้ยินหรือไง?”
เจ้าหนุ่มนั่นหน้าเจื่อนด้วยความอับอาย “อาจารย์ใหญ่ข้าไม่กลัวมันหรอกขอรับ ข้าจะ……”
ทันใดนั้นเยี่ยฉวนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลพลันส่งเสียงมาตัดบททันควัน “เข้ามา!”
อีกฝ่ายหันขวับ จากนั้นจึงทะยานเข้าหาเยี่ยฉวนอย่างไม่คิดชีวิต ภาพที่เห็นทำให้ชิวหย่วนสีหน้าเปลี่ยนเป็นเผือดวูบและขยับท่าจะเข้ายับยั้งในจังหวะนั้น–
“ฉับ!”
ท่อนแขนโชกโลหิตกระเด็นหวือ!
เป็นแขนของเจ้าหนุ่มคนนั้นนั่นเอง!
บริเวณแสกหน้าปรากฏกระบี่เล่มหนึ่งจ่อคาอยู่พอดี
“เยี่ยฉวน!”
สายตาเคียดขึ้งของชิวหย่วนจ้องเขม็งมายังเยี่ยฉวน “อย่ารังแกคนให้มันเกินไป!”
ชายหนุ่มเหยียดมุมปาก “เกินไป? เจ้าว่าข้ารังแกคนเกินไปงั้นหรือ?”
ขณะพูดเยี่ยฉวนส่ายหน้าพลางสีหน้าส่อเค้าเอือมระอา “ถ้าเป็นอย่างนี้ข้าก็จะจัดให้!”
ฉับพลันต่อมา กระบี่อันทรงพลังเล่มหนึ่งทะยานวาบออกจากกาย ซึ่งเมื่อคนที่อยู่ตรงข้ามเห็นเข้าเช่นนั้น สีหน้าของชิงหย่วนก็แปรเปลี่ยนสิ้นเชิง “เยี่ยฉวน คิดจะทำอะไร!”
เห็นได้ชัดว่าคนพูดเองก็ยังหวาดเกรงเยี่ยฉวนอยู่ไม่น้อย!
ไม่เพียงเพราะความเป็นคนที่มีขั้นพลังกล้าแกร่งของเยี่ยฉวนเท่านั้น หากยังมีเหตุผลอื่นซึ่งก็คือกองกำลังอย่างสำนักชางเจี้ยนที่ให้การหนุนหลังด้วย!
และสำนักชางเจี้ยนก็เพิ่งจะมีชัยชนะเหนือสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ตอนนี้กำลังของสถานศึกษาฉางหลานไม่มีทางที่จะต้านทานสำนักชางเจี้ยนได้เลย!
พลันทางด้านหนึ่งมีเสียงห้ามดังขัดจังหวะ “หยุดเดี๋ยวนี้!”
สิ้นเสียงนั้นบานประตูหินที่ผนังภูเขาด้านหนึ่งขยับเปิดกว้างคนที่เดินออกมาเป็นชายชราสวมผ้าคลุมสีเข้ม
เยี่ยฉวนชะงักงันพลางหันไปยังผู้มาใหม่เช่นเดียวกับจี้อันซื่อและคนอื่น ชายชรากวาดสายตามองคนที่อยู่รอบบริเวณจากนั้นจึงเอ่ยถามเสียงเบา “เจ้าเป็นศิษย์ของอาอวิ๋นงั้นหรือ?”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ท่านคืออาจารย์ของอาจารย์ใหญ่จี้ใช่หรือไม่?”
คนสวมผ้าคลุมสีเทาเข้มพยักหน้าน้อยๆ
เยี่ยฉวนเดินออกไปข้างหน้าสองก้าว จากนั้นจึงเปล่งเสียงดังฟังชัดว่า “ทุกคนคุกเข่า!”
