บทที่ 867 : มีขุมทรัพย์เท่าไรกันหนอ?
เดือดจัด!
นี่คืออารมณ์ของเยี่ยฉวนในยามนี้
ชายแก่จ้องมองเยี่ยฉวนไม่วางตา บัดนี้ ดวงตามีร่องรอยแห่งความหวาดกลัวอยู่!
เมื่อครู่นี้เป็นการสังหารชั่วพริบตา!
ความไวและคมกระบี่ของเยี่ยฉวนนั้นช่างน่าหวาดผวานัก แม้แต่ตัวเขายังสัมผัสถึงกลิ่นที่เข้มข้น พลังปริศนานี้คล้ายจะผุดขึ้นมาในยามที่ชายหนุ่มตวัดกระบี่
เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพลังปริศนานี้ ทำให้ชายวัยกลางคนและผู้อื่นไม่สามารถตอบโต้ได้!
สุนัขอสูรเอ่ยขึ้น “เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่?”
นัยน์ตาของสุนัขอสูรเปี่ยมไปด้วยความขุ่นเคือง
ไม่ใช่เยี่ยฉวนเพียงผู้เดียวที่โมโห ในยามนี้มันเองก็โมโหมากเช่นกัน
ข้างกายเยี่ยฉวน หญิงสาวมองไปยังชายแก่ “ผู้อาวุโสจี่ ท่านหมายความเยี่ยงไร?”
ชายแก่เอ่ยเสียงเย็น “ถามว่าข้าหมายความเยี่ยงไรรึ”
เขาว่าพลางหันไปมองเยี่ยฉวน “ชายผู้นี้สังหารคนในสังกัดสำนักเซียนเราโดยพลการ ทว่ายังพามันเข้ามาเหยียบสำนักเซียนแห่งนี้อีก……ท่านไม่ทราบจริงหรือว่าข้าหมายความเช่นไร?”
ภูตสาวจ้องชายแก่ตรงๆ “เขาเป็นแขกของสำนักเซียนเรา!”
ชายแก่ประชด “หึ แขกหรือ? เหลียนว่านเอ๋อร์ เจ้าล้อข้าเล่นหรือไง? ถึงขั้นปฏิบัติต่อมนุษย์เยี่ยงแขกเชียวรึ เจ้านี่ช่าง…”
ทันใดนั้นเอง สุนัขอสูรข้างกายเยี่ยฉวนพลันกระโจนออกไป
ชายแก่หน้าเปลี่ยนสีทันควัน ก่อนจะใช้แขนตั้งท่าขึ้นป้องกัน
ปัง!
เสียงระเบิดดังขึ้น ชายแก่ถูกสุนัขอสูรจู่โจมทันที แรงปะทะส่งให้ร่างล่าถอยออกไปเกือบร้อยจั้ง!
สุนัขอสูรพลันโถมตัวเข้าใส่ชายแก่อีกครั้ง
ในครานี้ เหล่าผู้พิทักษ์เกราะทองพลันปรากฏกายขึ้น หญิงสาวจึงใช้มือขวาปัดไล่ทันที “ถอยไปเสีย!”
ผู้พิทักษ์เกราะทองลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถอยไปแต่โดยดี
บนขั้นบันไดหิน สุนัขอสูรเข้าจู่โจมชายแก่เสียแล้ว
ข้างกายหญิงสาว เยี่ยฉวนเอ่ยขึ้นมา “ดูเหมือนว่าตำแหน่งของเจ้าในสำนักเซียนจะสั่นคลอนซะแล้วสิ!”
สาวนามเหลียนว่านเอ๋อร์แสดงสีหน้าไร้อารมณ์และไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา
เยี่ยฉวนเงยหน้ามองเบื้องบน บัดนี้ สุนัขอสูรตรึงชายชราไว้เป็นที่เรียบร้อย ทว่าเรี่ยวแรงของชายแก่ไม่ได้ถดถอยนัก ดังนั้นผู้ชนะยังไม่เป็นที่ประจักษ์เสียเท่าไร
ในตอนนั้นเอง เยี่ยฉวนประสานนิ้วเข้าหากันให้ชักนำทาง
กลางอากาศ ใบหน้าของชายเฒ่าผู้กำลังต่อสู้กับสุนัขอสูรพลันแปรเปลี่ยนก่อนจะรีบดีดตัวออกห่างไปทางซ้ายเกือบร้อยจั้ง!
