บทที่ 1034 ขอแสดงความยินดีกับท่านพ่อตาด้วย
เมื่อวันที่สองมาถึง ศพที่อยู่นอกวัดก็หายไปแล้ว แม้แต่อันธพาลสองคนที่ปล้นม้าขับควบออกจากเมืองกลางดึกก็ยังหายตัวไปจากฟ้าดินอย่างไร้ร่องรอย
เรื่องที่ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่สนใจ แต่ราชาผียักษ์กลับไม่คิดจะทิ้งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อะไรไป ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงคนธรรมดา ทว่าเขาก็ยังต้องโบกมือดับทำลายความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจจะถูกเปิดเผยทิ้งให้สิ้นซาก
พรรคอันธพาลในอำเภอที่เนื่องจากคนหายไปสามคนจึงเริ่มทำการค้นหา ทว่าสุดท้ายกลับไม่พบร่องรอยใดๆ จึงได้แต่ยอมวางมือไปดื้อๆ ไม่นานป๋ายเสี่ยวฉุนก็กลับคืนมามีชีวิตเฉกเช่นในอดีตอีกครั้ง
เพียงแต่ว่าเขาในเวลานี้ไม่ได้ไปซื้อเหล้าคนเดียวอีกต่อไป เพราะคนในอำเภอเริ่มสังเกตเห็นว่าข้างกายป๋ายเสี่ยวฉุนมีผู้เฒ่าอีกคนหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
ผู้เฒ่าคนนี้เรือนกายสูงใหญ่ ใบหน้าทรงพลังมากอำนาจ แม้มองดูแล้วจะแก่ไปบ้าง ทว่าหากมองอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่าใบหน้าของเขาคมเข้มหล่อเหลา เมื่อเปรียบเทียบกับป๋ายเสี่ยวฉุนที่ขาวสะอาดสะอ้านแล้ว ชายร่างใหญ่หนาบึกบึนคนนี้จึงดึงดูดใจคนได้มากกว่า รอยแผลเป็นบนใบหน้ากลับยิ่งขับให้เขามีเสน่ห์ของความเป็นชายที่องอาจ ทำเอาหญิงแก่แม่หม้ายหลายคนในเมืองพากันเหลียวมองเป็นแถว
ไม่นานเวลาก็ล่วงผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน หลังจากที่ราชาผียักษ์เจอตัวป๋ายเสี่ยวฉุน เขาก็ไม่ได้เกลี้ยกล่อมให้ป๋ายเสี่ยวฉุนเลิกทำตัวสิ้นหวัง แต่กลับดื่มเหล้าเป็นเพื่อนเขาทุกวัน ในช่วงเวลาแห่งความเมามายราวอยู่ในความฝัน บทสนทนาทของคนทั้งสองก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น ราชาผียักษ์เล่าให้ฟังถึงความรุ่งโรจน์ของตนในอดีต โม้ถึงความร้ายกาจที่เคยมี ทั้งยังบอกว่าตอนที่ตนอยู่ในนครผียักษ์มีสาวงามของหลายตระกูลที่อยากจะปีนขึ้นเตียงของเขา ป๋ายเสี่ยวฉุนฟังแล้วให้รู้สึกระคายหูยิ่งนัก บางครั้งจึงอดไม่ได้ที่จะพูดแขวะไปสักสองสามคำ
“ใครกันที่แอบบอกเป็นนัยให้ข้าไปชิงตัวฮูหยินของผู้อาวุโสตระกูลอะไรนั่นมา แถมยังให้ข้าเป็นแพะรับบาปแทนด้วย? เรื่องความบ้าตัณหาของท่าน ในแดนทุรกันดารใครบ้างที่ไม่รู้!” ป๋ายเสี่ยวฉุนพูดด้วยน้ำเสียงยานคาง
