บทที่ 792 กระบี่พลังชี่ประหนึ่งเข็มแหลมหลายร้อยหลายพันเล่มที่ไม่อาจคาดเดา! (ต้น)
เยี่ยฉวนมองภาพที่ปรากฏต่อหน้า เกิดความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอย่างยิ่ง
เพราะหมายความว่าวิธีของตนใช้ได้ผล ภายหลังจากการผนึกกำลังของกระบี่ชี่ ไม่เพียงพลังอำนาจที่แข็งแกร่งทว่าความรวดเร็วเพิ่มขึ้นด้วย!
ความรวดเร็วของกระบี่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองเท่าจากเดิมเลยทีเดียว!
ขณะนี้กระบี่ชี่มิใช่เรียกขานในชื่อกระบี่ชี่ ทว่าควรเรียกกระบี่เข็มจึงจะเหมาะสม!
กระบี่ชี่ของเขาเปรียบดั่งเข็มแหลมหลายร้อยหลายพันเล่มที่ไม่อาจคาดเดา!
เยี่ยฉวนไม่รีรอ ด้วยเวลานี้ความแข็งแกร่งของกระบี่เข็มยิ่งทวีคูณขึ้นทุกขณะ!
เมื่อเป็นดังนี้ ชายหนุ่มจึงฝึกฝนอยู่เช่นนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากที่เพ่งจิตจดจ่ออยู่พลันกระบี่เข็มค่อยๆ ลดขนาดลงๆ จนเล็กเท่าเส้นขนของวัวเท่านั้น แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า!
ไม่เพียงเท่านั้นกระบี่เข็มยังรวดเร็วมากกว่าเดิม ความเร็วของกระบี่……เยี่ยฉวนจะสัมผัสได้ก็ต่อเมื่อมันพุ่งผ่านกฎเต๋าแห่งสุญญากาศมาเท่านั้น
‘พลังทะยานสวรรค์!’
ณ เวลานี้ขั้นพลังของชายหนุ่มเทียบเท่าขั้นทะยานสวรรค์ สูงขึ้นไปคือขั้นพลังผสานเทพ!
ขั้นพลังผสานเทพเป็นการผนึกดวงทิพย์วิเศษกับกายเนื้อเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น!
ดวงทิพย์วิเศษสัมพันธ์กับพลังจิต และดวงวิญญาณ!
ชายหนุ่มบรรลุขั้นพลังผสานเทพแล้วก็จริง ทว่าไม่ได้บรรลุอย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะเรื่องของดวงวิญญาณ ซึ่งเยี่ยฉวนยังไม่กระจ่างแจ้งมาก่อนจนกระทั่งบัดนี้
ทว่าดวงวิญญาณของเยี่ยฉวนต้องแกร่งกล้ายิ่งเสียกว่าคนปกติทั่วไป ด้วย ทั้งยังซึมซาบเอาดวงวิญญาณของเหล่าฝีมือจากสำนักผู้ตรวจการเขตแดนที่ถูกสตรีลึกลับสังหารไปในคราวนั้นเข้าไว้ แล้วใช้แหวนพลังสันโดษสูบเอาดวงวิญญาณไว้อีกมากมาย ดังนั้น ณ ตอนนี้ ดวงวิญญาณชายหนุ่มถือว่าค่อนข้างแข็งแกร่งเลยทีเดียว!
สิ่งที่เขาต้องทำต่อไปในเวลานี้คือดึงเอาศัยกภาพของดวงวิญญาณ รวมทั้งพลังจิตวิญญาณของตนเองออกมา!
ผลสำเร็จคือขั้นพลังผสานเทพระดับแท้จริง!
เยี่ยฉวนไม่รู้ว่าใครที่เป็นต้นกำเนิดของขั้นพลังเหล่านี้ รวมตัวขึ้นมาได้อย่างไร ถึงกระนั้น มั่นใจว่าคนที่สร้างสรรค์ผลงานระดับนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าใครฝึกจนถึงขั้นสูงของทุกขั้นพลังแล้ว ความแข็งแกร่งคงน่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด!
อย่างไรก็ตามความสำเร็จที่ได้อาจทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจ มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่คิดอะไรมาก แล้วค่อยๆ ก้าวสู่จุดหมายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน!
