Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 684


บทที่ 684 ผู้ท้าชิง! (ต้น)

สำนักเซียนเจี้ยน!

สถานะของสำนักเซียนถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของดินแดนอุดร ด้วยเป็นสำนักกระบี่ที่มีเพียงแห่งเดียวในดินแดนอุดร

ตามปกติแล้วมีจำนวนผู้ฝึกกระบี่อยู่ไม่มากนัก ด้วยทางสำนักต้องการคนที่มีความเป็นยอดฝีมือชั้นยอดและความที่ต้องใช้ต้นทุนในการฝึกปรือบ่มเพาะพลังชี่เป็นเงินก้อนโต ดังนั้นกองกำลังอื่นจึงไม่สนใจจะฝึกฝนในด้านนี้ ต่อให้มีคนที่มีความเป็นยอดฝีมือชั้นเลิศ หากก็มีข้อจำกัดในการประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่วันที่เยี่ยฉวนเริ่มฝึกฝนจวบจนปัจจุบันนี้ เขาซาบซึ้งถึงความสำคัญของเงินเป็นอย่างดี

ถ้าเงินทองไม่ถึงจริงก็ยากที่จะฝึกฝนไปได้ตลอดรอดฝั่ง โดยเฉพาะคนอย่างเขา ทุกครั้งที่มีการบรรลุขั้นพลังเขามีความจำเป็นต้องสูบกลืนกระบี่ทุกทีไป

การเดินทางผ่านทางค่ายกลเคลื่อนย้ายของสถานศึกษาเต๋าอี้ เยี่ยฉวนจึงมาถึงยังสำนักเซียนเจี้ยน

ที่ตั้งของสำนักเซียนเจี้ยนอยู่บนเทือกเขาแห่งหนึ่งซึ่งลอยละล่องอยู่ในจักรวาลดารา เทือกเขามีขนาดใหญ่โตมโหฬารและลอยอยู่ประดุจกระบี่เล่มหนึ่งในจักรวาลดารา ล้อมรอบด้วยกระบี่เหินโฉบเฉี่ยวผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า

โอ่อ่าอลังการ!

เมื่อเห็นสำนักเซียนเจี้ยน เยี่ยฉวนให้รู้สึกประทับใจนับตั้งแต่แรกเห็น ด้วยเป็นสถานที่โอ่อ่ากว่าสถานศึกษาเต๋าอี้มากนัก!

เขาไม่ได้คิดจะลักลอบเข้าสำนักเซียนเจี้ยนแต่อย่างใด ทว่าเดินเข้าไปตรงๆ นั่นเอง ทันใดนั้นชายชราคนหนึ่งปรากฏกายออกมาขวางทางเบื้องหน้า

ชายชรามองผู้มาเยือนตาขวาง “เจ้าเป็นใคร?”

เยี่ยฉวนตอบเสียงจริงจัง “ข้าชื่อเยี่ยฉวน เป็นศิษย์สาขาในแห่งสถานศึกษาเต๋าอี้ มาตามคำสั่งของหัวหน้าผู้อาวุโสเพื่อขอพบเจ้าสำนักเซียนเจี้ยนขอรับ!

สถานศึกษาเต๋าอี้!

หัวคิ้วผู้ฟังขมวดมุ่นเล็กน้อย “เจ้าบอกว่ามาจากสถานศึกษาเต๋าอี้งั้นหรือ?”

ชายหนุ่มพยักหน้าพร้อมตอบว่า “ขอรับ!”

อีกฝ่ายถามอีก “ไหนหลักฐาน?”

ผู้มาเยือนหยิบเอาแผ่นป้ายส่งให้ชายชรา ฝ่ายหลังรับไปพิจารณาดูครู่หนึ่งจึงพยักหน้าพร้อมหันมาบอกว่า “คอยสักครู่!”

ว่าแล้วฝ่ายนั้นก็กลับออกไป

เยี่ยฉวนยืนรออยู่เพียงลำพังจึงหันไปพิจารณาสิ่งที่อยู่รอบตัว ตลอดเวลาจะมีผู้คนสัญจรโดยเหินกระบี่ผ่านไปผ่านมา แต่ละคนมองปราดเดียวก็รู้ว่ามีพลังอำนาจล้นเหลือ

ในขณะต่อมาชายชราคนเดิมย้อนกลับมาปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขาอีกครั้ง และพูดด้วยเบาๆ ว่า “ตามมา!”

ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงเดินตามชายชราเข้าไปยังสำนักเซียนเจี้ยน

ภายในสำนักเซียนเจี้ยนกว้างขวางใหญ่โตมาก ทั้งประกอบด้วยอาคารหลายหลัง โดยมีลักษณะเป็นหอโถงอยู่เพียงไม่กี่หลัง ขณะนั้นเขาสังเกตเห็นผู้ฝึกกระบี่ไปตลอดทาง และพบว่าทุกคนมีสีหน้าบึ้งตึงเย็นชา เย็นชาเอามากทีเดียว ขนาดเยี่ยฉวนพยายามทักทายทว่าพวกนั้นกลับมองเฉยโดยไม่ตอบกลับแม้สักคำ

ไม่สงสัยเลยว่าสำนักเซียนเจี้ยนมีความแข็งแกร่งกว่าสำนักชางเจี้ยนมากนัก ทว่าหากเปรียบเทียบกับสำนักชางเจี้ยนแล้ว คนที่นี่แทบไม่มีความรู้สึกของความเป็นมนุษย์เหลืออยู่เลย

ชายหนุ่มเดินตามมาได้สักพัก ชายชราจึงพาเข้าสู่บริเวณที่เป็นหอโถง ด้านในเยี่ยฉวนได้พบกับชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง

คนผู้นี้มีนามว่าหลี่ชิง เจ้าสำนักเซียนเจี้ยน

หลี่ชิงเขม้นมองคนตรงหน้าพลางเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าคือเยี่ยฉวนใช่ไหม?”

เจ้าตัวเอาถึงกับนิ่งงัน เจ้าสำนักรู้ว่าเขาเป็นใครงั้นหรือ?

หลี่ชิงเห็นท่าจึงพูดต่อว่า “ข้าได้ยินมาว่าที่สถานศึกษาเต๋าอี้ เจ้าเป็นผู้ฝึกกระบี่ที่กล้าแกร่งที่สุด”

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ “มิได้ขอรับ มิได้… ก็งั้นๆ เองขอรับ!”

คนตรงข้ามมองจ้องแววตาเคร่งขรึม “มาถึงที่นี่มีธุระอะไร!”

เยี่ยฉวนตอบหน้าเฉย “หัวหน้าผู้อาวุโสให้ข้ามาขอซื้อกระบี่ขั้นสวรรค์จากสำนักของท่านขอรับ!”

“กระบี่ขั้นสวรรค์?”

หลี่ชิงขมวดคิ้วขณะถามด้วยความข้องใจ “สถานศึกษาเต๋าอี้ต้องการกระบี่ขั้นสวรรค์ไปทำอะไร?”

ชายหนุ่มตอบว่า “ตั้งค่ายกลกระบี่ขอรับ”

เจ้าสำนักมองคนพูดตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า “พวกนั้นจะซื้อไปให้เจ้าสินะ!”

เยี่ยฉวนยิ้มเผล่ “ขอรับ”

หลี่ชิงสั่นศีรษะ “ที่นี่มีกระบี่ขั้นสวรรค์แต่ไม่ได้มีไว้ขาย เจ้ากลับไปเถอะ!”

อีกฝ่ายทำท่าครุ่นคิด จากนั้นจึงบอกกับคนที่อยู่ตรงหน้าว่า “ไม่เป็นไรขอรับ”

กล่าวจบแล้วจึงถอยกลับออกไป

ในหอโถงหลี่ชิงมองตามคนที่เพิ่งคล้อยหลังไป “ว่ากันว่าเขาบรรลุขั้นเซียนกระบี่ตอนอายุแค่สิบหกขวบ… เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

คนถูกถามที่ยืนอยู่บนพื้นระดับต่ำลงไป ชายชราส่ายหน้าพลางตอบว่า “ไม่น่าจะเป็นไปได้ ทว่าในความเป็นยอดฝีมือและสมรรถนะการต่อสู้นั้นไม่น่าสงสัยว่าต้องแกร่งกล้าสามารถมากทีเดียว เพราะเขาเอาชนะชายที่ชื่อหนานซานได้ ฝ่ายนั้นเป็นหนึ่งในสี่อัจฉริยะยอดฝีมือแห่งสาขาใน และอีกอย่างหนานซานผู้นั้นสำเร็จขั้นพลังจุดกำเนิดแล้วด้วย!”