พลันคนทั้งสี่ที่ต่างพากันคุกเข่าลงต่อหน้าชายชราสวมผ้าคลุมเทาเข้มทันที
ภาพที่เห็นทำให้ชิวหย่วนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลอีกทั้งหลายคนในที่นั่นตกตะลึงไปตามกัน
เพราะการจู่โจมของเยี่ยฉวนได้สร้างความตกอกตกใจให้แก่ผู้คนในสถานศึกษาฉางหลาน ฉะนั้นในช่วงเวลาต่อมาทั้งศิษย์และเหล่าอาจารย์จึงพากันออกมารวมตัวกันอยู่โดยรอบบริเวณ
ส่วนผู้ที่อยู่เบื้องหน้าคนสี่คน ชายชราสวมผ้าคลุมเทาผงะเล็กน้อยด้วยตกตะลึงอยู่เป็นครู่ต่อมาจึงรีบสั่งให้ทุกคนลุกขึ้นโดยเร็ว แววตาปรากฏร่องรอยลึกล้ำ “พวกเจ้าไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้!”
เยี่ยฉวนตอบเสียงเบา “อาจารย์ใหญ่จี้ฝากมาบอกว่าท่านรู้สึกผิดต่ออาจารย์ ที่ทำให้ท่านผิดหวังและหวังว่าท่านจะให้อภัย”
ชายชราสวมผ้าคลุมเทาเข้มสั่นศีรษะ “เรื่องมันผ่านไปแล้ว”
อีกฝ่ายพยักหน้า “ที่ข้ามาที่นี่อีกครั้งเพราะหวังว่า……”
ชายชราสวมผ้าคลุมเทาเข้มบิดมุมปากยกยิ้ม “หวังว่าสถานศึกษาฉางหลานจะคืนสถานภาพให้เขาสินะ?”
ชายหนุ่มผงกศีรษะแทนคำตอบ
คนตรงข้ามสั่นหน้า “ไม่จำเป็น”
เยี่ยฉวนสีหน้าฉงน “เพราะเหตุใด?”
คนชราสวมผ้าคลุมเทาเข้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้ารู้จักนิสัยเขาดี คนเช่นเขาไม่ได้ผูกพันต่อสถานศึกษา ถึงได้คืนสถานภาพก็ใช่ว่าเขาจะมีความสุข”
เยี่ยฉวนนิ่งคิดนิดหนึ่งจากนั้นจึงพูดว่า “ทราบแล้วขอรับ!”
ชายชราสวมผ้าคลุมเทาเข้มเหลือบมองทุกคนตรงหน้า “ไม่ว่าครั้งหนึ่งพวกเราจะเคยมีความคับข้องหมองใจอะไรก็แล้วแต่ ข้าอยากให้เลิกแล้วต่อกัน ได้หรือไม่?”
ชายหนุ่มตรงข้ามนิ่งงันไปก่อนพูดว่า “ตกลง!”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบชายชราสวมผ้าคลุมเทาเข้มก็ยิ้มอย่างยินดี “ดีมาก!”
ครู่ต่อมาเยี่ยฉวนจึงคารวะอำลาด้วยการกระแทกกำปั้น “พวกเราขอลา!”
หลังจากนั้นจึงออกนำหน้าโม่อวิ๋นฉีและคนอื่นกลับออกจากสถานที่
ขณะนั้นเอง มีเสียงของชายชราสวมผ้าคลุมเทาเข้มถามขึ้นว่า “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าฟื้นฟูสถานศึกษาฉางหลานขึ้นใหม่ที่แผ่นดินชิง!”
เยี่ยฉวนชะงักฝีเท้าและหันกลับมาตอบ “ขอรับ!”
คนถามทำท่าราวกับจะพูดอะไรอีกทว่ากลับนิ่งไป
อีกฝ่ายจึงยิ้มน้อยๆ “ท่านอยากถามว่าเหตุใดเราจึงใช้ชื่อว่าสถานศึกษาฉางหลานเหมือนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใช่หรือไม่?”