แม้ว่าเขาจะพูดไม่มากเท่าราชาผียักษ์ ทว่าทุกครั้งที่เอ่ยเสียดสีออกไปล้วนทำเอาราชาผียักษ์เถียงไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ มาถึงท้ายที่สุดราชาผียักษ์ที่อับอายจนพานมาเป็นความโกรธก็ถือโอกาสแสดงตัวตนของตัวเองออกมาเสียเลย
“ป๋ายเสี่ยวฉุน ข้าผู้อาวุโสคือพ่อตาของเจ้านะ!” ราชาผียักษ์ถลึงตามองป๋ายเสี่ยวฉุนอย่างเดือดดาลพลางแย่งเอากาเหล้าในมือของป๋ายเสี่ยวฉุนมา
“อย่านึกว่าข้าผู้อาวุโสจะไม่รู้เรื่องระหว่างเจ้ากับจื่อโม่ ปีนั้นหากไม่เป็นเพราะข้าผู้อาวุโสแอบเป็นพ่อสื่อให้ลับๆ เรื่องของพวกเจ้าจะสำเร็จได้หรือ?!” ราชาผียักษ์แค่นเสียงเย็น ก่อนจะดื่มเหล้าคำโต
พอพูดถึงโจวจื่อโม่ ใจป๋ายเสี่ยวฉุนพลันแห้งเหี่ยว จึงเงียบเสียงลง
ราชาผียักษ์เห็นท่าทางเช่นนี้ของอีกฝ่ายก็แอบโมโหตัวเองที่ไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ดังนั้นพอถอนหายใจหนึ่งทีเขาก็พูดขึ้นว่า
“ใช่แล้ว เสี่ยวฉุน เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมลูกหลานแต่ละรุ่นของราชวงศ์จักรพรรดิขุยถึงได้มีน้อยนัก?”
ป๋ายเสี่ยวฉุนหันมามองราชาผียักษ์อย่างมึนงง
“เรื่องนี้คนนอกไม่รู้ แต่ในฐานะที่ข้าผู้อาวุโสคือราชาสวรรค์จึงรู้เรื่องนี้ ไม่ว่านักพรตคนใดก็ตามที่ฝึกวิชาอมตะมิวางวาย เนื่องจากต้นกำเนิดธาตุหยางในร่างเข้มข้นเหนือกว่าผู้ฝึกลมปราณปกติไปมากโข ดังนั้นผู้หญิงธรรมดาจึงมิอาจตั้งครรภ์ได้ ต่อให้เป็นนักพรตหญิงก็มักจะต้องใช้เวลาตั้งท้องหลายสิบปีหรือนานยิ่งกว่านั้นถึงจะปรับต้นกำเนิดธาตุหยางในร่างให้ก่อตัวกลายมาเป็นทารกได้สำเร็จ!”
ป๋ายเสี่ยวฉุนแปลกใจ เขาเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก หลังจากที่เห็นว่าเขายกกาเหล้าขึ้นดื่มอีกครั้ง ราชาผียักษ์ก็รีบยกเอาเรื่องอื่นขึ้นมาพูด ไม่นานก็เริ่มดึงเขาออกมาจากความเศร้าเสียใจก่อนหน้านี้ได้สำเร็จ นั่นถึงพอจะทำให้ราชาผียักษ์คลายใจลงได้ มองเห็นป๋ายเสี่ยวฉุนที่กลัดกลุ้มทุกข์ระทม จุดลึกในดวงตาของราชาผียักษ์ก็มีความกังวลเสี้ยวหนึ่งผุดขึ้นมา
แต่เขาเข้าใจดีว่าการโจมตีที่ป๋ายเสี่ยวฉุนได้รับเหนือกว่าเขามากนัก และเมื่อเอาอายุของอีกฝ่ายมาเทียบกับตนที่แก่ปูนนี้แล้ว จึงนับว่ายังอ่อนเยาว์อยู่มาก
สิ่งที่เขาต้องทำหาใช่เติมฝืนให้ไฟคุโชน แต่ต้องค่อยๆ ปรับระดับอุณหภูมิให้ลดลง ช่วยให้ป๋ายเสี่ยวฉุนเดินออกมาจากความทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด หนึ่งเดือนมานี้เขามองสภาพจิตใจของป๋ายเสี่ยวฉุนออกอย่างชัดเจนแล้ว จึงรู้ว่าป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ได้เศร้าซึมเหมือนช่วงแรกๆ คำพูดเพิ่มมากขึ้น บางครั้งก็ยังหัวเราะได้
