Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 638


บทที่ 638 สาขานอก! (ต้น)

เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาที่เยี่ยฉวนแสดงออก ทำให้ชายชราตกตะลึงไปทันที ขณะสีหน้าหมองมัวแฝงความเย็นชา ทั้งแววตายังส่อเจตนามุ่งร้ายฉายชัดเจน

ต่อจากนั้นก็ผลักฝ่ามือข้างขวาออกไป พลันเบื้องหน้าช่องอากาศว่างที่เปล่าเกิดรอยแยกออกจากกัน ฉับพลันต่อมาพลังงานดำมากมหาศาลไหลรวมบรรจบเข้าสู่ฝ่ามือ!

“หยุดนะ!”

ทันใดนั้นเสียงตวาดด้วยความโกรธจัดดังแหวกอากาศเข้ามาในบริเวณ ตามมาด้วยร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นระหว่างเยี่ยฉวนและชายชราอย่างฉับพลัน

ผู้ที่เข้ามาใหม่ก็คืออาจารย์เฟิง!

เยี่ยฉวนหยุดชะงัก ถึงกระนั้นพลังซึ่งผลักออกของเขายังคงไว้อย่างเดิม เช่นเดียวกับพลังจากฝ่ามือของชราเช่นเดียวกัน

อาจารย์เฟิงจ้องเขม็งไปยังคนทั้งคู่ ในที่สุดสายตาเบนไปจับที่ชายชรา “ศิษย์พี่มู่ฉางคิดจะทำอะไร?”

ชายชราผู้มีนามว่ามู่ฉางเหลือบไปมองคนอีกทางพลางย้อนถามเสียงห้วน “ทำไมเจ้าไม่ถามมันดูว่าคิดจะทำอะไร?”

คนถูกถามขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงหันไปมองรอบกาย เมื่อสายตาปะทะกับร่างไร้วิญญาณของคนสวมชุดคลุมยาวที่ไม่ไกลมากนัก สีหน้าของคนแปรเปลี่ยนเคร่งขรึมก่อนจะหันขวับไปที่เยี่ยฉวน “เป็นฝีมือของเจ้างั้นหรือ?”

ชายหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบ

พลันนั้นอาจารย์เฟิงหันมาเผชิญหน้าขณะจ้องหน้าเยี่ยฉวนตรงๆ “ทำไมจึงทำอย่างนี้?”

อีกฝ่ายตอบว่า “ข้าต้องลงมือเพราะมันจะมาขโมยของของข้า ถ้าไม่ให้มันบอกว่าจะฆ่าข้า ดังนั้นข้าจึงต้องฆ่ามันเสีย!”

ทันทีที่คนอธิบายจบ อาจารย์เฟิงเหลือบตาไปทางซากศพของสัตว์อสูรบนพื้นไม่ไกลจากตรงนั้น

เขาเพ่งมองดูอยู่เป็นครู่ จากนั้นอาจารย์เฟิงหันขวับกลับมามองเยี่ยฉวน “เจ้าบอกว่าเป็นคนฆ่ามันงั้นหรือ?”

คนถูกถามพยักหน้าตอบ

ฝ่ายอาจารย์เฟิงเมื่อได้คำตอบที่ชัดแจ้งก็ได้แต่นิ่งมองคนตรงหน้าด้วยไม่อาจกล่าวออกมาได้ในตอนนั้น สัตว์อสูรตัวนี้ขั้นพลังเทียบได้กับควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง แต่ก็มิใช่ควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงธรรมดา เพราะโดยทั่วไปหากขั้นพลังเดียวกันพวกสัตว์อสูรจะมีความแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ที่มีขั้นพลังเท่ากัน!

ทว่าเยี่ยฉวนสามารถฆ่าสัตว์อสูรได้ทั้งยังสามารถต่อสู้กับมู่ฉาง โดยไม่มีทีท่าว่าจะพ่ายแพ้แก่ฝ่ายนั้นอีกด้วย!

เห็นอยู่ทนโท่ว่าคนผู้นี้ซ่อนพลังที่แท้จริงไว้!

พลันมู่ฉางพูดขึ้นมาจากที่ไม่ไกลนัก “เฟิงจิ้งเห็นอย่างนี้แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?”

คนชื่อเฟิงจิ้งหันไปสบตาอีกฝ่ายก่อนตอบเสียงขรึม “แล้วเจ้าคิดว่าพวกเราควรทำอย่างไร?”

คนถูกถามแสยะปากเค้นเสียงตอบ “ฆ่ามันเสีย!”

เฟิงจิ้งสีหน้านิ่ง “มู่ฉาง หลานชายของเจ้าเป็นคนลงมือก่อน”

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายว่ามาเช่นนี้ มู่ฉางสายตาวาววับฉายแววเหี้ยมเกรียมฉับพลัน “เฟิงจิ้ง พูดอย่างนี้อยากปกป้องมันใช่ไหม?”