ฝ่ายตรงข้ามไม่ตอบได้แต่พยักหน้า
ชายหนุ่มจึงหันกลับมาทั้งตัวเผชิญหน้ากับชายชราสวมผ้าคลุมเทาเข้ม มุมปากเหยียดยิ้มน้อยๆ ขณะตอบว่า “ถ้าข้าไม่ตายเสียก่อน ต่อไปภายหน้า ข้าจะทำให้สถานศึกษาฉางหลานแห่งแผ่นดินชิงกลายเป็นสถานศึกษาที่ยิ่งใหญ่แห่งโลกชิงฉาง ถึงตอนนั้นข้าจะบอกทุกคนว่าผู้ที่ริเริ่มก่อตั้งสถานศึกษาฉางหลานก็คืออาจารย์ใหญ่จี้อวิ๋น!”
กล่าวจบก็พาพวกโม่อวิ๋นฉีกลับออกไปโดยไม่เหลียวหลังทันที
และที่ด้านหลังชิวหย่วนรวมทั้งคนอื่นได้แต่ก้มหน้าด้วยความรู้สึกละอาย!
ด้วยถ้าเยี่ยฉวนไม่ตายต่อไปใครจะรู้จักสถานศึกษาฉางหลานของพวกตน?
ในปัจจุบันนี้เยี่ยฉวนจัดว่ามีอิทธิพลไม่น้อยและยังได้สำนักชางเจี้ยนคอยหนุนหลัง!
เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าอีกฝ่ายต้องการย้ายสถานศึกษาฉางหลานไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องฟาดฟันกับพวกตนอย่างเอาเป็นเอาตายแน่นอน
สีหน้าของชิวหย่วนแสดงความไม่พอใจอย่างมาก ไม่มีใครรู้ว่าภายในใจของเขากำลังคิดอะไร
ขณะนั้นชายชราซึ่งยืนเยื้องไปทางเบื้องหน้าหันมาพูดกับเขาทันที “หยุดคิดอะไรเหลวไหล! สำนักผู้ตรวจการเขตแดนกล้าปะทะกับเขาก็จริง ทว่าสถานศึกษาฉางหลานทำไม่ได้ มิเช่นนั้นเรื่องจะไม่จบลงง่ายๆ เช่นวันนี้!”
ชิวหย่วนเงยหน้ามองคนพูด ต่อมาจึงพูดเสียงเบาราวกระซิบว่า “เมื่อก่อนอาอวิ๋นได้ขอความช่วยเหลือมาแต่เราปฏิเสธกระทั่งเขามาตายจากไป… ท่านคิดไหมว่าศิษย์ของเขาทั้งสี่คนจะผูกใจเจ็บพวกเรา? โดยเฉพาะเยี่ยฉวน มันพูดตั้งแต่แรกที่เจอข้าด้วยซ้ำ ว่าที่จริงพวกเขามาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับอาอวิ๋นน่ะขอรับ”
จากนั้นคนพูดก็เงียบไป
คนฟังได้แต่ส่ายหน้าพลางถอนหายใจแผ่วเบา “อย่างไรก็ตาม สถานศึกษาฉางหลานกับเขาไม่ได้มีเรื่องเคืองใจกัน!”
ขณะที่พูดออกไปดูเหมือนจะฉุกใจอะไรบางอย่าง แววตาจึงฉายประกายลึกล้ำ
อันที่จริงคนทั้งสี่ได้ชื่อว่าศิษย์ฉางหลาน
ถ้าสถานศึกษาฉางหลานส่งคนไปยังแผ่นดินชิงในตอนนี้เพื่อคืนสถานะให้แก่จี้อวิ๋น เขามั่นใจว่าจะทำให้คนทั้งสี่ยอมตามพวกเขากลับมาเป็นแน่
และในจำนวนคนทั้งสี่นอกจากเยี่ยฉวน อีกสามคนยังจัดว่าเป็นอัฉริยะในหมู่อัจฉริยะด้วยเช่นกัน!
โชคร้ายที่เมื่อก่อนสถานศึกษาฉางหลานดูแคลนสถานศึกษาแห่งแผ่นดินชิงไว้มาก
และตอนนี้สถานศึกษาฉางหลานก็ไม่อาจเอื้อมไปตั้งความหวังกับพวกเขา!
