บทที่ 866 : ชักโมโหแล้วสิ!
ยามได้ฟังสุนัขอสูรเอ่ย เยี่ยฉวนถึงกับพูดไม่ออก
ความโอหังของตาแก่นี่คือน้อยแล้วเช่นนั้นหรือ?
ในยามนี้ เขาเพิ่งจะทราบถึงความหยิ่งยโสของเหล่าสำนักเซียนจริงๆ ก็เมื่อครู่นี้เอง!
เยี่ยฉวนปลอบใจตัวเอง หันไปหาสุนัขอสูร “พี่ใหญ่ ข้าควรจะจัดการคนคนนี้เยี่ยงไรดี!?”
สุนัขอสูรกล่าวเสียงนุ่ม “เจ้าไม่จำเป็นต้องห่วงความรู้สึกข้าแต่อย่างใด!”
เยี่ยฉวนพยักหน้าเล็กน้อย ยกมือขึ้นตวัดกระบี่ หัวของชายแก่ขาดออกจากกันทันที
หัวของชายแก่ตกลงมาอย่างเชื่องช้า ดวงตาเบิกโพลง……ไม่เคยคาดมาก่อนว่าตนจะจบชีวิตลงเช่นนี้!
เยี่ยฉวนมองไปยังเบื้องหน้าแล้วเอ่ยขึ้นมา “พี่ใหญ่ ข้าเกรงว่าการเจรจาระหว่างเราและสำนักเซียนคงจะไม่ราบรื่นเสียแล้ว!”
แม้สุนัขอสูรจะไม่เอ่ยอันใด ทว่าสีหน้าดูอับจนหนทางยิ่ง
เจ้าสำนักเซียนนี่!
ความจริงแล้ว ในฐานะของสมาชิกสำนักเซียน มันเองย่อมมีความยโสเช่นเดียวกัน ทว่าหลังจากผ่านการกักขังมาหลายปีจึงสำนึกได้หลายสิ่ง
เจ้าสุนัขอสูรรับรู้ว่าสำนักเซียนไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์สูงส่งที่สุดในทั่วจักรวาลนี้ ยิ่งยามได้ที่เห็นหอคอยแห่งเรือนจำของเยี่ยฉวน จักรพรรดิซิง ซ้ำยังมีผู้ฝึกกระบี่อีก
สำนักเซียนถือว่ากำลังเสื่อมโทรมลง!
นี่ยังมิได้กล่าวถึงผู้ฝึกกระบี่ปริศนาผู้นั้นเลย แม้แต่จักรพรรดิซิงก็ไม่ใช่คนที่สำนักเซียนจะมาลองเชิงได้เลย!
ณ ยามนี้ สำนักเซียนเปรียบดั่งหมาจร แม้ว่าจะคงความหยิ่งยโสเอาไว้ได้ แต่พวกเขากำลังเข่นฆ่ากันเอง!
หากไร้ซึ่งกำลัง……ก็ควรจะควบคุมอารมณ์ตัวเองเสียสิ!
ทว่าเมื่อแลเห็นคนในสำนักเซียนเมื่อครู่ ทำให้ทราบได้ทันทีว่าอุปนิสัยหยิ่งผยองนั่นไม่ได้แปรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิด!
ดูท่าทางเยี่ยฉวนจะรู้ทันความคิดของเจ้าสุนัขอสูร เขาจึงปลอบใจมัน “พี่ใหญ่ ข้าเชื่อว่าทุกคนในสำนักเซียนคงไม่เป็นดั่งตาแก่เมื่อครู่นี้หรอก”
เจ้าหมาถอนหายใจ “ผู้คนจากสำนักเซียนถึงกับแต่งตั้งตัวเองเป็นสมมติเทพ……จึงดูแคลนสำนักอื่นโดยเฉพาะมนุษย์ ในยุครุ่งเรืองของสำนักเซียน……มนุษย์คือข้ารับใช้ของพวกเขา”
เมื่อเอ่ยดังนั้น มันจึงหันไปมองเยี่ยฉวน “พวกเขารังเกียจดูแคลนมนุษย์จากก้นบึ้งของจิตใจ เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์กระทำเยี่ยงสัตว์…”
เยี่ยฉวนถึงกับส่ายหน้า “หากผู้มีชีวิตรอดของสำนักเซียนยังคิดเช่นนี้จนปัจจุบันล่ะก็……ด้วยความเคารพจากใจพี่ใหญ่ พวกเขาสูญสิ้นเป็นแน่…”
สุนัขอสูรพยักหน้า “หากยังเป็นเช่นนี้อยู่ ทางที่ดีที่สุดคือไม่ควรให้นางผู้นั้นปรากฏ มิเช่นนั้น……คนในสำนักเซียนอาจถูกกวาดล้างจนสิ้น!”
