บทที่ 635 มู่เต๋าอี้!
หลังจากนั้นห้าวัน เรือเหาะจักรวาลดาราของเยี่ยฉวนก็เทียบท่า
ด้านหน้าห้องของเยี่ยฉวนมีเสียงหนึ่งดังขึ้น “คุณชายเยี่ย พวกเรามาถึงเมืองเต๋าอี้แล้ว
ผ่านไปพักหนึ่งเยี่ยฉวนก็เปิดประตูออกมา
เมื่อเห็นอีกฝ่าย ชายชราตกตะลึง
เยี่ยฉวนยังคงดูเหมือนเดิมทุกประการ ทว่าชายชราสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่นิยามไม่ได้ในตัวเยี่ยฉวน เขาไม่สามารถบอกกล่าวหรืออธิบายได้ แค่เขาสัมผัสมันได้
เยี่ยฉวนเอ่ยถาม “พวกเรามาถึงสถานศึกษาเต๋าอี้แล้วหรือ?”
ชายชรากลับคืนสติและเร่งรีบตอบกลับไป “ยังไม่ถึง ทว่าพวกเรามาถึงเมืองเต๋าอี้ ซึ่งเป็นเมืองในอำนาจของสถานศึกษาเต๋าอี้ อยู่ไม่ได้ไกลจากกันนัก ยิ่งไปกว่านั้น คนทั่วๆ ไปไม่สามารถเข้าไปในสถานศึกษาเต๋าอี้ได้ตามอำเภอใจ มีเพียงผู้ที่ผ่านการทดสอบเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้!”
เยี่ยฉวนถามอีกครั้ง “ข้อกำหนดพื้นฐานในการเข้าสถานศึกษานี่คืออะไร?”
ชายชรากล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าไม่ทราบรายละเอียดหรอก แต่ด้วยพลังอำนาจของท่าน ท่านคงจะสอบเข้าได้เป็นแน่”
เยี่ยฉวนยิ้มรับ “ไม่ขนาดนั้น!”
ชายชรากล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ท่านช่างถ่อมตนยิ่งนัก”
เยี่ยฉวนยิ้มและจากนั้นเดินออกไปนอกห้องพร้อมกับชายชรา บนเรือเหาะจักรวาลดารานั้น เยี่ยฉวนมองไกลออกไป ในผืนฟ้าดวงดาวที่สุดลูกหูลูกตานั่นมีเมืองใหญ่โตโอ่อ่าอยู่ ดูประหนึ่งสัตว์อสูรตัวมหึมาที่ให้ความรู้สึกกดดันที่มองไม่เห็นแก่ผู้คน
ก่อนหน้าเขาได้เห็นเมืองสัตว์อสูรและเมืองอวิ๋นคงซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่โตที่สุดในโลกชิงฉาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองสัตว์อสูรที่ทำให้เขาตกตะลึงเป็นอย่างมากในตอนนั้น ทว่าเวลานี้เขาพบว่าหากสองเมืองนั้นนำมาเทียบกันเมืองเต๋าอี้ที่อยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว……ไม่ สองเมืองนั่นน่ะเอามาเทียบกับมันไม่ได้ด้วยซ้ำ!
เมืองที่อยู่เบื้องหน้าเขาไม่อาจสร้างด้วยกำลังคนเป็นแน่
ข้างๆ เยี่ยฉวนนั้น ชายชราพลันกล่าวขึ้นมา “คุณชายเยี่ย ท่านรู้ต้นกำเนินของเมืองเต๋าอี้หรือไม่?”
เยี่ยฉวนส่ายศีรษะ
ชายชรากล่าวพลางแย้มยิ้ม “ต้นกำเนิดนั้นไม่ธรรมดายิ่ง เมื่อกล่าวถึงเมืองเต๋าอี้ ไม่มีใครไม่นึกถึงมู่เต๋าอี้”
“มู่เต๋าอี้หรือ?”
เยี่ยฉวนถาม “เขาคือใครงั้นหรือ?”
