Skip to content

A Will Eternal 1057

บทที่ 1057 อย่าหาว่าข้าไม่เตือน

เสียงของพระยาสวรรค์หลิวฟังดูร้อนรนราวกับว่าอารมณ์ของเขาในเวลานี้ตื่นตระหนกสุดขีด เป็นเหตุให้เสียงเพี้ยนแหลมดัง พอก้องไปทั่วลานกว้างก็ทำเอาเหล่าชนชั้นสูงที่อยู่รอบด้านพากันขมวดคิ้วมุ่น

ป๋ายเสี่ยวฉุนชะงักฝีเท้า คำพูดของพระยาสวรรค์หลิวทำให้เขาต้องกะพริบตาปริบๆ แต่ราชาผียักษ์ที่อยู่ข้างกันกลับเกิดความยินดี ตอนที่หันมามองยังพระยาสวรรค์หลิว ใบหน้าเขาจึงเต็มไปด้วยความรอคอย

“ในที่สุดไอ้หมอนี่ก็ยอมพูดความจริงสักที” ราชาผียักษ์คาดหวังว่าคำพูดของพระยาสวรรค์หลิวจะทำให้จักรพรรดิเซิ่งเปลี่ยนใจ ต่อให้โอกาสมีน้อยนิด ทว่าหากทำได้จนอีกฝ่ายยอมปล่อยให้ป๋ายเสี่ยวฉุนไปอยู่ข้างนอกจริงๆ ไม่ว่าจะสำหรับเขาหรือสำหรับป๋ายเสี่ยวฉุนแล้วก็ล้วนได้รับผลประโยชน์มหาศาลทั้งสิ้น

ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็เพิ่งรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าคำพูดของพระยาสวรรค์หลิวไม่ระคายหู จึงหันมามองด้วยสายตาคาดหวังไม่ต่างกัน แถมลึกๆ ในใจยังร้องกู่ร้องให้กำลังใจพระยาสวรรค์หลิวด้วย

แม้ว่าในใจจักรพรรดิเซิ่งจะไม่สบอารมณ์ ทว่ากลับยังคงมองไปยังพระยาสวรรค์หลิวด้วยสายตาอ่อนโยนดุจเดิม

“ขุนนางหลิวที่รัก เหตุใดเจ้าถึงพูดเช่นนี้เล่า?”

เมื่อถูกจักรพรรดิเซิ่งเรียกชื่อ พระยาสวรรค์หลิวก็พลันตื่นเต้นฮึกเหิม หลังจากโค้งตัวคารวะต่ำๆ หนึ่งครั้ง เขาก็เอ่ยด้วยเสียงดังฟังชัด

“ฝ่าบาทท่านไม่รู้อะไร ตอนที่อยู่ในโลกทงเทียน ข้าเคยไปสืบประวัติในอดีตทั้งหมดของป๋ายเสี่ยวฉุนมาก่อน จึงรู้ว่าไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน คนผู้นี้ก็ต้องทำให้ที่นั่นวอดวายไปเสียทุกครั้ง เขาคือพิษร้ายสำหรับปวงประชานะพะยะค่ะ!”

“หลังจากเขาเล่นสำนักธาราเทพจบก็ไปเล่นสำนักธาราโลหิตต่อ ภายหลังอยู่ที่สำนักสยบธารยังเล่นได้ไม่หนำใจเลยถึงกับไปที่แดนทุรกันดาร ทั้งยังเคยค้นบ้านยึดทรัพย์ ช่วงชิงภรรยาของคนอื่น หลังจากทำความผิดหนึ่งร้อยข้อในแดนทุรกันดารไปแล้ว ไอ้หมอนี่ยังเกือบทำให้สำนักเมฆาอัสนีเก้าฟ้าของแม่น้ำสายเหนือล่มสลาย มหาชนโกรธแค้นด่าทอ ทั้งคนทั้งเทพล้วนชิงชัง!” พระยาสวรรค์หลิวกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด ยังไม่ทันพูดจบ พวกชนชั้นสูงหลายพันคนที่อยู่รอบด้านก็พากันหัวเราะครืน

