บทที่ 774 พี่น้องของข้า! (ปลาย)
ชายชราถามมาอีกว่า “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะยักยอกอัญมณีเพชรน้ำค้างไว้เองหรอกหรือ?”
เยี่ยฉวนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบให้ว่า “ถ้ามีวิสัยทัศน์คับแคบ เราจะไม่มีโอกาสได้เป็นใหญ่”
ผู้ฟังมองเยี่ยฉวนนิ่งพลางเก็บวงแหวนสัมภาระ “ข้าจะให้คนไปจัดการเอง ส่วนกระบี่ได้ตามที่ต้องการ……เจ้าจะได้รับภายในคืนนี้”
หลังจากนั้นคนหันหลังเดินออกไปเงียบๆ
ในห้องจึงเหลือเยี่ยฉวนนั่งคอยอยู่เพียงลำพัง
ขณะนั้นชายหนุ่มหวนนึกถึงเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นแต่หนหลัง…โม่อวิ๋นฉี เจ้าไป๋เจ๋อ แม่นางจี้อันซื่อ ฮ่องเต้สตรีทัวป้าเหยียน องค์หญิงเจียงจิ่ว…และแม่นางเหลียนว่านลี่ สตรีที่ใช้ดาบโค้งชิงหลง!
ผู้คนที่คุ้นเคย……แต่สภาพแวดล้อมต่างหากที่ไม่คุ้นชิน…
สองชั่วยามต่อมา……ประมุขแห่งหอวาณิชว่านเป่ากลับมาปรากฏตัวต่อหน้าเยี่ยฉวนอีกครั้ง ทันทีที่พบกันพลางเผยฝ่ามือก่อนดีดนิ้วครั้งหนึ่ง พลันแสดงให้เห็นวงแหวนสัมภาระที่เบื้องหน้าชายหนุ่ม
วงแหวนสัมภาระชิ้นนั้น ด้านในบรรจุไว้ด้วยกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ถึงเก้าเล่ม
ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงรีบจัดการเก็บเข้าที่ในทันที “ลาก่อน!”
หลังจากกล่าวอำลาอีกฝ่ายเป็นที่เรียบร้อย เยี่ยฉวนจึงเตรียมตัวกลับ ทันใดนั้นมีเสียงอีกฝ่ายเอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้ากำลังจะไปกำแพงใหญ่จางเถี่ยนงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนชะงักหยุดมอง ก่อนจะถามกลับว่า “ท่านรู้ได้อย่างไร?”
ชายชราตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อย่าว่าแต่หอวาณิชว่านเป่าที่รู้เรื่องนี้ ทว่ากองกำลังทั้งหลายต่างรู้ดีว่าเจ้ากำลังจะไปที่นั่น”
คนตรงข้ามจึงพูดว่า “ท่านกำลังจะบอกข้าว่าไม่ต้องการให้ข้าไป……งั้นหรือ?”
คนถูกถามแสยะปากเย้ยหยัน “ข้าบอกกับเจ้าแบบนั้นเหรอ?”
เยี่ยฉวนหุบปากนิ่ง…
ชายชราบอกหน้าเฉย “ข้าขอให้เจ้าเดินทางด้วยความสนุกสนาน! ต่อไปถ้าเจ้าไปที่กำแพงใหญ่จางเถี่ยนแล้วประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แล้ว เมื่อใดที่เจ้ากลับมาเยี่ยมเยือนทางหอวาณิชเรายินดีต้อนรับเสมอ”
เยี่ยฉวนยิ้มออกมาได้พลางกล่าวว่า “แน่นอนที่สุด! อย่างไรเสียเรื่องที่ข้าวางใจให้ท่านช่วยจัดการขอให้สำเร็จลงด้วยดีเช่นกัน!”
อีกฝ่ายตอบกลับทันที “อย่าได้กังวลไป……ข้าจะส่งของทุกอย่างไปโดยครบถ้วนไม่ให้มีตกหล่นแน่นอน”
คนตรงข้ามแสดงคารวะโดยกระแทกกำปั้นกับฝ่ามือพร้อมกับพูดว่า “ขอบคุณ! ขอลาก่อน!”
