Skip to content

A Will Eternal 1093

บทที่ 1093 เชื้อเชิญ

ช่วงเวลาหลังจากนั้น ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างพึงพอใจ ความรู้สึกปิติยินดีที่ได้รักษาทรัพย์สมบัติของตัวเองเอาไว้ โดยการขัดขวางคนอื่นฝ่าด่าน ยิ่งทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้สึกว่า การมาเยือนซากพัดในครั้งนี้คุ้มค่ายิ่งนัก

ที่สำคัญที่สุดก็คือเมื่อเวลาล่วงผ่าน ป๋ายเสี่ยวฉุนก็มั่นใจแน่แล้วว่า จะไม่มีใครผ่านไปได้ถึงด่านที่ยี่สิบ และนี่ก็แสดงให้เห็นว่า เขาจะกลายมาเป็นนายของพัดเล่มนี้

ความคิดเช่นนี้ การรอคอยเช่นนี้ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนกระปรี้ประเปร่าได้ทุกวัน แต่เขาก็รู้ดีว่าจะปล่อยให้คนนอกมองเรื่องนี้ออกไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นการแสร้งทำสีหน้าหดหู่ ถอนหายใจทอดอาลัยจึงแทบจะกลายมาเป็นความเคยชินของเขาไปแล้ว

จนกระทั่งผ่านไปได้อีกครึ่งเดือน ท่ามกลางการนับวันรอคอยให้เวลาหนึ่งเดือนสุดท้ายผ่านไปของป๋ายเสี่ยวฉุน จู่ๆ กู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นหัวที่นับตั้งแต่เข้ามาอยู่ในซากพัดแห่งนี้ก็แทบจะไม่ให้ความสนใจป๋ายเสี่ยวฉุนกลับมาหาเขากะทันหัน!

การปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิดของคนทั้งสอง ทำเอาป๋ายเสี่ยวฉุนตกอกตกใจ แต่ภายนอกกลับยังคงความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้ เพียงแต่หัวใจนั้นเต้นระรัวเป็นลั่นกลองศึกอยู่นานแล้ว ครุ่นคิดว่าหรือสองคนนี้มองต้นสายปลายเหตุอะไรออก…

ยังดีที่แม้กู่เทียนจวินจะมีสีหน้ามืดทะมึนอยู่ตลอดเวลา

ทว่าบนใบหน้าของซือหม่าอวิ๋นหัวกลับมีรอยยิ้ม

หลังจากไล่ผู้คนที่อยู่รอบๆ ออกไป ซือหม่าอวิ๋นหัวก็หันมามองประเมินป๋ายเสี่ยวฉุนอยู่สองสามรอบ ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“สหายนักพรตป๋าย ข้าเห็นว่าเจ้าอยู่ในด่านที่เจ็ดนี้มาสองเดือนแล้ว จึงมีการแลกเปลี่ยนอย่างหนึ่งมาเสนอ ไม่ทราบว่าเจ้าสนใจหรือไม่?”

พอได้ยินประโยคนี้ ดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนก็เป็นประกายวาบ ไม่ได้ตอบกลับไปในทันที แต่หรี่ตาลงมองซือหม่าอวิ๋นหัว

ซือหม่าอวิ๋นหัวไม่รู้สึกแปลกใจกับสายตาของป๋ายเสี่ยวฉุน เขายังคงแย้มยิ้มจริงใจพลางอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง

“สหายนักพรตป๋ายรู้หรือไม่ว่า ตอนนี้เทียนจุนจักษุไพศาล หยวนเยาจื่อและ

ซื่อหลงซ่างเหรินอยู่ที่ไหน!”

จบคำพูดของเขา ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ใจกระตุกวาบ เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าคนทั้งสามอยู่ที่ไหน แต่พอได้ยินคำพูดของซือหม่าอวิ๋นหัว เขากลับรู้สึกทะแม่งๆ พิกล

“สหายนักพรตซือหม่า มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนขึงตาเอ่ยเสียงเย็น ปกปิดอาการกินปูนร้อนท้องของตัวเองเอาไว้

“สหายนักพรตป๋ายอย่าได้เข้าใจผิด ซือหม่าไม่ได้มีเจตนาร้าย ต่อให้สหายนักพรตป๋ายจะเป็นคนของโลกทงเทียน แต่จะอย่างไรเสียพวกเราก็ล้วนมาจากราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งเหมือนกัน”

ซือหม่าอวิ๋นหัวยังอมยิ้มน้อยๆ เหมือนเดิม

“ส่วนเรื่องของเทียนจุนจักษุไพศาลสามคนนั้น ข้าเองก็ไม่อยากปิดบังสหายนักพรตป๋าย ข้าและสหายนักพรตกู่ไปสืบความกันมานานมาก จนพอจะเจอเส้นสนกลในบางอย่าง สามคนนี้…น่าจะใช้ช่องโหว่บางอย่างของซากพัด มาทำให้พวกเขาเข้าไปอยู่ในด่านเดียวกันได้ แล้วอาศัยกำลังของคนสามคนร่วมกันฝ่าด่าน!”