คิดแล้วชายชราสวมผ้าคลุมเทาเข้มก็ได้แต่ทอดถอนใจจากนั้นจึงหันกลับออกไปเงียบๆ
ฝ่ายเยี่ยฉวน โม่อวิ๋นฉีรวมทั้งคนอื่นๆ ย้อนกลับไปที่สำนักชางเจี้ยน ในครั้งนี้ชายหนุ่มไม่ยอมให้พวกเขากลับไปโดยลำพัง ทว่าให้ไปอยู่ที่เมืองอวิ๋นคง!
เมืองที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใจกลางแผ่นดินใหญ่!
ก้าวหน้า!
ในภายหน้า สถานศึกษาฉางหลานจะต้องมุ่งมั่นที่จะเจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างแน่นอน ถ้าพวกเขามาที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะต้องทำกำหนดอาณาบริเวณของพวกตนให้ชัดเจน!
เมืองอวิ๋นคงจึงตอบโจทย์!
เมืองนี้ปัจจุบันเป็นอาณาเขตของสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ทว่าไม่ว่าจะอย่างไรอีกหน่อยจะไม่ใช่แล้ว!
นี่เป็นคำมั่นของเยี่ยฉวนที่ให้ไว้แก่คนทั้งสาม!
และครั้งนี้ชายหนุ่มก็ไม่ได้ให้พวกพ้องต้องกลับบ้านมือเปล่า ทว่าได้มอบสุดยอดศิลาจิตวิญญาณให้ทุกคนติดไม้ติดมือกลับไปคนละห้าพันล้านชิ้นด้วย!
มีสุดยอดศิลาจิตวิญญาณ 5 พันล้านชิ้นแล้วทุกคนสามารถทำอะไรได้ตั้งอีกมากมาย!
ส่วนตนเองย้อนกลับไปที่สำนักเวทย์บรรพกาล!
ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ไม่มีความเคลื่อนไหวของสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ฉะนั้นเยี่ยฉวนจะต้องรีบจัดการธุระอีกหลายอย่างให้เสร็จ
กฎแห่งเต๋า!
ตามที่เคยรับปากกับยอดยุทธ์ชั้นที่สองว่าจะปล่อยนางให้เป็นอิสระ
การกลับมาของเยี่ยฉวนยังความไม่ชอบใจให้แก่ผู้นำแห่งสำนักเวทย์บรรพกาลคนก่อนเล็กน้อย หลังจากออกมาต้อนรับอย่างเสียไม่ได้แล้วก็กลับไปทันที
เยี่ยฉวนไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนั้น เขารีบตรงไปพบเด็กหญิงเว่ยหยางเทียน ซึ่งฝ่ายนั้นทันทีที่พบกัน คนเด็กหญิงก็แสดงความดีอกดีใจซ้ำยังลากเขาไปยังที่ต่างๆ จนทั่วสำนักเวทย์บรรพกาล
บนกิ่งไม้ใหญ่ เยี่ยฉวนนั่งแกว่งขามีเว่ยหยางเทียนนั่งข้าง ถัดลงไปเบื้องล่างเป็นทะเลสาบรูปวงพระจันทร์สะท้อนภาพพระจันทร์เต็มดวงส่องสว่างอยู่กลางน้ำ
ชายหนุ่มจับศีรษะเว่ยหยางเทียนโยกเบาๆ “อยู่ที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง?”
เด็กหญิงเม้มริมฝีปากสีหน้าลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดเสียงเบาราวกระซิบ “พวกเขาดีกับข้าแต่ข้าอยากติดตามท่านมากกว่า!”
คนฟังหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ยังไม่ถึงเวลา ถ้างั้นเมื่อไรที่ข้าเสร็จเรื่องยุ่งๆ ค่อยมารับเจ้าไปเที่ยวดีไหม?”