ทันทีที่ชายแก่หยุดเคลื่อนไหว แขนทั้งสองพลันขาดสะบั้น!
เหลียนว่านเอ๋อร์เหลือบมองเยี่ยฉวน นัยน์ตาฉายแววทั้งเลื่อมใสทั้งหวาดระแวง!
ชายแก่ผู้เสียแขนไปถึงกับหน้าถอดสี เขารีบยอมแพ้แล้วถอยกลับไปยังตำหนักเซียนทันที
สุนัขอสูรไม่ได้จู่โจมอีก มันกลับไปหาเยี่ยฉวนแล้วหันไปมองเหลียนว่านเอ๋อร์ “ข้าต้องการใช้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์”
เหลียนว่านเอ๋อร์แสดงท่าทีละล้าละลังอย่างเห็นได้ชัด สุนัขอสูรพลันแปรสีหน้าเป็นเย็นยะเยือก “จะกล่าวหาว่าข้าคุณสมบัติไม่ผ่านเช่นนั้นหรือ?”
เหลียนว่านเอ๋อร์ถอนหายใจพลางเอ่ยเสียงเบา “ท่านคุณสมบัติเพียบพร้อมแน่นอนเจ้าค่ะ ทว่าน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เหลือไม่มากแล้ว…”
สุนัขอสูรเอ่ยต่อ “ข้าไม่ได้ต้องการเยอะนักหรอก……ขอเพียงไม่กี่หยดเพื่อรักษาตัวเท่านั้น”
หญิงสาวหันไปมองสุนัขอสูร “หากรักษาตัวจนเสร็จสิ้นแล้ว ท่านจะพำนักอยู่ที่นี่หรือไม่?”
เยี่ยฉวนก็จ้องสุนัขอสูรด้วยเช่นกัน มันเลือกที่จะเงียบ
เยี่ยฉวนจึงยิ้มออกมา “พี่ใหญ่ หากเจ้าเลือกที่จะอยู่ล่ะก็……ข้าจะเคารพการตัดสินใจ!”
สุนัขอสูรส่ายหน้า “……เคยสัญญาแล้วว่าจะอยู่กับเจ้าสามปี ข้าจะรักษาสัญญานั่น”
เหลียนว่านเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นพลันหน้าตึง “ท่านเป็นถึง…”
สุนัขอสูรเอ่ยอย่างร้อนใจ “ข้าในยามนั้นทุ่มเทพลังและชีวิตทั้งหมดเพื่อปกป้องสำนักเซียน ทว่ายามนี้กลับใช้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์เพียงน้อยนิดก็ไม่ได้เลย……เช่นนั้นหรือ?”
เหลียนว่านเอ๋อร์ถึงกับเงียบ
สีหน้าของสุนัขอสูรพลันผันแปรเป็นเย็นชา นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยจิตอาฆาตอย่างไม่คิดปิดบัง
เหลียนว่านเอ๋อร์เห็นดังนั้น สีหน้ามืดมนลง “ท่านใช้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ได้เจ้าค่ะ หากแต่มีหนึ่งเงื่อนไข คือ เมื่อสามปีผันผ่านไป ท่านต้องกลับมายังสำนักเซียนแห่งนี้”
สุนัขอสูรส่ายหัวไปมา “ข้าไม่มีวันกลับมาที่นี่อีกแล้วล่ะ”
เหลียนว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้ว “เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ”
สุนัขอสูรเหลือบมองรอบด้าน แล้วเอ่ยเสียงเบา “สำนักเซียนในยามนี้ช่างแปลกแยกสำหรับข้าเหลือเกิน”
แปลกแยก!
ในยามนี้ มันสูญสิ้นซึ่งความฝันอันงดงามในการบูรณะสำนักเซียนไปเสียแล้ว
เจ้าสุนัขอสูรมองไม่เห็นความหวังในสำนักเซียนนี้เลยด้วยซ้ำ!
เหลียนว่านเอ๋อร์ต้องการเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่สุนัขอสูรกลับส่ายหน้า “พาข้าไปยังน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เสีย ข้าใช้ไม่เยอะหรอก”
นางเหลือบมองสุนัขอสูรเล็กน้อยแล้วจึงกล่าว “ตามข้ามา!”
