บทที่ 1038 แสงกระบี่เยียบเย็นสิบเจ็ดเขต
“ผู้แข็งแกร่งครึ่งเทพของดินแดนเซียนแห่งที่สามมีทั้งหมดสิบเจ็ดคน ซึ่งครึ่งเทพของที่นี่จะถูกเรียกว่าต้าจุน (ต้าจุนคือคำเรียกขานผู้สูงศักดิ์ที่อยู่เหนือสุด)”
ราชาผียักษ์เดินวนไปมาอยู่ในวัดร้าง ก่อนจะหันหน้ามามองป๋ายเสี่ยวฉุน
“ข้าผู้อาวุโสค้นความทรงจำของนักพรตคนฟ้าเมื่อครู่นี้จึงรู้แผนที่ของดินแดนเซียนแห่งที่สาม ตรงทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งห่างจากที่นี่ไปประมาณครึ่งหนึ่งของเขตการปกครอง ที่นั่นก็คือริมชายฝั่งของมหาสมุทรอันไร้ขอบเขตสิ้นสุด!”
“ก่อนหน้าที่พวกเราจะลงมือควรกำหนดเส้นทางหลบหนีไว้ก่อน” ราชาผียักษ์พูดพลางหยิบเอาแผ่นหยกแผ่นหนึ่งออกมาถือไว้ในมือแล้วนาบประทับอำนาจจิตลงไป ไม่นานพอแผ่นหยกเปล่งแสงวาบ ราชาผียักษ์ก็มอบมันให้กับป๋ายเสี่ยวฉุน
ดวงตาป๋ายเสี่ยวฉุนเปล่งประกายเจิดจ้า รับแผ่นหยกมาพินิจดู ทันใดนั้นในสมองก็มีภาพขอบเขตทั่วทั้งดินแดนเซียนแห่งที่สามลอยขึ้นมา ขณะเดียวกันในแผนที่นี้ยังมีคำแนะนำง่ายๆ เกี่ยวกับครึ่งเทพของแต่ละเขตการปกครอง แม้จะไม่ครอบคลุมครบทั้งหมด แต่เห็นได้ชัดว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความทรงจำของนักพรตคนฟ้าคนนั้น
ขณะเดียวกันป๋ายเสี่ยวฉุนก็สังเกตเห็นพื้นที่ด้านในที่ราชาผียักษ์ระบุเครื่องหมายไว้เป็นพิเศษด้วย
“เจ้าและข้าสองคนไปกันคนละเขตการปกครอง หลังจากต่างคนต่างสังหารครึ่งเทพคนหนึ่งได้แล้วค่อยไปรวมตัวกันที่นั่น” ราชาผียักษ์สูดลมหายใจเข้าลึก นัยน์ตาอบอวลไปด้วยปราณสังหาร
“เฉินหยวนจื่อของเขตการปกครองจ้งซานแห่งนี้มีตบะแค่ครึ่งเทพช่วงต้น หากข้าผู้อาวุโสลงมือก็มีความมั่นใจว่าจะสังหารเขาได้
ส่วนเขตการปกครองอวิ๋นไห่ที่อยู่ใกล้เขตการปกครองจ้งซาน ต้าจุนที่ชื่อว่าหลี่ลั่วไห่มีตบะเป็นครึ่งเทพช่วงท้าย เสี่ยวฉุน เจ้าไปสังหารเขาได้ไหม?” ราชาผียักษ์พูดพลางหันมามองป๋ายเสี่ยวฉุน
ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ได้เอ่ยคำใด ทว่าปราณสังหารในดวงตาของเขากลับทำให้ราชาผียักษ์ที่เดิมทีก็รู้สึกว่าไม่น่าจะมีปัญหาพยักหน้ารับ
ขณะที่กำลังจะกำชับอีกสักรอบ ป๋ายเสี่ยวฉุนกลับเอ่ยเสียงเรียบเรื่อยขึ้นมาเสียก่อน
“มารดาผีคือผู้บัญชาการณ์ของที่นี่ เมื่อนางจับได้ต้องตามมาไล่ล่าแน่นอน ดังนั้นเรื่องนี้ต้องลงมือให้เร็ว อีกทั้งเวลาและสถานที่ที่จะมารวมตัวกันก็ต้องกำหนดให้ชัดเจน หากมาสายก็ไม่ต้องรอกันอีก แต่ให้รีบไปจากดินแดนเซียนแห่งที่สาม ไปยังเขตของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งเลย!”