เวลาผ่านไปได้อีกครึ่งเดือน
ผู้คนในร้านเหล้าของอำเภอเล็กๆ แห่งนี้คุ้นตากับภาพที่ข้างกายป๋ายเสี่ยวฉุนมีผู้เฒ่าคนหนึ่งติดตามมาแล้ว อีกทั้งผู้เฒ่าคนนี้ยังไม่ได้พูดน้อยอย่างป๋ายเสี่ยวฉุน เขาชอบพูดคุยกับผู้คน ซ้ายก็มิตรขวาก็สหาย เวลาเพียงไม่นานก็สนิทสนมกับผู้คนไปทั่ว
ยิ่งเวลาที่คนทั้งสองพูดคุยกัน หลายครั้งที่ผู้เฒ่าเรียกแทนตัวเองว่าเป็นพ่อตาของป๋ายซิ่วไฉ ในสมองของคนที่อยู่ในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้จึงแทบจะวาดเค้าโครงความเป็นมาของป๋ายเสี่ยวฉุนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“เมียของป๋ายซิ่วไฉผู้นี้ตายไปแล้วจริงๆ ด้วย!”
“ลูกสาวของพ่อตาเขาตายไป เมียของเขาตายไป มิน่าเล่าก่อนหน้านี้ถึงได้ดูเศร้าสร้อยขนาดนั้น”
“คนทั้งสองก็ถือว่ามีชีวิตพึ่งพากันและกันแล้วล่ะ โลกในเวลานี้วุ่นวายมากเกินไป” ขณะที่ทุกคนในอำเภอวิพากษ์วิจารณ์ก็ทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจังไปด้วย
และการลับฝีปากระหว่างคนทั้งสองก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดครึ่งเดือนมานี้ ยามสนธยาของวันนี้ จู่ๆ ราชาผียักษ์ที่นอนเอนหลังอยู่ในวัดก็โยนกาเหล้าว่างเปล่าไปให้ป๋ายเสี่ยวฉุนที่เหม่อมองแสงอาทิตย์อัสดงแล้วเอ่ยสั่งความด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน
“เสี่ยวฉุนเอ๋ย บนท้องฟ้ามีแค่ใบหน้าดุดันครึ่งใบหน้าให้มองเท่านั้น ไม่มีดอกไม้สักดอก เหล้าหมดแล้ว ไป ไปเติมเหล้ามาสิ”
ป๋ายเสี่ยวฉุนขมวดคิ้ว พอถูกราชาผียักษ์ขัดจังหวะการเหม่อลอย เขาก็เหล่ตามองกาเหล้าแล้วโยนกลับไปให้อีกฝ่าย
“ไปเองสิ!”
“ป๋ายเสี่ยวฉุน! ปีนั้นเรื่องที่เจ้าตบหัวข้า รวมถึงเรื่องที่เจ้าจับข้าเป็นตัวประกัน ข้ายังไม่ได้ชำระความกับเจ้าเลยนะ แค่ให้เจ้าไปเติมเหล้า เจ้ากลับกล้าปฏิเสธ เจ้าอย่าลืมล่ะว่าข้าคือพ่อตาของเจ้า!” ราชาผียักษ์ที่ได้ยินน้ำเสียงเช่นนั้นของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ผุดลุกขึ้นนั่ง ถลึงตาตวาดใส่อีกฝ่าย
“ข้าเป็นถึงบรรพบุรุษขุยเชียวนะ!” ได้ยินราชาผียักษ์เรียกตัวเองว่าพ่อตามาเดือนกว่า ป๋ายเสี่ยวฉุนฟังจนหูแทบจะชาอยู่แล้ว ยามนี้จึงเหล่ตามองราชาผียักษ์ปราดหนึ่งแล้วพูดเสียงเอื่อยเฉื่อย
ประโยคนี้ของป๋ายเสี่ยวฉุนทำเอาราชาผียักษ์สำลักไปทันที ลมหายใจเขาหอบหนัก พูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ สมองหมุนวนเร็วจี๋หมายจะหาวิธีมาตอบโต้ ทว่าทันใดนั้นป๋ายเสี่ยวฉุนก็พลันนิ่วหน้า ราชาผียักษ์เองก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังนอกวัดเช่นกัน