เวลานี้สำนักผู้ตรวจการเขตแดนแสดงมีเจตนาแน่วแน่ในการสังหารตนเอง อีกไม่นานองค์เหนือหัวลึกลับของพวกมันคงตามมาพบเขา เมื่อนั้น……
เมื่อคิดแล้วชายหนุ่มได้แต่สั่นหน้าน้อยๆ สถานการณ์ของตนไม่ดีเอาเสียเลย!
เด็กหญิงเว่ยหยางเทียนหันมามองคนข้างๆ ด้วยสายตาพิจารณาก่อนจะพูดว่า “ข้าช่วยท่านได้นะ!”
เยี่ยฉวนเหลือบมองอีกฝ่ายพลางถามเสียงกลั้วหัวเราะ “ช่วยยังไง?”
เด็กน้อยชูกำปั้นเล็กๆ ให้อีกฝ่ายดูและตอบสีหน้าจริงจัง “ใช้ความแข็งแรงของข้านี่แหละ”
ชายหนุ่มยิ้มกว้าง “แค่ไหน?”
เว่ยหยางเทียนนิ่งไปนิดหนึ่งจากนั้นจึงพูดว่า “มาก มากเลยเจ้าค่ะ!”
อีกฝ่ายจึงได้แต่ยิ้ม
พลันต่อมาเสียงพูดกระแนะกระแหนดังขึ้นในหัวของเยี่ยฉวน “หัวเราะอะไร? มีอะไรขำนักหรือไง? ตอนนี้น้ำหน้าอย่างเจ้าจะสู้นางได้หรือเปล่า!”
สู้?
เยี่ยฉวนหุบยิ้มพลางนิ่วหน้าก่อนจะส่งเสียงถามไปในใจว่า “ทำไม?”
ยอดยุทธ์ชั้นสองบอกเบาๆ “ลองดูสิแล้วจะรู้เอง!”
ชายหนุ่มมีสีหน้าลังเลและคว้าตัวเด็กหญิงก่อนที่จะพากันกระโดดลงไปยืนบนพื้น พลางยิ้มในหน้า “ไหนลองตีข้าแรงๆ เอาให้หนักเลยนะ!”
เด็กน้อยงงงัน “ทำไมเจ้าคะ?”
อีกฝ่ายหัวเราะ “เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติยังไงล่ะ เข้าใจไหม?”
เว่ยหยางเทียนชะงักหยุดทำท่าคิด จากนั้นจึงตอบว่า “ได้ ถ้างั้นข้าลงมือละนะ!”
เยี่ยฉวนยิ้มรับ “เข้ามา!”
คนตัวเล็กจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง พลันต่อมานางขยับเท้าออกไปพร้อมกับกระแทกหมัดใส่คนพูด
หมัดที่ผลักออกมิได้ส่อเค้าการเคลื่อนไหวอีกทั้งยังเงียบกริบ
ชายหนุ่มสั่นศีรษะพลางยิ้มในหน้า ขณะที่ตนเองยกฝ่ามือขึ้นผลักออกไปด้วยท่าทางธรรมดา เมื่อหมัดของเว่ยหยางเทียนสัมผัสตรงบริเวณกลางฝ่ามือนั้นเอง สีหน้าของเยี่ยฉวนเปลี่ยนวูบ
เปรี้ยง!
ทันใดนั้นร่างทั้งร่างของคนหนุ่มก็ทะยานถอยหลังไปราว 300 ชุ่นทันทีโดยไม่ทันตั้งตัว……
เยี่ยฉวนกระแทกกับพื้นดินอย่างแรงจนถึงกับตัวสั่นหูอื้อตาลาย
เวลานั้นปรากฏเสียงอุทานดังออกมาจากหอคอยแห่งเรือนจำ “พลังแห่งการอุบัติใหม่……เคราะห์ร้ายนักที่นางออกพลังเพียง 4 ในสิบส่วน ถ้าไม่อย่างนั้นละก็เจ้าตายแหง……น่าสมเพช!”
ซึ่งไม่ใช่เสียงของยอดยุทธ์ที่ชั้นสอง
