Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 799


บทที่ 799 ผู้ฝึกกระบี่!

เปรี้ยง! เปรี้ยง!

อากุ้ยพุ่งกระหน่ำลงไปบนพื้นตรงบริเวณที่ร่างของเยี่ยฉวนนอนอยู่ แรงสะเทือนส่งให้เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ตรงพื้นที่โดยรอบ…

ขณะนั้นเยี่ยฉวนนอนซบอยู่บนพื้น

โดยอากุ้ยยืนจังก้าไม่ห่างนัก

เขากล่าวขึ้นมาว่า “บทเรียนที่สอนนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับเหล่ายอดฝีมือ จงใช้เล่ห์เหลี่ยมให้น้อยแต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือพลังของตน ถ้าปราศจากพลังอำนาจต่อให้ใช้เล่ห์เหลี่ยมอย่างไรก็ไร้ผล! เข้าใจไหม?”

เยี่ยฉวนเหยียดมุมปากยิ้มขื่น “ความจริงข้าว่าตัวเองเป็นคนมีเหตุผลมากคนหนึ่ง แค่บอกมา……ว่าจะสอนบทเรียนให้ ข้าจะทำตามท่านแต่โดยดี!”

อากุ้ยสั่นศีรษะ “ถ้าไม่ลงไม้ลงมือเจ้าจะไม่ได้เรียนรู้น่ะสิ!”

เยี่ยฉวนนิ่งอึ้ง

อีกฝ่ายจึงว่า “ลุกขึ้นมา!”

ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นยืนทันที ไม่อยากถูกซัดจนน่วมอีก!

อากุ้ยจึงว่า “เจ้าฝึกบ่มเพาะพลัง อีกทั้งเต๋าของข้ายังต่างจากของเจ้าด้วย อย่างไรก็ตาม ใช้โอกาสที่มีเรียนรู้ซะ เอาล่ะ……เข้ามา!”

เยี่ยฉวนไม่กล้าประมาทคนตรงหน้า จึงกระชับกระบี่ในมือแน่นพุ่งเข้าหาพร้อมกับฟาดลงไปทันที

‘ออกกระบี่ชี้ชะตา!’

หลังจากการจู่โจม ช่องอากาศบังเกิดสั่นไหวอย่างรุนแรง!

อย่างไรก็ตาม เจ้ากระบี่ชะงักหยุดนิ่งอยู่ระหว่างนิ้วมือ

ชายหนุ่มหน้าเก้อไปเล็กน้อย!

อากุ้ยพูดว่า “กระบี่นี้มีแก่นแท้แข็งแกร่งก็จริง ทว่าเมื่อมาอยู่ในมือเจ้ากระบี่กลับอ่อนแอ รู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”

เยี่ยฉวนส่ายหน้า

อีกฝ่ายจึงกล่าวว่า “เมื่อครั้งที่เจ้าประมือกับชายคนสวมผ้าคลุมเขียว พลังปะทะแกร่งกล้ากว่าตอนนี้หลายเท่า รู้ไหมว่าเพราะอะไร?”

เยี่ยฉวนเสียงแผ่ว “ถ้ารับมือไม่ได้คงตายแน่ เพราะฉะนั้นข้าจึงต้องออกพลังเต็มที่”

อากุ้ยพูดต่อว่า “อีกอย่างพลังปะทะ มีทั้งความกล้าหาญ ความตั้งใจและเคล็ดวิชาต่อสู้ ขณะที่ครั้งนี้ไม่มีแต่อย่างใด”

ชายหนุ่มนิ่งเงียบ…

เสียงอากุ้ยพูดอีกว่า “พลังปะทะมีสมรรถนะมากมหาศาล ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะสามารถกระตุ้นออกมาได้แค่ไหน เร็ว! เข้ามาสักที! ให้คิดว่าข้าเป็นศัตรูของเจ้า”

‘ศัตรู!’

เยี่ยฉวนพยักหน้าเล็กน้อย ชายหนุ่มเก็บกระบี่คืนสู่ฝัก ยืนสงบนิ่งอยู่ชั่วขณะ จากนั้นค่อยๆ ชักกระบี่ออกมาพร้อมกับตวัดฟาดลงไปข้างหน้า

‘ออกกระบี่ชี้ชะตา!’

