บทที่ 770 กำแพงใหญ่จางเถี่ยน! (ปลาย)
เป็นเรื่องปกติที่ศาลาไป่เสี่ยวโดดเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้โดยไม่มีข้อผูกมัดอันใด อีกทั้งทางหอเองก็ไม่ได้ทำเพื่อเยี่ยฉวน ด้วยการต้านทานพลังอำนาจของกองกำลังจำนวนมากเหล่านั้น…
ชายหนุ่มผงกศีรษะ “ขอบใจที่ช่วยดูแลแม่ข้ามาโดยตลอด ข้าจะจดจำน้ำใจของพวกเจ้าเอาไว้”
พูดจบเขาขยับลุกขึ้นจากที่นั่ง “หัวหน้าเซียน ลาก่อน!”
“เดี๋ยวก่อน!”
ไป๋เสี่ยวเซียนยิ้มน้อยๆ “คุณชายเยี่ย อย่าเพิ่งรีบร้อนไปตอนนี้”
เยี่ยฉวนหันมาถามว่า “มีอะไรอีกงั้นหรือ?”
หญิงสาวตรงกันข้ามยิ้มพลาง “นั่งคุยกันก่อน แต่ถ้าเจ้ารีบไปก็เชิญได้เลย”
ชายหนุ่มนิ่งคิดนิดหนึ่งและทรุดนั่งลงที่เดิม “ทำไมจะไม่ได้!”
สตรีหยิบจอกน้ำชาร้อนขึ้นมาและจิบช้าๆ เสียงถามเรื่อยๆ ดังขึ้นว่า “คุณชายเยี่ย เจ้าเคยได้ยินชื่อของอารามเว่ยหยางและเขตนักบุญบ้างไหม?”
เยี่ยฉวนพยักหน้าพลางทำท่าครุ่นคิด “จริงสิ ข้าเคยได้ยินชื่อมาบ้างเหมือนกัน”
คนตรงข้ามมองดูและยิ้ม “เจ้าเพียงแต่เคยได้ยินชื่อ อีกทั้งดูเหมือนจะไม่รู้จักกองกำลังทั้งสองมากนัก”
ชายหนุ่มจึงย้อนถาม “หัวหน้าเซียน เจ้าพยายามจะบอกอะไร?”
ไป๋เสี่ยวเซียนตอบให้ว่า “เจ้าควรรู้ถึงสถานการณ์ของตัวเอง จริงอยู่ความกล้าแกร่งของเจ้าและสัตว์อสูรตัวนั้นทำให้ยอดยุทธ์ไม่กล้ามาวอแวด้วย แต่ถ้าพวกเขาแอบร่วมมือกันโดยที่เจ้าไม่รู้เล่า? ถึงตอนนั้นมิใช่คนขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์เพียงแค่ไม่กี่คนหรอกที่จะออกมาขัดขวาง ทว่าจะมีคนในขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์นับสิบหรืออาจมีมากกว่านั้น”
เยี่ยฉวนนิ่งฟังเงียบๆ…
หญิงสาวพูดต่อไปว่า “อีกอย่างจะเกิดปัญหาดาหน้าเข้ามาหาเจ้าอีกเยอะ นั่นคือเขตนักบุญและอารามเว่ยหยาง เช่นเดียวกับพวกตระกูลใหญ่ที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวตน! คนพวกนี้อยู่ในที่มืดส่วนเจ้าอยู่ในที่แจ้ง ถ้าสู้กันจริงๆ เจ้าเองจะเป็นฝ่ายสูญเสียอย่างหนัก……โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้ทุกคนต่างรู้เรื่องพลังของเจ้าหมดแล้ว ถ้าพวกเขาจะจู่โจมจะเตรียมการมาอย่างดีแน่นอน!”
ชายหนุ่มกล่าวตอบยิ้มๆ “เจ้าจึงจะมาบอก……ว่าควรทำอย่างไรสินะ! ข้าอยากฟังรายละเอียดเสียแล้ว!”
สตรีมองคนตรงข้ามเขม็งขณะบอกว่า “ไปที่กำแพงใหญ่จางเถี่ยน!”
เยี่ยฉวนขมวดคิ้ว “กำแพงใหญ่จางเถี่ยน? นั่นอยู่ที่ไหนกัน?”
