บทที่ 691 สำนักกระบี่ (Sword clan)
“เหตุใดเจ้าถึงยอมจำนน?”
ภายในหอคอยแห่งเรือนจำ เสียงของเจียนจื่อไจ้ดังขึ้น “เยี่ยฉวน เจ้าเป็นผู้ชายหรือไม่!”
“เงียบเสีย!”
เยี่ยฉวนพลันกล่าวด้วยความเดือดดาล “มารเจียน เชื่อหรือไม่ ข้าจะสังหารเจ้า!”
เจียนจื่อไจ้ยิ้มเยาะ “ก็มาสิ มาที่ชั้นสี่!”
มุมปากของเยี่ยฉวนบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย บัดซบ มันช่างยากนักที่จะจัดการกับสตรีนางนี้
เหตุเพราะมันมีความจริงที่เขารู้ดีว่าในตอนนี้เขาไม่สามารถเอาชนะสตรีผู้นี้ได้
เขาเมินเฉยนางไป เพราะชายที่อยู่หน้าประตูหินศิลานั้นกำลังเข้ามาหาเขา
เยี่ยฉวนกล่าวเสียงต่ำ “ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสอง ท่านรู้ที่มาที่ไปของชายผู้นี้หรือไม่?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองกดเสียงต่ำ “หารู้ไม่”
เยี่ยฉวนยิ้มอย่างขมขื่น
บัดนั้นเองชายผู้นั้นก็เดินเข้ามาหาเขา อีกฝ่ายกางมือขวาออกและภาพวาดขนาดมหึมาก็ปรากฏเบื้องหน้าเยี่ยฉวน
ภาพวาดนั้นเป็นภาพของสตรีในชุดเรียบง่าย มีกระบี่อยู่ในมือขวาของสตรีในรูปที่ว่า
เยี่ยฉวนตะลึงงันไปยามที่ได้เห็นภาพของสตรีนางนี้
เหตุเพราะสตรีนางนี้คือสตรีลึกลับ!
เบื้องหน้าเยี่ยฉวน ชายผู้นั้นชี้มาที่เยี่ยฉวนและกล่าวขึ้นในทันใด “เจ้ามนุษย์ กระบี่ของเจ้าคือกระบี่ที่อยู่ในมือของสตรีนางนี้ใช่หรือไม่?”
คนผู้นี้ใช้ภาษามนุษย์!
เยี่ยฉวนลังเลใจ เหตุเพราะเขาไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายผู้นี้กับสตรีลึกลับเป็นเช่นไร
เจียนจื่อไจ้ได้กล่าวไว้ว่าสำนักของชายผู้นี้นั้นถูกทำลายล้างไป หากผู้ที่ทำสิ่งนี้คือสตรีลึกลับ… เช่นนั้นหากเขายอมรับไปเขาคงถูกปลิดชีพ
บัดนั้นอยู่ๆ ชายผู้นั้นก็ก้าวมายังเบื้องหน้าและกล่าว “จงตอบข้า!”
เสียงของเขาดังก้องราวกับระฆังอันมหึมา เสียงดังเสียจนแสบแก้วหู
เยี่ยฉวนเอ่ยด้วยเสียงทุ้ม “เป็นเช่นนั้นจริงขอรับ!”
เขารู้ว่าเขาไม่สามารถปิดบังเรื่องนี้จากบุรุษผู้นี้ได้ เหตุเพราะกระบี่ที่เขาเพิ่งเอาออกมานั้นแท้จริงแล้วเป็นกระบี่ของสตรีลึกลับ
เมื่อได้ยินคำของเยี่ยฉวน ชายผู้นั้นก็เก็บม้วนภาพวาดไปและกล่าว “จงตามข้ามา!”
ด้วยเหตุนี้เขาก็หันหลังและเดินออกไป
เมื่อเยี่ยฉวนได้ยินเช่นนั้นก็โล่งอก ดูเหมือนว่าสำนักลี้ลับไม่ได้ถูกทำลายโดยสตรีลึกลับ มิเช่นนั้นชีวิตเขาคงดับสิ้น
เยี่ยฉวนคืนสติและเข้าไปในประตูหินศิลาพร้อมกับชายร่างสูงอีกครั้ง
ไม่ช้านานพวกเขาก็มาถึงโถงกลางที่มีหีบศพอยู่นับสิบวางอยู่ที่นั่น
ชายร่างสูงนั่งลงบนเก้าอี้และมองต่ำลงมาที่เยี่ยฉวน “ความสัมพันธ์ของเจ้าและนางเป็นเช่นไร?”