ชายชรายิ้ม “มู่เต๋าอี้เป็นบุคคลในตำนานแห่งดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง พรสวรรค์ของชายผู้นี้นั้นกล่าวได้ว่าเป็นที่น่าพรั่นพรึงยิ่ง ในช่วงอายุ 12 ปี เขาได้บรรลุขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงและเป็นเซียนวิทยายุทธ์ เขาแทบจะเป็นเซียนวิทยายุทธ์ที่เยาว์วัยที่สุดในประวัติศาสตร์ของดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ทำให้เยี่ยฉวนพลันรู้สึกขึงขังขึ้นมา
ยอดฝีมือในวัย 12 ปีกับขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง!
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นเซียนวิทยายุทธ์!
คนผู้นี้มากด้วยความสามารถยิ่ง!
ชายชรากล่าวต่อไป “รวมทั้งเขายังจัดสร้างสถานศึกษาเต๋าอี้ ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่เยี่ยมยอดที่สุด และยังเป็นกองกำลังที่เป็นกลางในทั่วทั้งดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง แน่นอนว่าเหตุที่มันเป็นกลางนั้นเพื่อจะได้ไม่เลือกฝักฝ่ายฝั่งใดยามมีความขัดแย้งภายนอก แม้จะเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งมากก็ตาม”
พูดถึงสิ่งนี้ เขาก็จ้องมองไปที่เยี่ยฉวน “เหล่าผู้มีพรสวรรค์ชั้นแนวหน้าจากโลกน้อยใหญ่นับไม่ถ้วนในดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางมารวมตัวกันที่นี่ ผู้ที่อยู่ในห้าลำดับแรกบนทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์ของโลกชิงฉาง รวมถึงผู้มีพรสวรรค์อย่างน่าตกใจที่แฝงเร้นกายอยู่ แทบทั้งหมดได้เข้าศึกษาที่สถานศึกษาเต๋าอี้ ฉะนั้นสถานศึกษาเต๋าอี้จึงมีการเรียกขานว่าค่ายชุมนุมผู้มีพรสวรรค์
ค่ายชุมนุมผู้มีพรสวรรค์!
เยี่ยฉวนพยักหน้าแล้วยิ้ม “ดูแล้วศิษย์ของสถานศึกษาเต๋าอี้จะไม่ใช่ผู้คนธรรมดา!”
ชายชราพยักหน้ารับ ครั้นครุ่นคิดถึงบางสิ่ง เขาก็กล่าวออกมาอย่างจริงจัง “คุณชายเยี่ย ก่อนหน้าที่ข้าจะมายังที่แห่งนี้ จ้าวหอชั้นหนึ่งขอให้ข้าชี้แจงกับท่านว่า มีผู้คนสองประเภทที่สามารถเข้าสถานศึกษาเต๋าอี้ได้ ประเภทแรกนั้นท่านจำต้องเยี่ยมยอดยิ่งเหนือผู้ใด ประเภทที่สองท่านจำต้องมีกองกำลังที่ยิ่งใหญ่หนุนหลังท่าน นอกจากท่านเป็นผู้เยี่ยมยอดยิ่งเหนือผู้ใด ดังเช่นสำนักผู้ตรวจการเขตแดนหรือชุมนุมพลังเร้นลับ”
สำนักผู้ตรวจการเขตแดนหรือ?
เยี่ยฉวนขมวดคิ้วน้อยๆ “มีผู้ใดมาจากสำนักผู้ตรวจการเขตแดนในสถานศึกษาเต๋าอี้หรือไม่?”
ชายชรากล่าวอย่างจริงจัง “ขอรับ อ้างอิงจากข้อมูลที่ข้ามี มีสองคนจากสำนักผู้ตรวจการเขตแดนได้เข้าศึกษาในสถานศึกษาเต๋าอี้ก่อนหน้านี้ ฉะนั้นเมื่อท่านเข้าไปในสถานศึกษาเต๋าอี้ ท่านจำต้องระแวดระวัง อย่าได้บุ่มบ่าม แม้จะมีการประลองในสถานศึกษาเต๋าอี้ แต่มีการห้ามไม่ให้ลงมือสังหารกัน!”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “อย่าได้เป็นกังวลไป ข้าจะไม่ทำ ทว่าหากคนเหล่านั้นบุ่มบ่าม ข้าก็หารู้ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร”
ชายชรายิ้มอย่างฝืนใจ เขาได้ยินเรื่องของคนหนุ่มผู้นี้และรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยของอีกฝ่ายมาบ้าง เขารู้ว่าหากเยี่ยฉวนเข้าสถานศึกษาเต๋าอี้ได้ ความสงบสุขคงไม่มีอีกต่อไป
บัดนั้นเยี่ยฉวนพลันเอ่ยถาม “มู่เต๋าอี้ยังอยู่ที่สถานศึกษาเต๋าอี้หรือไม่?”