ไม่นานนักนอกวัดก็มีเสียงหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งดังขึ้นมา
“โจวหยวนไว้ (หยวนไว้คือคำเรียกขุนนางในสมัยโบราณ) ป๋ายซิ่วไฉ ข้ามีเรื่องน่ายินดีจะมาบอกพวกเจ้า” ไม่รู้ว่าทำอย่างไร เสียงของนางถึงได้แฝงความปิติยินดีถึงเพียงนั้น และหลังจากที่เสียงดังมา หญิงวัยกลางคนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสซึ่งมาพร้อมกับสาวใช้ข้างกายหลายคนก็เดินเร็วๆ เข้ามาในวัด
“นี่มันฮูหยินซุนไม่ใช่หรือ เชิญเข้ามาข้างในเร็วเข้า”
พอราชาผียักษ์เห็นสตรีวัยกลางคนผู้นั้น ดวงตาก็พลันเป็นประกาย รีบลุกขึ้นยืนต้อนรับโดยไม่ได้สนใจป๋ายเสี่ยวฉุน
ป๋ายเสี่ยวฉุนถอนหายใจหนึ่งที นับตั้งแต่ที่ราชาผียักษ์มาอยู่ด้วย ไอ้หมอนี่ก็ไปตีสนิทกับคนทั่วอำเภอ ไม่นานก็คุ้นเคยกับคนมากมาย อย่างสตรีวัยกลางคนผู้นี้ ขนาดป๋ายเสี่ยวฉุนอยู่ในอำเภอแห่งนี้มาครึ่งปีกว่ายังไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายชื่อแซ่อะไร ทว่าราชาผียักษ์กลับรู้อย่างชัดเจน
พอเห็นว่าราชาผียักษ์ที่นั่งเคียงข้างสตรีวัยกลางคนพูดคุยหยอกเย้ากับอีกฝ่าย แถมนัยน์ตายังเผยความนัยวิบวับ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยอมใจอีกฝ่ายเลยจริงๆ ราชาผียักษ์ราชาสวรรค์ครึ่งเทพผู้ยิ่งใหญ่สามารถใช้ชีวิตกลมกลืนกับคนธรรมดา เรื่องนี้ไม่ยาก แต่การที่อีกฝ่ายทำตัวคุ้นเคยจนถึงระดับส่งสายตาบอกความนัยให้แก่กัน ความสามารถแบบนี้ทำเอาป๋ายเสี่ยวฉุนจนคำพูดซะจริงๆ
“คนบ้า!” ฮูหยินซุนผลักราชาผียักษ์หนึ่งที นัยน์ตาพร่างพราวไปด้วยเสน่ห์ หลังจากกระเง้ากระงอดใส่อีกฝ่ายหนึ่งคำก็รีบปรับสีหน้าให้เคร่งเครียด
“โจวหยวนไว้ พูดเรื่องเป็นการเป็นงานนะ แม้ว่าสามีของแม่หม้ายจางที่ร้านขายของชำทางตะวันออกของอำเภอจะจากไปเร็วเกิน ทว่านางกลับรักษาตัวอยู่ในกรอบศีลธรรมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหน้าตาของนาง นั่นต้องเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง บ้านของนางเองก็ร่ำรวยมากด้วย”
“นี่ถือเป็นความโชคดีของเจ้าโจวหยวนไว้เชียวนา นางถูกใจเจ้าเลยไหว้วานให้ข้ามาถามว่าเจ้ายินดีแต่งเข้าบ้านนางหรือไม่ ขอแค่เจ้ายินดี แม่หม้ายจางก็พร้อมจะยกหุ้นสามส่วนในร้านขายของชำให้เป็นสินสอดแก่เจ้า”
ได้ยินคำพูดของฮูหยินซุน ราชาผียักษ์ก็อึ้งงันไปทันที เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าตนจะได้มาพบกับเรื่องแบบนี้ในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้…
