Skip to content

A Will Eternal 1081

บทที่ 1081 พร้อมรบเต็มอัตราศึก

วินาทีที่มองเห็นท้องฟ้ามืดดำรอบด้าน ป๋ายเสี่ยวฉุนก็พลันสะท้านเยือกไปทั้งร่าง หัวใจของเขาก็ยิ่งเหมือนระเบิดแตกดังโพล๊ะ ความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูกท่วมท้นออกมา

นี่เป็น…ครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เห็นห้วงอวกาศอย่างแท้จริง!

ไม่ได้อยู่ในร่างของผู้บงการขุย ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าจากในดินแดนเซียนนิรันดร์กาล แต่นี่เป็นการเหยียบย่างเข้ามาในท้องฟ้ามากหมู่ดาวอันกว้างใหญ่ไพศาลซึ่งแทบจะไม่มีจุดสิ้นสุดอย่างแท้จริง

เดิมทีเขานึกว่าโลกทงเทียนกว้างใหญ่มากพออยู่แล้ว

ภายหลังถึงเพิ่งได้รู้ว่าโลกทงเทียนทั้งใบมีขนาดเทียบเท่าได้แค่เขตการปกครองแห่งหนึ่งของดินแดนเซียนนิรันดร์กาลเท่านั้น

เดิมทีตอนที่เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าจากในดินแดนเซียนนิรันดร์กาลก็รู้อยู่แล้วว่าท้องฟ้ากว้างใหญ่ยิ่งกว่านี้ แต่นั่นก็เทียบไม่ได้กับตอนนี้ที่มายืนอยู่กลางห้วงอวกาศ มองดินแดนเซียนนิรันดร์กาลที่เคยยิ่งใหญ่สุดประมาณ แต่พอนำมาเปรียบเทียบกับท้องฟ้ามากหมู่ดาวนี้ มันกลับ…เล็กจ้อยจนไม่มีค่าพอให้พูดถึง

ความสะท้านสะเทือนในห้วงความคิด การได้เปิดโลกใบใหม่ การระเบิดโลกทัศน์ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนลืมวิกฤตที่ตัวเองกำลังเผชิญ ลืมทุกอย่างไปโดยสิ้นเชิง สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่มีเพียงความว่างเปล่ามืดมิดไร้ขอบเขตสิ้นสุด รวมไปถึง…ยักษ์ผู้บงการเรือนกายน่าครั่นคร้ามนั่น ไม่เพียงแต่ป๋ายเสี่ยวฉุนเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ อันที่จริงนอกจากกู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นหัวแล้ว ในใจคนอื่นๆ รวมไปถึงไห่เฉินต้าจุนต่างก็มีคลื่นโถมกระหน่ำไม่ต่างจากป๋ายเสี่ยวฉุน

ไม่มีใครเอ่ยคำใด เพียงแต่เมื่อเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางซึ่งเกิดจากลำแสงที่จักรพรรดิเซิ่งร่ายขึ้นมา พวกเขาก็ได้ขยับเข้าไปใกล้ยักษ์ผู้บงการที่อยู่เบื้องหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อขยับเข้าไปใกล้ ยักษ์ที่ยืนตระหง่านอยู่กลางท้องฟ้าก็คล้ายจะแผ่ความน่าเกรงขามและบารมีอย่างที่คนในดินแดนเซียนนิรันดร์กาลมองไม่เห็นออกมาต่อหน้าพวกป๋ายเสี่ยวฉุน

อยู่ใกล้กับยักษ์ผู้บงการขนาดนี้ ความรู้สึกที่สัมผัสได้กลับแตกต่างไปจากตอนอยู่ในดินแดนเซียนนิรันดร์กาลอย่างสิ้นเชิง!

พลานุภาพสยบเช่นนั้น ความรู้สึกอกสั่นขวัญผวาเช่นนั้นดั่งว่ามีความชั่วร้ายไร้ที่สิ้นสุดหมุนคว้างปั่นป่วนอยู่กลางทางช้างเผือกนี้อย่างบ้าคลั่ง และต้นกำเนิดของความชั่วร้ายทั้งหมดก็คือยักษ์ผู้บงการตนนี้!

