Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 647


บทที่ 647 รอให้ถึงรุ่งเช้าก็ช้าเกินไปสำหรับการแก้แค้น! (ปลาย)

คนตรงข้ามนิ่งมองเยี่ยฉวน นางทำท่าเหมือนลังเลเล็กน้อยก่อนตัดสินใจโพล่งออกไปว่า “ข้าขอยืมเพชรน้ำค้างสีม่วงสัก 100,000 ชิ้นสิ”

ชายหนุ่มได้ยินครั้งแรกก็อึ้งไปเล็กน้อย หากแต่ครู่ต่อมาเขายื่นมือออกไปหน้าตาเฉยก่อนจะกดนิ้วชี้ลงนิดหนึ่ง ทันใดนั้นที่เบื้องหน้าของหญิงสาวจึงปรากฏวงแหวนสัมภาระอันหนึ่ง ข้างในมีอัญมณีเพชรน้ำค้างสีม่วงมากถึง 150,000 ชิ้น!

ซึ่งเมื่อเห็นเข้าก็ถึงกับตกตะลึง

เยี่ยฉวนเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ข้าให้ยืม เจ้าต้องเอามาคืนด้วยล่ะ!”

สตรีมองหน้าคนพูด “เจ้าบอกว่าชื่ออะไรนะ!”

คำถามทำให้อีกฝ่ายนิ่งอึ้ง นางจำชื่อของเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!

ชายหนุ่มตอบ “เยี่ยฉวน”

สตรีพยักหน้าเบาๆ “ข้าจะจำไว้”

ก่อนจะพูดต่อหน้าเฉย “ข้าชื่ออู๋จิ้ง!”

อู๋จิ้ง!

เยี่ยฉวน “…”

ครู่ต่อมาชายหนุ่มจึงหันกลับ

เสียงเคลื่อนไหวด้านหลังคนสตรี ร่างของสัตว์อสูรตัวหนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืด ขณะนั้นมันแหงนหน้ามองขึ้นไปบนอากาศพลางเอ่ยกับคนอีกฝ่ายน้ำเสียงครุ่นคิด “องค์หญิง เรารับปากมู่ฉางแล้วว่าจะกำจัดเขา”

อู๋จิ้งพูดเสียงขรึม “มู่ฉางไม่ได้บอกข้าว่าเขาเป็นเซียนกระบี่ แต่บอกว่าเป็นราชันย์กระบี่ หากเทียบตามความสำคัญแล้วการสังหารราชันย์กระบี่ย่อมแตกต่างจากการสังหารเซียนกระบี่ สถานศึกษาไม่ใส่ใจกับราชันย์กระบี่ ทว่าถ้าเราสังหารเซียนกระบี่เจ้าคิดหรือว่าสถานศึกษาจะนั่งดูเฉยๆ?”

สัตว์อสูรนิ่งเงียบไป

เป็นอย่างที่อู๋จิ้งกล่าวไป เซียนกระบี่คนรุ่นหนุ่มเช่นเขาผู้นั้นแม้แต่สถานศึกษาเต๋าอี้ยังให้ความสำคัญ!

ขณะต่อมาเสียงอู๋จิ้งพูดอีกว่า “คนผู้นั้นสำเร็จเป็นเซียนกระบี่ขณะที่เพิ่งอายุเท่านี้ แสดงว่ามีกองกำลังที่คอยสนับสนุนใหญ่พอตัว เขาไม่ใช่ศัตรู เหตุใดข้าต้องหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวเองเพราะเห็นแก่เพชรน้ำค้างสีม่วงแค่ 30,000 ชิ้นแถมยังกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับเขาอีก?”

ผู้ที่ได้ฟังพยักหน้าช้าๆ “องค์หญิงทรงไตร่ตรองอย่างรอบคอบยิ่งนัก”

ตอนนี้เองชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นไม่ห่างจากอู๋จิ้งนัก คนที่โผล่เข้ามาที่แท้คือมู่ฉาง

สายตาของผู้มาใหม่จ้องมองสตรีอย่างคาดคั้น “เจ้าไม่ได้ฆ่ามัน!”

