บทที่ 716 ฆ่า! (ต้น)
ปวดแปลบ!
ยามนั้นหัวใจของเยี่ยฉวนปวดแปลบราวกับมีเข็มสักร้อยสักพันเล่มทิ่มแทง!
ตลอดชีวิตนี้เป้าหมายเดียวคือปกป้องน้องน้อย ให้นางมีความสุขในชีวิตและมีอิสระ!
อย่างไรก็ตามน้องของเขาต้องทนทุกข์ ตกระกำลำบากครั้งแล้วครั้งเล่า
เกลียดชัง!
ก่อนนี้เขาเคยเกลียดตระกูลตู๋กูทั้งตระกูล ทว่าเวลานี้เขาชังตัวเองยิ่งกว่าที่ไร้ความสามารถ
ฆ่า!
ขณะนั้นเขาอยากฆ่ามันทุกคนที่อยู่รอบตัวให้หมดรวมทั้งคนตระกูลตู๋กูทุกคน
ถึงกระนั้นชายหนุ่มมีท่าทางสงบเยือกเย็นปราศจากความว้าวุ่นกระวนกระวายวุ่นวาย
ด้วยเขารู้ดีว่ายิ่งเขาแสดงออกถึงความเป็นห่วงกังวลกับเยี่ยหลิงมากเท่าใด ยิ่งจะนำอันตรายมาสู่น้องมากขึ้นเท่านั้น
คนที่ยืนข้างเยี่ยฉวน ทันทีที่ตู๋กูเสวียนมองเห็นเยี่ยหลิงนางถึงกับตะลึงงัน เด็กหญิงคนที่อยู่ตรงหน้าทั้งสีหน้าท่าทางเย็นชาอย่างยิ่ง อีกทั้งแววตาฉายประกายกระหายการเข่นฆ่าเต็มเปี่ยม
และชายวัยกลางคนที่ยืนถัดจากเยี่ยหลิงก็คือตู๋กูเหลียน ประมุขแห่งตระกูลตู๋กู!
ประมุขตู๋กูเหลียนมองชายหนุ่มตรงข้ามและพูดด้วยพร้อมรอยยิ้มว่า “ถ้าลำดับญาติตามอาวุโสของตระกูลเรา เจ้าต้องเรียกข้าว่าท่านลุง”
เยี่ยฉวนพูดขึ้นมาว่า “ตอนที่ข้าอยู่ที่ดินแดนอุดรเคยได้ยินเรื่องของตระกูลตู๋กูมาบ้างว่า ตระกูลตู๋กูเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ในดินแดนสวรรค์ พวกเจ้าใช้เด็กตัวเล็กแค่นี้เป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่คนในครอบครัวของนางได้อย่างไร? ทำเช่นนี้ไม่คิดบ้างหรือว่าตระกูลตู๋กูจะต้องเสื่อมเสียแค่ไหน?”
เมื่อได้ฟังคนตรงข้ามพูดมา ตู๋กูเหลียนบิดยกมุมปากหัวเราะหึ “ข่มขู่งั้นหรือ? หลานชาย ข้ายอมรับว่าเจ้าเป็นยอดฝีมือที่น่าอัศจรรย์นักและคู่ควรแก่การเป็นผู้สืบเชื้อสายตระกูลตู๋กูอยู่หรอก ถึงกระนั้นก็อย่าได้ทะนงตนจนเกินไป สำหรับคนอย่างเจ้าพวกเรารังเกียจถึงขั้นจะใช้คำว่าข่มขู่ด้วยซ้ำ”
เมื่อพูดถึงตอนนี้เขาเหลือบมองไปทางตู๋กูเสวียน “น้องสาวตัวดี เรื่องนี้จะไม่ต้องลงเอยอย่างนี้ หากไม่เพราะเจ้าที่ทำตามใจตัวเอง…ตอนนี้รู้สำนึกบ้างหรือยัง?”
