Skip to content

A Will Eternal 1014

บทที่ 1014 อาจจะมีสักเสี้ยวหนึ่ง

ทว่าสิ่งที่คว้าได้…กลับมีเพียงความว่างเปล่า…

“ฮ่าวเอ๋อร์!!” วินาทีนั้นจิตสำนึกของป๋ายเสี่ยวฉุนพลันฟื้นตื่นขึ้นมาจากความเลื่อนลอย ราวกับว่าความรู้สึกเศร้าอาดูรเกินบรรยายได้ก่อตัวขึ้นเป็นลูกคลื่นที่สาดกระทบลงบนความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดที่เขาลอยคว้าง ปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาเต็มตา!

และบัดนี้ดวงตาทั้งคู่ของเขาก็พลันเบิกโพลง เหม่อมองความว่างเปล่าเบื้องหน้า ที่ซึ่งวิญญาณของป๋ายฮ่าวได้สลายหายไปพร้อมกับไฟยี่สิบสองสีแล้ว…

ท่ามกลางความว่างเปล่านั้นเหลือเพียงสะเก็ดไฟเสี้ยวหนึ่งคล้ายตราประทับสุดท้ายที่เป็นตัวแทนบ่งบอกว่าป๋ายฮ่าวเคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ซึ่งได้ร่วงหล่นลงมาบนฝ่ามือของป๋ายเสี่ยวฉุนที่เอื้อมออกไป ทิ้งรอยแผลเผาไหม้เล็กๆ เสี้ยวหนึ่งเอาไว้บนฝ่ามือของเขา

ร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนสั่นเทิ้ม มือของเขาได้แต่ยกค้างไว้กลางอากาศอยู่อย่างนั้น ทว่าน้ำตาของเขากลับหลั่งลงมาไม่ขาดสาย

เขาไม่เห็นภาพสุดท้ายที่ป๋ายฮ่าวจางหายไป แต่เขากลับสัมผัสได้ว่านับแต่บัดนี้ไป ในชีวิตของตนจะต้องสูญเสียลูกศิษย์คนนี้ไปตลอดกาล…

น้ำตาของเขาหยดลงบนเรือนกายที่แห้งแตกระแหง หยดลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง โลกทั้งใบของเขาถูกครอบคลุมด้วยความเศร้าอาลัยหนักล้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ไม่ใช่ว่าป๋ายเสี่ยวฉุนจะไม่เคยผ่านประสบการณ์การสูญเสียญาติมิตรมาก่อน ทว่าการสูญเสียป๋ายฮ่าวไปในครั้งนี้ทำให้สมองของป๋ายเสี่ยวฉุนตกอยู่ในสภาวะเงียบงันประดุจห้วงแห่งความตาย…

ความเศร้าเสียใจมากล้นสุดขีดไม่ได้กลั่นออกมาเป็นเสียงร้องคำรามราวจะขาดใจ แต่เป็นน้ำตาที่ไหลรินลงมาอย่างไร้การควบคุม…

ในสมองของเขามีภาพในปีนั้นที่ตนได้พบป๋ายฮ่าวเป็นครั้งแรก ภาพที่ตนปลุกวิญญาณของป๋ายฮ่าวให้ฟื้นตื่น ภาพที่คนทั้งสองใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยกันเมื่อครั้งอยู่ในแดนทุรกันดารลอยขึ้นมา…

“ป๋ายฮ่าว นับแต่บัดนี้ไปข้าก็คืออาจารย์ของเจ้า!”

“ฮ่าวเอ๋อร์ เจ้ารู้สึกว่าเรื่องนี้อาจารย์ทำเป็นอย่างไรบ้าง!”

“ฮ่าๆ ฮ่าวเอ๋อร์เจ้าวางใจเถอะ เรื่องนี้อาจารย์มีประสบการณ์!”

ภาพเหตุการณ์เหล่านี้วาบผ่านในสมองของป๋ายเสี่ยวฉุนไปครั้งแล้วครั้งเล่า เรือนกายของเขาสั่นสะท้านไม่หยุด มือที่ยกค้างยังคงมิอาจวางลงได้ อีกทั้งเขายังเอื้อมคว้าออกไปอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว คล้ายไม่อยากจะเชื่อว่าป๋ายฮ่าวตายไปแล้วจริงๆ …

“ฮ่าวเอ๋อร์…” ป๋ายเสี่ยวฉุนพึมพำ เมื่อน้ำตายิ่งไหลลงมา เสียงร้องไห้ของเขาก็ค่อยๆ ดังตามมาด้วย เสียงร้องไห้นั้นดังก้องอยู่ท่ามกลางกองปรักหักพัง เป็นเสียงที่แฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าไร้ที่สิ้นสุด แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดอย่างลึกล้ำ…