เสียงหัวเราะนี้แฝงความดูหมิ่นเอาไว้ เห็นได้ชัดว่าแม้จะไม่ถึงกับไม่เชื่อคำพูดของพระยาสวรรค์หลิว กระนั้นกลับรู้สึกว่าคำพูดของเขาฟังเกินจริงไปมาก นอกจากนี้พวกเขาก็คิดว่าจะอย่างไรป๋ายเสี่ยวฉุนก็มีตบะเป็นถึงว่าที่เทียนจุนแล้ว ตบะเช่นนี้ แค่เอามาใช้นิดๆ หน่อยๆ ก็คงทำให้จิตใจของพวกคนอ่อนแอในโลกทงเทียนใบเล็กจ้อยรู้สึกเหมือนฟ้าสนั่นแผ่นดินสะเทือนไปเลยกระมัง

แต่ที่นี่คือที่ไหนกัน ที่นี่คือเมืองหลวงแห่งราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง นครจักรพรรดิเซิ่ง!

ที่นี่มีเทียนจุน ทั้งจักรพรรดิเซิ่งยังเป็นผู้ปกครองด้วยตัวเอง ต่อให้ความสามารถของป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นั้นจะมากแค่ไหน มาอยู่ที่นี่ก็ต้องทำตัวง่ายนอนสอนง่าย ไม่สามารถสร้างคลื่นลมอะไรขึ้นมาได้

จักรพรรดิเซิ่งหัวเราะพรืด ความคิดของเขาคล้ายคลึงกับทุกคน ตามความเห็นของเขา การที่โยนลิงตัวหนึ่งเข้าไปไว้ในป่าเล็กๆ ที่ไม่มีสัตว์ป่าตัวอื่น ลิงตัวนี้อาจเป็นผู้พิชิตได้ก็จริง ทว่าหากโยนมันไปไว้ในฝูงเสือฝูงสิงโต สุดท้ายแล้วลิงก็ยังเป็นได้แค่ลิงอยู่วันยังค่ำ

เขาจึงโบกมือตัดบทคำพูดของพระยาสวรรค์หลิว จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน เตรียมจบการประชุมขุนนางครั้งนี้

ราชาผียักษ์ผิดหวังอย่างยิ่ง ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็เสียดายเล็กน้อย อันที่จริงเขาก็กังวลในความสามารถด้านการสร้างหายนะของตัวเองอยู่เหมือนกัน เพราะทุกครั้งที่ตนไม่ได้ตั้งใจกลับมักจะต้องสร้างเรื่องใหญ่สะท้านฟ้าสะเทือนดินขึ้นมาเสมอ

ในเมื่อตอนนี้ถูกรั้งตัวไว้ในนครจักรพรรดิเซิ่ง ดังนั้นพอกลอกตาหนึ่งที เขาจึงคิดว่าตนควรจะหาอะไรมารับประกันความมั่นคงของตนสักหน่อยถึงจะดี

ครั้นจึงรีบเดินเร็วๆ ออกไปหลายก้าวแล้วตะโกนเสียงดังก่อนที่จักรพรรดิเซิ่งจะจากไป

“ฝ่าบาทโปรดช้าก่อน!”

จักรพรรดิเซิ่งชะงักฝีเท้า หันกลับมามองป๋ายเสี่ยวฉุน พวกชนชั้นสูงคนอื่นๆ ก็หันมามองเขาเช่นกัน

“ฝ่าบาท หลิวหย่งผู้นี้พูดเรื่องจริงนะพะยะค่ะ ข้าเองก็กลัวเหมือนกัน กังวลว่าจะละเมิดกฎของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ทราบว่า…ตำแหน่งเจ้าพระยาทงเทียนนี้ของข้าต้องทำผิดกฎเช่นไรถึงจะถูกลงโทษ?” ป๋ายเสี่ยวฉุนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