หลังจากนั้น นางหมุนตัวจากไป
นางตัดสินใจให้สุนัขอสูรได้หยิบใช้ เนื่องจากสัมผัสได้ว่า หากไม่ทำเช่นนั้น สุนัขอสูรต้องแย่งมันมาด้วยกำลังเป็นแน่แท้
สุนัขอสูรในยามนี้ไม่ได้น่ากลัวนัก ทว่าผู้ฝึกกระบี่ข้างกายช่างน่าหวาดผวายิ่ง
นางยังหวั่นเกรงทักษะกระบี่บินของเยี่ยฉวนไม่จางหาย!
ไม่ทันไร เหลียนว่านเอ๋อร์พาเจ้าสุนัขอสูรมาจนถึงสระน้ำซึ่งมีน้ำวนอยู่ ณ ใจกลาง
หญิงสาวชี้ไปยังน้ำวนที่อยู่ห่างไกล “อยู่ตรงนั้น!”
สุนัขอสูรพยักหน้าเล็กน้อย กระโจนขึ้นแล้วถลาลงไปในวังน้ำวนทันที
ข้างๆ เยี่ยฉวน เหลียนว่านเอ๋อร์เอ่ยกระซิบ “สำนักมนุษย์นั้นแข็งแกร่งแล้วเช่นนั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนถึงกับทำตัวไม่ถูก “เหล่ามนุษย์ในยุคสมัยสำนักเซียนอ่อนแอถึงขั้นนั้นเชียว?”
เหลียนว่านเอ๋อร์พยักหน้า “ใช่ ในยามนั้น เหล่ามนุษย์ไม่มีแม้แต่วิชายุทธ์ด้วยซ้ำ”
เยี่ยฉวนกระซิบตอบ “ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว”
นางเงยหน้ามองท้องฟ้าราวกับกำลังจมอยู่ในภวังค์ “อืม เวลานี้ไม่ใช่ยุคสมัยของสำนักเซียนอีกต่อไปแล้วสินะ”
เยี่ยฉวนมองไปยังวังน้ำวน “เจ้านั่นอยากฟื้นฟูสำนักเซียนน่ะ”
หญิงสาวหน้าตึง “นั่นเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง!”
เยี่ยฉวนถาม “เจ้ารู้จักเจียนจื่อไจ้มาก่อนหรือ”
ได้ยินเช่นนั้น เหลียนว่านเอ๋อร์พลันตกใจ นางจ้องมองเยี่ยฉวนหนักแน่น “จะ……เจ้ารู้จักนางได้เช่นไร!”
เยี่ยฉวนนิ่งคิดไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยออกมา “นางเป็นน้องสาวข้า”
เหลียนว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเย็น “ไม่มีทาง เจ้าไม่ใช่สมาชิกสำนักเซียนด้วยซ้ำ บุตรแห่งเซียนของสำนักเซียนเราถูกกวาดล้างไปสิ้นแล้ว เจ้า…”
บุตรแห่งเซียน!
เยี่ยฉวนตกใจนัก เขาหันกลับไปชี้สุนัขอสูรข้างในวังน้ำวน “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดมันจึงอยู่กับข้า?”
นางเองตกใจไม่แพ้กัน “จะ… เจ้าไม่มีทางเป็นบุตรแห่งเซียน บุตรแห่งเซียนสูญสิ้นไปแล้ว…”
ยามเอ่ยเช่นนั้น นางพลันผุดความคิดบางอย่างขึ้นมาก่อนจะหันไปมองเยี่ยฉวนด้วยความตื่นตะลึง “หรือว่า… ท่านเป็นบุตรแห่งเซียนกลับชาติมาเกิด?”
เยี่ยฉวนถึงกับหมดอารมณ์ “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
เหลียนว่านเอ๋อร์พินิจมองเยี่ยฉวนเป็นเวลานาน แล้วเอ่ยเสียงเย็น “ไม่มีทาง หากเป็นบุตรแห่งเซียนกลับชาติมาเกิดจริง……นางไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่!”
เยี่ยฉวนกระซิบ “นางถึงขั้นปล่อยสุนัขอสูรมาเลยนะ เหตุใดจึงไม่ปล่อยข้าด้วยเล่า?”
เหลียนว่านเอ๋อร์ไร้คำพูด สีหน้าเริ่มหม่นลง
เยี่ยฉวนเอ่ยต่อ “แน่นอน ความรุ่งเรืองและรุ่งริ่งของสำนักเซียนไม่เกี่ยวอะไรกับข้า อีกทั้งคงไม่มาเหยียบที่นี่ด้วยซ้ำหากสุนัขอสูรไม่ขอให้มา ส่วนน้องสาว เจียนจื่อไจ้… ข้าจะไม่ปล่อยให้นางมาเหมือนกัน!”