เมื่อเห็นว่าป๋ายเสี่ยวฉุนพูดเสริมขึ้นมา ราชาผียักษ์ก็คึกคักขึ้นมาทันใด เพราะเดิมทีเขาก็ชื่นชมวิธีการที่ป๋ายเสี่ยวฉุนเคยเอามาใช้ตอนอยู่ในแดนทุรกันดารอยู่แล้ว ยามนี้จึงกล่าวถึงรายละเอียดบางอย่างเพิ่มเติมไปอีกเล็กน้อย ไม่นานหลังจากที่แผนการง่ายๆ ของคนทั้งสองถูกแก้ไขให้ดีขึ้นอีกครั้ง ราชาผียักษ์ก็สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วมองป๋ายเสี่ยวฉุนด้วยสายตาแน่วนิ่ง
“ทุกเรื่องให้เอาความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง!” กล่าวจบราชาผียักษ์ก็หมุนตัวกลับ พริบตาเดียวก็อันตรธานหายไปจากวัดเก่าโทรม
ป๋ายเสี่ยวฉุนมองจุดที่ราชาผียักษ์หายตัวไปอยู่พักใหญ่ถึงถอนสายตากลับคืนมา ครั้นจึงมองไปรอบๆ วัดร้างที่เขาอยู่อาศัยมาเกินครึ่งปี มองหยดฝนและหิมะที่อยู่บนพื้น รวมไปถึงกาเหล้าที่แหลกสลายกานั้น
พื้นที่ทั้งหมดของอำเภอเล็กลอยขึ้นมากลางใจของเขา ประกายแสงเจิดจ้าในดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนจึงยิ่งสว่างไสวมากขึ้นเรื่อยๆ ปานประหนึ่งไฟแห่งชีวิตที่ถูกจุดขึ้นมาใหม่!
“ได้เวลาที่ต้องจากไปแล้ว…”
“เหตุผลที่พี่ผียักษ์พูดมา อันที่จริงข้าเองก็เข้าใจดี…ความหวัง…”
“ความหวังของคนจากโลกทงเทียน ความหวังของข้า แล้วก็เป็นความหวังของฮ๋าวเอ๋อร์เช่นกัน!” ป๋ายเสี่ยวฉุนก้มหน้าลงมองรอยแผลเป็นที่อยู่บนหลังมือของตัวเอง เมื่อเงยหน้าขึ้น กลิ่นอายที่เขาแผ่ออกมาก็แตกต่างไปจากที่เคยเป็นมาตลอดเวลาเกินครึ่งปีอย่างสิ้นเชิง เขาเป็นเหมือนกระบี่แหลมคมที่ถูกชักออกจากฝัก ซึ่งแสงกระบี่เย็นเยียบได้ส่องสว่างไปทั่วสิบเจ็ดเขตการปกครอง
“วิถีของข้า ยังคงเป็นความอมตะ ยังคงเป็น…ความอมตะที่ทำให้ญาติมิตรของข้า และคนที่เดินไปบนเส้นทางเดียวกับข้า…มีชีวิตยืนยาวสืบไป!!”
“เรื่องรบราฆ่าฟัน ข้าไม่คิดจะตั้งคำถามอีกแล้ว ในเมื่อคิดจะมีชีวิตเป็นอมตะ ถ้าเช่นนั้นบนเส้นทางของการฝึกตนสายนี้ย่อมต้องมีความยากลำบากและอุปสรรครออยู่ หากในมือไม่มีกระบี่แหลมคม แล้วจะฟาดฟันขวากหนามที่ขึ้นมาตามทาง เดินไปสู่ความเป็นอมตะได้อย่างไร!”