ชายชราฝืนยิ้ม “ข้าไม่อาจรู้ได้เลย! แต่มันเป็นการยากที่ยอดฝีมือเช่นเขาจะถูกสังหารได้”
เยี่ยฉวนพยักหน้าและจากนั้นมองไปที่เมืองเต๋าอี้ ที่อยู่ไกลออกไป “ไปกันเถิด!”
ข้างๆ เยี่ยฉวนนั้นชายชราพูดออกไปอย่างรีบร้อน “ขออภัย! ข้าคงไปกับท่านไม่ได้ ต้องใช้เพชรน้ำค้างสีม่วงจำนวนมากในการที่เรือเหาะจักรวาลดาราจะผ่านเข้าเมือง โปรดอภัยให้ข้าด้วย คุณชายเยี่ย”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยามที่ท่านกลับไป โปรดระวังตัวตลอดการเดินทางด้วย!”
ชายชราตอบพร้อมรอยยิ้ม “โปรดระวังตัวตลอดทางเช่นกัน คุณชายเยี่ย!”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับและไม่ได้กล่าวอะไรอีก เขาหันกลับไป เดินทางไปที่เมืองเต๋าอี้ที่อยู่ไกลออกไป
ไม่ช้าไม่นานเยี่ยฉวนก็มาถึงประตูเมืองของเมืองเต๋าอี้ ที่สูงราว 40 หมี่ได้ ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าประตูนี้ดูเล็กจ้อยเหมือนมดปลวกไปถนัดตา
เยี่ยฉวนเข้าเมืองเต๋าอี้ไป ช่างดูเจริญรุ่งเรืองและคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้บำเพ็ญเพียร
ทว่าเคราะห์ร้าย ยอดฝีมือในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงนั้นไม่ได้มีให้เห็นได้ในทุกตรอกซอย และเขาก็ไม่เห็นยอดฝีมือในขั้นทลายสุญตาเลยสักคนเดียว!
แน่นอนว่าแม้แต่ในดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง ยอดฝีมือในขั้นทลายสุญตานั้นหาได้ยากยิ่ง
เยี่ยฉวนเข้ามาในเมืองซึ่งมีแท่นสูงตระหง่านตั้งอยู่ บนแท่นนั้นมีเสาที่สูงมากกว่า 30 หมี่อยู่
เสาทดสอบ!
เยี่ยฉวนสอบถามเรื่องของมัน ได้ความว่าแท่นทรงกลมนี่ สถานศึกษาเต๋าอี้เอามาทิ้งไว้ให้เหล่าผู้ที่ต้องการเข้าร่วมสถานศึกษาเต๋าอี้รับการทดสอบ
ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถมาที่นี่เพื่อรับการทดสอบได้ ตราบเท่าที่เขาเหล่านั้นผ่านการทดสอบ พวกเขาจะมีโอกาสในการเข้าสถานศึกษาเต๋าอี้
บนแท่นทรงกลมนั้นมีผู้คนมากมายกำลังรับการทดสอบทีละคน เยี่ยฉวนพบว่าการทดสอบนั้นช่างดูเรียบง่ายยิ่งนัก เพียงแค่ผลักดันเสาทดสอบนั้นด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เสาทดสอบนั้นแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ซึ่งแสดงถึงลำดับสี่ขั้นดังนี้ ขั้นสวรรค์ ขั้นพิภพ ขั้นเสวี่ยน และขั้นมนุษย์
ตราบเท่าที่ขั้นมนุษย์นั้นบังเกิดแสงขึ้นมา บุคคลเหล่านั้นที่เข้ารับการทดสอบก็มีสิทธิ์เข้าสถานศึกษา
เยี่ยฉวนพบว่ามีคนกว่า 30 คนได้รับการทดสอบตั้งแต่ที่เขามาถึงที่แห่งนี้ แต่หาได้มีผู้ใดทำให้ส่วนของขั้นมนุษย์เปล่งแสงได้ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาอยุ่ในช่วยวัยยี่สิบ และขั้นต่ำสุดของพวกเขาคือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพ
เมื่อเห็นภาพนี้เยี่ยฉวนก็คิดหนัก
ยอดฝีมือในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพไม่สามารถทำให้ส่วนของขั้นมนุษย์ในเสาทดสอบเปล่งแสงได้ เป็นแน่ชัดว่าสถานศึกษาเต๋าอี้นั้นเข้มงวดกวดขันเรื่องการรับศิษย์นัก หรือกล่าวให้ถูกคือมันเป็นการคัดสรรที่ยากหนักหนาเอาการ!