ดวงตาของจักรพรรดิเซิ่งที่มองป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นประกายวาบ ก่อนจะหันไปมองพระยาสวรรค์หลิวแล้วพลันหรี่ตา เขาแอบรู้สึกว่าสองคนนี้มีปัญหา คนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับ เห็นได้ชัดว่าต้องการหาเหตุผลให้ป๋ายเสี่ยวฉุนไปจากนครจักรพรรดิเซิ่ง

“ในฐานะที่เป็นเจ้าพระยา ทั้งยังสร้างคุณความชอบครั้งใหญ่ นอกจากก่อกบฏแล้ว ทุกโทษทัณฑ์ล้วนลบล้างได้!” จักรพรรดิเซิ่งเอ่ยเนิบช้า แต่ในใจหัวเราะหยัน แอบพูดกับตัวเองว่าสินค้าดีที่สามารถเก็บไว้โก่งราคาทั้งยังเอามาเป็นตัวเรียกแขกได้แบบนี้ ขอแค่อีกฝ่ายอยู่ที่นี่ก็จะมีคนของโลกทงเทียนพากันมาเยือนไม่ขาดสาย แล้วมีหรือที่ตนจะปล่อยให้เขาจากไป

พอได้รับการตอบรับจากจักรพรรดิเซิ่ง ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ให้ยินดีอยู่ในใจ ทว่าภายนอกกลับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ถอนหายใจหนึ่งทีแล้วไปจากวังหลวงพร้อมกับราชาผียักษ์

เมื่อเห็นว่าทุกคนทยอยกันจากไป แม้แต่จักรพรรดิเซิ่งก็ไม่อยู่แล้ว พระยาสวรรค์หลิวก็ตีอกชกตัว รู้สึกเพียงว่าครั้งนี้จักรพรรดิเซิ่งชักศึกเข้าบ้านแท้ๆ

ตอนนี้เขาเหมือนจะมองเห็นภาพที่ทุกชีวิตในนครจักรพรรดิเซิ่งวอดวาย สุดท้ายต้องตีฆ้องตีกลองขับไล่เทพมารโรคห่าอย่างป๋ายเสี่ยวฉุนให้จากไปได้รำไรแล้วด้วย

“อย่ามาหาว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน” พระยาสวรรค์หลิวถอนหายใจพลางรำพึงรำพันที่ฟ้าไม่เวทนาคนเอาเสียเลย

เมื่อการประชุมขุนนางสิ้นสุดลง ยังไม่ทันรอให้ป๋ายเสี่ยวฉุนออกมาจากวัง ของรางวัลที่จักรพรรดิเซิ่งมอบให้ก็ถูกตระเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้เฒ่าที่ยืนเก็บมือทั้งสองข้างไว้ในชายแขนเสื้อหน้าตำหนักใหญ่ก่อนหน้านี้เป็นคนเอามาส่งมอบให้

แผ่นหยกแผ่นหนึ่งเอาไว้ใช้สำหรับเปิดวิหารเซียน

เข็มขัดหลากสีหนึ่งเส้นพกไว้ติดตัว นับแต่นี้เมื่อเข้าออกวังหลวง วิญญาณวัตถุที่อยู่ในสมบัติแห่งโลกของวังหลวงก็จะไม่แผ่พลานุภาพสยบออกมากำราบอีก

นอกจากของสองอย่างนี้ยังมีชุดพระยาสวรรค์อีกหนึ่งชุดที่แผ่กลิ่นอายของสมบัติอาคม เนื้อผ้าพิเศษยิ่ง สุดท้ายก็คือ…ปลามังกรหนึ่งตัว!