“ข้ายังคงกลัวตาย แต่กลัว…แล้วจะมีประโยชน์อะไร มีเพียงทำให้ตัวเองเปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่ง เปลี่ยนมาเป็น…คนที่ไม่มีใครสังหารได้ ถึงจะเป็นทางเลือกที่แข็งแกร่งที่สุดในการปกป้องวิถีอันยิ่งใหญ่!” ป๋ายเสี่ยวฉุนเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว วินาทีที่เท้าเหยียบลงพื้น ฝนและหิมะที่ปลิวปรายอยู่รอบด้านก็คล้ายจะหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
ราวกับว่ามีคลื่นขุมหนึ่งที่คนสัมผัสไม่ถึงกำลังไต่ทะยานขึ้นอย่างเกรียงไกร!
“คนของโลกทงเทียนต่างก็พูดกันว่า…หากมีเงื่อนไขที่มากพอให้แก่ข้า ข้าก็สามารถสร้างความวอดวายให้โลกทั้งใบแหลกสลายได้…ถ้าอย่างนั้นก็มาดูกันว่า…ข้าจะสามารถนำพาหายนะมาสู่สองราชวงศ์ใหญ่ที่หนึ่งต้องการจับสายเลือดโลกทงเทียนมาเป็นทาส กับอีกหนึ่งที่ต้องการผสานรวมสายเลือดของโลกทงเทียน
ทว่าสุดท้ายแล้วเป้าหมายของทั้งสองฝ่ายต่างก็เพื่อกลืนกินพวกเรา จนฟ้าและดินแห่งนี้ถล่มทลายได้หรือไม่!” ป๋ายเสี่ยวฉุนพึมพำ ร่างหายวับไปจากวัดร้าง เมื่อปรากฏตัวอีกครั้งก็มาอยู่บนท้องฟ้าว่างเปล่าที่สูงราวเก้าสวรรค์ชั้นฟ้าแล้ว
เขายืนอยู่ตรงนั้น ปราณทั้งร่างถูกเก็บไว้อย่างมิดเม้น ต่อให้มีครึ่งเทพขั้นสูงสุดมายืนอยู่ตรงหน้าก็ยังมิอาจสัมผัสได้ถึงตบะของเขาแม้แต่เสี้ยวเดียว เว้นเสียแต่ว่า…เทียนจุนเยื้องกรายมาเอง ถึงจะสัมผัสได้อย่างชัดเจน
เพราะว่าป๋ายเสี่ยวฉุนในเวลานี้ได้เหนือกว่าครึ่งเทพขั้นสูงสุดมานานแล้ว จะบอกว่าเขาคือว่าที่เทียนจุนก็ยังไม่ค่อยเหมาะสม เพราะเขาในยามนี้…ต่อให้ว่าที่เทียนจุนมาอยู่ตรงหน้า ก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้เขาอยู่ดี!
แม้จะยังสู้กับเทียนจุนที่แท้จริงไม่ได้ แต่พลังการต่อสู้ของป๋ายเสี่ยวฉุน…ก็นับว่าเกินครึ่งหนึ่งของพลังการต่อสู้เทียนจุนไปแล้ว!