“ทำไมต้องรบราฆ่าฟันกัน…ทำไมต้องมีคนตาย…ทำไมกัน…”

“ฝึกตนเป็นเซียน ไม่ใช่เพื่อให้เป็นอมตะหรอกหรือ…ทำไม…”

ท่ามกลางน้ำตาที่หลั่งรินไม่ขาดสาย ท่ามกลางความเศร้าระทมดั่งไม่มีวันจบสิ้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามที่ดำรงอยู่ตลอดมานับตั้งแต่ที่เริ่มเดินบนเส้นทางของการฝึกตน เสียงของป๋ายเสี่ยวฉุนที่ดังออกมาจึงยิ่งอ่อนแรงลงไปทุกขณะ

เดิมทีเขาเหลือพลังชีวิตอยู่อีกแค่เสี้ยวเดียว การจากไปของป๋ายฮ่าวสร้างความหม่นหมองเกินบรรยายให้กับเขา ซ้ำร้ายความเศร้าอาลัยนี้ยังยากที่จะบรรเทา ลำพังเพียงแค่น้ำตาจึงไม่อาจจะระบายหนึ่งในหมื่นเสี้ยวความเจ็บปวดออกมาได้

ในเมื่อความเจ็บปวดนี้มิอาจเจือจาง การตกตะกอนของความเศร้าใจล้ำลึกจึงกลายมาเป็นลมเย็นเยียบที่พัดให้เปลวไฟแห่งชีวิตเสี้ยวสุดท้ายของเขามืดดับลง ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นพายุกระหน่ำที่ปิดผนึกทุกอย่างในโลกของเขาให้กลายมาเป็นน้ำแข็ง…

แต่ก่อนหน้าที่พายุลูกนี้จะปิดผนึกชีวิตของเขาไปตลอดกาล

ป๋ายเสี่ยวฉุนกลับเงยหน้าขึ้นมองคนเฝ้าสุสานด้วยสายตาลึกล้ำ ในดวงตาของเขาที่มองมายังคนเฝ้าสุสาน…ที่ต่อให้จุดลึกของความเจ็บปวดร้าวรานจะฉายความซับซ้อนออกมามากแค่ไหน…แต่ที่มากกว่ากลับเป็นความเกลียด!

มีหรือที่เขาจะไม่เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นตู้หลิงเฟยหรือป๋ายฮ่าว ที่วันนี้พวกเขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เบื้องหลังของเรื่องราวทั้งหมด…ล้วนเกิดจากการผลักดันของคนเฝ้าสุสาน…

ไม่ว่าคนเฝ้าสุสานจะทำไปเพื่ออะไร แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ไม่มีทางให้อภัยอีกฝ่ายเด็ดขาด!!

และสายตาที่แฝงไว้ด้วยความเคียดแค้นนี้ก็ไม่เคยปรากฏกับตัวของป๋ายเสี่ยวฉุนมาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว!

และเมื่อสายตาเคียดแค้นนี้เกิดขึ้นมา ก็ดูเหมือนว่าหัวใจที่ร่าเริง หัวใจที่มองโลกในแง่ดีตลอดเวลา หัวใจที่แทบจะใกล้เคียงกับคำว่าบริสุทธิ์เดียงสาของเขาดวงนั้นจะถูกปิดผนึกอยู่ในความทรงจำ ฝังกลบอยู่ท่ามกลางฟ้าดินไปแล้ว

เปล่งเสียงหัวเราะอย่างสมเพชหนึ่งครั้ง ป๋ายเสี่ยวฉุนก็หลับตาลง

คนเฝ้าสุสานเองก็ขมขื่นเช่นกัน

เขามองเห็นความเกลียดแค้นในดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุน แล้วก็สัมผัสได้ว่าท่ามกลางความเศร้าเสียใจนี้ ชีวิตของป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นเหมือนดอกไม้ที่ยังไม่ทันได้ผลิบานก็แห้งเหี่ยวไปอย่างรวดเร็ว…เขาที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนซากเจดีย์ ทั้งยังเห็นภาพทุกอย่างกับตาตัวเองได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงัน

หากเป็นไปได้ เขาก็ไม่ต้องการให้ป๋ายฮ่าวตาย แต่ต่อให้เป็นเขาเองก็ยังไม่สามารถช่วยวิญญาณของป๋ายฮ่าวที่เผาไหม้ทุกสิ่งของตัวเองท่ามกลางไฟยี่สิบสองสีนั้นได้ เขาทำได้แค่แอบช่วยอย่างลับๆ เป็นครั้งสุดท้าย แต่จะมีความหวังหรือไม่นั้น…เขาเองก็ไม่แน่ใจ จึงไม่ได้พูดออกไป

