บทที่ 818 : คนหนุ่มสาวมีใครจะออกมาสู้ไหม? (ปลาย)
ไม่ไกลนัก เสียงหมั่วเทียนฉือผู้อาวุโสสำนักแมวดำกล่าวตอบโต้มาว่า “ท่านเจ้าสำนักเว่ยหยางเป็นผู้ที่ทรงพลังผิดมนุษย์มนา พวกเราไม่ยอมประมาทฝีมือของเจ้าเด็ดขาด”
ขณะนั้นดวงตาทั้งสองข้างของเว่ยหยางเทียนค่อยปิดลงอย่างช้าๆ ฉับพลันนั้นเอง นางขยับกางแขนออกพร้อมกับยกขึ้น อาการเช่นนั้นส่งให้บริเวณโดยรอบสนั่นหวั่นไหวอย่างรุนแรง
เหตุการณ์ที่ปรากฏทำให้หมั่วจิ้วหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อย ไม่ห่างจากที่นั่นบรรดาจอมขมังเวททั้งสี่รีบเร่งความเร็วท่องคาถาร่ายเวทอย่างหนักหน่วง พลันต่อมาบังเกิดพลังเร้นลับขึ้นห้อมล้อมร่างเว่ยหยางเทียน
สตรีขยับริมฝีปากขมุบขมิบ “พินาศ!”
พร้อมกับตวัดวาดฝ่ามือกดลงอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น ช่องอากาศรอบตัวของนางค่อยๆ พังทลายสิ้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น หนึ่งในจอมขมังเวทพลันสีหน้าแปลกเปลี่ยน “ช่วยหน่อย!”
ว่าแล้ว หมั่วเทียนฉือซึ่งขณะยืนดูอยู่ไม่ไกลยกมือข้างขวาขึ้นโบกครั้งหนึ่ง พลันปรากฏร่มสีดำประหลาดขนาดมหึมาแผ่ลงมาปกคลุมร่างเว่ยหยางเทียน ภายใต้ร่มดำทะมึนช่องอากาศกลับกลายมืดสลัวมัวหม่นประหนึ่งกำลังถูกกัดกร่อนก็มิปาน!
ขณะเดียวกัน ชั้นอากาศที่ล้อมรอบตัวเว่ยหยางเทียนเริ่มกลั่นตัวออกทีละชั้นๆ หากความรวดเร็วในการพังทลายค่อยลดน้อยถอยลง ทว่ามิได้หยุดทันทีเพียงแต่ช้าลงเท่านั้น!
หมั่วเทียนฉือหันไปร้องเร่งจอมขมังเวททั้งสี่ “เร่งมือเร็วเข้า!”
ดังนั้น เหล่าสี่จอมขมังเวทเร่งขยับปากร่ายคาถาอย่างหนักหน่วง ต่อมานั้นเอง โซ่ตรวนที่พันรอบร่างเว่ยหยางเทียนบังเกิดการสั่นรุนแรง อีกทั้งสวรรค์ชั้นฟ้าและผืนปฐพีเริ่มสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปด้วยทั้งหมดในเวลานี้!
บรรดาขุนเขาน้อยใหญ่ในบริเวณราวถูกเขย่าสั่นจนแตกแยกออกจากกัน!
ที่แท้คัมภีร์อาถรรพ์บรรพกาลส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงทั้งชั้นสวรรค์และพื้นปฐพี!
เห็นได้ชัดว่ายามนี้ท่านไป่และคนอื่นๆ ต่างมองดูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
คนที่เป็นฝ่ายกำลังถูกพันธนาการ เว่ยหยางเทียนกลับเคร่งขรึมสงบนิ่ง ขณะสายตาเยือกเย็นแลเลยไปทางสี่จอมขมังเวทฝ่ายตรงข้าม ขณะต่อมาสตรีเผยฝ่ามือข้างขวาผลักออกไป ทันใดนั้นบริเวณเหนือกำแพงใหญ่จางเถี่ยนปรากฏลำแสงอสุนีบาตฟาดเปรี้ยงปร้างไปทั่วท้องฟ้า!