“สร้างใบรับรองการสวามิภักดิ์ไปมอบให้แก่ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง…เมื่ออยู่ที่นั่น อาศัยทรัพยากรของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งมาทำการฝ่าทะลุขั้น กลายเป็นเทียนจุนที่แท้จริงให้สำเร็จ!” ป๋ายเสี่ยวฉุนคิดมาถึงตรงนี้ ความหดหู่และความหมดอาลัยตายอยากก็ล้วนถูกฝังกลบไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ครั้นจึงขยับร่างแหวกอากาศไปด้วยความเร็วที่ถึงจุดสูงสุดของขีดจำกัดบางอย่าง
เขตการปกครองอวิ๋นไห่อยู่ติดกับเขตการปกครองจ้งซาน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเขตการปกครองจ้งซานที่มีแต่เทือกเขาตัดสลับกันแล้ว เขตการปกครองอวิ๋นไห่กลับเป็นพื้นที่ทุ่งราบกว้างขวางแห่งหนึ่ง อีกทั้งปราณวิญญาณฟ้าดินของที่แห่งนี้ยังเหนือกว่าเขตการปกครองแห่งอื่นๆ เมื่อเอามารวมกับสภาพภูมิประเทศของที่แห่งนี้จึงทำให้เขตการปกครองอวิ๋นไห่กลายมาเป็นหนึ่งในสามคลังเก็บยาขนาดใหญ่ของตลอดทั้งดินแดนเซียนแห่งที่สาม
ดังนั้นผู้แข็งแกร่งครึ่งเทพที่นั่งบัญชาการณ์อยู่ที่นี่จึงไม่สามารถเป็นแค่ครึ่งเทพช่วงต้นทั่วไป แต่จำเป็นต้องเป็นต้าจุนท่านหนึ่งที่มีตบะครึ่งเทพช่วงท้ายถึงจะมาพิทักษ์สถานที่สำคัญเช่นนี้ได้
ในเขตการปกครองอวิ๋นไห่แห่งนี้ จำนวนของคนฟ้าก็มีมากกว่าเขตอื่นๆ เช่นกัน และเก้าจังหวัดกับนครอีกนับร้อยแห่งที่อยู่ด้านใน ทุกสถานที่ก็ล้วนมีไร่สมุนไพรขนาดมหึมาตั้งอยู่
ส่วนต้าจุนหลี่ลั่วไห่นั้น จวนของเขาตั้งอยู่ใจกลางของเขตการปกครองอวิ๋นไห่ เขตการปกครองนี้อยู่หน้าสวนสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งก็คือด้านในของนครหลักอวิ๋นไห่ซึ่งเป็นที่ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของเขตการปกครองอวิ๋นไห่!
นครหลักอวิ๋นไห่แห่งนี้ใหญ่โตมโหฬารเกินจะเปรียบ ต่อให้เป็นนครจักรพรรดิขุยก็ยังเล็กกว่าสถานที่แห่งนี้ถึงหนึ่งส่วน
ยามนี้แม้จะเป็นช่วงพลบค่ำ ทว่าในนครหลักอวิ๋นไห่กลับยังมีแสงไฟสว่างเจิดจ้า มองดูแล้วคึกคักอย่างยิ่ง
คนเดินถนนสวนกันขวักไขว่ ทั้งนักพรตทั้งคนธรรมดา ก่อกลายมาเป็นภาพอันมีเอกลักษณ์ อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังห้ามการบินทะยานบนท้องฟ้า ดังนั้นสี่ทิศในนครหลักอวิ๋นไห่จึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ต่อแถวเข้าเมืองกันยาวเหยียด
ยามที่เงาร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนปรากฏตัวอยู่บนท้องฟ้า เขาก็ได้เห็นภาพเหตุการณ์ความครึกครื้นจอแจไปด้วยผู้คนของนครหลักอวิ๋นไห่
มาอยู่แผ่นดินหย่งเหิงเกินครึ่งปี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ป๋ายเสี่ยวฉุนได้เห็นนครใหญ่ ทว่าพอได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้อีกครั้ง ในใจเขากลับพลันบังเกิดริ้วคลื่นกระเพื่อมไหวอย่างห้ามไม่ได้
“แผ่นดินหย่งเหิง ใหญ่มากเกินไป…จริงๆ” ป๋ายเสี่ยวฉุนถอนสายตากลับมา ครั้นจึงเดินไปข้างหน้า แม้ว่านครแห่งนี้จะมีค่ายกลขัดขวางการทะยานตัวบนท้องฟ้า ทว่าเมื่ออยู่ภายใต้ตบะและผนึกมิวางวายของป๋ายเสี่ยวฉุนก็แทบไม่ต่างอะไรไปจากความว่างเปล่า เขากวาดสายตามองไปหนึ่งครั้ง เพียงก้าวเท้าออกมาก็มาโผล่อยู่บนท้องฟ้าเหนือนครหลักอวิ๋นไห่แล้ว เมื่อก้มหน้าลงมอง อำนาจจิตที่ไม่มีใครสัมผัสได้ถึงก็พลันเล็งไปที่ใจกลางของนครแห่งนี้!
