บทที่ 640 นิรมิต! (ต้น)
เมื่อเห็นสัตว์อสูรทั้งสามกำลังมุ่งหน้าตรงมาทางนี้ เยี่ยฉวนรู้ตัวในทันทีว่าบัดนี้ตนตกเป็นเป้าหมายของพวกมันเข้าให้แล้ว!
และคนที่เขานึกถึงเป็นคนแรกก็คือมู่ฉาง!
ในที่อย่างนี้ เขาไม่มีศัตรูคนอื่น!
เยี่ยฉวนไม่เสียเวลาคิดมากนัก ด้วยสามสัตว์อสูรพลังขั้นทลายสุญตาทุกตัวกำลังพุ่งเข้าใส่ตนเอง
ชายหนุ่มย่ำเท้ากดลงไปบนพื้นดิน จากนั้นกระบี่แห่งปฐพีได้กลั่นตัวออกมาทันที พลันคนพุ่งตัวออกอย่างรวดเร็วพร้อมกระชับกระบี่ไว้ด้วยอุ้งมือทั้งสองข้างจู่โจมไปข้างหน้า!
กระบี่ชี่สาดประกายเจิดจ้าสีทองอร่ามจับทั่วท้องฟ้าในยามกลางค่ำคืน
ตูม!
พลังฟาดก่อให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับร่างของสัตว์อสูรท่าทางเป็นจ่าฝูงกระเด็นไปในอากาศ ทว่าขณะต่อมาเยี่ยฉวนเองดูเหมือนจะได้รับผลกระทบด้วยร่างของเขาก็กระเด็นออกไป กระทั่งกระแทกเข้ากับกำแพงเมืองที่ไม่ไกลเท่าใด!
บนอากาศชายหนุ่มกดฝ่ามือข้างขวาลงเบาๆ ขณะนั้นเองร่างของเขาจึงได้หยุดอยู่ลงทันควัน
ที่ขอบกำแพงเมืองเจ้าสัตว์อสูรทั้งสามจ้องเขม็งมายังมนุษย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
พวกมันมีร่างใหญ่โต ลักษณะภายนอกคล้ายสุนัขป่า ทว่ามีขาสองขากับปีกอีกคู่หนึ่ง
ชายหนุ่มมองเจ้าสัตว์อสูรตัวที่อยู่ตรงกลางซึ่งเขาจู่โจมเข้าใส่มันเมื่อครู่ก่อน ดูท่ามันไม่ได้รับบาดเจ็บเลยสักนิด
ความสามารถในการต้านทานแข็งแกร่งนัก!
สีหน้าของคนแปรเปลี่ยนถมึงทึง ไม่น่าแปลกใจที่ยามนี้เขาตระหนักถึงความยากลำบากในการต่อสู้กับสัตว์อสูรที่มีขั้นพลังปานนี้ ด้วยพวกมันมีพละกำลังที่กล้าแกร่งอย่างมาก!
ขณะที่สัตว์อสูรทั้งสามทำท่าจะพุ่งเข้าใส่มาที่เขาอีกครานั้น เยี่ยฉวนพลันหันหลังกลับและออกวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
พอเห็นว่าคนวิ่งหนีไปเสียเฉยๆ อย่างนั้นบรรดาสัตว์อสูรถึงกับนิ่งงัน อย่าว่าแต่สัตว์อสูรสามตัวนั้นเลย กระทั่งเหอเหลียนเสี้ยนเองซึ่งคิดว่าจะได้เห็นอะไรสนุกๆ ถึงกับมองด้วยความตกตะลึงอยู่บนขอบกำแพงนั้นเอง
วิ่งหนี?
เขาวิ่งหนี งั้นหรือ?
เยี่ยฉวนไม่ได้วิ่งหนีออกไปนอกเมืองทว่าเข้าไปในเมือง เขาโกยแน่บเต็มที่ชั่วเวลาเพียงแวบเดียวก็หายตัวไปในเมือง!