ไป๋เสี่ยวเซียนไม่ตอบทันที ขณะทอดสายตามองเยี่ยฉวนนิ่งๆ แววตาส่องประกายคาดหมายลึกล้ำ แรกเริ่มเดิมทีนางเคยสงสัยว่าเยี่ยฉวนอาจมาจากดินแดนจักรวาลดวงดาวแห่งอื่น ทว่าตอนนี้ดูเหมือนชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่คนของจักรวาลดวงดาวแห่งอื่นทว่าเป็นคนดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางนั่นเอง!
ไป๋เสี่ยวเซียนตอบพลางยิ้มน้อยๆ “กำแพงใหญ่จางเถี่ยนเป็นที่……เอ่อ! สนามประลอง! ที่นั่นเป็นสนามประลองระหว่างดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางกับสำนักแมวดำ อีกทั้งยังเป็นปราการเพียงแห่งเดียวที่เราจะสกัดสำนักแมวดำไม่ให้กล้ำกรายด้วย!”
คนฟังเอ่ยถาม “ศัตรูต่างถิ่น……งั้นหรือ?”
สตรีพยักหน้า “ใช่แล้ว! มีพลังอำนาจมากที่สุดทีเดียว”
เยี่ยฉวนพูดขึ้นทันทีว่า “เจ้าแนะนำให้ข้าไปที่นั่นและอพยพลี้ภัยไปกับสำนักแมวดำสินะ?”
หางตาของไป๋เสี่ยวเซียนกระตุกกึก “เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น? ถ้าขืนทำอย่างนั้น เจ้าคงมีแต่ตายกับตาย”
เยี่ยฉวนไม่อาจโต้แย้ง “ถ้างั้นไปที่นั่นแล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร?”
หญิงสาวตอบว่า “รักษาตัวให้รอดก็พอ!”
ชายหนุ่มสีหน้างงงันหนักขึ้น “อยู่ที่นั่นคิดว่าข้าจะรอดได้งั้นหรือ?”
ไป๋เสี่ยวเซียนผงกศีรษะ “ด้วยที่นั่นเป็นสถานที่ที่ไม่อนุญาตให้คนขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าไป ถ้าไปที่นั่นจะไม่มีคนขั้นพลังศักดิ์สิทธิ์คอยตามเอาชีวิต ซึ่งที่เหลือเจ้าเองน่าจะเอาชีวิตรอดได้ไม่ยาก อีกอย่างที่นั่นเป็นสถานที่เหมาะกับการฝึกฝนบ่มเพาะพลังที่สุด!”
เยี่ยฉวนเอ่ยถามเสียงเคร่ง “แม่นางเซียน……ถามจริงๆ เวลานี้มีคนพยายามจะเอาชีวิตข้ามากมายนักหรือ?”
สตรีตรงข้ามนิ่งไปชั่วขณะ จากนั้นจึงกล่าวออกมาว่า “ถูกแล้ว……มีมาก ที่รู้ๆ มีคนหมายเอาชีวิตเจ้าว่ามากแล้ว และคนที่ข้าไม่รู้อีกน่าจะมากเช่นกัน ถ้าเจ้าอยู่ที่นี่หมายความว่าเจ้าต้องสังหารคนอีกไม่รู้เท่าไรและอารามเว่ยหยางไม่มีวันปล่อยให้เจ้าทำเช่นนั้นแน่! สตรีผู้นั้นนางไม่ยอมให้เกิดปัญหาขึ้นภายในดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางเป็นอันขาด! เพราะฉะนั้นถ้าเจ้ายังอยู่รับรองได้ว่าอารามเว่ยหยางจะต้องเข้ามาจุ้นจ้านจัดการ แต่ถ้าไปที่กำแพงใหญ่จางเถี่ยนจะให้มารดาของเจ้าพักอยู่ที่นี่ก็ได้ ข้ารับปากว่านางจะปลอดภัยแน่นอน”
หลังจากนิ่งฟังคนพูดยืดยาว เยี่ยฉวนนิ่วหน้าก่อนจะเอ่ยตรงๆ “แม่นางเซียน ท่าทางเจ้ากระตือรือร้นอยากจะให้ข้าไปกำแพงใหญ่จางเถี่ยนนั่นเสียเหลือเกิน?”
ไป๋เสี่ยวเซียนตอบพลางยิ้มในหน้า “ก็……ทำนองนั้น!”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบอย่างครุ่นคิด…
แม่ของเขาอยู่ที่นี่!
พลันเกิดความลังเลใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อคิดได้ว่า……การจะให้ตู๋กูเสวียนเข้าไปอยู่ในหอคอยแห่งเรือนจำย่อมเป็นไม่ได้เลย แม้ว่าที่นั่นจะเป็นเสมือนที่หลบภัยสำหรับบางคน แต่ทว่าข้างในนั้นเต็มไปด้วยภยันตราย!
อยู่ข้างในอาจมีอันตรายมากกว่าอยู่ข้างนอกด้วยซ้ำ!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ผนึกยันต์บนหอคอยแห่งเรือนจำหลุดออกเกือบหมด จนบางสิ่งที่อยู่บนชั้นที่ห้าฟื้นตื่นขึ้นมา……
เขาเองก็ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าวินาทีต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง!
เพราะฉะนั้นถ้าให้ตู๋กูเสวียนอยู่ในหอคอยแห่งเรือนจำจะยิ่งมีอันตรายต่อนาง ถ้าเยี่ยหลิงมิได้มีสถานะเช่นในปัจจุบัน เขาจะไม่ปล่อยนางไว้ในหอคอยแห่งเรือนจำเช่นเดียวกัน!
ขณะนั้นมีเสียงไป๋เสี่ยวเซียนถามขึ้นมาว่า “เจ้าตัดสินใจได้หรือยัง?”
เยี่ยฉวนตัดบท “ข้าจะคิดดู!”
จากนั้นชายหนุ่มจึงผุดลุกออกจากที่นั่งและเดินออกไป
ตู๋กูเสวียนและสุนัขอสูรลุกเดินตามหลังไป ทว่าเยี่ยฉวนเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว พลันเบื้องหน้ามีชายวัยกลางคนปรากฏตัวขึ้นมาขวางทาง…
เป็นหลีฉางเฟิง! เจ้าสำนักมารภูตผี!
ทันทีที่มองเห็นผู้มาเยือนคือหลีฉางเฟิง ท่าทีของไป๋เสี่ยวเซียนดูเยือกเย็นอย่างเห็นได้ชัด นางเคยนึกอยู่ว่าคนผู้นี้จะต้องปรากฏตัวขึ้น
หลีฉางเฟิงเอ่ยพลางยิ้ม “หัวหน้าเซียน……ข้าคอยให้เยี่ยฉวนโผล่หัวออกมาที่นี่นานเหลือเกิน”
ไป๋เสี่ยวเซียนเหลือบมองเยี่ยฉวนและบอกกับเขาว่า “ข้าไม่กล้ารับปากว่าจะช่วยแต่รับปากว่าจะปกป้องคนที่อยู่รอบตัวเจ้าให้ ถ้าตอนนี้พยักหน้าและตกลงจะไปที่กำแพงใหญ่จางเถี่ยน แม้ต่อไปเจ้าต้องตายข้าจะรับปากดูแลมารดาของเจ้าให้ปลอดภัยตลอดไป”
ชายหนุ่มบิดมุมปากยกยิ้ม “เหตุใดข้าจึงต้องเชื่อเจ้า?”
สตรียิ้มตอบ “ถ้าไม่เชื่อข้า เจ้าอยากจะไปเสียตอนไหนก็ตามใจ”
เยี่ยฉวนนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่จากนั้นจึงพูดว่า “ตกลง……ข้าจะไปกำแพงใหญ่จางเถี่ยน”
ฝ่ายสตรีได้ยินแล้วพลันเหยียดมุมปากยกยิ้มเล็กน้อย “ถ้างั้นเจ้าจงมั่นใจได้ว่าแม่ของเจ้าจะอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัยและจะไม่มีใครกล้ามาทำร้ายนาง”
ชายหนุ่มพยักหน้า จากนั้นหันไปมองทางหลีฉางเฟิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ฝ่ายหลังมองชายหนุ่มตรงหน้าพลางยิ้มเยื้อนก่อนจะพูดว่า “ข้าแวะมาทักทายทว่าไม่ได้อยากใช้พลังแกร่งกล้ารังแกคนที่อ่อนด้อย อยากรู้……ว่าจะรับมือกับพลังเพียงหนึ่งกระบวนท่าของข้าได้หรือไม่? ถ้าเจ้าไม่ตาย เรื่องราวตั้งแต่หนหลังถือเป็นอันจบสิ้น ว่าอย่างไร?”
เยี่ยฉวนนิ่งคิดนิดหนึ่งพลันชี้ไปที่สุนัขอสูรอีกด้านหนึ่งก่อนถามว่า “ให้มันรับมือแทนข้าได้ไหม?”
ไป๋เสี่ยวเซียน “……”