ปลามังกรตัวนี้ยาวพอพันจั้งกว่า ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะถูกพันธนาการร่างกาย แต่ก็ยังดิ้นปัดๆ ปากยังมีฟันแหลมคม ดวงตาดุร้าย

ป๋ายเสี่ยวฉุนมองของพวกนี้แล้วก็ถอนหายใจ

“จักรพรรดิเซิ่งผู้นี้ขี้เหนียวจริงๆ …ประทานชุด ถ้ำ เข็มขัดหลากสีให้ก็ยังพอทำเนา แต่นี่จะมอบปลาตัวหนึ่งมาให้ข้าทำไม…” ป๋ายเสี่ยวฉุนส่ายหน้า รับแผ่นหยกแล้วไปตามหาวิหารเซียนของตัวเอง วิหารเซียนแห่งนี้ตั้งอยู่บนใบบัวใบหนึ่ง กลางใบบัวมีสิ่งปลูกสร้างอยู่ไม่น้อย ซึ่งวิหารเซียนอยู่ตรงจุดศูนย์กลางพอดี แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่กลับไม่มีเสียงดังหนวกหู

จะบอกว่าเป็นวิหารเซียน อันที่จริงแล้วก็คือจวนแห่งหนึ่ง ทว่าพลังวิญญาณฟ้าดินที่อยู่ด้านในเข้มข้นอย่างมาก พื้นที่ก็กว้างขวางมากพอ ภูเขาจำลองที่อยู่ด้านในก็ดี หอเรือนก็ช่าง แต่ละอย่างล้วนวิจิตรงดงาม

มองจวนแห่งนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็รู้สึกพอใจไม่น้อย แม้ด้านในจะค่อนข้างโล่งว่าง แต่เขาเองก็ไม่ได้คุ้นเคยอะไรกับที่นี่มากนัก ทั้งยังไม่ได้มีข้อเรียกร้องอะไรเป็นพิเศษ ยามนี้จึงนั่งลงทำสมาธิ ขณะที่เขากำลังรับสัมผัสกับปราณวิญญาณฟ้าดินของที่แห่งนี้ ราชาผียักษ์ที่สำรวจสถานที่เสร็จเรียบร้อยก็ออกไปข้างนอก

เขาไม่เหมือนกับป๋ายเสี่ยวฉุน อย่างตอนที่อยู่ในอำเภอเล็กแห่งนั้น ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่เคยทำความสนิทสนมคุ้นเคยกับใครเลย แม้ว่าตอนนั้นเขากับป๋ายเสี่ยวฉุนจะทอดอาลัยพอๆ กัน

ทว่าไปอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่ราชาผียักษ์ก็แทบจะรู้จักคนไปทั่ว จากข้อนี้ก็พอจะมองความสามารถด้านนี้ของราชาผียักษ์ออกได้บ้าง ซึ่งนับว่าแม้แต่สวีเป่าไฉก็ยังเป็นรอง

ตอนนี้มาอยู่ที่นี่ ราชาผียักษ์ก็ยังคิดจะทำเหมือนเดิม ก่อนหน้าที่จะไปอยู่เขตการปกครองเสินหลัว เขาต้องพยายามสืบข่าวให้ได้มากที่สุดเสียก่อน

ไม่นานเมื่อแสงจันทร์สาดส่อง ป๋ายเสี่ยวฉุนที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในลานกว้างก็ลืมตาขึ้นมาจากการเข้าฌาน ครั้นจึงเงยหน้ามองท้องฟ้า มองสิ่งปลูกสร้างแปลกตาที่รายล้อม เขารู้ดีว่านับตั้งแต่ตนมาอยู่ที่ดินแดนเซียนนิรันดร์กาลแห่งนี้ ตอนนี้ถึงจะถือว่าตนได้เดินก้าวออกมาก้าวแรกอย่างแท้จริง

ท่ามกลางความสะท้อนใจ ในสมองของป๋ายเสี่ยวฉุนก็มีภาพใบหน้าของคนคุ้นเคยลอยขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

“ท่านอาหลี่…เถี่ยตั้น…บุรพาจารย์ธาราเทพ…”

“ซ่งจวินหว่าน…สตรีธุลีแดง…”

“เสินซ่วนจื่อ…สวีเป่าไฉ…” ป๋ายเสี่ยวฉุนพึมพำ ใบหน้าและชื่อของคนเหล่านั้นทยอยกันลอยขึ้นมาในสมองของเขา เนิ่นนานหลังจากนั้นเขาถึงพึมพำขึ้นมาเบาๆ