ตู๋กูเสวียนมองหน้าคนพูดเขม็งขณะโต้กลับไปว่า “ไม่เลยสักนิด ตู๋กูเหลียน นี่เป็นเรื่องระหว่างข้ากับตระกูลตู๋กูและตระกูลกู้ ปล่อยพวกลูกข้าไปเสีย”
ชายวัยกลางคนแสยะมุมปาก “ปล่อยให้พวกมันรอดชีวิตกลับไป เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”
ตู๋กูเหลียนเบนสายตามองไปทางเหยี่ยนเจี้ยและกู้ถงซึ่งยืนอยู่ถัดไปไม่ห่างมากนัก พลางพูดกับทั้งสองว่า “นี่เป็นเรื่องภายในตระกูลตู๋กู พวกท่านคงไม่อยากเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย ใช่ไหม?”
กู้ถงสั่นศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงปฏิเสธต่อถ้อยคำประโยคนั้น “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของตระกูลตู๋กูเท่านั้น ทว่ายังเป็นเรื่องของตระกูลกู้ด้วย ประมุขตู๋กูท่านว่าจริงไหม?”
อีกฝ่ายนิ่งครุ่นคิดนิดหนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้า “ก็ได้ ถ้าเจ้ายืนยันว่าจะอยู่ งั้นก็คอยดูว่าเราตระกูลตู๋กูจะจัดการอย่างไรกับพวกมัน”
ว่าแล้วเขาหันไปหาเยี่ยฉวนทางฟากหนึ่ง “หลานชายตัวดี ข้าจะไม่พูดอ้อมค้อมล่ะ เรามาตกลงกันดีไหม? เจ้าคืนสมบัติล้ำค่าของตระกูลตู๋กูมาและข้าจะปล่อยตัวน้องของเจ้า ว่ายังไง?”
เยี่ยฉวนเปล่งเสียงหัวเราะ “เจ้าคิดว่าข้าโง่งั้นหรือ? ถ้าข้าคืนสมบัติให้ เจ้าก็จะฆ่านางอยู่ดีไม่ใช่หรือ?”
ชายวัยกลางคนมองชายหนุ่มด้วยสายตาแน่วแน่ “ถ้าเจ้าไม่คืนสมบัติให้ พวกเราหรือจะไม่มีวิธีอื่นนำสมบัติคืนมา?”
คนตรงข้ามบิดยกมุมปากยิ้มน้อยๆ “พวกเจ้าคิดว่าข้าจะนำติดมาที่นี่ด้วยงั้นหรือ? ช่างไม่มีหัวคิดเอาเสียเลย!”
ตู๋กูเหลียนเขม้นมองคนพูดขณะปิดปากเงียบ
เยี่ยฉวนพูดอีกว่า “ถ้าข้าตายจะมีคนนำสมบัติล้ำค่ากลับไปไว้ที่อารามเว่ยหยางทันที ถึงตอนนั้นข้าชักอยากเห็นเวลาที่ตระกูลตู๋กูกล้าตามไปทวงคืนจากอารามเว่ยหยางเสียแล้วสิ”
คนตรงข้ามยิ้มเยื้อน “เจ้าขู่ข้างั้นหรือ?”
ชายหนุ่มสั่นศีรษะ “ข้าแค่มีข้อเสนอให้เจ้าปล่อยพวกนางไปและข้าจะเป็นคนอยู่ที่นี่เอง ยามใดที่พวกนางออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัยแล้ว ข้าก็จะใส่พานส่งมอบให้เจ้าอย่างเรียบร้อยทันที”
ตู๋กูเหลียนยิ้มน้อยและพูดอย่างรู้เท่าทัน “คิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดของเจ้างั้นหรือ?”
ว่าแล้วเขาเหลือบมองไปยังกรงที่ขังเยี่ยหลิงและพูดยิ้มๆ ว่า “เจ้ารักน้องสาวคนนี้มากนักไม่ใช่หรือ? ข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะทำอย่างไรเหมือนกัน!”
จากนั้นจึงเอื้อมมือผ่านช่องอากาศเข้าไปคว้าคอเด็กน้อยหมับเข้าให้ ชั่วพริบตาถัดมาภายในกรงขังเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ
ฟู่! ฟู่! ฟู่!
เยี่ยหลิงตัวสั่นสะท้านเป็นเจ้าเข้า……
“ตู๋กูเหลียน!”