ราวกับฉุกคิดได้ เหลียนว่านเอ๋อร์รีบเอ่ย “นี่……เจ้าหมายถึง นางไม่รังเกียจสำนักเซียนแล้วเช่นนั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนกระซิบตอบ “หากนางยังจงเกลียดจงชังสำนักเซียนอยู่ ไยข้าและสุนัขอสูรจึงกลับมาที่นี่เล่า?”
เหลียนว่านเอ๋อร์เงียบ……
ในตอนนั้น ตรงวังน้ำวนไม่ห่างออกไปนักพลันกระเพื่อม ไม่นานนัก สุนัขอสูรกระโจนออกมาหยุดลงต่อหน้าเยี่ยฉวน
เยี่ยฉวนพบว่ามีบางอย่างในตัวสุนัขอสูรเปลี่ยนไป
สุนัขอสูรเหลือบมองเขา “ไปกันเถิด!”
เยี่ยฉวนพยักหน้า ขณะเดียวกันเหลียนว่านเอ๋อร์พลันมองสุนัขอสูร “เขาเป็นบุตรแห่งเซียนของสำนักเซียนเราใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
สุนัขอสูรถึงกับนิ่งค้าง
เยี่ยฉวนพลันเอ่ยผ่านพลังชี่ “เจ้าอยากช่วยสำนักเซียนไม่ใช่หรือ? ข้าว่าวิธีนี้ได้ผลแน่!”
สุนัขอสูร “……”
ยามเห็นว่าสุนัขอสูรนิ่งค้างไป เหลียนว่านเอ๋อร์จึงขมวดคิ้ว ในตอนนั้นเองที่สุนัขอสูรพลันเอ่ยเสียงทุ้ม “เจ้ารู้ได้อย่างไร!”
เหลียนว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงต่ำ “เป็นเขาจริงหรือ?”
สุนัขอสูรกำลังเอ่ยอะไรบางอย่าง เยี่ยฉวนกลับแทรกขึ้นมาเสียงนุ่ม “จะพูดเรื่องนี้ให้ได้อะไรขึ้นมากันเล่า? ความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรมของสำนักเซียนไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเลยสักนิด ถึงจะเกี่ยว……แต่เกี่ยวกับข้าในชีวิตที่แล้วอยู่ดี ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชีวิตนี้เลยแม้แต่น้อย!”
สุนัขอสูรเอ่ยเสียงโกรธา “จะไม่เกี่ยวได้อย่างไร? นี่เป็นถึงบุตรแห่งเซียนของสำนักเซียนเชียวนะ มันเป็นพันธะของเจ้าที่ต้องฟื้นฟูสำนักเซียนแห่งนี้!”
เยี่ยฉวนพ่นลมหายใจดูแคลน “ฟื้นฟูสำนักเซียน? ขออภัย ข้าไม่เห็นความหวังที่ว่าเลยสักนิด……ไปกันดีกว่า!”
สุนัขอสูรกำลังเอ่ยอะไรบางอย่าง หากแต่เหลียนว่านเอ๋อร์พลันแทรกขึ้นมา “เหตุใดท่านจึงคิดเช่นนั้น?”
เยี่ยฉวนเหลือบมองหญิงสาว นางเอ่ยเสียงจริงจัง “บัดนี้มีสมาชิกสำนักเซียนเพียงหมื่นคนเท่านั้น เราทำได้เพียงฝืนมีตัวตนอย่างโรยแรงเช่นนี้ ท่านทนเห็นสำนักเซียนถดถอยลงได้จริงหรือ?”
เยี่ยฉวนหันไปมองเหลียนว่านเอ๋อร์แล้วเอ่ยเสียงนุ่ม “ไม่ใช่ว่าข้าทนเห็นสำนักเซียนถดถอยได้แต่อย่างใด เป็นสำนักเซียนต่างหากที่เลือกจะเสื่อมโทรมลง”
นางงุนงงยิ่ง “ท่านหมายความเช่นไร?”
เยี่ยฉวนแสยะ “ข้าหมายความเช่นไรหรือ? สำนักเซียนเช่นเจ้าบัดนี้ช่างไร้พลัง แต่กลับทำตัวยโสโอหังถึงเพียงนี้ หนำซ้ำยังดูถูกทุกสิ่งมีชีวิตอีกต่างหาก ข้าขอถาม……คิดว่าสำนักเซียนจะฟื้นฟูด้วยวิสัยทัศน์เช่นนี้ได้จริงๆ น่ะหรือ?”