ในโลกชิงฉางนั้นยอดฝีมือในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพที่อยู่ในวัยยี่สิบ ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ปราดเปรื่องชั้นแนวหน้าแล้ว ทว่าที่นี่พวกเขาเพียงอยู่ในระดับคนทั่วไป
ไม่ช้าไม่นานคนที่รับการทดสอบก็เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
เยี่ยฉวนครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งนี้แล้วไปที่แท่นทรงกลม มีคนสามคนด้านหน้าเขา ครู่เดียวสองคนในนั้นก็สอบตก
เยี่ยฉวนไปที่แท่นทรงกลมนั่น เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ชกหมัดลงไปที่เสาทดสอบ
เสาทดสอบไม่ไหวติงราวกับรูปปั้น
เมื่อเห็นสิ่งนี้เยี่ยฉวนก็รู้สึกประหลาดใจพอสมควร การทดสอบนั้นยากเย็นกว่าที่เขาคาดไว้!
การต่อยของเขาเมื่อครู่แทบจะอัดแน่นไปด้วยพลังในขั้นควบยุทธ์สะท้านภพชั้นสูง แต่เจ้าเสาทดสอบนี่ก็ยังคงอยู่นิ่ง!
เยี่ยฉวนใช้ความคิดชั่วขณะ กำลังจะเอากระบี่ออกมา เวลานั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นด้านหลังเขา “เหตุใดชายผู้นี้ถึงไม่เจียมตนรู้ความสามารถของตนเอง?”
เยี่ยฉวนหันกลับไปและพบสตรีนางหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าเขา นางอายุราวสิบแปดหรือสิบเก้าปีใส่ชุดรุ่มร่าม นางดูงดงามทว่าริมฝีปากของนางดูซีดจางเล็กน้อย ที่สำคัญคือดูชั่วร้าย
เห็นเยี่ยฉวนหันมา นางก็มองเขาอย่างเย็นชา “เจ้าเป็นเพียงขั้นควบยุทธ์สะท้านภพ ทว่ากล้าดีจะรับการทดสอบคงเป็นเหตุเพราะเจ้าคิดว่าจะมีโชคลาภ”
เยี่ยฉวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เชิญแม่นาง!”
ด้วยเหตุนี้เขาจึงหลบไปด้านข้างแทน
แต่สตรีนางนี้ก็ไม่ได้ก้าวไปด้านหน้าแต่กลับว่าต่อ “การจะเป็นชาย เจ้าควรมีความตระหนักในตนเอง หากบุคคลไร้ซึ่งความตระหนักในตอนเอง คนผู้นั้นก็เป็นเพียงผู้โง่เขลา เข้าใจหรือไม่?”
เยี่ยฉวนเอ่ยเสียงเบา “เหตุใดท่านถึงได้พูดจาได้โง่เขลาถึงเพียงนี้?”
ได้ยินเช่นนี้ดวงตาของสตรีดูเย็นเยือกขึ้นทันควัน “เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
เยี่ยฉวนกล่าว “เหตุใดท่านถึงได้พูดจาได้โง่เขลาถึงเพียงนี้?”
สตรีนั้นก้าวไปด้านหน้าและอำนาจข่มขี่ก็โอบล้อมร่างของเยี่ยฉวนในฉับพลัน
ปราณของขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง!