พอนึกถึงว่าตนผู้เป็นครึ่งเทพผู้ยิ่งใหญ่กลับถูกเชื้อเชิญให้แต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง…ราชาผียักษ์ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อย
แม้ว่าราชาผียักษ์จะอายุมากแล้ว แต่เรือนกายใหญ่โตล่ำสันของเขารวมไปถึงความหล่อเหลาที่ผ่านการกล่อมเกลาจากกาลเวลานั้น สำหรับหญิงวัยกลางคนที่อายุมากแล้ว แรงดึงดูดของเขาจึงมากมหาศาลเหมือนหมู่ผึ้งที่ได้เห็นดอกไม้บานสะพรั่ง
ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็มองเซ่อไปเช่นกัน เขามองฮูหยินซุนแล้วก็หันไปมองราชาผียักษ์ ต่อให้อารมณ์เขาจะตกต่ำแค่ไหน หรือห่อเหี่ยวเท่าไหร่ ยามนี้ก็ยังอดตบขาตัวเองฉาดใหญ่แล้วหัวเราะร่าขึ้นมาไม่ได้
“ยินดีกับท่านพ่อตาด้วย!” เสียงหัวเราะนี้ ขนาดป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็ยังไม่รู้ตัวว่าความกลัดกลุ้มและเลื่อนลอยที่อัดอั้นอยู่ในใจคล้ายจะอันตรธานหายไปเกินครึ่งพร้อมกับเสียงหัวเราะนี้
นั่นเป็นเพราะหลังจากที่ราชาผียักษ์ปรากฏตัว การลับฝีปากครั้งแล้วครั้งเล่าของคนทั้งสองเหมือนจะกลายมาเป็นรอยปริแตกหลายเส้นที่แผ่ลามไปทั่วหัวใจที่ถูกปิดผนึกของป๋ายเสี่ยวฉุน และพอรอยแตกนี้สะสมได้ถึงระดับที่แน่นอน มันก็พลันปริแตกเพราะเสียงหัวเราะนี้!
ราชาผียักษ์ที่ได้ยินคำพูดของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ให้กลัดกลุ้มขึ้นมาทันใด
ทว่าตอนที่ป๋ายเสี่ยวฉุนตบขาตัวเองทั้งยังหัวเราะอย่างถูกใจ ฮูหยินซุนที่หันไปมองป๋ายเสี่ยวฉุนพร้อมยิ้มตาหยีก็ร้องอุ้ยหนึ่งที ก่อนที่เสียงซึ่งแฝงไว้ด้วยความปิติยินดีของนางจะดังเข้าหูป๋ายเสี่ยวฉุน
“ดูท่าป๋ายซิ่วไฉจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้แล้ว ดูข้าสิ ดันลืมเรื่องน่ายินดีของป๋ายซิ่วไฉเสียได้ แม่หม้ายจางคนนั้นบอกแล้วว่าหากโจวหยวนไว้ยินดี ลูกสาวนาง ซึ่งก็คือแม่หม้ายจางน้อยที่สามีเพิ่งตายไปเมื่อหนึ่งเดือนกว่าก่อนหน้านี้
นางก็เป็นสาวงามเหมือนกัน เจ้าเองก็แต่งเข้าบ้านนางได้ หากพวกเจ้าสองคนพ่อตาลูกเขยยินดี บ้านของนางก็ยอมที่จะยกหุ้นให้ห้าส่วน”
“แม่หม้ายจางน้อยนั่นก็ชะตารันทดนัก สามีคนก่อนคืออันธพาล ชอบใช้ความรุนแรงกับนาง ไหนเลยจะเหมือนป๋ายซิ่วไฉที่เป็นปัญญาชนมีความรู้ ยังดีที่เจ้าอันธพาลผู้นั้นโดนกรรมตามสนอง ได้ยินว่าถูกสัตว์ป่าคาบไปกินแล้ว” ฮูหยินซุนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เสียงหัวเราะของป๋ายเสี่ยวฉุนขาดหายไปกลางคัน ทว่าราชาผียักษ์ที่พอได้ยินกลับแผดเสียงหัวเราะดังลั่น