“ป๋ายเสี่ยวฉุน…” คนเฝ้าสุสานเอ่ยเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงแก่ชราดั่งคนที่ผ่านโลกมาเนิ่นนานของเขาดังก้องอยู่ในซากปรักหักพังของสามนครเบื้องล่างนี้

“แม้ข้าผู้อาวุโสจะวางแผนเอาไว้…ทว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น หาใช่สิ่งที่ข้าจะควบคุมได้ทุกรายละเอียด…”

“ทั้งหมดทั้งมวลที่ข้าทำลงไป ล้วนทำเพื่อ…วิชาอมตะมิวางวาย…”

“มิวางวายดั่งหยาง อมตะดั่งหยิน…” เสียงแหบพร่าของคนเฝ้าสุสานดังเข้าหูของป๋ายเสี่ยวฉุน แต่กลับยังมิอาจปลุกจิตสำนึกของเขาให้ตื่นขึ้นมาจากความเจ็บปวดเสียใจได้

แต่คำพูดเหล่านี้ก็เหมือนว่าคนเฝ้าสุสานไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้ป๋ายเสี่ยวฉุนฟัง ราวกับว่า…เขากำลังพูดกับตัวเอง หวังจะใช้คำพูดเหล่านี้มายืนหยัดในความคิด ยืนหยัดในภารกิจและความเชื่อมั่นของตน

“วิชาของจักรพรรดิขุยสองบทนี้สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน มันคือสิ่งที่ก่อร่างสร้างขึ้นมาท่ามกลางนิรันดร์กาลและมหันตภัย…เป็นตัวแทนของความหวัง…”

คนเฝ้าสุสานเอ่ยเสียงแผ่ว ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งแหบเครือราวกับดังออกมาจากกาลเวลาอันไกลโพ้น

“น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะฝึกบทไหนเพียงลำพังก็ล้วนเต็มไปด้วยความยากลำบาก คนที่มีสายเลือดของจักรพรรดิขุยซึ่งมีสายเลือดคอยช่วยเสริมก็ยังฝึกสำเร็จได้ยากยิ่ง แล้วนับประสาอะไรกับที่คนที่มีสายเลือดของจักรพรรดิขุยบนโลกนี้มีอยู่เพียงน้อยนิด…และต่อให้ฝึกได้สำเร็จ…ก็ยังไม่สามารถรวมหยินหยางให้เป็นหนึ่ง สุดท้ายแล้วก็ยากที่จะฝ่าทะลุขอบเขต กว่าจะทำได้สำเร็จก็เดินไปถึงปลายทางของชีวิตแล้ว”

“หากคิดจะฝึกบทอมตะต่อจากบทมิวางวาย ความยากยิ่งมหาศาลจนมิอาจจินตนาการได้…นับแต่โบราณกาลมา ยังไม่เคยมีใครทำสำเร็จ…ต่อให้รู้ดีอยู่แก่ใจว่าการฝึกวิชานี้จำเป็นต้อง…ตายไปก่อนหนึ่งครั้งถึงจะได้ก็ตาม!”

“เพราะว่า…ตรงข้ามกับมิวางวาย ก็คือตายดับ และตรงข้ามกับอมตะ ก็คืออายุสั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันก็คือความตายเหมือนกัน…”

“สิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างอมตะกับมิวางวาย…ก็คือความตายอย่างไรล่ะ…เพียงแต่ว่าความตายประเภทนี้ ไม่ใช่การตายที่แท้จริง แต่เป็นเหมือนบรรพบุรุษโลหิตที่ลมหายใจหยุดพักของเมื่อวาน แลกมาด้วยการฟื้นตื่นของวันนี้!” คนเฝ้าสุสานพึมพำ คำพูดเหล่านี้เดิมทีเขาไม่คิดจะพูดมันออกมา แต่วันนี้เขาไม่มัวมาสนใจอะไรมากมายอีกแล้ว เมื่อป๋ายฮ่าวตายไป เมื่อจักรพรรดิหมิงวายชนม์ คนเฝ้าสุสานก็เข้าใจดีว่า โลกใบนี้…ได้เดินมาถึงปลายทางแล้ว

นับแต่วันนี้เป็นต้นไป บนโลกนี้จะไม่มีวัฏจักรสังสารอีก วิญญาณทั้งหมดจะล่องลอยไปทั่วฟ้าดิน และเมื่อป๋ายฮ่าวตายไป เกรงว่าตอนนี้แม่น้ำอเวจีเองก็คงแห้งขอดไปแล้ว…

วิญญาณที่อยู่ในนั้นคงจะเฮโลกันกระจายไปทั่วทุกมุมของโลก…

“มีเพียงผ่านการตายมาก่อน เหมือนได้ข้ามสะพานไปแล้วเท่านั้น ถึงจะทำให้คนที่ฝึกบทมิวางวายได้สำเร็จ…มีคุณสมบัติในการฝึกบทอมตะ แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่คุณสมบัติเท่านั้น หากคิดจะฝึกบทอมตะได้สำเร็จ…ก็จำเป็นต้องใช้เวลาอีกยาวนาน…”