ที่นั่นก็คือจุดศูนย์กลางของนครหลักอวิ๋นไห่ มีประตูหินขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งตระหง่าน รอบๆ ประตูหินมีนักพรตเฝ้ายามทั้งวันทั้งคืน และด้านในประตูหิน…ก็คือจุดตัดระหว่างถ้ำสถิตที่หลี่ลั่วไห่สร้างขึ้นกับสถานที่แห่งนี้
วันปกติหลี่ลั่วไห่มักจะปิดด่าน น้อยครั้งที่จะออกมาข้างนอก มีเพียงเวลาที่ต้องรับพระราชโองการของจักรพรรดิแสหรือของเทียนจุนเท่านั้นเขาถึงจะออกจากถ้ำ ทว่าเกินครึ่งปีมานี้ เนื่องจากการนำส่งของคนจากโลกทงเทียน หลี่ลั่วไห่จึงต้องออกมาปรากฏตัวข้างนอกบ่อยครั้งขึ้น ขณะเดียวกันเขาเองก็เหมือนจะมีความสนใจในสายเลือดของคนจากโลกทงเทียนไม่น้อย ทำให้คนของโลกทงเทียนส่วนใหญ่ที่ถูกส่งเข้ามาในเขตการปกครองอวิ๋นไห่ซึ่งหากถูกจับได้ก็จะต้องถูกส่งมาให้เขาทันที
เมื่อเล็งประตูหินเรียบร้อย ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ก้าวออกไปหนึ่งก้าว ปรากฎตัวอีกทีก็มาอยู่ตรงหน้าประตูหินแล้ว รอบกายเขามีนักพรตคนฟ้าสามคนกำลังนั่งขัดสมาธิ ในฐานะที่เป็นผู้พิทักษ์ของต้าจุน หากไม่มีคำสั่งจากต้าจุน พวกเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เหยียบย่างเข้าไปในประตูหินเด็ดขาด
ทว่าตอนนี้…ทั้งๆ ที่ป๋ายเสี่ยวฉุนมายืนอยู่ข้างกาย แต่คนทั้งสามกลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย ราวกับว่าป๋ายเสี่ยวฉุนอยู่คนละห้วงมิติกับพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น
ไม่ได้สนใจนักพรตคนฟ้าทั้งสามคนนั่น ป๋ายเสี่ยวฉุนยังคงก้าวเดินต่อไปด้วยสีหน้าราบเรียบ เมื่อผ่านประตูเข้ามาก็ไม่ทำให้ประตูหินเกิดคลื่นกระเพื่อมไหวแม้แต่น้อย ไม่นานป๋ายเสี่ยวฉุนก็มาปรากฏตัวอยู่ในถ้ำสถิตขนาดมหึมา…อย่างเงียบเชียบ!
สถานที่ตั้งของถ้ำสถิตแห่งนี้คล้ายจะเป็นเศษซากของพื้นที่แห่งหนึ่ง เมื่อมองไปจะเห็นได้ว่าตรงกลางถ้ำมีสวนสมุนไพรขนาดย่อมที่กินพื้นที่มากพอหมื่นจั้ง สมุนไพรแต่ละต้นที่ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่เคยเห็นมาก่อนกำลังปลิวไสวงอกงาม และตรงกลางของสวนสมุนไพรก็มีผู้เฒ่าหลังค่อมคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงนั้น ยามนี้มือทั้งคู่ของเขากำลังทำมุทรา และรอบกายเขาก็มีร่างของคนนับร้อยที่ไม่รู้ว่าเป็นหรือตายล้อมวน!
นัยน์ตาของเขาแฝงไว้ด้วยความฮึกเหิม เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความลำพองใจดังก้องไปทั่วทั้งถ้ำ
“เปลี่ยนแปลงวิชาวิเศษเลี้ยงสมุนไพร ให้กลายมาเป็นสารบำรุงเลือดวิเศษ หากทำเรื่องนี้สำเร็จ ตอนที่ข้าเอาของบรรณาการเข้าวังไปถวาย ก็สามารถสร้างคุณความชอบครั้งใหญ่ได้อีกครั้งหนึ่ง!”