กระนั้นกระบี่ยังคงชะงักหยุดโดยปลายนิ้วมือของอากุ้ยอย่างนิ่มนวลเหมือนเดิม…

ชายหนุ่มถึงกับส่ายหน้า “ข้ากระตุ้นมันไม่ได้อยู่ดี!”

อากุ้ยนิ่งมองอย่างครุ่นคิด แล้วมีเสียงพึมพำดังขึ้น “เข้าใจแล้ว”

ชายหนุ่มหันมามองผู้พูด แล้วเอ่ยว่า “ยิ่งเจ้าโกรธมากขึ้นเท่าใดพลังปะทะจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งโกรธแค้น……ความกระหายการฆ่ายิ่งรุนแรง เป็นธรรมดาเมื่อพลังปะทะคราวนี้อ่อนด้อยกว่าพลังของกระบี่บิน พลังนี้จึงด้อยลงทันที”

เยี่ยฉวนนิ่งฟัง แท้แล้วชายหนุ่มประจักษ์ความจริงในข้อนี้มาก่อน ในบางครั้งพลังปะทะดูเหมือนร้ายแรงนัก บางครามิได้ร้ายแรงอย่างที่คิด

ฝ่ายตรงข้ามพูดว่า “กระบี่ของเจ้าเป็นกระบี่ขั้นสูง สมรรถนะยังไร้ขีดจำกัด ทว่า…กระบี่จะร้ายแรงกว่าเดิมขึ้นอยู่กับอารมณ์โกรธ ฉะนั้นจึงมีหลายครั้งหลายหนที่ไม่เกิดผลแต่อย่างใด!”

ชายหนุ่มฟังแล้วไม่รู้จะโต้แย้งกระไรได้

คนอีกฝ่ายจึงพูดต่อ “มาถึงเรื่องกระบี่บิน! กระบี่บินของเจ้านี้รวดเร็วทั้งยังพอใช้…”

เยี่ยฉวนเอ่ยถามขัดจังหวะ “ท่านว่ากระบี่บินของข้าแค่พอใช้……งั้นหรือ?”

อากุ้ยย้อนถาม “เจ้าคิดว่ากระบี่บินแข็งแกร่งแล้วสินะ?”

เสียงเยี่ยฉวนชักไม่แน่ใจ “ข้าว่ามันก็ใช้ได้…”

ฝ่ายตรงข้ามกระดิกนิ้วทำนองเรียก “งั้นมา……ซัดเข้ามา!”

ชายหนุ่มหุบปากนิ่ง…

อากุ้ยกล่าวว่า “ในด้านความแข็งแกร่งและความรวดเร็ว กระบี่บินพอไหวอยู่…หากไม่มากมายนัก สิ่งที่เจ้ายังขาดอยู่คือสติ สติในการต่อสู้ เพราะสมรรถนะในการปะทะระยะประชิดนับว่าอ่อนด้อยมาก ถ้าศัตรูคู่ต่อสู้เข้าประชิดตัวเมื่อไร จะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันที”

‘เสียเปรียบในด้านการต่อสู้ระยะประชิด!’

ชายหนุ่มฟังคำวิจารณ์แล้วได้แต่ยิ้มแห้ง เขาคิดเสมอว่าตนถนัดการต่อสู้ระยะประชิดมาตลอด!

อย่างไรก็ตาม จากการประมือในครั้งก่อน ตัวชายหนุ่มเองมิได้แกร่งกล้าในการต่อสู้ประชิดตัวเลยแม้แต่น้อย! โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะออกกระบี่ชี้ชะตา ซึ่งพลังการใช้ทักษะถูกโยงเข้ากับอารมณ์โกรธของตัวเองด้วยแล้ว ยิ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้!

เสียงอากุ้ยสั่งเฉียบขาด “มองข้าเป็นศัตรู เอาเลย! จู่โจมเข้ามา!”

เยี่ยฉวนผงกศีรษะ ฉวยกระบี่กำด้ามไว้อย่างแน่นหนาแล้วทะยานเข้าหาอากุ้ยทันที เมื่อเข้าใกล้จนได้ระยะ ชายหนุ่มเงื้อกระบี่ตวัดฟันลงไป!

พลังพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ทว่ายังช้ากว่าอากุ้ย……ก่อนที่คมกระบี่จะตวัดลงมาถึงตัว คนผู้นั้นทะยานวูบไปปรากฏตัวอยู่ข้างหลังเยี่ยฉวนแล้ว

หึ่ม!

กลายเป็นว่ากระบี่ของเยี่ยฉวนพลาดเป้าหมายไปเสียหรือนี่!