เยี่ยฉวนตอบเสียงต่ำ “ข้าคือผู้ฝึกวิชากระบี่ นางเป็นผู้สอนวิชาความรู้ด้านกระบี่ให้ข้าขอรับ!”
ชายร่างสูงจ้องมองเยี่ยฉวนเป็นเวลานาน ท้ายที่สุดเขาก็ดูนุ่มนวลลง “นางอยู่ที่ใดในตอนนี้?”
เยี่ยฉวนส่ายศีรษะ “ข้าหารู้ไม่ขอรับ!”
ขณะที่เขาพูดอยู่ ชายหนุ่มแหงนศีรษะเผชิญหน้ากับชายร่างสูง “ท่านผู้อาวุโส ท่านรู้จักนางหรือขอรับ?”
ชายตัวสูงพยักหน้าเล็กน้อย “ใช่ สำนักของพวกข้าเคยพบกับความหายนะอย่างใหญ่หลวงเมื่อครั้งก่อนกาล นางปรากฏตัวขึ้นและยับยั้งไม่ให้สำนักของพวกข้าถูกทำลายล้าง หากปราศจากนาง สำนักของพวกข้าคงสูญสิ้นไปโดยสมบูรณ์จากโลกใบนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเยี่ยฉวนก็ฉงนใจเล็กน้อย “นางช่วยเหลือสำนักของท่านหรือขอรับ?”
ตามความคิดเห็นของเขานั้น สตรีลึกลับไม่ได้ดูเหมือนบุคคลที่จะมีมโนธรรมเช่นนี้ แน่นอนว่าเขาเป็นข้อยกเว้น เพราะนางปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดี!
ชายร่างสูงจ้องมองไปที่เยี่ยฉวน “เหตุใดเจ้าจึงมายังที่แห่งนี้?”
เยี่ยฉวนกล่าวด้วยเสียงทุ้ม “โลกใบเล็กนี้ปรากฏขึ้นที่นี่ และสหายของข้าพร้อมกับข้านั้นมาที่นี่เพื่อตรวจตราดูขอรับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายร่างสูงก็ขมวดคิ้ว “ที่นี่คือที่ใดหรือ?”
เยี่ยฉวนประหลาดใจเล็กน้อย “ท่านผู้อาวุโส ท่านไม่รู้หรือว่าที่นี่คือหนใด?”
ชายร่างสูงส่ายศีรษะของเขา “ข้าหลับใหลไปเนิ่นนานก่อนหน้านี้ เจ้าเป็นผู้ที่ปลุกข้าขึ้นมา!”
เยี่ยฉวนกดเสียงต่ำ “ท่านไม่ได้อยู่ที่นี่ก่อนหน้านี้หรือขอรับ?”
ชายร่างสูงทำหน้านิ่วคิ้วขมวดก่อนจะมองขึ้นไป เวลาต่อมาเขายิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น “ดูท่าค่ายกลคงสลายไปแล้ว!”
ค่ายกลสลายไป?
เยี่ยฉวนยิ้มอย่างบิดเบี้ยว “ท่านผู้อาวุโส ท่านช่วยชี้แจงมากกว่านี้ได้หรือไม่ขอรับ?”
ชายร่างสูงจ้องเขม็งไปที่เยี่ยฉวนและกล่าวขึ้น “เพื่อที่จะปกป้องตัวพวกเราเอง สำนักของข้าใช้ค่ายกลเพื่อที่จะเร้นกายจากทั้งโลกนี้ จากนั้นก็เร่ร่อนไปในจักรวาลดวงดาวอันกว้างใหญ่ไพศาล……บัดนี้มันคงเร่ร่อนจนมาถึงดินแดนจักรวาลดวงดาวของเจ้า ตอนนี้ค่ายกลคงสลายหายไปแล้ว และผู้แข็งแกร่งในดินแดนจักรวาลดวงดาวของเจ้าคงได้พบกับความผกผันปั่นป่วนเป็นแน่!”
เยี่ยฉวนกดเสียงต่ำ “ท่านผู้อาวุโส ท่านจะทำสิ่งอื่นใดต่อจากนี้ขอรับ?”