เฟิงจิ้งส่ายหน้าทันที “ข้าไม่ทำอย่างนั้นแต่เจ้าเองน่าจะรู้กฎของเราดีอยู่ คนที่มีส่วนร่วมในการกระทำย่อมต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองไม่ว่าอยู่หรือตาย หลานชายของเจ้าหวังสังหารเยี่ยฉวนเพื่อแย่งชิงของล้ำค่า แต่น่าเสียดายที่มันไม่แข็งแกร่งพอจึงเป็นฝ่ายถูกเยี่ยฉวนสังหาร เจ้าจะไปโทษเขาก็ไม่ได้!”

มู่ฉางจ้องผู้พูดเขม็งอย่างไม่ลดละสายตา “ดีล่ะ เฟิงจิ้ง แล้วเจ้าจะได้เห็นกัน!”

พูดพลางเบนสายตามายังเยี่ยฉวน “ส่วนเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ข้าก็จะฆ่าเจ้าให้ได้!”

พูดจบคนหันหลังให้ทันทีก่อนที่ร่างจะทะยานวาบไปจนไกลสุดขอบฟ้า

ณ ที่แห่งเดิมเฟิงจิ้งมองชายหนุ่มพลางพิจารณาอยู่เป็นครู่ “เชื่อแน่ว่าต่อไป เจ้าจะต้องพบเจออุปสรรคมากมาย!”

เยี่ยฉวนบิดมุมปากยกยิ้ม “ไม่เป็นไรขอรับ ชีวิตข้าไม่ค่อยราบรื่นอยู่แล้ว!”

คนตรงข้ามส่ายหน้าช้าๆ “คนหนุ่มก็อย่างนี้ คราวหน้าคราวหลังจะทำอะไรเจ้าต้องคิดให้ดีแทนที่จะเอาแต่อารมณ์ของตนเป็นที่ตั้ง”

ชายหนุ่มผงกศีรษะ “ผู้อาวุโส ข้าจะจดจำคำตักเตือนของท่านไว้ขอรับ!”

คนอาวุโสกว่าพูดพลางสั่นหน้าเบาๆ “ตอนที่เห็นครั้งแรกก็รู้ว่าเจ้าเป็นคนใจร้อนวู่วาม จำไว้ให้ดีถ้าเข้าร่วมกับสถานศึกษาเต๋าอี้แล้วยังไม่เปลี่ยนแปลงนิสัยของตัวเอง เจ้าจะต้องประสบกับความทุกข์ยากอย่างมากมายมหาศาล!”

เยี่ยฉวนยิ้มรับ “ข้าไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อน แต่เป็นคนอื่นที่ชอบนำเรื่องเดือดร้อนมาให้ ข้าจึงไม่อาจนิ่งเฉยน่ะขอรับ!”

เฟิงจิ้งบอกเสียงเรียบ “บางครั้งการเป็นฝ่ายถูกกระทำบ้างใช่เรื่องเสียหาย! เอาล่ะตามข้ามาทางนี้!”

ว่าแล้วผู้พูดหันหลังออกเดินนำไป

เยี่ยฉวนยักไหล่นิดหนึ่ง ก่อนจะหันไปเก็บร่างของสัตว์อสูรซึ่งอยู่ไกลจากนั้นจึงรีบติดตามเฟิงจิ้งไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาเฟิงจิ้งเดินนำโดยมีเยี่ยฉวนเป็นฝ่ายตามผ่านหุบเขาหลายลูก

ขณะเดินไปพลาง สีหน้าของเยี่ยฉวนกลับเครียดขรึม

ด้วยชายหนุ่มสัมผัสได้ว่าตลอดทางผ่านหุบเขาปรากฏลมหายใจแข็งแกร่งทั่วทุกที่ ถึงบางส่วนจะยังคลุมเครือทว่ามากด้วยพลังอำนาจ

เกือบครึ่งชั่วยามเห็นจะได้ เฟิงจิ้งเดินนำเยี่ยฉวนมาถึงยังบริเวณดินแดนหินผาอันเกิดจากทางน้ำกัดเซาะแห่งหนึ่ง ที่นั่นชายหนุ่มเห็นวิหารขนาดใหญ่โตมโหฬารสร้างชิดติดกับหุบเขา รอบข้างสองฝั่งรวมทั้งด้านหลังวิหารขนาบด้วยเขาสูง ด้านบนมีผนึกยันต์แผ่นยักษ์ปิดทับ

ชายหนุ่มพึมพำถามออกไปว่า “ที่นี่คือสถานศึกษาเต๋าอี้ งั้นหรือขอรับ?”