แม้ตัวเขาเองก็เคยเป็นเช่นนี้!
เต๋าแห่งกระบี่เฉกเช่นกัน!
ชายหนุ่มลืมนึกถึงพลังปณิธานกระบี่กับเต๋าแห่งกระบี่เสียสนิทใจ
เวลานี้การก้าวแต่ละก้าวจึงมุ่งมั่นหนักแน่น!
เยี่ยฉวนทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิไปบนพื้น สงบสติอารมณ์พร้อมตั้งสมาธิ
‘รับรู้พลังจิตวิญญาณของตนเอง!’
พลังจิตวิญญาณนี้เช่นเดียวกับพลังจิตตรวจตรา เมื่อคนเราต่อสู้ฟาดฟัน เวลานั้นเองที่พลังจิตตรวจตราเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการเคลื่อนที่อันรวดเร็วว่องไวของคนเราสามารถมองเห็นได้ด้วยตา ดังนั้นจึงมีพลังจิตตรวจตราไว้สำรวจตรวจสอบ ชายหนุ่มอาศัยพลังปณิธานในการเหินกระบี่ ซึ่งพลังจิตวิญญาณมีพลังปณิธานที่ว่านี้เป็นส่วนประกอบ!
พูดง่ายๆ ว่า หากเยี่ยฉวนฝึกฝนการบ่มเพาะพลังชี่จนถึงพลังผสานเทพขั้นสูงสุด ทักษะเหินกระบี่จะมีความเร็วเพิ่มขึ้นด้วย!
นอกจากนั้นยังทำให้ดวงวิญญาณได้ฝึกบ่มเพาะพลังไปด้วย เมื่อถึงตอนนั้น จะเกิดพลังอำนาจแห่งดวงวิญญาณมาช่วยเกื้อหนุนอีกแรง อาจเป็นไปได้ว่า กระบี่บินของเยี่ยฉวนจะยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งน่าอัศจรรย์มากขึ้นกว่าเดิม!
หักโหมต่อไปมุ่งสู่ขั้นผสานเทพ!
เยี่ยฉวนตัดสินใจเริ่มต้นด้วยการฝึกพลังจิตวิญญาณ น่าจะง่ายอีกทั้งยังคุ้นเคยมากกว่า
ต่อมาเยี่ยฉวนปลดปล่อยพลังจิตตรวจตราแผ่กระจายออกสู่ภายนอก หลังจากที่ใช้พลังจิตตรวจตราเพื่อการรับรู้แล้ว ดูเหมือนจะมองเห็นทุกอย่างที่อยู่โดยรอบได้อย่างกระจ่างชัดขึ้น! ทว่าเกิดปัญหาขึ้นจนได้……เนื่องจากการใช้พลังจิตตรวจตราทำให้ชายหนุ่มสูญเสียพลังไปมาก โดยเฉพาะทักษะการเหินกระบี่ กระบี่ที่ขับเคลื่อนไปจะดูดกลืนพลังมากมหาศาล สิ่งที่เยี่ยฉวนทำในเวลานี้คือต้องลดการสูญเสียลง อีกทั้งต้องใช้พลังจิตตรวจตราเพื่อเสริมความแข็งแกร่งกับความเร็วของกระบี่ขึ้น!
ทุ่มเททำทุกวิถีทางเพื่อให้กระบี่รวดเร็วและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น!
สิ่งที่ต้องการในตอนนี้คือสังหารศัตรูได้ทันทีที่กระบี่หลุดออกจากฝัก
คงจะดีกว่าเป็นแน่ถ้าสังหารคนได้ด้วยการฟาดกระบี่เพียงหนึ่งครั้งแทนที่จะต้องฟาดซ้ำเป็นครั้งที่สอง!
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำในเวลานี้คือฝึกฝนการบ่มเพาะพลังกระบี่บินด้วยความพากเพียร ซึ่งจะทำให้การกลั่นกระบี่เป็นไปด้วยความสะดวกง่ายดาย!