ชายร่างสูงเงียบงันไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงกล่าว “ในเมื่อตอนนี้ค่ายกลขนาดใหญ่นี้ได้สูญสลายไปแล้ว มันคงเป็นอันตรายต่อสำนักของพวกเราในการที่จะเร่ร่อนต่อไป”
เยี่ยฉวนยิ้มอย่างบิดเบี้ยว “หากท่านต้องการที่จะอยู่ในดินแดนจักรวาลดวงดาวนี้ ข้าเกรงว่าท่านจะต้องเผชิญปัญหาต่างๆ มากมายขอรับ”
ในเวลานี้กองกำลังส่วนใหญ่ในดินแดนอุดรต้องการโลกใบเล็กนี่ หากชายร่างสูงนี้ต้องการที่จะดำรงอยู่ที่นี่เขาจำต้องเผชิญปัญหาที่ยิ่งใหญ่เป็นแน่แท้
ชายร่างสูงเอ่ยเสียงต่ำ “มันไม่ใช่ปัญหา หลังจากที่เข่นฆ่าผู้คนมาจำนวนหนึ่ง ข้าจะลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่”
เยี่ยฉวน “……”
ชายร่างสูงพลันกล่าว “โลกใบนี้เคยเป็นอาณาเขตของสำนักพวกข้า ในตอนเหนือเคยมีสำนักอยู่ นั่นคือสำนักกระบี่ นางมาที่นี่เพื่อเยี่ยมเยียนสำนักนั่น บัดนี้มันได้ถูกทำลายไป ทว่าเจ้าสามารถไปที่นั่นได้และไปเยี่ยมดูได้ บางทีเจ้าจะพบกับเรื่องน่าอัศจรรย์!”
ตอนเหนือ!
เยี่ยฉวนคำนับ “ขอบคุณยิ่งนักขอรับ”
ชายร่างสูงพยักหน้า “มีคนนอกในโลกใบนี้ คนเหล่านั้นส่วนหนึ่งแข็งแกร่ง ข้าต้องฟื้นฟูตนเองในช่วงเวลานี้และหลีกเลี่ยงการต่อสู้กับคนเหล่านั้น หากเจ้าอยู่ในอันตราย เจ้าสามารถมาที่นี่ได้”
เยี่ยฉวนเร่งตอบไป “ขอบคุณยิ่งนักขอรับ! โปรดรักษาตน ท่านผู้อาวุโส!”
พร้อมกันนั้น เขาก็โค้งให้อย่างสุภาพอ่อนน้อม
ในโถงนั้นชายร่างสูงเอารูปเหมือนของสตรีลึกลับออกมาอีกครั้ง จ้องมองไปที่นางในม้วนภาพวาดนั้นด้วยสติเลื่อนลอย
เวลานั้นสตรีนางนี้ได้ช่วยเหลือสำนักของเขาด้วยการโจมตีอย่างไร้แบบแผน
มันเป็นเพียงการโจมตีอย่างสุ่มๆ!
……
เยี่ยฉวนออกมาจากไหล่เขาและมุ่งหน้าไปที่ตอนเหนือ
เขายังคงฉงนใจเกี่ยวกับสถานที่ที่สตรีลึกลับเคยไป ดูท่าเขาเหมือนจะคำนึงถึงบางสิ่งได้ จิตสัมผัสของชายหนุ่มจมดิ่งลงไปในร่างกาย ก่อนเผยยิ้มออกมา “มารเจียน ข้าได้หลบเลี่ยงภัยอันตรายอีกครั้ง เจ้ารู้สึกไม่พอใจหรือไม่?”
เจียนจื่อไจ้ไม่ได้ตอบ
เยี่ยฉวนกล่าวอีกครั้ง “มารเจียน เจ้าช่างเลวทรามนัก ข้าจะลงโทษเจ้าในภายภาคหน้า!”
เจียนจื่อไจ้พลันกล่าว “จงเข้ามาและประมือกับข้าหากเจ้ากล้าดีพอ! เข้ามาสิ!”
เยี่ยฉวนยิ้มเยาะ “ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น!”
เจียนจื่อไจ้กดเสียงต่ำ “ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะเคราะห์ดีไปได้ตลอด!”
เยี่ยฉวนหัวเราะ “ข้าคาดว่าข้าจะโชคดีเช่นนี้ตลอดไป ท่านไม่ชอบใจหรือ?”
บัดนั้นเขารู้สึกไม่พอใจในตัวเจียนจื่อไจ้ สตรีผู้นี้พยายามที่จะทำร้ายเขาตลอดเวลา!