เสียงถอนหายใจของคนเฝ้าสุสานดังก้องไปทั่วซากปรักหักพัง

เขาไม่มีเวลาที่ว่านี้อีกแล้ว และก็ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยว่าระหว่างขั้นตอนนี้จะมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นจนเป็นเหตุให้ความหวังทั้งหมดถูกทำลาย เป็นเหตุให้ภารกิจของตนล้มเหลวหรือไม่

ต่อให้นี่ต่างหากถึงจะเป็นแผนการที่แท้จริงที่เขาปรึกษากับบรรพบุรุษโลหิตตอนที่อีกฝ่ายตายไป ตอนที่ป๋ายเสี่ยวฉุนยังไม่ปรากฏตัว…แต่ตอนนี้ เมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนเผยกาย เมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนมีพรสวรรค์ในการฝึกบทมิวางวาย คนเฝ้าสุสานจึงได้ทำการแก้ไขแผนการในตอนแรกของตน

เขาละทิ้งบรรพบุรุษโลหิต แต่เอาความหวังทั้งหมดมาฝากไว้ที่ตัวของป๋ายเสี่ยวฉุน!

และเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเพราะเหตุนี้ ทว่าก็ยังมีปัจจัยหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าซึ่งทำให้คนเฝ้าสุสานมีความมั่นใจในแผนที่ตนเพิ่งแก้ไขใหม่มากกว่าแผนการเดิม

“นักพรตทงเทียน…หากไม่นับความคิดที่ชั่วร้ายของเขา พรสวรรค์ของเขานับว่าแข็งแกร่งอย่างยิ่ง…เป็นหนึ่งในคนเก่งไม่กี่คนที่ข้าผู้อาวุโสพบเจอมาตลอดชีวิต…และนึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะถึงขั้นคิดหาช่องทางใหม่ในการฝึกวิชาอมตะมิวางวายได้เจอ คิดสร้างยาอมตะมิวางวายขึ้นมา…” คนเฝ้าสุสานหลับตาลง แต่เสียงที่แก่ชราของเขากลับยังคงดังไปรอบด้าน

เขาต้องการให้ป๋ายเสี่ยวฉุนเข้ามาแทนที่บรรพบุรุษโลหิต กลายมาเป็นความหวังที่ตนจะทำภาระหน้าที่อันหนักอึ้งได้สำเร็จ เขาต้องการให้ป๋ายเสี่ยวฉุนฝึกบทอมตะ!

ไม่ใช่ฝึกฝนตามขั้นตอน แต่เป็น…การฝึกสำเร็จอย่างรวดเร็ว!!

เมื่อสรุปรวมกับวิชายาอมตะมิวางวายที่นักพรตทงเทียนสร้างขึ้นมาซึ่งในสายตาของคนเฝ้าสุสานนับเป็นวิชาที่ยอดเยี่ยมเลิศล้ำ

เขาจึงต้องการให้ในร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนมีปราณเสี้ยวหนึ่งของการผสานรวมที่สมบูรณ์แบบระหว่างบทอมตะกับตัวเขาเอง!

ปราณนี้จะกลายมาเป็นเมล็ดพันธ์ที่จะทำให้คนเฝ้าสุสานสามารถเร่งการเจริญเติบโตได้โดยอาศัยวิธีการอีกอย่างหนึ่งที่ตนคิดค้นขึ้นมาตลอดหลายปีโดยอิงตามแนวทางของนักพรตทงเทียนเป็นพื้นฐาน ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนสามารถฝึกสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว!

“ดังนั้น…ข้าจึงใช้หลอกใจที่ร้อนรนอยากออกไปจากโลกใบนี้ของนักพรตทงเทียนมาทำลายแผนการและความหวังของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า แสร้งทำท่าเป็นว่าต้องการเล่นงานเขาให้ถึงตาย…”

“ภายใต้การบีบบังคับจากข้า ภายใต้ความบ้าคลั่งของตัวเขาเอง เขาเลือกเป็นพยัคฆ์ร้ายที่กินลูกตัวเองจริงดังคาด…ส่วนข้าผู้อาวุโส…ก็อาศัยโอกาสนี้ย้อนกลับมาหลอกใช้เทียนจุนและตู้หลิงเฟย…เพื่อให้ในร่างที่ถูกผสานรวมของเจ้าป๋ายเสี่ยวฉุน…มีปราณของบทอมตะก่อเกิดขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง” คนเฝ้าสุสานเอ่ยด้วยเสียงอ่อนแรง ครั้นจึงเงยหน้าขึ้น ลืมตามองป๋ายเสี่ยวฉุนอีกครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version