อู๋จิ้งสีหน้านิ่งตอบเสียงเรียบ “เจ้าปิดบังเรื่องขั้นพลังที่แท้จริงของเขากับข้า”

“ขั้นพลังที่แท้จริง?”

มู่ฉางขมวดคิ้วแววตาสงสัย “เจ้าหมายความว่าอะไร!”

อู๋จิ้งจึงส่ายหน้า “ถ้าเจ้าไม่รู้ก็ช่างเถอะ”

ว่าแล้วสตรียื่นมือออกไปพลางกดนิ้วชี้ พลันวงแหวนสัมภาระตกลงบนพื้นต่อหน้ามู่ฉาง “เพชรน้ำค้างสีม่วง 30,000 ชิ้นของเจ้า ข้าคืนให้”

ชายชราหน้าบึ้งถามเสียงห้วน “เจ้าจะคืนคำงั้นหรือ?”

อู๋จิ้งชำเลืองมองอีกฝ่าย “ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ”

หลังจากที่ได้ยินอีกฝ่ายออกปากไล่เช่นนั้น มู่ฉางจำต้องหุบปากลงฉับพลันสีหน้าเปลี่ยนบูดบึ้ง อย่างไรก็ตามชายชราไม่กล้าพูดอะไรอีกด้วยตนเองตระหนักแก่ใจดีถึงขั้นฝีมือของสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

เขาจำต้องนิ่งเงียบ ครู่ต่อมามู่ฉางเอ่ยถามเสียงเครียด “เจ้าบอกได้ไหมว่าเหตุใดจึงเปลี่ยนใจ?”

อู๋จิ้งไม่ใส่ใจกับคนตรงข้าม หญิงสาวหันหลังกลับไปหน้าตาเฉย

เมื่อเห็นท่าทางของฝ่ายนั้น สีหน้าเคร่งของมู่ฉางแปรเปลี่ยนถมึงทึงดุดัน จากนั้นมีเสียงรำพึงน่าหวาดกลัว “ข้าไม่เชื่อเด็ดขาดว่าข้าจะฆ่าเจ้าไม่ได้!”

ว่าแล้วคนหันหลังก่อนจะหายวับไป

ในที่ไม่ไกลออกไปนักอู๋จิ้งกำลังเดินลึกเข้าไปในป่า ขณะเดียวกันก็หยิบวงแหวนสัมภาระออกมามองดูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดเชิงออกคำสั่งว่า “ประกาศออกไป ถ้าเขาลงมาตัดไม้ไผ่อย่าได้เข้าขัดขวางเขาเป็นอันขาด ถ้าใครพบเจอเขาที่ไหนพยายามช่วยเขาเท่าที่จะทำได้ เข้าใจหรือยัง?”

สัตว์อสูรที่อยู่เยื้องไปทางด้านหลังพยักหน้ารับ “ขอรับ!”

จากนั้นมันรีบกุลีกุจอออกไปตามคำสั่ง

เยี่ยฉวนละจากห้วงอเวจีในเวลาต่อมา

ครั้งนี้นับว่าเป็นความบังเอิญสำหรับเขามาก ทั้งคิดในใจว่ามีเพชรน้ำค้างสีม่วง 200,000 ชิ้นนั้นคุ้มค่าเสียจริง

คุ้มค่ามากตรงที่เขาได้ผูกมิตรกับคนยอดฝีมือด้วยเพชรน้ำค้างสีม่วง 200,000 ชิ้น

เขาไม่ได้ให้ความสำคัญของทรัพย์สิ่งของเท่าใดนัก

ส่วนใหญ่คนที่แสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ดังนั้นเขาอาจได้รับกลับมามากกว่า

ยิ่งกว่านั้นตอนที่อยู่ในห้วงอเวจีข้างล่าง ถ้าเขาต้องการประมือกับสตรีคนนั้นจริง ที่สุดแล้วคงต้องใช้หอคอยแห่งเรือนจำ ด้วยเขาไม่ค่อยมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ ไม่ต้องพูดถึงสัตว์อสูรซึ่งมากด้วยพลังอำนาจที่ซุกซ่อนอยู่มากมายนั่นด้วย

มู่ฉาง!