เยี่ยฉวนกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง พื้นที่เบื้องหน้าพลันสั่นไหว ตามมาด้วยชายวัยกลางคนปรากฏกายขึ้นต่อหน้าชายหนุ่มและสุนัขอสูร
สายตาของชายวัยกลางคนจดจ่ออยู่ที่เยี่ยฉวน สีหน้าเรียบตึงเล็กน้อย “มนุษย์หรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ใช่แล้ว!”
สายตาของอีกฝ่ายพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา “เจ้าฆ่าคนแห่งสำนักเซียนของเรา!”
เยี่ยฉวนเอ่ย “ก็ใช่”
ชายวัยกลางคนจ้องเยี่ยฉวนเสียเขม็ง “เจ้ารู้ได้เช่นไรว่าสำนักเซียนเราอยู่ ณ ที่แห่งนี้?”
เยี่ยฉวนหันไปมองสุนัขอสูร “พี่ใหญ่ ข้าว่าท่านรีบเผยตัวตนได้แล้ว! ไม่เช่นนั้นอาจจะได้สู้กับสำนักเซียนเป็นแน่”
สุนัขอสูรจ้องเขม็งชายแก่ด้วยสายตาเย็นเยียบพร้อมสาวเท้าไปใกล้ “ไม่มีใครรู้จักข้าแล้วหรือไร?”
ชายวัยกลางคนจ้องสุนัขอสูร ผ่านไปสักพักสีหน้าฉายแววบึ้งตึง “เจ้าเป็นตัวอะไร เจ้าเดรัจฉาน…”
สุนัขอสูรพลันฉุนกึกขึ้นมา “ไอ้เวรนี่!”
ว่าจบเจ้าสุนัขอสูรพุ่งกระโจนเข้าใส่ทันที
สีหน้าของชายวัยกลางคนแปรเปลี่ยน พลันยกมือขวาขึ้นตบ
ตูม!
เสียงระเบิดดังขึ้น ตามมาด้วยร่างของสุนัขอสูรที่กระเด็นออกมาจนล่าถอยไปหลายสิบจั้ง ชายวัยกลางคนถอยห่างออกไปหลายสิบจั้งเช่นกัน
ชายวัยกลางคนดูตกใจไปเล็กน้อยสีหน้าดูไม่สู้ดีเอาเสียเลย เขาหันกลับไปหาเจ้าสุนัขอสูร “ข้าไม่คิดว่าสัตว์อสูรอย่างเจ้าจะมีของดี!”
บัดนี้ เยี่ยฉวนพลันอยากหัวเราะขึ้นมาเสียได้ ทว่าต้องสงวนท่าทีเอาไว้
ในขณะที่สุนัขอสูรโมโหจนเกือบระเบิด!
ในยามนี้ เจ้าสุนัขอสูรไม่สามารถแปลงกายและปล่อยพลังทั้งหมดออกมาได้ ในสำนักเซียนนี้ไม่มีใครคณนามือมันหรอก……นอกจากยอดฝีมือกลุ่มน้อย!
ชายวัยกลางคนพลันเอ่ยขึ้น “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร หากบังอาจสังหารคนในสำนักเซียนนี้แล้ว ให้เตรียมตัวรับความแค้นได้เลย!”