เยี่ยฉวนยังคงยืนอยู่ตำแหน่งเดิมและไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากปราณของนางเลย
เมื่อเห็นเช่นนั้นนางก็ขมวดคิ้วน้อยๆ นางจ้องมองไปที่เยี่ยฉวนหัวจรดเท้าอย่างเฉยเมย “เจ้าแอบซ่อนพลังของเจ้าไว้”
เยี่ยฉวนส่ายศีรษะ “เชิญท่านทดสอบก่อน!”
เขาไม่แยแสต่อการโต้เถียงกับแม่นางน้อยผู้โง่เขลาคนนี้แม้แต่นิด
สตรีนางนั้นพลันเดินไปเบื้องหน้าเยี่ยฉวนพร้อมจ้องหน้าเขาตรงๆ “ประมือกับข้า!”
เมื่อเยี่ยฉวนได้ยินก็ตะลึงงัน “ประมือกับเจ้า?”
หญิงสาวนั้นเหยียดยิ้ม “มิใช่ว่าเจ้าแข็งแกร่งอย่างนั้นหรือ? เข้ามา!”
เยี่ยฉวนอับจนคำพูด คนประหลาดดีแท้!
นางพลันส่งเสียงตะคอกอย่างกราดเกรี้ยว “จงเข้ามา!”
เยี่ยฉวนใคร่ครวญ ทว่าไม่ช้าเขาก็หายไปจากตรงนั้น และเพียงชั่วพริบตา……
ตู้ม!
หลังจากเสียงระเบิดนั่น หญิงสาวก็ลอยกระเด็นออกมาในทันที แล้วนางก็ปรากฏกายในอีกสามร้อยหมี่ห่างออกไป
เมื่อเห็นสิ่งนี้ผู้คนนับไม่ถ้วนโดยรอบก็หันมามองทางนี้ทันที กล่าวให้ถูกคือมองไปทางเยี่ยฉวน สามร้อยหมี่ห่างออกไปนั้น หญิงสาวมองไปที่มือขวาของนาง ฝ่ามือนั้นฉีกขาด เลือดไหลอาบออกมา
หลังจากความเงียบงันผ่านไปครู่หนึ่ง สตรีนางนั้นเงยหน้าขึ้นมามองเยี่ยฉวนที่อยู่ไม่ห่างออกไป “ข้ามองเจ้าต่ำไป ดูแล้วเจ้าดูจะมีอำนาจที่กล้าแกร่งอย่างแท้จริง!” เยี่ยฉวนส่ายศีรษะและเมินสตรีผู้นี้ไป เขาหันไปอีกทางและเดินไปที่เสาทดสอบ เมื่อมองมันที่อยู่เบื้องหน้าเยี่ยฉวนก็ยิ้มออกมา จากนั้นเขาก็กางมือออกแล้วกระบี่ก็ปรากฏออกมา ในเวลาต่อมาเขาก็เสือกแทงกระบี่ไปด้านหน้า!
กระบี่นั้นแทงเข้าไปที่เสา รอบด้านเงียบงันไปชั่วขณะ ท่ามกลางสายตาของเหล่าผู้คน ขั้นมนุษย์ของเสาทดสอบก็เปล่งแสงออกมา
เมื่อเห็นเช่นนี้ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ต่างสูดหายใจเข้าลึก การที่ส่วนของขั้นมนุษย์เปล่งแสงออกมาแสดงว่าเขาสอบผ่าน!
ทว่าในขณะเดียวกันนั้นเอง ขั้นเสวี่ยนก็บังเกิดแสงขึ้นมาเช่นกัน เมื่อรับรู้ถึงสิ่งนี้ทุกคนต่างตะลึงงันไปในทันที
ไม่ได้หายใจหายคอ ขั้นพิภพพลันเรืองแสงด้วยเช่นกัน……
ภาพนี้ทำให้ผู้คนทั้งหลายโดยรอบต่างตาตื่น ดูเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
กระนั้นเพียงฉับพลัน ขั้นสวรรค์ที่อยู่บนยอดสุดของเสาทดสอบก็เรืองแสงขึ้นมา
เวลานั้นรอบด้านเงียบกริบเสียจนสามารถได้ยินเสียงของเข็มที่ตกลงพื้น