จากนั้นคนพูดหมุนตัวและเดินจากไป
ชายชรามองตามเยี่ยฉวนที่เพิ่งคล้อยหลังไป ทำท่าขบคิดบางอย่าง…
เมื่อออกมาจากหอวาณิชว่านเป่าชายหนุ่มที่คิดจะซ่อนลมหายใจอยู่นั้นเอง แต่ทว่าไม่ทันการณ์เสียแล้วพลันบังเกิดพลังจิตตรวจตราพุ่งตรงเข้าหาเขาทันที!
แน่ชัดแล้วว่ามีบรรดายอดฝีมือทั้งหลายที่หลบซ่อนอยู่อย่างไม่เปิดเผยตัว คนเหล่านี้ไม่ปรารถนาจะให้เยี่ยฉวนไปถึงกำแพงใหญ่จางเถี่ยนสินะ!
เยี่ยฉวนหยุดฝีเท้าพลางเหลียวมองไปรอบพร้อมกับเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ว่า “พวกเจ้าจะไม่ยอมวางมือจากข้าเลยหรือ?”
รอบด้านมีแต่ความเงียบสงัด…
ชายหนุ่มเหยียดมุมปากออกบิดยกยิ้มเล็กน้อยขณะชำเลืองไปทางสุนัขอสูรพร้อมเสียงบอกกับฝ่ายหลังว่า “ฆ่ามัน!”
เจ้าสัตว์อสูรได้ยินเข้า ไม่รอช้าที่จะกระโจนพรวดออกไปข้างหน้าทันที! ห่างไปราวสามร้อยจั้งบังเกิดเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังแว่ว ไม่นานนัก……เหล่าบรรดายอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดพากันถอยกรูดอย่างไม่เป็นกระบวน ถึงกระนั้นยังมีพลังจิตตรวจตราราวสองดวงพุ่งเข้าใส่เยี่ยฉวนอยู่ดี!
เจ้าสุนัขอสูรย้อนกลับมาที่ชายหนุ่มยืนอยู่พลางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “เหลืออีกสองคน ข้าจับทิศทางไม่ได้ว่ามันอยู่ที่ใดกันแน่”
เยี่ยฉวนพึมพำตอบขณะกวาดตามองดู “เห็นท่าพวกมันมาเพื่อขัดขวางการไปกำแพงใหญ่จางเถี่ยนของข้าเป็นแน่ ทั้งยังพยายามสกัดทุกวิถีทางอีกด้วย!”
อีกฝ่ายจึงถามกลับมาว่า “เจ้าจะไปที่นั่นงั้นหรือ?”
ริมฝีปากของชายหนุ่มคลี่ยิ้มน้อยๆ “ยิ่งเห็นเจ้าพวกนั้นพยายามขัดขวางอย่างเอาเป็นเอาตาย ยิ่งทำให้ข้ามุ่งมั่นจะไปที่นั่นให้ได้!”
จากนั้นทั้งคนและสัตว์อสูรหายวับไปจากสถานที่แห่งนี้ทันที อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะออกจากเมืองมาแล้ว ยังปรากฏพลังจิตตรวจตราสองดวงพุ่งเป้ามาที่เยี่ยฉวนอยู่นั่นเอง!
ณ สถานที่แห่งหนึ่งด้านนอกเมืองนั้น เสียงเยี่ยฉวนเอ่ยถามขึ้นว่า “ผู้อาวุโส……ให้ข้าขี่หลังเจ้าไปดีกว่า! เจ้าเคลื่อนไหวว่องไวกว่าข้ามาก!”
สุนัขอสูรเหลียวมองมาทางคนพูดด้วยแววตาขุ่นเคือง “อย่าแม้แต่จะคิดเชียวล่ะ!”
ชายหนุ่มถามกลับอย่างแปลกใจ “ทำไม?”
อีกฝ่ายหันมาจ้องหน้าคนขณะตอบด้วยสุ้มเสียงจริงจัง “ข้าไม่ยอมให้ใครมาขี่หลังยกเว้นท่านประมุขเท่านั้น!”
ชายหนุ่มพูดหน้าตาเฉย “ทุกอย่างย่อมมีครั้งแรกเสมอ!”
“ท่าจะวอนโดนสักป้าบสินะ?”