เหลียนว่านเอ๋อร์ฉายสีหน้าหม่นหมอง
เยี่ยฉวนเอ่ยต่อ “หากสำนักเซียนต้องการจะชุบชีวิตจริง ขั้นแรก เจ้าควรปลดปล่อยความโอหังในจิตใจออกไปเสีย!”
เขามองหญิงสาวอีกครั้ง “เจ้าคงไม่เคยออกไปจากที่นี่เลยสินะ ข้าขอแนะนำให้ออกไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้างน่าจะดีกว่า!”
เมื่อเอ่ยจบ ชายหนุ่มหันไปมองสุนัขอสูร “ไปกัน!”
สุนัขอสูรพยักหน้า
เยี่ยฉวนจากไปพร้อมสุนัขอสูร ทว่าก้าวไปเพียงไม่กี่ก้าว เหลียนว่านเอ๋อร์ปรากฏกายมาดักหน้าไว้ นางมองไปยังสุนัขอสูรพร้อมกล่าว “ท่านรู้จักองค์หญิง… องค์หญิงเจียนไหม?”
สุนัขอสูรพยักหน้า “ข้ารู้”
เหลียนว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงต่ำ “นางไม่โกรธเกลียดสำนักเซียนเราแล้วจริงๆ หรือ?”
สุนัขอสูรเอ่ย “หากยังรังเกียจอยู่ นางคงไม่ปล่อยให้ข้ามา”
เอ่ยเช่นนั้น เจ้าสุนัขอสูรมองหญิงสาวพลางสื่อสารโดยใช้พลังชี่ “เจ้าเห็นทักษะและพรสวรรค์ของเขาแล้วนี่ หากสำนักเซียนอยากจะฟื้นฟูจริง ความช่วยเหลือของเจ้าหนุ่มคือความหวัง ไม่เช่นนั้นแล้ว สำนักเซียนคงสถิตอยู่ที่นี่อีกชั่วกาลนาน เพื่อรอให้ผู้มีพรสวรรค์ถือกำเนิดขึ้นอีก!”
เหลียนหว่านเอ๋อร์นิ่งไปนานนักแล้วจึงเอ่ย “เขาไม่สนเรื่องสำนักเซียนเราด้วยซ้ำ!”
สุนัขอสูรว่าเสียงต่ำ “เหตุใดจึงสนใจสำนักเซียนที่ไม่สนใจตัวเองด้วยเล่า? อีกอย่าง เจียน… นางเคารพเขามากถึงกับเอ่ยปากขอเจ้านรกมอบกระบี่เจิ้นหุนให้อันเป็นสมบัติล้ำค่าประจำสำนักเจ้านรกอีกด้วย!”
เจ้านรก!
เหลียนว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้ว “เจ้านรกยังมีชีวิตอยู่หรือ?”
สุนัขอสูรพยักหน้ามองนาง “เจ้าเป็นประมุขสำนักเซียน ชะตากรรมของสำนักเซียนย่อมอยู่ในมือเจ้า”
มันยังคงอาวรณ์ต่อสำนักเซียน และปรารถนาให้สำนักเซียนเป็นสหายกับเยี่ยฉวน
เนื่องจากมันได้ใช้เวลากับเยี่ยฉวนมาสักพัก แล้วพบว่าแม้ชายหนุ่มจะเจ้าเล่ห์สักเพียงใด แต่มักจะทุ่มเพื่อพวกพ้องและมองมิตรภาพเป็นสิ่งสำคัญเสมอ
เป็นการดียิ่งหากสำนักเซียนกระชับมิตรกับเยี่ยฉวนได้
เหลียนว่านเอ๋อร์นิ่งไปสักพัก ก่อนจะมองไปยังเยี่ยฉวน “หากท่านเป็นประมุขสำนักเซียน แล้วสำนักเซียนจะฟื้นฟูได้เช่นไรหรือ?”
เยี่ยฉวนขบคิดสักพักแล้วเอ่ยขึ้นมา “ขอถามก่อนว่าในยามนี้สำนักเซียนมีขุมทรัพย์มากเพียงใด?”
เหลียนว่านเอ๋อร์ “……”
สุนัขอสูร “……”