อากุ้ยโผล่พรวดเข้าไปทางด้านหลังชายหนุ่ม

เยี่ยฉวนท้วงเสียงเครียด “ท่านว่องไวกว่าข้านี่นา!”

คนที่อยู่ตรงข้ามถามกลับ “มีแค่นี้เอง?”

ชายหนุ่มมองผู้พูดด้วยสายตาแน่วแน่ “โปรดสอนข้าด้วยขอรับ!”

เสียงอากุ้ยว่า “ประการแรก เมื่อเข้าพุ่งจู่โจม……การเคลื่อนไหวจะแสดงให้เห็นว่าเจ้ากำลังชักกระบี่! แต่ครานี้ มีความคิดแวบขึ้นในหัว……ข้าจึงรู้ว่ามีหลายวิธีที่จะต้านทานพลังนั้น ประการที่สอง ข้าจึงเคลื่อนไหวให้เร็วกว่า”

ชายหนุ่มจนด้วยถ้อยคำ

เสียงคนพูดต่อ “ในเมื่อเคลื่อนไหวช้ากว่าศัตรู จงอย่าให้อีกฝ่ายรู้ได้ว่าเจ้ากำลังทำอะไร ก่อนหน้านี้ที่กระบี่บินเจ้าสร้างบาดแผลให้กับบุรุษสวมผ้าคลุมยาวสีเขียวได้ เพราะจั่วชิงไม่รู้ว่าเจ้าจะจู่โจมอย่างไรเท่านั้นเอง!”

ว่าแล้วจึงเหลือบมองเยี่ยฉวนตรงๆ “สิ่งที่เจ้าต้องฝึกในตอนนี้คือการคิดนำหน้าคู่ต่อสู้ไปหนึ่งก้าว ว่าขั้นต่อไปจะเป็นอะไรภายหลังจากออกปะทะแล้ว!”

‘นำหน้าไปหนึ่งก้าว!’

เยี่ยฉวนยืนฟังนิ่ง

ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจความหมายที่อากุ้ยต้องการสื่อ

ความหมายของอากุ้ยคือมองให้ไกล ให้กว้าง รวมทั้งต้องคาดการณ์ล่วงหน้าให้ได้ว่าต่อไปจะเกิดอะไร!

อากุ้ยย้ำเตือนมาอีก “เอาละ! เข้ามา!”

เยี่ยฉวนพยักหน้าหงึก แล้วฟาดกระบี่ลงไปอีกครั้ง…

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เยี่ยฉวนฝึกฝนวิชากับอากุ้ยอย่างต่อเนื่องโดยมิรู้หยุดหย่อน…

และแล้ว ชายหนุ่มต้องพบกับความประหลาดใจมากขึ้นทุกขณะ……เมื่ออากุ้ยที่อยู่ตรงหน้าเหมือนล่วงรู้ทุกฝีก้าวว่าเขาจะทำอะไร

นับเป็นครั้งแรกที่เยี่ยฉวนต้องข่มสติอารมณ์!

เพียงแค่เริ่มใช้กระบี่บิน ชายหนุ่มรู้สึกว่าสามารถช่วงชิงความได้เปรียบคืนมา ทว่ายังคงข่มสติอารมณ์ให้สงบอยู่ได้!

ตอนกลางดึก

อากุ้ยเอ่ยขึ้นว่า “ทบทวนดูแล้วกัน!”

ว่าแล้วคนพูดหันหลังก่อนจะลับกายไป

ร่างของเยี่ยฉวนยังคงนอนแผ่อยู่บนพื้นเงียบๆ ห้วงความคิดกำลังหวนนึกถึงการประมือกับอากุ้ยครั้งแล้วครั้งเล่า

‘อากุ้ย’ คนผู้นั้นไม่ได้ใช้กระบี่ มีเพียงพลังอำนาจ ความเร็วและการข่มสติอารมณ์!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสติในการต่อสู้ ขณะเดียวกันเยี่ยฉวนสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามของชายนามอากุ้ย!

คนผู้นี้มีประสบการณ์ในการต่อสู้เป็นตายมานับครั้งไม่ถ้วน!

สติสัมปชัญญะในการต่อสู้จึงน่ากลัวนัก!