ทั้งยังเหมือนกับได้เจอศัตรูทางธรรมชาติที่ทำให้ทุกคนรู้สึกกดดันอย่างถึงที่สุด เสมือนว่าหากยักษ์ตนนี้ลืมตาขึ้นมา เพียงแค่สายตาของเขาก็ทำให้ทุกคน…แหลกสลายกลายเป็นผุยผงได้ในเสี้ยววินาที

เรือนกายที่แข็งแกร่งใหญ่โต มือยักษ์หนาหยาบที่ยกขึ้นมา รวมไปถึงมุมปากที่ยกขึ้นราวเย้ยหยัน ทั้งหมดนี้ล้วนปรากฏอยู่ในการรับสัมผัสทุกด้านของทุกคนโดยตรง

ต่อให้เป็นกู่เทียนจวินกับซือหม่าอวิ๋นหัวก็ยังไม่กล้าประมาทและเริ่มระวังตัวมากขึ้น

นั่นเป็นเพราะว่าในใจของพวกเขาก็รู้สึกบีบคั้นรุ่นแรงเช่นกัน การที่มียักษ์ผู้บงการแบบนี้มาอยู่นอกดินแดนเซียนนิรันดร์กาล หากอีกฝ่ายตายไปแล้วจริงๆ ก็ยังไม่เท่าไหร่

แต่หากเป็นอย่างในตำนานที่เล่าลือกันว่าเขาแค่หลับลึก สักวันหนึ่งต้องตื่นขึ้นมา ถ้าเช่นนั้นยักษ์ผู้บงการคนนี้จะกลายมาเป็นต้นกำเนิดของความวอดวายทุกอย่าง

ยิ่งขยับเข้าไปใกล้ ความรู้สึกนี้ก็ยิ่งรุนแรง ยังดีที่เป้าหมายของทุกคนไม่ใช่ยักษ์ตนนี้ แต่ปลายทางของลำแสงอภินิหารที่มาจากจักรพรรดิเซิ่งคือซากพัดที่ติดชะงักอยู่บนมือขวาที่ยกขึ้นของยักษ์ ซึ่งเวลานี้ยังคงส่ายสะบัดคล้ายอาจจะหลุดกลับไปล่องลอยอยู่ท่ามกลางห้วงอวกาศได้ทุกเมื่อ!

เมื่อขยับเข้าไปใกล้ พัดเล่มนี้ก็ยิ่งปรากฏเด่นชัดในสายตาของทุกคน มันใหญ่โตเสียยิ่งกว่าตอนที่พวกเขาเคยเห็นจากในดินแดนเซียนนิรันดร์กาลเสียอีก นี่น่าจะเป็นพัดที่คลี่ออกมาเต็มที่แล้ว แม้ว่าจะเสียหายไปครึ่งหนึ่ง ทว่าอีกครึ่งหนึ่งที่เหลืออยู่กลับใหญ่พอๆ กับแผ่นดินผืนหนึ่งจริงๆ บนพัดเล่มนั้นมีซี่พัดนับร้อยซี่ ทุกซี่เหมือนภูเขาลูกหนึ่งที่ตั้งตรงเชื่อมโยงช่วงปลายและช่วงล่างของพัดเข้าด้วยกัน!

ราวกับเส้นทางหนึ่งที่แตกทิศทางออกไปนับร้อย ทว่าสุดท้ายแล้วปลายทางของมันก็ไปบรรจบกันอยู่ที่ริมขอบของหน้าพัด!

ขณะเดียวกันบนหน้าพัดที่ประกอบจากซี่พัดนับร้อยนี้ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นรูปภูเขาแม่น้ำลำธาร ซึ่งประกอบกันขึ้นมาเป็นโลกใบหนึ่ง…

และอย่างไรซะที่นี่กับร่างของยักษ์ตนนั้นก็อยู่ห่างกันระยะหนึ่ง

เป็นเหตุให้พลานุภาพสยบที่มาจากยักษ์ซึ่งได้รับการลดทอนจากวิชาอภินิหารของจักรพรรดิเซิ่งอยู่ในระดับที่ทุกคนสามารถแบกรับได้ไหว

จนกระทั่งพวกป๋ายเสี่ยวฉุนที่บินตามเส้นทางลำแสงเหยียบลงไปบนด้ามพัดผุพังลักษณะเป็นวงกลมซึ่งเกิดจากการตัดสลับทับซ้อนกันของซี่พัดแต่ละซี่ ลำแสงก็จางหายไป!

และดูเหมือนว่าพลานุภาพสยบของตัวพัดเองจะถูกลดทอนลงไปส่วนหนึ่งเพราะแรงกดดันที่แผ่มาจากร่างของยักษ์ผู้บงการ เป็นเหตุให้แม้จะไม่มีม่านแสงของจักรพรรดิเซิ่งช่วยป้องกัน แต่ทุกคนก็ยังพอจะฝืนต้านรับไว้ได้ไหว

เพียงแต่ทุกคนกลับไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่นักเพราะรู้สึกเหมือนมีภูเขาลูกใหญ่หลายลูกกดทับลงมาบนร่าง อีกทั้งด้วยตบะที่แตกต่างกัน ปริมาณและน้ำหนักในความรู้สึกของแต่ละคนก็ต่างกันออกไป

ขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่าสาเหตุเป็นเพราะอยู่ใกล้ยักษ์ผู้บงการหรือเป็นเพราะพลานุภาพสยบของตัวซากพัดเองที่ทำให้อำนาจจิตของทุกคนไม่สามารถหลุดพ้นไปจากร่างกายของตัวเองได้!