เขาไม่สามารถเอาชนะนางได้ กลับกันหากเขาทำได้ เขาคงจะเข้าไปหานางและสังหารนางทันที!
เจียนจื่อไจ้ไม่ได้พูดคุยกับเยี่ยฉวนต่อ เหตุเพราะนางนั้นพบว่าบุคคลผู้นี้ช่างต่ำทรามและไร้ยางอาย และนางไม่สามารถเอาชนะยามที่โต้เถียงกับเขาได้!
เยี่ยฉวนไม่ต่อล้อต่อเถียงกับเจียนจื่อไจ้ต่อเช่นกัน เขาเร่งเดินหน้าต่อไป ระหว่างทางนั้นชายหนุ่มก็เห็นซากปรักหักพังที่ถูกทิ้งไว้ แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงสำนักของชายร่างสูง เพราะว่ายังมีสิ่งอื่นๆ อยู่อีกด้วย
เคราะร้าย เพราะพวกมันคงสูญสิ้นไปจนหมดแล้ว!
ด้วยเหตุนี้ราวหนึ่งชั่วยามต่อมา เยี่ยฉวนก็หยุดการเดินทาง หลายร้อยลี้ห่างออกไปเบื้องหน้าเขา มีกระบี่เล่มยักษ์ลอยอยู่กลางอากาศ กระบี่เล่มนี้ยาวอย่างน้อยประมาณสามสิบจั้ง ถูกห้อยโดยเอาปลายกระบี่ลง เบื้องใต้กระบี่นั้นมีแท่นทรงกลมอยู่ และมีกองเศษหินอยู่บนนั้น!
แน่นอนว่านี่คงเป็นสำนักกระบี่ที่ชายร่างสูงพูดถึง!
เยี่ยฉวนเดินเข้าไปหามัน ระหว่างทางนั้นเขาเห็นกองกระดูกของผู้ที่ล่วงลับ ส่วนหนึ่งดูแล้วคนเหล่านี้คงสิ้นชีวิตมาเป็นเวลานานแล้ว!
ไม่ช้าเยี่ยฉวนก็มาถึงประตูทางเข้าภูเขา ด้านหนึ่งของประตูนั้นทลายลง ในหมู่เศษหินนั่น เยี่ยฉวนเห็นแท่นหินสลักที่มีคำสองคำแกะสลักอยู่ ‘สำนักกระบี่’ !
สำนักกระบี่หรือ?
เยี่ยฉวนเงียบงันไปช่วงหนึ่ง จากนั้นเขาก็เดินหน้าต่อ มันมีกองกระดูกมากมายของผู้ที่ล่วงลับไปรอบตัวชายหนุ่ม และยังมีกระบี่อยู่ในมือพวกเขาเหล่านั้น เป็นแน่ว่าพวกเขาได้ต่อสู้ก่อนที่จะสิ้นชีวิต
ที่แห่งนี้คงเคยมีสงครามครั้งยิ่งใหญ่มาก่อนเป็นแน่!
เยี่ยฉวนทอดมองไปรอบๆ ในฉับพลัน เขาก้าวเดินไปอย่างว่องไวไปที่กองเศษหินนั่น ด้านข้างของกองเศษหินมีร่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่ร่างของมนุษย์ ทว่าเป็นร่างของสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายแมลง ร่างของมันนั้นใหญ่โตอยู่สักหน่อย และยังมีลมปราณอันแปลกประหลาดไหลซึมออกมา
เยี่ยฉวนกำลังจะเดินเข้าหามันเพื่อเข้าไปดูใกล้ๆ บัดนั้นเสียงของผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองก็ดังขึ้นทันควัน “เจ้าต้องการจะทิ้งชีวิตหรือ?”
เยี่ยฉวนฉะงักไปเล็กน้อยและกล่าว “เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนั้น?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองกดเสียงต่ำ “นั่นคือไอพิษที่แผ่ออกมา หากเจ้าสูดดมเข้าไปแม้แต่ตัวเจ้าเองจำต้องสิ้นชีวิต ร่างเนื้อของเจ้าจะถูกทำลาย!”
สีหน้าของเยี่ยฉวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ข้าไม่คาดคิดว่ามันจะเลวร้ายถึงเพียงนี้”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองยิ้มเยาะ “จริงหรือ? หากเจ้าไม่มีพลังชี่โกลาหล เจ้าคงได้สิ้นชีพไปตั้งแต่ก่อนหน้าที่พยายามจะเข้าใกล้ที่นี่!”