น้ำเสียงของซือหม่าอวิ๋นหัวเต็มไปด้วยความมั่นใจ กล่าวจบยังสังเกตสีหน้าของป๋ายเสี่ยวฉุนด้วย

ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็ให้ความร่วมมือ โดยการทำสีหน้างุนงงปะปนไปกับความกังขา

“ตอนนี้หากพวกเขาไม่ได้ถูกกักตัวอยู่ในด่านใดด่านหนึ่ง ก็ต้อง…ใช้วิธีการอื่นไปสำรวจพื้นที่อื่นของซากพัดเล่มนี้แล้ว!”

“แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ตอนนี้ก็เหลือเวลาก่อนการสืบทอดของซากพัดจะหมดลงอีกแค่เดือนเดียวเท่านั้น หากพวกเรายังไม่ร่วมมือกันทำอะไรสักอย่าง เกรงว่าโชควาสนาครั้งนี้คงไม่มีส่วนของพวกเราเป็นแน่แท้!”

ซือหม่าอวิ๋นหัวเก็บรอยยิ้มกลับคืน สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นเครียดขรึม

“และช่วงที่ผ่านมา ตัวข้าเองก็ศึกษาจนรู้ช่องโหว่ที่เทียนจุนจักษุไพศาลเคยหาเจอ จึงมีวิธีที่จะทำให้พวกเราสามคนเข้าไปช่วยกันฝ่าด่านเหมือนกัน!”

“บอกตามตรง ตอนนี้ข้าและสหายนักพรตกู่ต่างก็ติดขัดอยู่ในด่านที่สิบแปด ด้วยพลังของพวกเราสองคน มิอาจข้ามผ่านไปได้ ดังนั้นถึงได้มาหาสหายนักพรตป๋ายอย่างไรเล่า!”

“พวกเราสามารถช่วยให้เจ้าผ่านด่านที่เจ็ดรวมไปถึงด่านหลังๆ ที่เหลือ จนกระทั่งเจ้าเดินไปถึงด่านที่สิบแปด พวกเราสามคนก็จะได้ร่วมมือกันทุ่มสุดพลังในเดือนสุดท้ายนี้!”

กล่าวจบ ซือหม่าอวิ๋นหัวก็มองจ้องป๋ายเสี่ยวฉุนนิ่ง หากป๋ายเสี่ยวฉุนยังเป็นแค่ครึ่งเทพ ต่อให้เขาต้องการความช่วยเหลือจากป๋ายเสี่ยวฉุนก็ไม่มีทางพูดความจริงออกมาเช่นนี้

ทว่าตอนนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนคือเทียนจุนแล้ว และถึงแม้คนทั้งสองจะไม่เคยประมือกันมาก่อน แต่ลางสังหรณ์ก็ทำให้ซือหม่าอวิ๋นหัวสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่อ่อนด้อยเลย

คนแบบนี้หากไม่คิดจะร่วมมือด้วยก็ยังพอทำเนา แต่หากคิดจะขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายก็จำเป็นต้องพูดจากันอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้นเรื่องที่เขาบอกไปจึงเป็นความจริงแทบทั้งหมด เมื่อพูดจบแล้วก็รอฟังคำตอบของป๋ายเสี่ยวฉุน

เขาไม่เชื่อว่าป๋ายเสี่ยวฉุนจะปฏิเสธ จากที่เขาและกู่เทียนจวินปรึกษากัน ไม่มีเหตุผลเลยที่ป๋ายเสี่ยวฉุนจะปฏิเสธเรื่องแบบนี้ เพราะอย่างไรซะป๋ายเสี่ยวฉุนก็ติดขัดอยู่ในด่านที่เจ็ดมาตั้งแต่ต้น นี่ไม่เกี่ยวข้องกับตบะ เพราะหากหาวิธีการที่ถูกต้องไม่เจอ ก็ไม่มีทางฝ่าเขาวงกตของด่านที่เจ็ดไปได้เลย

และหากยอมรับข้อเสนอของซือหม่าอวิ๋นหัว อย่างน้อยที่สุดในสิบแปดด่านแรก ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ไม่มีทางเจอปัญหาอีกแน่ เพราะเมื่อมีกู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นหัวคอยให้ความช่วยเหลือ เกรงว่าเขาคงผ่านด่านทั้งหมดไปได้อย่างรวดเร็ว