ในขณะที่เขาตั้งท่าเตรียมโจมตี เสียงหนึ่งกลับดังขึ้น “จงหยุดเสีย”
คำว่า ‘นิมิต’ บนหว่างคิ้วของเยี่ยฉวนพลันอันตรธานหายไป
เบื้องหลังของชายวัยกลาง หญิงสาวปรากฏกายอย่างเงียบงัน
นางสวมผ้าคลุมใหญ่ มีภูมิฐานพร้อมด้วยเรือนร่างงดงาม และเรือนผมยาวคลอเคลียไหล่
ยามมองเห็นสาวนางนี้ ชายหนุ่มรีบทำความเคารพทันที “ท่านภูตผู้สูงศักดิ์”
หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อยก่อนสาวเท้าไปยังเยี่ยฉวนและสุนัขอสูร นางเหลือบมองชายหนุ่มอย่างใจเย็นไร้ซึ่งดูแคลน แล้วเบนสายตาไปยังเจ้าสุนัขอสูร หญิงสาวพลันหน้าตึงเล็กน้อย ในเวลาต่อมา ความเหลือเชื่อกลับบังเกิดขึ้นในดวงตา “ท่านคือสุนัขอสูรหรือ?”
สุนัขอสูรเหลือบมองนางอย่างเย็นชา ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไป
ท่าทางของหญิงสาวค่อยๆ นุ่มนวลลง “ท่านจากสำนักเซียนนี้ไปนานหลายปี ย่อมเป็นเรื่องปกติหากพวกเขาจะไม่รู้จักท่าน”
สุนัขอสูรมองไปยังหญิงสาว “ตอนนี้เจ้าเป็นประมุขสำนักเซียนหรือ?”
นางพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ!”
ก่อนจะเหลือบไปมองเยี่ยฉวน “เขาเป็นใครกัน”
เยี่ยฉวนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเป็นเพื่อนเขาเอง!”
เพื่อน!
ภูตสาวขมวดคิ้ว “เพื่อนหรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ใช่แล้ว!”
ชายวัยกลางคนซึ่งอยู่ไม่ห่างนักพลันพูดขึ้นเสียงเย็น “คนสำนักเซียนอย่างเราจะเป็นเพื่อนกับมนุษย์ได้อย่างไร?”
“ไม่ได้หรอกหรือ?”
สุนัขอสูรพลันเอ่ยขึ้น “เขาเป็นเพื่อนข้านะ กัดพวกเราเลยสิ!”
ชายวัยกลางโมโห จ้องสุนัขอสูรราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ท่านเป็นสัตว์พิทักษ์แห่งสำนักเซียนเรา เหตุใดจึงลดตัวลงต่ำต้อยไปเป็นเพื่อนกับมนุษย์กัน? นี่กำลังทำให้สำนักเซียนต้องแปดเปื้อนนะขอรับ!”
เมื่อได้ฟังดังนั้น เยี่ยฉวนถึงกับตะลึงงัน…
เขาไม่ได้โกรธเลยแม้แต่นิด อยากจะหัวร่อออกมาเสียด้วยซ้ำ
สุนัขอสูรทำสีหน้าปั้นยาก ครานี้เขาพาเยี่ยฉวนมาเพื่อหวังให้เป็นสะพานสานความสัมพันธ์ระหว่างสำนักเซียนกับเจียนจื่อไจ้ มิหนำซ้ำ ยังหวังให้เยี่ยฉวนกระชับมิตรกับสำนักเซียนอีกด้วย!
เนื่องจากเจ้าสุนัขอสูรได้ใช้เวลากับเยี่ยฉวนมานาน จึงพบว่าพลังและศักยภาพของชายหนุ่มนั้นน่าพรั่นพรึงยิ่ง ดังนั้นย่อมเป็นการดีหากสำนักเซียนสนิทชิดเชื้อกันไว้
แต่ยามมาถึง กลับมีแต่เรื่องเหนือความคาดหมายน่าขัดหูขัดตาไปเสียหมด
สุนัขอสูรพลันหมดกำลังใจ หันไปมองเยี่ยฉวน “ไปกันเถิด!”
ว่าจบมันหันหลังจากไป……
เยี่ยฉวนผงกหัวเล็กน้อย
อันที่จริง ชายหนุ่มอยากกระชับมิตรกับสำนักเซียนและประโลมความสัมพันธ์ระหว่างเจียนจื่อไจ้กับสำนักเซียน ทว่าในยามนี้รู้แจ้งแล้วว่ากำลังหวังอะไรเกินตัว
ชายหนุ่มไม่ต้องการคบค้าสมาคมกับสำนักแบบนี้เลยสักนิด!