ชายชราพยักหน้า “สาขานอก!”

“สาขานอก?”

เยี่ยฉวนเบนหน้าไปทางเฟิงจิ้ง “ถ้างั้น ก็ต้องมีสาขาในด้วยงั้นหรือขอรับ?”

คนตอบ ตอบพลางผงกศีรษะ “ถูกแล้ว อย่างไรก็ตามคนทั่วไปใช่ว่าจะสามารถเข้าเป็นศิษย์ของสาขาในได้ทุกคน!”

คนฟังถามกลับทันที “ทำไมอย่างนั้นขอรับ?”

เฟิงจิ้งอธิบายต่อไปว่า “สถานศึกษาเต๋าอี้คัดเลือกศิษย์ที่เป็นยอดฝีมือชั้นยอดที่มาจากทั่วทุกมุมโลก คนที่ผ่านการคัดเลือกเป็นศิษย์ของสาขานอกล้วนแล้วแต่เป็นยอดแห่งผู้เยี่ยมยุทธ์ ทุกปีจะมีเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้นที่ผ่านเข้าเป็นศิษย์สาขาใน!”

สาขาใน!

คนฟังพยักหน้าก่อนจะเบนไปมองยังวิหารที่อยู่ไม่ไกลจากเบื้องหน้านัก ในใจเกิดความพิศวงว่าอันหลานซิ่วและน้องหลิงจะอยู่ที่สาขานอกหรือสาขาใน!

ครู่ต่อมาทั้งสองเดินมาหยุดตรงทางเข้าวิหาร ภายในแทบไม่มีผู้คน ไม่สิอันที่จริงเขาเห็นมีแต่พวกเขาสองคน

เยี่ยฉวนเหลือบมองไปรอบๆ ทั่วบริเวณมีแต่ความเงียบสงัดแตกต่างจากที่เคยคิดไว้มาก

เสียงของคนเดินนำหน้าบอกมาเบาๆ ว่า “ช่วงนี้ยังเงียบอยู่รอให้ถึงเวลากลางคืนจะครึกครื้นกว่านี้! ตอนนี้เจ้ายังไม่ได้ชื่อว่าเข้าเป็นศิษย์ของสถานศึกษาเต๋าอี้ ทว่าอีกสามวันถ้าเจ้ายังไม่ตายเมื่อนั้นจึงถือว่าเป็นคนของเราแล้ว!”

ผู้พูดทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้ก่อนจะหันกลับและหายวับไป

เยี่ยฉวนได้แต่ยืนนิ่งด้วยความรู้สึกสับสนจับต้นปลายไม่ถูก

ภายในสามวันยังไม่ตาย?

ประโยคนั้นแฝงความนัยลึกล้ำ!

ชายหนุ่มนิ่งงันขณะครุ่นคิดจากนั้นจึงเงยหน้ามองไปรอบบริเวณ บัดนี้มีแต่ความเงียบสงัดวังเวง

หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก เยี่ยฉวนได้แต่สั่นศีรษะกับตนเอง “กองทหารที่แข็งแกร่งต้านศัตรูได้ฉันใด ปฐพีที่แน่นหนักสามารถต้านกระแสน้ำไหลบ่าท่วมท้นได้ฉันนั้น!”

เมื่อหาที่ว่างเหมาะสมได้แล้วชายหนุ่มจึงลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นทันที

จากนั้นสภาวะจิตของเยี่ยฉวนได้จมดิ่งเข้าสู่ภายในร่างกาย ภายในหอคอยแห่งเรือนจำเขามองเห็นอาหลิงน้อยหลับใหลอย่างสงบสุข ส่วนยอดยุทธ์ที่ชั้นสองยังคงซ่อนตัวอยู่บนชั้นที่สองดังเช่นทุกครั้ง เขาเองสุดที่จะรู้ได้ว่านางทำอะไรอยู่ข้างบนนั้นกันแน่

เยี่ยฉวนทะยานผ่านขึ้นไปยังชั้นที่สาม บนนั้นว่างโล่ง

พลังชี่โกลาหล!

ดูเหมือนในตอนนั้นเขาฉุกใจคิดขึ้นได้ จึงรีบกลับสู่สภาวะจิตก่อนจะกำหนดลมหายใจเข้าออก ไม่นานนักพลังชี่โกลาหลเริ่มโคจรกลับมาวนไปรอบๆ ร่างกายของเยี่ยฉวน

ชายหนุ่มรู้ได้ทันทีว่าร่างของตนเองบังเกิดอาการระแวงระวังขึ้นมา ฉับพลันนั้นเองจึงทำให้พบว่าร่างกายของตนไม่เหมือนเดิม!

ทว่าตนเองไม่สามารถอธิบายความรู้สึกที่ว่าแตกต่างนั้นได้!

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version