เวลานี้เยี่ยฉวนตระหนักถึงปัญหาของตัวเองเป็นอย่างดี

ในด้านกฎเต๋าและเต๋าแห่งกระบี่ ชายหนุ่มยังเปรียบเสมือนมือใหม่อยู่

เยี่ยฉวนสูดลมหายใจลึก ลุกขึ้นยืนตัวตรง จากนั้นเริ่มฝึกบ่มเพาะพลัง…ให้สอดคล้องไปกับภาพที่อยู่ในความคิด

อีกด้านหนึ่งในที่ที่ลับสายตาของเยี่ยฉวน ปรากฏท่านไป่ที่ยืนมองชายหนุ่มพร้อมกับคนที่เยื้องไปทางด้านหลัง……เป็นอากุ้ยนั่นเอง

เสียงอากุ้ยพูดเบาๆ พอให้ได้ยิน “ข้อบกพร่องของเขาคือเรื่องการพัฒนาทักษะในการต่อสู้ ขณะที่วิถีกระบี่รวมทั้งอย่างอื่นที่เกี่ยวข้อง ข้าไม่อาจชี้แนะ”

ท่านไป่บอกกับคนที่ยืนข้างว่า “แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

หลังจากนั้นคนพูดหันหลังแล้วจากไป

อากุ้ยจึงเดินตามหลังออกไป

ระหว่างทางที่ทั้งสองพากันออกไปนั้น เสียงท่านไป่เอ่ยขึ้นว่า “เรื่องไป่อี้ล่ะว่าอย่างไร?”

คนถูกถามจึงตอบให้ว่า “ข้าแจ้งไปแล้ว ขณะนี้เขาน่าจะอยู่ระหว่างเดินทางกลับมา”

ผู้ฟังพยักหน้านิดหนึ่ง “ท่านประมุขและคนอื่นๆ กำลังมาเหมือนกัน”

อากุ้ยรำพึงออกมาเบาๆ “สำนักแมวดำกำลังคิดการใหญ่งั้นหรือขอรับ?

ท่านไป่ตอบว่า “พวกมันไม่ยอมรีรอแม้แต่เสี้ยวถ้วยชา”

อากุ้ยเสียงแผ่วทว่าหนักแน่น “นั่นสินะ จะได้รู้ดีรู้ชั่วกันเสียที!”

จากนั้นเสียงของคนพูดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อไปว่า “คนจากหลายดินแดนต้องการสังหารเยี่ยฉวน คนพวกนี้ไม่ยอมเลิกราแน่”

ท่านไป่ถามอีกฝ่ายเบาๆ “แถวนี้ยังมีคนมาคอยสอดแนมอยู่อีกไหม?”

คนตรงหน้าพยักหน้า “ขอรับ!”

เสียงอีกฝ่ายสั่งเฉียบขาด “ฆ่ามันให้หมด!”

อากุ้ยพยักหน้ารับคำแล้วถอยกลับไป

ท่านไป่หันกลับไปมองเยี่ยฉวนซึ่งอยู่ห่างออกไป ก่อนจะกลับไปอีกคน

ก่อนถึงอรุณรุ่ง เยี่ยฉวนนอนราบอยู่บนพื้น ฝึกฝนตลอดทั้งคืนแล้วพบว่าตนได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการต่อสู้ การประมือกับอากุ้ยทำให้เยี่ยฉวนได้เรียนรู้อย่างมาก นอกจากนั้นยังได้รู้เรื่องกระบี่บินเพิ่มขึ้นด้วย! การประมือกับอากุ้ยช่วยให้ชายหนุ่มตระหนักถึงการใช้กระบี่บินได้อย่างเป็นผลดีที่สุด

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือช่วงเวลาที่เกิดการปะทะ!

โดยทั่วไปแล้ว เวลาเช่นนี้ฝีมือของชายหนุ่มเกิดการพัฒนาขึ้นในด้านคุณภาพ ต้องขอบคุณการประมือกับชายสวมชุดคลุมสีเขียว ไหนจะการฝึกฝนกับอากุ้ยอีก!

ขณะที่เยี่ยฉวนกำลังฝึกฝนอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงเรียกดังมาจากหอคอยแห่งเรือนจำ “พี่ชาย…”

‘พี่ชาย!’