เยี่ยฉวนนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ท่ามกลางความสงัดเงียบรอบด้าน
ผ่านไปสักพักใหญ่กระบี่เข็มเล่มเล็กจิ๋วดุจขนวัวทะยานวูบออกมาเบื้องหน้า จากนั้นเริ่มเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ ครู่หนึ่ง ปรากฏใบไม้จากป่าทึบมากมายหลายใบลอยละลิ่วหล่นลงสู่พื้น…เงียบกริบ เงียบมาก ใบไม้จำนวนหนึ่งปลิดปลิวร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบเชียบเช่นกัน
การฝึกดำเนินไปเช่นนี้ ผ่านไปราวครึ่งเดือนถัดมา…
ช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมาเยี่ยฉวนไม่เคยย่างกรายออกจากป่าทึบสักก้าว ไม่มีใครเข้ามารบกวนเขาในเวลานั้นด้วยเช่นกัน
ในป่ารกทึบชายหนุ่มยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เดิม ทีท่าสงบเสงี่ยม นิ่งไม่ไหวติง
ทันใดนั้น เยี่ยฉวนกระพือเปลือกตาเปิด ไม่ห่างไกลเท่าใดนักมีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น เป็นจ้านจุนนั่นเอง!
คนนั่งขยับลุกขึ้นยืนช้าๆ ไกลออกไปราวหกร้อยจั้ง ณ สถานที่ที่ไกลเกินกว่าสายตาของทั้งสองจะมองเห็น ใบไม้ใบหนึ่งร่วงลงมาอย่างเงียบเชียบ เกือบพร้อมกันลำแสงกระบี่ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าพุ่งวาบออกไป
ผู้ที่เดินเข้ามาหยุดเบื้องหน้าเยี่ยฉวน ขณะที่สายตามองชายหนุ่มตรงข้ามตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า “ข้ามาขัดจังหวะเจ้าหรือเปล่า?”
เยี่ยฉวนตอบยิ้มๆ “ไม่เลย!”
จ้านจุนพยักหน้ารับ “มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น ข้าจึงมาพบเจ้า”
คนฟังถามด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้น?”
อีกฝ่ายพูดว่า “ข้าเพิ่งได้ข่าวมาเดี๋ยวนี้เอง เจ้าอ้วนถังกับพวกของมันไปยังบึงมรณะ แต่แล้ว……กลับไม่มีใครได้ข่าวคราวอีกเลย”
เยี่ยฉวนถามทันที “นายท่านไป่ว่าอย่างไร?”
จ้านจุนตอบว่า “นายท่านไป่อยากให้พวกเราตามไปที่นั่น!”
ชายหนุ่มรำพึงเสียงแผ่ว “บางทีอาจเกิดเหตุบางอย่างขึ้น”
คนตรงข้ามพยักหน้า “ไม่ได้อยากมารบกวนเจ้าหรอกนะ แต่ตอนนี้ทางเรามีกำลังคนไม่พอ สัมผัสของข้าบอกว่า……เหตุที่เกิดขึ้นมีอะไรไม่ชอบมาพากล เป็นเหตุให้ต้องมาหาเจ้านี่แหละ
เยี่ยฉวนยิ้มบางขณะตอบว่า “เจ้าทำถูกแล้ว ไปกันเถอะ!”
ว่าแล้วจึงตบบ่าจ้านจุนทำนองให้กำลังใจก่อนออกเดินนำไปไกลอย่างรวดเร็ว
จ้านจุนมองพลางยิ้มเร่งฝีเท้าตามทันที รู้แล้วว่าเยี่ยฉวนเห็นตนและชายหัวโล้นเปรียบเสมือนญาติสนิทมิตรสหาย!
ต่อมาเยี่ยฉวนและจ้านจุนกลับมาถึงที่กำแพงใหญ่จางเถี่ยน ภายในหอศิลา……นอกจากจ้านจุนกับชายหัวโล้นแล้ว เยี่ยฉวนเห็นคนอีกสามคนเป็นชายสองหญิงหนึ่ง รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน
คนหัวโล้นเบนหน้ามาพูดกับเยี่ยฉวนเป็นเชิงแนะนำว่า “พวกเขาเหล่านี้ชื่อ ถังมู่ ถังลิ่น และถังเซินเซิน ทั้งสามเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน”
เยี่ยฉวนหันไปคารวะด้วยการห่อกำปั้น ได้รับการตอบกลับในทำนองเดียวกัน
แม้ไม่รู้จักเยี่ยฉวนมาก่อน แต่ได้ยินมาว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นผู้ฝึกกระบี่ที่เคยประมือกับเจ้าอ้วนถัง!