“แล้วก็…ตู้หลิงเฟย” ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่รู้ว่าตู้หลิงเฟยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ทว่าประโยคนั้นที่นักพรตทงเทียนตะโกนออกมาก่อนตายกลับดังก้องอยู่ในสมองของเขาตลอดเวลา

เพียงแต่ว่าเมื่อโลกพังทลาย บนดินแดนเซียนที่กว้างใหญ่ไพศาล ท่ามกลางฝูงชนที่มากล้นดั่งน้ำในมหาสมุทรแห่งนี้ เขามิอาจหานางได้เจออีกแล้ว

“อันดับต่อไปก็คือต้องตั้งใจฝึกตน ช่วงชิงเวลาที่จะฝ่าทะลุเป็นเทียนจุนในเร็ววัน! หากจะฝึกตนก็ต้องมียา ต้องใช้ปราณวิญญาณฟ้าดิน…ดูท่าต้องแก้ปัญหาเรื่องทรัพยากรในการฝึกตนบนดินแดนเซียนนิรันดร์กาลแห่งนี้สักหน่อยแล้ว” พักใหญ่ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็สูดลมหายใจเข้าลึก ฝังกลบความคิดพวกนี้ไว้ในหัวใจ ดวงตาเผยความรอคอยและยึดมั่น

ขณะที่สีท้องฟ้าเริ่มมืดมิดมากขึ้นเรื่อยๆ ราชาผียักษ์ก็หวนกลับมา ดวงตาของเขามีความฮึกเหิม ประโยคแรกที่พูดหลังจากเห็นหน้าป๋ายเสี่ยวฉุนก็คือ…

“ปลาล่ะ ปลามังกรตัวนั้นล่ะ!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนแปลกใจ แต่ก็หยิบเอาปลามังกรที่หายใจรวยรินใกล้ตายตัวนั้นออกมาโยนไว้ข้างๆ ก่อนจะเห็นว่าราชาผียักษ์เดินวนรอบมันอยู่หลายที สายตาที่มองก็ราวกับมองเห็นสมบัติล้ำค่าอย่างไรอย่างนั้น

“เสี่ยวฉุน ปลาตัวนี้ไม่ธรรมดาเลยนะ คราวนี้จักรพรรดิเซิ่งกรีดเลือดให้เจ้าเลยจริงๆ …มันชื่อว่าปลามังกรสวรรค์!”

“ปลามังกรสวรรค์ตัวนี้เติบโตอยู่ในบ่อสวรรค์ ดื่มน้ำจากบ่อสวรรค์ ดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดินทุกวัน แถมยังโตขึ้นมาได้เพราะกินของวิเศษมากมาย เป็นของส่วนตัวของจักรพรรดิเซิ่งเชียวนะ”

“ปลามังกรสวรรค์ทุกตัวล้วนสามารถทำให้นักพรตทุกคนที่ตบะต่ำกว่าเทียนจุนลงไปกินเข้าไปแล้วตบะเพิ่มพูน เทียบเคียงได้กับโอสถเซียนเลยทีเดียว!”

“โอสถเซียน!” ดวงตาป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นประกายทันใด ก่อนหน้านี้เขากำลังกลัดกลุ้มเรื่องปราณวิญญาณที่จำเป็นต้องใช้ฝึกตนอยู่พอดี ยามนี้พอมองไปที่ปลาตัวนั้นก็รีบร่วมด้วยช่วยกันกับราชาผียักษ์จับปลามังกรสวรรค์ตัวนี้ไปย่างทันที…

เมื่อกลิ่นหอมโชยมา เมื่อปลามังกรสวรรค์ที่ถูกย่างกลายเป็นสีทองอร่าม

ป๋ายเสี่ยวฉุนและราชาผียักษ์ก็กลืนน้ำลายดังเอื้อก ก่อนจะรีบแบ่งปลาตัวนี้…ไปกินกันคนละคำสองคำ

“รสชาติไม่เลว ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับไก่หางวิเศษเลย” ป๋ายเสี่ยวฉุนเลียปาก ในด้านรสชาติของปลามังกรสวรรค์นี้ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้สึกชื่นชอบมันมากจริงๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version