แม้แต่ประสาทสัมผัสของพวกเขาก็ยังด้อยกว่าปกติไปเยอะมาก ต่างคนต่างมองไม่เห็นการโคจรตบะในร่างของอีกฝ่ายอีกแล้ว ราวกับว่าถูกสกัดขวางเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น

จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเอ่ยคำใด พวกกู่เทียนจุนเองที่พอสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งก็รีบหันไปมองประเมินรอบกายทันที คนอื่นๆ ก็ทำเช่นเดียวกัน ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

จากการสังเกตการณ์ของป๋ายเสี่ยวฉุน ด้ามพัดที่พวกเขายืนอยู่ตรงนี้คือจุดรวมตัวของซี่พัด ส่วนรอบๆ ก็คือซี่พัดที่ซ้อนเรียงกันเหมือนขั้นบันได ซึ่งริมขอบของแต่ละซี่ล้วนมารวมอยู่ด้วยกัน

และตอนนี้เมื่อมองอีกที ซี่พัดเหล่านั้นก็ไม่เหมือนเทือกเขาอีกต่อไปแล้ว แต่ให้ความรู้สึกที่ชัดเจนอย่างหนึ่งแก่คนมอง ราวกับว่า…มันคือเส้นทางมากมายอย่างแท้จริง

“พัดนี้ออกจะประหลาดไปสักหน่อย…”

“ซี่พัดพวกนี้เป็นเหมือนเส้นทาง ประโยชน์ของสมบัติอาคมชิ้นนี้คืออะไรกันแน่นะ…”

ขณะที่ทุกคนกำลังคาดเดากันไปต่างๆ นานา ดวงตาแต่ละคนก็เป็นประกายระยิบระยับ ต่อให้จะมีคำตอบให้กับตัวเอง แต่ตอนนี้กลับยังไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ

แต่ก็มีอยู่หลายคนที่ลมหายใจถี่กระชั้น ขยับร่างทะยานตามซี่พัดที่อยู่ห่างออกไป หมายจะเข้าไปในโลกของพัดใบนี้ก่อนคนอื่น ทว่าเงาร่างของพวกเขายังไม่ทันได้จากไปไกล ร่างก็พลันพร่าเลือน พอปรากฏตัวก็กลับมาอยู่ข้างกายทุกคนอีกครั้ง

ภาพนี้ทำให้ดวงตาของคนอื่นๆ เป็นประกาย แล้วก็ทำให้พวกนักพรตที่ถูกส่งกลับมาพากันตะลึงลาน

ขณะเดียวกันปราณบุพกาลที่อยู่บนพัดเล่มนี้ก็ผลุบๆ โผล่ๆ จนทำให้สายตาของพวกกู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นหัวเริ่มฉายประกายเร่าร้อน แต่พวกเขาสองคนก็ไม่ได้ลืมคำสั่งของจักรพรรดิเซิ่ง ยามนี้จึงกำลังจ้องมองไปยังสุดขอบของหน้าพัดที่พอจะมองเห็นได้รำไรว่าติดอยู่บนมือขวาของยักษ์ผู้บงการ!

“ยังไม่เปิดงั้นหรือ?” ป๋ายเสี่ยวฉุนมองซี่พัดที่อยู่รอบกายด้วยความระแวดระวัง เขาเองก็ไม่ได้ทำอะไรบุ่มบ่าม แต่กำลังใคร่ครวญ และทันใดนั้นเอง จู่ๆ ก็มีลำแสงเส้นหนึ่งพวยพุ่งขึ้นมาจากในดินแดนเซียนนิรันดร์กาลที่อยู่เบื้องล่าง แล้วเชื่อมต่อเข้ากับด้ามพัดตรงจุดที่ทุกคนยืนรวมกันอยู่

การปรากฏตัวของแสงนี้ทำให้ม่านตาทั้งคู่ของพวกกู่เทียนจวินหดตัว ตอนที่มองไปก็สังเกตเห็นทันทีว่าจุดที่นำส่งลำแสงนี้มาจากดินแดนเซียนนิรันดร์กาล ก็คือที่ตั้งของ…ราชวงศ์จักรพรรดิแส!

ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ได้รู้สึกแปลกใจ เพราะอย่างไรซะจักรพรรดิเซิ่งก็ส่งพวกเขามาแล้ว จักรพรรดิแสเองก็ย่อมต้องทำแบบเดียวกัน ไม่นานก็มีเงาร่างมากมายทะยานตามลำแสงของนครจักรพรรดิแสมาปรากฏตัวอยู่บนด้ามพัด ทุกคนของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งต่างหันไปมองด้วยสายตาเย็นชาระแวดระวัง

ผู้ที่มาถึงก่อนก็คือเงาร่างสามเงา ต่างคนต่างแผ่ปราณเทียนจุนออกมา หนึ่งในนั้นคือผู้เฒ่าที่บนใบหน้ามีรอยด่างสีแดงอยู่ก้อนหนึ่ง มองดูแล้วน่ากลัวอย่างมาก

ความเย็นชาน่าสะพรึงกลัวในดวงตาของเขาทำให้ร่างทั้งร่างของเขาเป็นดังเทพเจ้าแห่งความชั่วร้าย

“ซือหม่าอวิ๋นหัว!” โดยเฉพาะเมื่อสายตาของเขาหันมามองซือหม่าอวิ๋นหัวก็ถึงกับแสยะปากยิ้ม เพียงแต่ว่าจิตสังหารที่ซ่อนไว้ในจุดลึกของดวงตากลับเด่นชัดอย่างถึงที่สุด

“ซื่อหลิงซ่างเหริน!” ซือหม่าอวิ๋นหัวหรี่ตาลง เอ่ยเสียงเรียบเย็น

คนทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันต่อ เงาที่สองก็เปลี่ยนมาเป็นชัดเจน คนผู้นี้คือชายหนุ่มที่แต่งตัวสุภาพเหมือนปัญญาชนผู้ทรงภูมิคล้ายคลึงกับซือหม่าอวิ๋นหัว หน้าตาสวยหวานเหมือนผู้หญิง เพียงแต่ว่ารอยยิ้มมุมปากที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ยังดูอำมหิตอยู่ดี

“กู่เทียนจวิน ซือหม่าอวิ๋นหัว นึกไม่ถึงเลยว่าครั้งนี้จะเป็นพวกเจ้าที่มา น่าเสียดายจริง เดิมทีนึกว่าจะได้พบอาจารย์ข้าอย่างเฉินซูเสียอีก” ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม ตอนที่กวาดสายตามาเห็นป๋ายเสี่ยวฉุน เขาก็ดูมีท่าทีระมัดระวังอย่างเห็นได้ชัด

“หึ หยวนเยาจื่อ นับตั้งแต่ที่เจ้าทรยศราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง เจ้าก็ไม่มีคุณสมบัติจะเรียกราชาสวรรค์เฉินว่าอาจารย์อีกแล้ว!”

คนที่พูดไม่ใช่กู่เทียนจวินหรือซือหม่าอวิ๋นหัว แต่เป็นไห่เฉินต้าจุนที่อยู่ข้างๆ

“นี่มันท่านอาจารย์ปู่ไม่ใช่หรือ? เจ้าสวะไร้ประโยชน์ ข้าผู้เป็นราชากำลังพูด เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสอดปาก!” นาทีก่อนหยวนเยาจื่อยังคลี่ยิ้มอ่อนโยน นาทีถัดมาดวงตาที่มองไห่เฉินต้าจุนกลับเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ

สายตานี้ทำให้จิตวิญญาณของไห่เฉินต้าจุนสั่นไหวจนต้องถอยกรูดไปด้านหลังหลายก้าว มุมปากมีเลือดสดซึมออกมา ในใจก็ยิ่งตะลึงพรึงเพริด เขามองออกแล้วว่าหยวนเยาจื่อผู้นี้แข็งแกร่งกว่าที่เขาเคยจำได้เสียอีก

มองเมินสีหน้าดำคล้ำของกู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นหัว ตอนที่สายตาของหยวนเยาจื่อย้ายมาที่ร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนและเตรียมจะเปิดปากพูด เทียนจุนคนที่สามของราชวงศ์จักรพรรดิแสก็พลันเผยกาย!

ท่ามกลางเสียงอึกทึกดังเกริกก้อง เรือนกายสูงใหญ่เรือนกายหนึ่งเดินออกมาจากในม่านแสง นั่นคือชายฉกรรจ์ที่ร่างทั้งร่างแข็งแกร่งบึกบึนราวเจดีย์เหล็ก พลังอำนาจเหี้ยมหาญของเขาทำให้กู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นหัวที่เห็นเขาเดินออกมาถึงกับหน้าเปลี่ยนสี

“จักษุไพศาลเทียนจุน!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version