เมื่อนึกถึงชื่อของชายคนนี้ พลันสีหน้าของเยี่ยฉวนกลับกลายเป็นเยือกเย็น

บนยอดเขาเมื่อเห็นเยี่ยฉวนเดินตรงมาและทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว เหอเหลียนเสี้ยนและคนอื่นจ้องมองคนที่เข้ามาด้วยอาการตกตะลึง

เสียงใครคนหนึ่งในกลุ่มนั้นโพล่งขึ้นว่า “เจ้ายังไม่ตาย?”

หลังจากชายหนุ่มหายตัวไปทุกคนล้วนคิดไปในทางเดียวกันว่าเขาต้องตายแล้วอย่างแน่นอน ทว่าดูตอนนี้สิเขาโผล่กลับมาทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อหน้าทุกคนนี่เอง

เยี่ยฉวนพูดยิ้มๆ กับทุกคน “ชะตาข้ายังดีอยู่ โชคดี! สัตว์อสูรพวกนั้นอยู่ในช่วงกินเจ ไม่งั้นข้าคงรอดยาก!”

คนฟังพากันกระตุกมุมปาก ใครจะเชื่อ?

เหอเหลียนเสี้ยนมองคนตรงหน้าด้วยสายตาแน่วนิ่ง “เจ้านี่ไม่ธรรมดาเลย!”

ชายหนุ่มเหยียดมุมปากก่อนตอบว่า “แม่นางเหอเหลียนข้าอยากถามอะไรสักอย่าง จะไปหาอาจารย์มู่ฉางได้ที่ไหน?”

ทันทีได้ยิน หญิงสาวหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อยประกายตาเคลือบแคลง “เจ้าต้องการอะไร?”

เยี่ยฉวนพูดหน้าเฉย “เปล่า ข้ามีธุระอยากคุยเขาสักหน่อย”

ขณะที่เหอเหลียนเสี้ยนขยับจะตอบนั้นเอง มีเสียงชายคนหนึ่งตะโกนบอกมาจากทางด้านขวามือ “ไปทางนั้นราวสองลี้ครึ่งมีเทือกเขาลูกหนึ่งพวกอาจารย์อยู่ที่นั่นแหละ รวมทั้งอาจารย์มู่ฉางด้วย”

เยี่ยฉวนหันไปคารวะขอบใจอีกฝ่ายด้วยการกระแทกกำปั้นกับฝ่ามือ “ขอบคุณมาก”

จากนั้นคนพูดหันหลังและเดินออกไป

คนที่มองตามจากที่เดิม เหอเหลียนเสี้ยนสีหน้าออกจะลังเลเล็กน้อยจากนั้นจึงรีบเดินตามไปอย่างรวดเร็ว คนที่เหลือจึงพากันรีบรุดติดตามไปด้วย

ต่อมาไม่นานเยี่ยฉวนมาถึงยังเทือกเขาอันเป็นที่หมาย ในหุบเขาแห่งนั้นเต็มไปด้วยกระท่อมที่สร้างจากไม้ไผ่ ทุกหลังมีขนาดเท่ากันไม่ผิดเพี้ยน

เขาเดินมาหยุดยืนเบื้องหน้าเทือกเขาและก้าวเท้าออกไป พลันกระบี่สีทองอร่ามกลั่นตัวออกมาปรากฏบนฝ่ามือ ขณะต่อมาชายหนุ่มคำรามเสียงกร้าว “มู่ฉาง ไอ้คนชั่วโผล่หัวออกมารับความตายเดี๋ยวนี้!”

คนที่ติดตามมาข้างหลังและได้ยินเข้าเท่านั้น เหอเหลียนเสี้ยนรวมทั้งทุกคนต่างยืนนิ่งตัวแข็งด้วยความตกใจไปตามกัน

สุภาษิตบอกว่าลูกผู้ชายสิบปีล้างแค้นก็ยังไม่สาย!

อย่างไรก็ตาม คนอย่างเยี่ยฉวนรอให้ถึงรุ่งเช้าก็ช้าเกินไปสำหรับการแก้แค้น!

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version