เยี่ยฉวนและสุนัขอสูรกลับหลังหันกำลังจะจากไป ทันใดนั้น หญิงสาวปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า นางมองไปยังสุนัขอสูร “ท่านจะไปแล้วหรือ?”
สุนัขอสูรเอ่ยเสียงเบา “ใช่น่ะสิ แล้วพวกเราจะกระทำการใดได้อีกเล่า?”
นางกล่าวเสียงทุ้ม “ท่านเป็นสัตว์พิทักษ์แห่งสำนักเซียนเรา”
สุนัขอสูรพลันเอ่ยคำประชดประชัน “ไม่ได้ยินไอ้พวกนั้นเรียกข้าว่าเดรัจฉานรึ? อย่าบังอาจเอื้อนเอ่ยเรื่องความภักดี! ยามนั้นข้าสู้เพื่อสำนักเซียนจนสายตัวแทบขาด หากไม่เป็นเช่นนั้น เจ้าจะรอดมาได้จนป่านนี้หรือ?”
หญิงสาวนิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนจะหันไปมองเยี่ยฉวน “ได้โปรดให้อภัยหากพวกเราทำให้ท่านต้องขุ่นหมองใจ!”
เยี่ยฉวนยิ้ม “ข้ามองไม่เห็นความจริงใจเลยแม้แต่นิด”
นางยังคงใจเย็น ทว่าชายวัยกลางคนเบื้องหลังกลับจิกกัดขึ้นมา “หากอยากได้รับความเคารพล่ะก็……ควรมีพลังอำนาจให้ผู้คนเคารพสิ ถ้าไม่มี……นั่นย่อมไม่ต่างอะไรจากคนโง่ที่โหยหาความเคารพสักเท่าใดนัก”
คำว่า ‘นิมิต’ ผุดขึ้นมาบนหว่างคิ้วเยี่ยฉวนเงียบๆ ท่าทีของหญิงสาวเปลี่ยนไปแทบจะทันที ผ่านไปหลายอึดใจ ทั่วทั้งอาณาบริเวณเงียบงัน
หญิงสาวหันไปมองชายวัยกลางคน เขาเซไปเล็กน้อยและกำลังจะเอื้อนเอ่ยบางอย่าง ทว่าแขนขวาพลันร่วงหล่นลงจนหยาดโลหิตกระจายเป็นสายธาร!
เห็นดังนั้น ความกลัวเข้าจับจิตของชายวัยกลาง มองเยี่ยฉวนด้วยสายตายากจะเชื่อ “เจ้า…”
เยี่ยฉวนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หุบปากเสีย หากเอ่ยอีกคำล่ะก็……ข้าจะทำให้เจ้าเอ่ยสิ่งใดไม่ได้อีกเลยตลอดชีวิต”
ชายหนุ่มกำลังจะพูดต่อ หญิงสาวพลันพูดขึ้นมาเสียงดัง “ถอยไปซะ!”
ชายวัยกลางหน้าซีดลง แต่ไม่บังอาจขัดคำสั่งประมุขสาวจึงจากไป
หญิงสาวหันไปมองเยี่ยฉวนด้วยสายตาหนักแน่น “ข้าต้องขออภัยที่ทำให้เจ้าขุ่นเคืองใจ”
เยี่ยฉวนยิ้ม แล้วหันไปมองสุนัขอสูร
เขาไม่โปรดปรานสำนักเซียนเลยแม้แต่น้อย หากว่ากันตามตรง รู้สึกชังน้ำหน้าด้วยซ้ำ ทว่ายังคงเคารพเจ้าสุนัขอสูรอยู่
หากสุนัขอสูรอยากอยู่ เขาก็จะอยู่
ชายหนุ่มไม่ได้อยากช่วยสำนักเซียน แต่จะช่วยสุนัขอสูรมากกว่า
เจ้าสุนัขอสูรนิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยออกมา “นำไปสิ ข้าอยากเห็นสภาพสำนักเซียนในยามนี้สักหน่อย”
หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อย “ตามข้ามา!”