สามารถพูดได้ว่าไม่ว่ากู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นหัวจะมีความคิดอะไร อย่างน้อยที่สุดช่วงเวลาก่อนหน้านี้ พวกเขาก็คือฝ่ายที่ต้องทุ่มเท และข้อนี้ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้กู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นหัวมั่นใจว่า ป๋ายเสี่ยวฉุนจะไม่มีทางปฏิเสธพวกเขา

ดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนฉายแววครุ่นคิด ตามความเห็นของซือหม่าอวิ๋นหัวคือ ป๋ายเสี่ยวฉุนคงกำลังชั่งน้ำหนักส่วนได้ส่วนเสีย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ป๋ายเสี่ยวฉุนกำลังใคร่ครวญถึงปัญหาที่อาจตามมาหลังจากที่เขาเอ่ยปฏิเสธต่างหาก

“ไอ้สองคนนี้หาเรื่องให้ข้าจริงๆ ข้าฝ่าด่านที่เจ็ดของข้าอยู่ดีๆ หนึ่งเดือนให้หลังพัดเล่มนี้ก็เป็นของข้า แค่นั้นก็สิ้นเรื่องแล้ว พวกเขาจะมาขอให้ข้าไปร่วมมืออะไรด้วยอีก…”

“แถมเรื่องนี้ยังปฏิเสธไม่ได้ด้วย เพราะถ้าปฏิเสธไปก็ดูไม่สมเหตุสมผล แล้วก็ต้องทำให้ไอ้สองคนนี้คิดลึก หากพวกเขาเดาเบาะแสอะไรออกขึ้นมาจริงๆ จะได้ไม่คุ้มเสีย”

ป๋ายเสี่ยวฉุนคิดไม่ตกอยู่พักใหญ่ ถอนหายใจอยู่ในใจ ลึกๆ นั้นรู้ดีว่าตนไม่สามารถปฏิเสธได้ แม้จะไม่ยินยอม ทว่าภายนอกเขากลับทำตาวาว เอ่ยเสียงเย็นว่า

“ของรางวัลของด่านที่เจ็ดจนถึงด่านที่สิบเจ็ดจะแบ่งกันอย่างไร แล้วของรางวัลหลังจากที่ฝ่าด่านหลังจากนั้นไปได้เล่า จะแบ่งกันอย่างไร!”

ได้ยินคำพูดของป๋ายเสี่ยวฉุน ใบหน้าของซือหม่าอวิ๋นหัวก็เผยรอยยิ้มอีกครั้ง

“ด่านของสหายนักพรตป๋าย ของรางวัลย่อมต้องเป็นของเจ้าทั้งหมด ส่วนด่านที่พวกเราสามคนร่วมมือกันก็ง่ายดาย เราจะแบ่งของเท่าๆ กัน! สหายนักพรตกู่ เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร”

ซือหม่าอวิ๋นหัวพูดพลางหันไปมองกู่เทียนจวิน แม้ในใจลึกๆ ของป๋ายเสี่ยวฉุนจะเกลียดขี้หน้าอีกฝ่าย แต่เพื่อความสมจริงก็ได้แต่หันไปมองกู่เทียนจวินตามไปด้วย

กู่เทียนจวินแค่นเสียงเย็น แม้จะไม่พูดอะไร แต่กลับพยักหน้ายอมรับ

เมื่อได้ข้อตกลงร่วมกันแล้ว สำหรับเรื่องที่สองฝ่ายต่างก็ได้ผลประโยชน์เช่นนี้

ซือหม่าอวิ๋นหัวไม่เชื่อว่าป๋ายเสี่ยวฉุนจะกลับคำ อีกทั้งต่อให้คิดจะกลับคำ เขาก็มีวิธีการอื่นที่จะตกลงกับป๋ายเสี่ยวฉุนใหม่อีกครั้ง

ในเมื่อเวลานี้ไม่มีความกังวลใดๆ ซือหม่าอวิ๋นหัวจึงรีบบอกกุญแจสำคัญของการฝ่าด่านที่เจ็ดให้ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้ทันที

“ทำลายเขาวงกต?” ป๋ายเสี่ยวฉุนตะลึง ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เขาไม่ได้ใคร่ครวญถึงการฝ่าด่านที่เจ็ดเลยแม้แต่น้อย พอมาได้ยินคำตอบของซือหม่าอวิ๋นหัวแล้วลองคิดตามอย่างละเอียดก็รู้สึกว่านี่คือวิธีการที่ใช้ได้จริงๆ อีกทั้งยังสอดคล้องกับนิสัยและวิธีการจัดการเรื่องราวของเทียนจุนจักษุไพศาลด้วย