ชายหนุ่มหยุดนิ่งตัวแข็งทื่อ จากนั้นรีบเข้าสู่หอคอยแห่งเรือนจำทันที

เมื่อเข้าสู่หอคอย เยี่ยฉวนมองเห็นเยี่ยหลิง เด็กน้อยถลันเข้าสู่อ้อมกอดของเยี่ยฉวนพร้อมกับกอดเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

จนคนเป็นพี่สัมผัสถึงความเปียกชื้นที่บริเวณอกเสื้อ เยี่ยฉวนยิ้มน้อยๆ พลอยน้ำตาซึมไปด้วย

เยี่ยหลิง!

คนสำคัญที่สุดในชีวิตของชายหนุ่ม

ในตอนนั้นเสียงเจ้าหุนพูดขึ้นมาทันที “นายท่าน นางยังอ่อนแอ ต้องพักอยู่ในราวกระบี่ของข้าสักระยะ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อดวงวิญญาณในภายหน้า!”

คนที่ได้ฟังหันไปมองเจ้าหุน “นางยังไม่ฟื้นดี……งั้นหรือ?”

เสียงเจ้าหุนตอบว่า “ถูกต้อง ดวงวิญญาณของนางยังคงอ่อนแอ ต้องพักฟื้นให้มากที่สุด”

เยี่ยฉวนพยักหน้าขณะรับฟัง จากนั้นหันไปมองหน้าเยี่ยหลิงแล้วพูดขึ้นว่า “พี่ชาย ดีใจจังได้พบพี่ชายอีกครั้ง!”

ชายหนุ่มใช้นิ้วโป้งไล้ไปบนใบหน้าเช็ดน้ำตาให้น้อง “ต่อไปนี้พี่สัญญา สัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้น้องได้รับอันตรายอีก”

เด็กหญิงพูดเสียงอ่อน “พี่ชายเจ้าคะ ข้าอยากเป็นคนแข็งแกร่ง ข้าอยากแข็งแรงเร็วๆ เจ้าค่ะ!”

ว่าแล้วนางเงยหน้าสบตาเยี่ยฉวน “พวกเราต้องแข็งแกร่งไปด้วยกัน ตกลงไหมเจ้าคะ?”

เยี่ยฉวนอมยิ้ม “แน่นอน!”

หลังจากเฝ้าไถ่ถามน้องสาวอยู่สักพักใหญ่ ชายหนุ่มจึงบังคับเยี่ยหลิงกลับเข้ากระบี่เจิ้นหุน สังเกตเห็นสีหน้าของน้องเริ่มซีดเซียวลง ดูท่าว่าอาการจะแย่ลงไปทุกที!

หลังจากเยี่ยหลิงเข้าสู่กระบี่เจิ้นหุนเรียบร้อยแล้ว เยี่ยฉวนจึงกลับมาฝึกฝนอีกครั้ง!

‘น้องสาวตัวน้อย!’

เขาต้องปกป้องน้องคนนี้ให้ได้!

และการที่จะทำเช่นนั้นได้ ต้องมีพละกำลังแข็งแกร่ง!

กลายเป็นคนที่แข็งแกร่ง!

ชายหนุ่มฝึกฝนบ่มเพาะพลังชี่อย่างเอาเป็นเอาตาย!

ในจักรวาลดารา ปรากฏคลื่นลำแสงแห่งกระบี่พาดผ่าน

กึ่งกลางลำแสงโอบล้อมกระบี่เล่มหนึ่งไว้……เจ้ากระบี่พุ่งกลับไปกลับมาผ่านไปในดินแดนจักรวาลดวงดาว เหล่าดาราที่ลำแสงพุ่งผ่าน ส่งให้ดินแดนจักรวาลดวงดาวขยายขนาดใหญ่โตมโหฬาร!

เวลาผ่านไปพักใหญ่ กระบี่หยุดนิ่งลงกับที่แล้วกลับหลังหัน เปลี่ยนทิศทางโดยฉับพลัน ขณะต่อมา ณ สุดเขตจักรวาลดาราไกลโพ้น ปรากฏหลุมดำขนาดใหญ่ กระบี่เปลี่ยนทิศพุ่งเข้าสู่หลุมดำอย่างรวดเร็ว เมื่อเจ้ากระบี่พุ่งออกมาอีกครั้ง พื้นที่ทั่วบริเวณได้กลายเป็นดินแดนจักรวาลดวงดาวอีกแห่งไปเสียแล้ว…

ในดินแดนจักรวาลดาราแห่งนั้น ผู้ฝึกกระบี่สวมผ้าคลุมสีขาวมีท่าทีบ่งชัดที่สัมผัสได้บางประการ……พลันชะงักนิ่งงันไป

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version