เอ่ยจบนางพลันสะบัดมือก่อนที่ค่ายกลเคลื่อนย้ายจะผุดขึ้นมาใต้เท้าของเยี่ยฉวนและสุนัขอสูร จากนั้นคนทั้งหมดหายไปจากบริเวณนั้นทันที
ไม่นานนัก เยี่ยฉวนและสุนัขอสูรปรากฏตัวอีกครั้ง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น ปรากฏบันไดหินทอดยาวออกไปถึงหลายร้อยจั้ง ที่สุดทางมีตำหนักตั้งตระหง่านอยู่
ช่างโอ่อ่านัก!
นี่เป็นความรู้สึกแรกของเยี่ยฉวนยามได้เห็นมัน ตำหนักนี้โอ่อ่าเสียยิ่งกว่าครั้งเมื่อเห็น ณ สำนักกระบี่อีก!
ราวกับรู้ว่าเยี่ยฉวนกำลังคิดอันใด หญิงสาวพลันเอ่ยขึ้นมา “ตอนนี้น่าชื่นชมน้อยกว่าครั้งในอดีตนัก! ในยามนั้น สำนักเซียนเราสูงส่งเป็นหนึ่งในใต้หล้า ทว่าเวลานี้สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่อันตรธานหายไปเสียแล้ว”
นางแหงนหน้ามองตำหนักที่อยู่สุดทาง “ที่นี่เป็นตำหนักเซียนหลังสุดท้าย”
ตำหนักเซียน!
สุนัขอสูรเอ่ยถามเสียงทุ้ม “เวลานี้มีคนในสำนักเซียนกี่คนหรือ”
หญิงสาวตอบ “มีมากกว่าสามหมื่นชีวิตเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น สุนัขอสูรรู้สึกเศร้าใจนัก
เมื่อก่อน สำนักเซียนมีกว่าหลายร้อยล้านชีวิตแท้ๆ
ทันใดนั้น ชายฉกรรจ์สี่คนผู้ถือง้าวทองคำและสวมเกราะสีทองปรากฏกายขึ้นรอบตัวเยี่ยฉวนและสุนัขอสูร
ไม่ใช่แค่นั้น แหทองคำยักษ์พลันปรากฏรอบตัวทั้งสองเข้าห่อหุ้มตัวพวกเขาเอาไว้
เห็นดังนั้น เยี่ยฉวนถึงกับแสดงสีหน้าไร้อารมณ์ ในขณะที่เจ้าสุนัขอสูรถึงกับเศร้าหมอง
บนบันไดหิน ชายแก่ผู้หนึ่งย่างก้าวลงมา ข้างกายมีหนุ่มวัยกลางคนซึ่งเคยโดนตัดแขนขวาไปก่อนหน้านี้
พวกเขาเดินตรงไปหาเยี่ยฉวน ชายวัยกลางคนมองมาด้วยอย่างเย็นชา “เจ้ามนุษย์ เจ้าน่ะ…”
บัดนี้ คำว่า ‘นิมิต’ บังเกิดขึ้นมาบนหว่างคิ้วของเยี่ยฉวนเงียบๆ ทันใดนั้นเอง หัวของชายวัยกลางลอยหวือออกไปไกล!
เยี่ยฉวนยังคงยืนนิ่ง เขามองไปยังหัวที่เพิ่งตัดไปเมื่อครู่แล้วเอ่ยขึ้นมา “ข้าบอกให้เจ้าหุบปาก เช่นนั้นจงหุบปากไปตลอดกาลเสียเถอะ!”
หลังจากพูดจบ ชายหนุ่มเหลือบไปมองชายแก่ด้วยสายตาวาวโรจน์ “ชักจะโมโหแล้วสิ”
หลังจากนั้น ศีรษะของชายฉกรรจ์ทั้งสี่ที่ล้อมเขาและสุนัขอสูรพลันหลุดออกจากบ่าพร้อมกัน หยาดโลหิตพุ่งกระฉูดมิต่างกับน้ำตก!