คนฟังผงกศีรษะ “ไม่เลวจริงๆ ทว่าโชคร้ายอยู่ตรงที่คนแบบนี้ไปเข้ากับสถานศึกษาเต๋าอี้……”

ชายชราหัวเราะหึ “น่าสมเพชด้วยซ้ำไปขอรับ ถ้าเขามาเข้าร่วมกับสำนักเซียนเจี้ยน พวกเราจะต้องทุ่มเทให้กับคนผู้นี้ได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่ ซึ่งคงไม่นานอาจไม่เกินสองปีเขาจะต้องบรรลุขั้นพลังจุดกำเนิดได้แน่”

หลี่ชิงพยักหน้าอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง “แจ้งให้คนดูแลหอเสี่ยนปิ้ง ช่วงนี้ระมัดระวังให้มาก เยี่ยฉวนเป็นคนไม่รู้จักอับอายและคนอย่างนี้คงไม่ยอมเลิกล้มความตั้งใจง่ายๆ”

อีกฝ่ายเปล่งเสียงหัวเราะ “คงไม่ถึงกับเข้ามาหยิบฉวยหรือขโมยกระมังขอรับ?”

เจ้าสำนักพึมพำ “ระวังบ้างก็ดี……”

ทันใดนั้นเองชายคนหนึ่งเดินอย่างเร่งรีบตรงเข้าประตูหอโถง หลังจากหยุดแสดงคารวะต่อคนทั้งสองแล้วจึงกล่าวเสียงเร็วว่า “เรียนเจ้าสำนัก ในเมืองเซียนเจี้ยนมีคนผู้หนึ่งตั้งเวทีประลองพร้อมประกาศว่าใครที่สามารถเอาชนะเขาได้ จะได้รับอัญมณีเพชรน้ำค้างสีม่วง 100,000 ชิ้นเป็นรางวัลขอรับ!”

หลี่ชิงนิ่วหน้าพลางนิ่งคิด “เยี่ยฉวนงั้นหรือ?”

อีกฝ่ายพยักหน้า “ขอรับ!”

คนถามและชายชราต่างหันไปมองหน้ากัน ฝ่ายหลี่ชิงถึงกับอุทานออกมาว่า “มันจะบ้าหรือไง?”

ในเมืองเซียนเจี้ยน

ขณะนั้นบรรยากาศในเมืองเริ่มคึกคัก ด้วยมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังตั้งสนามประลองและเขาคนนั้นเป็นผู้ฝึกกระบี่ที่มิใช่ชาวเมืองเซียนเจี้ยน

บนสนามประลองเยี่ยฉวนยืนผงาดตัวตรง ที่มุมสนามทั้งสองด้านปักธงสัญลักษณ์ไว้ทั้งฝั่งซ้ายและขวา ธงทางฝั่งซ้ายมีตัวอักษรเขียนว่า ‘มือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งดินแดนอุดร’ และบนธงฝั่งขวาเขียนว่า ‘ผู้ท้าชิง’

โอหัง!

โอหังเกินไปแล้ว!

ไม่ช้าไม่นานเหล่าผู้ฝึกกระบี่แห่งสำนักเซียนเจี้ยนจึงพากันทยอยมาเฝ้าดูเหตุการณ์

พลันชายคนหนึ่งทะยานขึ้นไปยืนบนสนาม สายตาจ้องแน่วแน่มายังเยี่ยฉวน มุมปากแสยะขณะเอ่ยวาจาเย้ยหยัน “มั่นใจมากสินะ กระทั่งเสนอตัวสู้กับมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งดินแดนอุดร มา……มาเจอกับข้านี่!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version