พวกสัตว์อสูรชะงักไปครู่เดียวจึงวิ่งไล่ตามเยี่ยฉวนไปอย่างรวดเร็ว ถึงกระนั้นมันทั้งสามก็ไม่อาจตามคนที่หนีไปได้ทันเสียแล้ว!
แม้ว่าชายหนุ่มมีขั้นพลังเพียงควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง ทว่าความแข็งแกร่งไม่ด้อยกว่าพวกมันทั้งสามเลย ยิ่งกว่านั้นเขามีกฎเต๋าแห่งสุญญากาศและความสามารถเหินกระบี่ ดังนั้นถ้าพูดถึงความเร็วแล้วละก็ เขาไปได้เร็วกว่าสัตว์อสูรทั้งหลายนัก ดังนั้นพวกมันไม่มีทางตามเขาทันอย่างแน่นอน!
เยี่ยฉวนเตร็ดเตร่ไปรอบๆ เมืองแห่งนั้นและความที่ไม่ใช่คนที่ชอบเกะกะระราน เพราะฉะนั้นพวกสัตว์อสูรทั้งสามจึงทำอะไรเขาไม่ได้!
จากนั้นท้องฟ้าเริ่มมีแสงสว่างด้วยจวนเวลารุ่งสาง!
สัตว์อสูรที่อยู่ในเมืองพากันล่าถอยออกไป
บนกำแพงเมือง เยี่ยฉวนยืนอยู่เฉยๆ ขณะที่สัตว์อสูรทั้งสามตัวยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกลกันนัก ทุกตัวจ้องมายังมนุษย์ตรงหน้านัยน์ตาแทบไม่กะพริบ หนึ่งในนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงฟังน่าสยดสยองอย่างยิ่ง “ไอ้มนุษย์ พวกเจ้ามันขี้ขลาดอย่างนี้เองหรือ!”
“ขี้ขลาด?”
เยี่ยฉวนบิดมุมปากยกยิ้ม “สามต่อหนึ่งยังมาหาว่าข้าขี้ขลาดอีกหรือ? กล้ามาสู้กันตัวต่อตัวหรือเปล่า กล้าไหมล่ะ?”
สู้กันตัวต่อตัว!
สามสัตว์อสูรพอได้ยินเข้าสีหน้าเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเวลานี้พวกมันพอจะดูออกว่าคนที่อยู่เบื้องหน้ามีสมรรถนะการต่อสู้แข็งแกร่งพอตัว!
มากเสียด้วย!
ถ้าสู้กันตัวต่อตัว ก็ไม่แน่ว่าพวกมันจะสามารถเอาชนะมนุษย์นั่นได้!
ถ้าปฏิเสธ เห็นทีเยี่ยฉวนคงจะไม่ยอมสู้กับพวกมัน!
ขณะที่ท้องฟ้าเริ่มปรากฏแสงสว่าง พลันเจ้าตัวหัวหน้าพูดขึ้นว่า “ได้ พวกเราตกลงจะสู้กับเจ้าตัวต่อตัว คืนนี้มาเจอกัน”
จากนั้นสามสัตว์อสูรหันหลังกลับออกจากเมือง ไม่นานก็หายวับไป
ขณะนั้นชายหนุ่มยืนมองพวกที่เพิ่งหายไปจากบนกำแพงเมืองพลางสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความคิดของเขาในเวลานั้น
ไม่นานมีเสียงพูดขึ้นที่ข้างตัว เหอเหลี่ยนเสี้ยนถามขึ้นว่า “เจ้าทำให้ใครไม่ชอบใจเข้าแล้วล่ะสิ”
เยี่ยฉวนพยักหน้าพลางตอบ “ข้าคิดว่าต้องเป็นมู่ฉาง!”
“มู่ฉาง!”
แววตาของเหอเหลี่ยนเสี้ยนฉายความประหลาดใจ หญิงสาวเหลือบมองอีกฝ่ายขณะพูดว่า “เจ้าทำให้เขาไม่พอใจเรื่องอะไร?”