ห่างออกไปเยี่ยฉวนพุ่งตัวด้วยความเร็วตรงเข้าใส่ทันที พร้อมกับปรากฏพลังลำแสงกระบี่พุ่งวาบไปที่ตู๋กูเหลียน
ชายวัยกลางคนแสยะยิ้มหยัดพร้อมตวัดมือข้างขวาเล็กน้อย
ตูม!
ลำแสงกระบี่แตกกระจายฉับพลัน ในเวลาเดียวกันร่างของเยี่ยฉวนกระเด็นออกห่างพลางถอยกรูดอย่างต่อเนื่อง จนไปไกลไม่น้อยกว่าสามร้อยจั้ง
อย่างไรก็ตามเมื่อเยี่ยฉวนชะงักหยุดอยู่กับที่ พลันตู๋กูเสวียนหายวับมาปรากฏขวางอยู่เบื้องหน้า ครู่ต่อมาแสงสว่างเจิดจ้าน่าประหลาดประดุจพายุพุ่งเข้าใส่ร่างของตู๋กูเหลียน
ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามยิ้มเย็น พร้อมกันนั้นเขาประกบนิ้วมือเข้าด้วยกันก่อนชี้ออกไป ทันใดนั้นบริเวณที่นิ้วมือชี้บังเกิดสุญญากาศสั่นคลอนดุจระลอกคลื่น เพียงพริบตาเดียวแสงสว่างสีขาวหายวับไปโดยไร้ร่องรอย
ในตอนนั้นเองตู๋กูเหลียนทะยานเข้าไปตรงหน้าสตรี ขณะที่ตู๋กูเสวียนตั้งท่าจะขยับเคลื่อนไหว ฝ่ายตู๋กูเหลียนพลันกระแทกฝ่าเท้าข้างขวาลงบนพื้นเต็มแรง……
เปรี้ยง!
ทำให้ช่องอากาศโดยรอบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ขณะนั้นร่างของตู๋กูเสวียนถูกพลังมหาศาลผลักจนกระเด็นไปไกลไม่น้อยกว่าสามร้อยจั้ง
ชายวัยกลางคนเหลือบมองมายังสตรี “น้องสาวตัวดี ถ้าเป็นช่วงที่พลังของเจ้ายังสมบูรณ์ดี ข้าคงเป็นฝ่ายที่ต้องหวาดกลัว ทว่าเดี๋ยวนี้เจ้ามันอ่อนด้อยเสียแล้ว”
พูดดังนั้นแล้วเขาหันไปมองเยี่ยฉวนซึ่งหยุดอยู่ไม่ไกลนัก ขณะที่ทำท่าจะพูดอะไรต่อไปนั้นเอง เยี่ยฉวนสีหน้าถมึงทึงสวนตัดบทด้วยความแค้นเคือง “ตระกูลตู๋กู ข้าจะฆ่าล้างโคตรพวกเจ้าให้หมดทุกคน!”
จากนั้นพลันปรากฏเสื้อเกราะสีทองอร่ามขึ้นบนร่างของเยี่ยฉวน เกราะทองคำปรากฏขึ้นพร้อมพลังลมหายใจแกร่งกล้าแผ่กระจายออกโดยรอบ
และนี่คือศาสตราวุธเทพแห่งความมืดชิ้นที่หนึ่ง ไม่นานต่อมาบนร่างของเยี่ยฉวนถูกหุ้มห่อด้วยเกราะเทพแห่งความมืดไว้ทั่วร่าง
หลังจากที่ได้สวมใส่เกราะเทพแห่งความมืดแล้ว ดูเหมือนลมหายใจของชายหนุ่มได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ทุกคนในที่นั้นตกอยู่ในอาการตกตะลึง!
แม้กระทั่งชายชราตู๋กูเลี่ยซึ่งเป็นคนที่มีขั้นพลังสูงสุดจัดว่าแข็งแกร่งก็ตกตะลึงไปเช่นกัน ด้วยพลังลมหายใจของชายหนุ่มซึ่งแผ่ออกมาในเวลานั้นทำให้พวกเขารู้สึกครั่นคร้ามขึ้นมาไม่น้อย
พลังลมหายใจที่เหนือกว่าขั้นสูงสุด!