ในเมื่อหาทางออกไม่เจอก็เปิดทางออกด้วยตัวเองไปเลย

เพียงแต่ว่าหากคิดจะทำอย่างนี้ก็คงต้องมีตบะเทียนจุนเท่านั้น ส่วนนักพรตครึ่งเทพที่ต่อให้จะตระหนักได้ถึงจุดนี้ แต่ก็ไม่มีกำลังให้ทำได้อยู่ดี

ซือหม่าอวิ๋นหัวคลี่ยิ้ม จากนั้นก็บอกเล่าประสบการณ์การฝ่าด่านที่แปดจนถึงด่านที่สิบแปดของเขาให้ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้ทั้งหมด เขาบอกป๋ายเสี่ยวฉุนอย่างหมดเปลือกจริงๆ เพราะเขาร้อนใจอยากให้ป๋ายเสี่ยวฉุนฝ่าด่านได้เร็วๆ ยิ่งกว่าตัวป๋ายเสี่ยวฉุนเองเสียอีก…

ข้อนี้สำหรับป๋ายเสี่ยวฉุนที่ควบคุมอำนาจพิเศษ อีกทั้งยังเพิ่มความยากได้ด้วยตัวเองแล้ว เขาจึงรู้ดีว่าซือหม่าอวิ๋นหัวบอกเขาหมดไม่มีกั๊กไว้ แม้จะไม่เต็มใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก ได้แต่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปยังด่านที่เจ็ด

แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนกลับมีลูกไม้เล็กๆ เขาคิดว่าตนควรจะถ่วงเวลาออกไปสักหลายๆ วันหน่อย เพราะอย่างไรซะเวลาเดือนเดียวก็ผ่านไปค่อนข้างไว

เพียงแต่ว่าป๋ายเสี่ยวฉุนประเมินความร้อนรนของกู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นหัวต่ำเกินไป หลังจากที่ป๋ายเสี่ยวฉุนถ่วงเวลาฝ่าด่านอย่างอืดอาดไปได้สามวัน เขาเพิ่งจะฝ่ามาถึงด่านที่สิบเอ็ด กู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นก็อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป คนทั้งคู่ถึงกับร่ายใช้เวทลับตรงดิ่งเข้าไปในด่านที่ป๋ายเสี่ยวฉุนอยู่ หมายจะช่วยให้เขาฝ่าด่านไปเร็วๆ

ตลอดทางที่ผ่านทุกอย่างพังราบเป็นหน้ากลอง อีกทั้งไม่จำเป็นต้องให้ป๋ายเสี่ยวฉุนลงมือเองด้วยซ้ำ

ท่ามกลางเสียงกึกก้อง เวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งวันพวกเขาก็ช่วยให้ป๋ายเสี่ยวฉุนที่ไม่รู้ว่า ควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีผ่านไปถึงด่านที่สิบเจ็ด!

ถือของรางวัลอยู่ในมือ ป๋ายเสี่ยวฉุนกะพริบตาปริบๆ มีความรู้สึกว่า เป้าหมายของกู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นอาจจะลึกล้ำกว่าที่เขาคิดไว้

“หรือว่าเจ้าโจรเฒ่าสองคนนี้คิดร้ายต่อข้า?”

ป๋ายเสี่ยวฉุนเกิดความระแวงขึ้นมาทันที ซือหม่าอวิ๋นหัวเองก็จนใจเหมือนกัน หากเป็นไปได้เขาเองก็ไม่อยากจะทำอะไรให้โจ่งแจ้งขนาดนี้

แต่เป็นเพราะความอืดอาดยืดยาดของป๋ายเสี่ยวฉุน หากเขาไม่ลงมือ เกรงว่าอีกครึ่งเดือนก็คงยังไม่ถึงด่านที่สิบเจ็ด

“ไอ้หมอนี่มันระมัดระวังตัวเกินไปแล้ว…แต่ต่อให้เขาจะระวังตัวแค่ไหน ขอแค่เข้าไปในด่านที่สิบแปด…”

ซือหม่าอวิ๋นหัวแค่นเสียงเย็นอยู่ในใจ ทว่าภายนอกกลับทำท่าทางกระตือรือร้นยิ่ง

“สหายนักพรตป๋าย ข้ารู้ว่าเจ้าคลางแคลงใจ ข้าเองก็ไม่คิดจะปิดบังเจ้า เพราะด่านที่สิบแปดจำเป็นต้องให้พวกเราสามคนร่วมมือกันจริงๆ ถึงจะทำได้ อีกทั้งเวลายังกระชั้นชิด พวกเราจึงต้องลงมือช่วยเจ้าโดยตรง ตอนนี้พวกเราไปด่านที่สิบแปดกันได้แล้วกระมัง?”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version