ฉับพลันนั้นผืนฟ้ากว้างใหญ่ครอบคลุมไว้ด้วยแสงสายฟ้าสว่างแวบวาบ ประดุจวันสิ้นโลกกำลังจะมาถึงก็ปาน!
เว่ยหยางเทียนขณะลอยอยู่กลางอากาศพลางแหงนเงยเล็กน้อยพร้อมกำมือเข้าหากันโดยแรง “ลงมา!”
ตูม!
ในที่โล่งว่างเปล่าเหนือขึ้นไปนั้น พลันบังเกิดเป็นพายุสายฟ้าฟาดกระหน่ำลงมาประดุจห่าฝน
เมื่อเห็นเช่นนั้น หมั่วเทียนฉือหน้าแปลกเปลี่ยนเพียงนิดเดียว จากนั้นทะยานขึ้นสู่อากาศพร้อมกับผลักยกฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้นบน พลันพลังชี่มากมหาศาลแผ่ปกคลุมรอบตัวคน กระทั่งพลังรวมตัวเป็นปราการแน่นหนา ซึ่งปราการดังกล่าวออกสกัดกั้นขวางพลังสายฟ้าแลบฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นในขณะนั้น อย่างไรก็ตามบัดนี้สีหน้าของหมั่วเทียนฉือกลับเผือดซีด เห็นได้ชัดว่าเขาต้องใช้ความบากบั่นไม่น้อยทีเดียว
ขณะเดียวกันท่านไป่เตรียมตั้งท่าออกปะทะกับชายวัยกลางคนที่ยืนประจันหน้า!
ท่านไป่หันไปมองชายวัยกลางคน “โม่เซียว!”
ฝ่ายโม่เซียวแสยะยิ้ม “ท่านไป่ วันนี้พวกเราสองคนออกไปช่วยพวกเขาไม่ได้”
จากนั้นคนพูดเบือนหน้ามองไปยังที่ที่เว่ยหยางเทียนกำลังต่อสู้กันอยู่ “สำนักเราต้องยอมทำทุกวิถีทาง อย่างไรเสียวันนี้นางต้องตายสถานเดียว!”
ไกลออกไป คนที่อยู่ท่ามกลางโซ่เหล็กดำมะเมื่อม ขณะนั้นชั้นอากาศล้อมรอบเว่ยหยางเทียนค่อยพร่าเลือนในเวลาเดียวกันนั้น ร่างของสตรีเริ่มพร่าเลือนลงทุกขณะด้วยเช่นกัน
จอมขมังเวทคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหน้าพูดกับเว่ยหยางเทียนด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “เว่ยหยางเทียน พวกเราต่างดินแดนล้วนต้องการชีวิตเยี่ยฉวน ทว่าเจ้ากลับคอยช่วยมันหลายต่อหลายครั้งแล้วบุกเข้าไปในต่างดินแดน สังหารยอดฝีมือเราตายอีกนับไม่ถ้วน วันนี้เจ้าต้องชดใช้สิ่งที่ทำลงไปด้วยชีวิต เจ้า……”
ทันใดนั้นที่เบื้องหลังชายชราคนที่กำลังแสยะปากพูด ชั้นอากาศที่ว่างเปล่าได้แตกแยกออกจากกันพลันปรากฏร่างของสตรีนางหนึ่งก้าวออกมาจากรอยแบ่งแยกที่ว่านั่น
ร่างที่ปรากฏที่แท้เป็นร่างอวตารของเว่ยหยางเทียน ขณะในมือขยุ้มเส้นผมที่ติดกับศีรษะโชกเลือด!
เจ้าของศีรษะเป็นคนยอดฝีมือคนหนึ่งของสำนักแมวดำ คนเดียวกันที่ก่อนหน้าออกมาขัดขวางเว่ยหยางเทียน
ร่างอวตารของเว่ยหยางเทียนเหวี่ยงศีรษะในมือทิ้งอย่างไม่ไยดี จนตกจากท้องฟ้าหล่นลงไปยังพื้นล่าง ขณะต่อมานางได้หายวับไปโดยฉับพลัน
เว่ยหยางเทียนคนที่ร่างถูกพันธนาการหลับตาลงทันที ต่อมานั้นเองนางกระพือเปลือกตาเปิดพร้อมตวัดมือข้างขวาออกไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว
ตูม!