“ข้าจะได้เอนหลังนอนสักงีบอย่างไรเล่า? เฮ้ๆ จะทำอะไร? อย่าเข้ามานะ……”
“…”
ภายในเมืองเว่ยหยาง
หลังจากที่เยี่ยฉวนออกจากเมืองแล้ว บรรดายอดฝีมือต่างค่อยๆ ทยอยออกจากเมืองไป…
เจ้าหนุ่มนั่นไม่ต่างอะไรกับเผือกร้อนที่หลายคนต้องการ ขณะที่กลัวจะได้รับอันตรายจากความร้อนหากไม่ปรารถนาจะเลิกราเช่นกัน
สมบัติล้ำค่าอันดับหนึ่งแห่งทำเนียบสิ่งปรารถนาดวงดาว!
สิ่งนั้นมิใช่เพียงสมบัติล้ำค่าชั้นหนึ่งทว่าเป็นของล้ำค่าที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดที่เคยปรากฏ
และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เยี่ยฉวนเพิ่งจะสำเร็จบรรลุพลังขั้นหลอมรวมลมปราณ นี่คงเป็นเหตุที่เจ้าพวกนั้นไม่ยอมรามือไปง่ายๆ
ล้วนต่างคิดว่า……ยังพอมีหวังและต้องสำเร็จให้ได้!
อย่างไรก็ตามภายหลังจากรับรู้เรื่องราวที่เยี่ยฉวนจัดการกับสำนักมารภูตผี มีกองกำลังบางกลุ่มใช้เล่ห์เหลี่ยมพลิกลิ้นยอมสละสิทธิ์ไปแล้ว
ไม่ว่าสมบัติล้ำค่าชิ้นนั้นจะประเสริฐเลิศเลอเพียงใด หากพวกเขาถูกฆ่าตายเสียก็เท่ากับไม่เหลืออะไรเลย!
บ้างก็ยอมแพ้ไปไม่น้อย ทว่าที่ยังอยู่ก็มาก……
ณ ศาลาไป่เสี่ยว
บนชั้นสูงที่สุดของหอดังกล่าว มุมหน้าต่างนั้น……ไป๋เสี่ยวเซียนที่นั่งอยู่เงียบๆ จากตำแหน่งที่สตรีอยู่นั้นมองลงไปจะเห็นทัศนียภาพทั้งหมดของเมืองเว่ยหยางได้อย่างชัดเจน
ที่ด้านหลังของไป๋เสี่ยวเซียนพลันมีเงาคนปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ…
สตรีถามออกไปโดยไม่หันหลังกลับ “มีอะไร!”
ชายชราตอบว่า “ทางเราสืบได้ความว่าตอนนี้มีกองกำลังจำนวนหนึ่งลอบติดตามเขาไปห่างๆ ในนั้นมีสำนักห่มขาวและตระกูลหวงฝู่ ตระกูลยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งแห่งดินแดนทักษิณ นอกจากคนเหล่านี้แล้วยังมีกองกำลังลึกลับอีกสองแห่งด้วยขอรับ”
สตรีรับฟังพลางนิ่วหน้า “กองกำลังลึกลับงั้นหรือ?”
คนถูกตามตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ขอรับ ข้าไม่รู้จักว่ากองกำลังทั้งสองแห่งเป็นใครมาจากไหน บางทีอาจไม่ใช่กองกำลังของดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางด้วยซ้ำ”
ไป๋เสี่ยวเซียนถามกลับ “เจ้าก็สืบไม่ได้หรือว่ามันเป็นใคร?”
อีกฝ่ายส่ายหน้า “ไม่ทราบเลยขอรับ แม้แต่อาวุโสลี่ลงมือสืบด้วยตัวเองก็ยังไม่ได้ข้อมูลของพวกนั้นเลย”
สตรีตรงข้ามได้ยินเช่นนั้นจึงนั่งเงียบพลางหัวคิ้วขมวดกดลึกลงไปอีก
ผู้อาวุโสลี่!
เขาผู้นั้นมีพลังสูงกว่าขั้นศักดิ์สิทธิ์!
ขณะนั้นชายชราพูดขึ้นมาอีกว่า “ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกนั้นจึงไม่ลงมือ ได้แต่คอยแอบตามอยู่ห่างๆ นั่นเอง!”
ไป๋เสี่ยวเซียนขยับลุกขึ้นยืนทันที ขณะสายตาทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าอันแสนไกล เอ่ยเสียงตอบราวกับรำพึงออกมาว่า “พวกมันคอยให้เขาออกจากดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางและเขตอิทธิพลของที่นี่ ข้าเกรงว่าเยี่ยฉวนจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตไปจนถึงกำแพงใหญ่จางเถี่ยนเสียแล้ว!”