เมื่อกล่าวถึงสิ่งนี้ ผู้อยู่บนชั้นสองก็หยุดไปก่อนจะกล่าวอีกครั้ง “ร่างต่างถิ่นนี่ช่างแปลกประหลาดอยู่เล็กน้อย มันไม่ใช่สัตว์อสูรทั่วไป สำนักนี้คงถูกทำลายด้วยตัวต่างถิ่นเหล่านี้เป็นแน่”
เยี่ยฉวนกดเสียงต่ำ “ท่านไม่เคยเห็นมันเช่นกัน?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองกล่าว “ไม่! ทว่าเจ้าคนที่อยู่บนชั้นสี่คงเคยเห็นพวกมัน!”
“เหตุใดเล่า?” เยี่ยฉวนงุนงง
“เหตุเพราะนางไม่เหมือนผู้ใด!” ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองกล่าว “หากเจ้าสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนางได้ เจ้าจะได้รับผลประโยชน์อันไร้ที่สิ้นสุด”
เยี่ยฉวนเอ่ยเสียงเบา “ท่านก็รู้อยู่แก่ใจ มันไม่ใช่ว่าข้าต้องการเป็นปฏิปักษ์กับนาง ทว่านางพยายามที่จะปลิดชีพข้าครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไรก็ตามข้าไม่คาดหวังว่าจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนางได้!”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองกล่าว “นั้นเป็นเรื่องของเจ้า นี่เป็นเพียงคำแนะนำจากข้า!”
เยี่ยฉวนกดเสียงต่ำ “เหตุใดนางถึงพิเศษต่างจากผู้อื่น?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองตอบ “เจ้าจะรู้ถึงเหตุผลในภายภาคหน้า ด้วยมันคงไร้ความหมายหากบอกเจ้าในตอนนี้”
มุมปากของเยี่ยฉวนบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย นับว่าเขาเสียเวลาพูดคุยกับผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองไปเปล่าๆ โดยแท้!
เยี่ยฉวนจ้องมองไปที่สัตว์อสูรแปลกประหลาดเบื้องหน้าเขา มันยังคงแผ่ลมปราณที่ผิดแปลกออกมา
เยี่ยฉวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงกล่าว “ข้าสามารถเก็บลมปราณนี้ได้หรือไม่?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองตอบ “เจ้าไม่มีสิ่งใดที่จะบรรจุมัน หากมีสิ่งนี้อีกสักหน่อยแม้แต่ฟ้าดินก็สามารถถูกทำลายได้ เจ้าจะใช้อะไรกักเก็บมันหรือ?”
เยี่ยฉวนกล่าว “เก็บกักไว้ในหอคอยแห่งเรือนจำได้หรือไม่?”
“ไม่!”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองเอ่ย “อาหลิงอยู่ชั้นหนึ่ง นางไม่สามารถต้านทานสิ่งนี้ได้…”
เมื่อกล่าวถึงสิ่งนี้นางก็หยุดและเอ่ยต่อ “แล้วชั้นสามเล่า?”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับ
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองเงียบงันไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงกล่าว “เจ้าสามารถลองทำดูได้ ทว่าจงปกป้องตัวเองด้วยพลังชี่โกลาหลก่อน!”
เยี่ยฉวนผงกศีรษะและกระตุ้นพลังชี่โกลาหล จากนั้นเขาก็นำร่างของสัตว์อสูรนั่นเข้าไปในชั้นสามของหอคอยแห่งเรือนจำอย่างระมัดระวัง
สิ่งนี้อาจมีประโยชน์ต่อเขาในภายภาคหน้า!
เยี่ยฉวนเดินต่อไปอีกราวหนึ่งเค่อ ทว่าอยู่ๆ ร่างของเขาพลันแข็งทื่อไปจนต้องหยุดก้าวเดิน
ไม่ไกลออกไปเบื้องหน้าของเขานั้นมีรูปปั้นของชายผู้หนึ่ง ชายผู้นี้ถือกระบี่อยู่ในมือมองตรงไปข้างหน้า มากไปกว่านั้นยังมีเจ้าตัวเล็กอยู่บนไหล่ของเขา กำลังแอบอิงอยู่ข้างศีรษะของเขา……