ทันใดนั้นโซ่ตรวนขาดสะบั้นกระจายไป
เหล่าสี่จอมขมังเวทพากันถอยกรูดออกห่างรวดเดียวไกลกว่าร้อยจั้ง
“ถอย!”
หนึ่งในสี่จอมขมังเวทตัดสินใจเฉียบพลัน พร้อมกันนั้นตัวมันเองหันหลังกลับทะยานไปอย่างรวดเร็ว พลันที่เหลืออีกสามหันกลับตามกันไปโดยไม่มีลังเลแม้แต่น้อย!
ว่าไงนะ “ถอย?”
ไม่ห่างไกลนัก เสียงคำรามเย้ยหยันดังออกมาจากมุมปากเว่ยหยางเทียน ก่อนที่นางจะหายวับไป ถัดมาไม่นานนัก ฟากฟ้าแสนไกลปรากฏเสียงดังโหยหวนน่าอนาถแว่วมาให้ได้ยิน
ครู่หนึ่งเว่ยหยางเทียนกลับมาปรากฏตัวให้เห็นอีกครั้ง พลันสายตาของสตรีมองเขม็งไปยังหมั่วเทียนฉือ ซึ่งฝ่ายหลังถึงกับหน้าเผือดซีดขณะทำท่าขยับปากพูด เป็นเวลาเดียวกับที่เว่ยหยางเทียนยกมือก่อนจะสะบัดออกไปครั้งหนึ่ง
ตูม!
พื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้าหมั่วเทียนฉือยุบฮวบลงไปอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา กระทั่งร่างหล่นผลุบหายลงไปในหลุมดำนั่นเอง แล้วจู่ๆ ปรากฏมือปริศนาขึ้นที่ปากหลุมดำ ไม่นานนักมือได้ฉุดเอาร่างหมั่วเทียนฉือพ้นขึ้นมาขอบหลุมดำ
ขณะนั้น เผยให้เห็นชายชราผู้หนึ่งที่เบื้องหน้าเว่ยหยางเทียน
ชายชราแปลกหน้ามีหลังโค้งโก่ง ในมือถือไม้เท้ายาวช่วยพยุง สีหน้าท่าทางบ่งชัดว่ามีอายุชราภาพมาก
หมั่วเทียนฉือซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากชายชราจนปลอดภัยอย่างหวุดหวิด รีบลนลานแสดงคารวะต่อชายชราผู้มาใหม่ทันที “คารวะ……บรรพบุรุษ!”
ชายหลังโก่งโค้งตัดบทเสียงเรียบ “อย่างที่นางพูดไม่มีผิด เจ้ามันชั่วร้ายกว่าพ่อจริงๆ!”
ได้ยินเช่นนั้นหมั่วเทียนฉือสีหน้าหม่นหมอง
เสียงชายชราหลังโก่งพูดมาอีกว่า “ถ้าเจ้าอยากพิชิตดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง ต้องใช้ฝีมือตัวเอง……เข้าใจไหม?”
คนตรงข้ามก้มหน้างุดขณะค้อมคำนับ จากนั้นรีบขยับเข้าไปยืนด้านหลังด้วยความเคารพนบนอบ
ชายชราหลังโก่งหันไปมองเว่ยหยางเทียน “เว่ยหยางเทียน ถึงเวลาที่เจ้าต้องหลีกทางให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่แสดงฝีมือ”
ว่าแล้วเหลือบตาไปทางโม่เยี่ย “ถึงตาเจ้าแล้ว”
โม่เยี่ยเหยียดมุมปากยิ้ม พลันหันหน้าไปทางกำแพงใหญ่จางเถี่ยน “ดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางจงฟัง คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่……มีใครจะออกมาสู้กับข้าไหม?”
โม่เยี่ยพูดต่อด้วยความลำพอง “พวกเจ้าร่วมมือกันก็ได้!”