ชายหนุ่มตอบพลางยิ้ม “ฆ่าหลานชายของเขา!”
เหอเหลี่ยนเสี้ยนกะพริบตาปริบ “เจ้าเจอศึกหนักแล้ว! มู่ฉางเป็นถึงหัวหน้าอาจารย์แห่งสถานศึกษาเต๋าอี้ เป็นคนที่มีพลังอำนาจมากทีเดียว”
ชายหนุ่มเหยียดมุมปาก “ช่วยไม่ได้!”
เขาไม่ได้อยากทำตัวให้เป็นจุดสนใจและไม่อยากมีเรื่อง ทว่าไม่ยอมให้ใครมากลั่นแกล้งโดยไม่สมเหตุสมผลเหมือนกัน
เหตุใดจึงต้องยอมรับกับความอัปยศด้วยเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นการเอาตัวรอดในการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ หลายกรณีอ้างเหตุผลไปก็ไม่เกิดประโยชน์ สู้มาดูว่ากำปั้นใครจะหนักกว่าใครเสียยังจะดีกว่า!
หญิงสาวหันมามองคนพูดเต็มตา “ถ้างั้นข้าหวังว่าเจ้าคงจะยังอยู่นี่ต่อไปอีกสักวันสองวัน!”
จากนั้นนางจึงหันกลับและออกไปทันที
เมื่อเหอเหลี่ยนเสี้ยนกลับไปแล้ว เยี่ยฉวนจึงหันกลับไปพิจารณาในบริเวณ ที่นั่นมีซากศพอยู่บนพื้นสองสามร่าง
ชายหนุ่มนิ่งขณะใช้ความคิด
เยี่ยฉวนกำลังคิดว่าบางทีคนพวกนี้จะเป็นคนที่สถานศึกษาเต๋าอี้ส่งมาทดสอบสมรรถนะการต่อสู้ก็เป็นได้ ส่วนใหญ่แล้วพลังปราณมักจะไม่สมดุลกับสมรรถนะการต่อสู้! ด้วยเป็นเพราะการจะบรรลุขั้นพลังอาจต้องใช้สิ่งแปลกปลอมร่วมด้วย ทว่าสมรรถนะในการต่อสู้ต้องอาศัยการฝึกฝน!
การที่จะสามารถดำรงชีพอยู่ในเมืองนี้ได้ ผู้นั้นต้องมีความแข็งแกร่งมิใช่การคุยโวโอ้อวด
เห็นอย่างนี้ทำให้พอจะรู้แล้วว่ายอดฝีมือที่เข้าร่วมสถานศึกษาเต๋าอี้ได้นั้นต้องเป็นอย่างไร!
เยี่ยฉวนหยุดความคิดไว้เพียงแค่นั้นและนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นก่อนที่สภาวะจิตจะดำดิ่งลึกสู่ภายใน เขาอยากเข้าใกล้ทำความคุ้นเคยกับกฎแห่งเต๋าที่สองให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามเหมือนเดิมคือสิ่งนั้นเพิกเฉยไม่ใส่ใจเขาเลยแม้แต่น้อย!
พูดไม่ออก!
ชายหนุ่มได้แต่นิ่งอึ้ง ทันใดนั้นเขานึกอะไรขึ้นมาได้จึงไปตามหาเด็กหญิงอาหลิงทันที
ในตอนที่เยี่นฉวนไปเจอเข้านั้น อาหลิงนอนแผ่เหยียดยาวข้างกายมีผลไม้วิเศษขนาดเท่าลูกแตงโม เปลือกตาปิดสนิทและมุมปากน้ำลายไหลยืด
ชายหนุ่มตรงเข้าไปเขย่าปลุกอีกฝ่ายเบาๆ “อาหลิง ตื่นเถอะ……”
อาหลิงนอนนิ่งไม่กระดุกกระดิก!
