Skip to content

Library Of Heaven’s Path 1054


ตอนที่ 1054 พายุทรายดำแห่งการสูญเสีย

ถ้าเราอยากควบคุมก้อนธาตุสายฟ้าให้ได้ จะต้องใช้พลังปราณบ่มเพาะมันก่อน หลังจากอ่านรายละเอียดของก้อนธาตุที่มีอยู่ในหอสมุดเทียบฟ้าแล้ว จางเซวียนก็เข้าใจถึงความแข็งแกร่งและข้อบกพร่องทั้งหมดของมัน

การบังคับมันโดยพละกำลังนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของเขาที่ยังมีจำกัด ดังนั้นจึงควรจะค่อยๆ บ่มเพาะไปเช่นเดียวกับที่ราชาใบไม้หินได้ทำก่อนหน้านี้

จางเซวียนยกมือขึ้นแล้วปล่อยกระแสพลังปราณจากฝ่ามือของเขาเข้าสู่ก้อนธาตุสายฟ้าจากระยะไกล

วิ้ง!

เมื่อรู้สึกได้ถึงพลังปราณที่เข้ามาในอาณาเขตของมัน ก้อนธาตุก็เริ่มเปล่งแสงสีน้ำเงินออกมา ทันใดนั้น สายฟ้าฟาดจำนวนนับไม่ถ้วนก็ลงมาจากท้องฟ้า

จางเซวียนรีบนำร่างของราชาใบไม้หินมาบังตัวเองไว้เพื่อป้องกันอันตรายจากสายฟ้า โชคไม่ดีที่ฟงฉวิ๋นซึ่งนอนอยู่ไม่ไกลกันนักไม่มีเครื่องช่วยแบบเขา สายฟ้าฟาด 2 สายทำลายฉนวนที่ราชาใบไม้หยกทำไว้ มันฟาดใส่ร่างกายของเขา ทำให้ตัวสั่นหนักกว่าเดิม

โชคดีที่ฉนวนได้บรรเทาพลังงานของสายฟ้าไปบ้าง ไม่อย่างนั้นฟงฉวิ๋นอาจถึงแก่ชีวิตก็ได้

เราต้องระมัดระวังมากกว่านี้ จางเซวียนอ้าปากค้าง

เขารีบสงบสติอารมณ์ก่อนที่จะรวบรวมพลังปราณแล้วถ่ายทอดเข้าไปในก้อนธาตุสายฟ้าอีกครั้ง คราวนี้เขาทำช้าๆ และระมัดระวังกว่าเดิม จึงไม่มีการตอบโต้จากก้อนธาตุสายฟ้า ราว 20 นาทีต่อมา สีหน้าของจางเซวียนก็เปลี่ยนเป็นความดีใจ

เพียงแค่โบกมือ ก้อนธาตุสายฟ้าก็ลอยเข้ามาหาเขาแล้ว หลังจากพยายามอยู่ 20 นาที เขาก็ควบคุมมันได้สำเร็จ!

เมื่อมีของล้ำค่าอันทรงพลังอยู่ในมือ จางเซวียนก็รู้สึกได้ถึงพลังงานที่อยู่ภายใน เขาตาโตด้วยความตื่นเต้น

อย่างที่เคยคิดไว้ ก้อนธาตุสายฟ้านั้นเป็นกุญแจควบคุมค่ายกลสายฟ้า แม้เขาจะยังขับเคลื่อนมันไม่ได้เพราะยังมีวรยุทธอ่อนด้อยเกินไป แต่ก็โชคดีที่เขายังสามารถควบคุมค่ายกลสายฟ้าไว้ได้โดยผ่านทางก้อนธาตุนี้

จางเซวียนสูดหายใจลึก ชูก้อนธาตุสายฟ้าขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะเริ่มขับเคลื่อนพลังปราณเข้าไป

“ลงมา” จางเซวียนพึมพำ

ฟิ้ววววว!

สายฟ้ามากมายนับไม่ถ้วนที่อยู่โดยรอบกลับเข้าสู่ก้อนธาตุสายฟ้าทันที ราวกับสายน้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทร

“ฮะ?”

ตอนนี้ฟงฉวิ๋นได้สติขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเห็นภาพตรงหน้า เขาก็นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความอัศจรรย์ใจ จากนั้นก็ตัวสั่น

ภาพที่เห็นตรงหน้าช่างน่าสะพรึง ชายหนุ่มที่ตัวเกือบจะดำปิ๊ดปี๋จากการถูกฟ้าผ่ากำลังชูมือขึ้นอยู่ตรงหน้าเขา แล้วสายฟ้านับไม่ถ้วนก็พุ่งกลับมาหา ดูเหมือนจะฉีกเขาเป็นชิ้นๆ

ที่นี่คือนรก หรือเราฝันไป? ชายคนนั้นคืออาจารย์ใหญ่จางหรือเปล่า?

ฟงฉวิ๋นมองอย่างถี่ถ้วน แล้วก็ได้รู้ว่าชายตัวดำปิ๊ดปี๋คนนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากจางเซวียน!

เมื่อรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็มองไปรอบๆ ไม่ช้าก็เห็นร่างของราชาใบไม้หินอยู่ข้างจางเซวียน ทั้งไม่เคลื่อนไหวและไม่หายใจ

อาจารย์ใหญ่จางสังหารราชาใบไม้หินแล้วจริงๆ หรือ? ฟงฉวิ๋นแทบไม่เชื่อสายตา

ซึ่งตอนนั้นเองที่เขาแน่ใจว่าตัวเองยังไม่ตาย

ก่อนจะสลบไป เขาได้เผชิญหน้ากับราชาใบไม้หิน ซึ่งอีกฝ่ายก็ทรงพลังเสียจนเขาพ่ายแพ้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว

แต่หลังจากฟื้นขึ้นมา ก็ได้เห็นซากศพของราชาใบไม้หินนอนเย็นชืดอยู่บนพื้น เกิดอะไรขึ้นตอนที่เขาสลบไป? อาจารย์ใหญ่จางสังหารราชาใบไม้หินและช่วยชีวิตเขาหรือ?

ที่สำคัญกว่านั้นคือเขายังไม่ตาย แต่ทำไมถึงตัวสั่นไม่หยุด? ศีรษะก็เจ็บหนึบๆ ไอ้สารเลวตัวไหนที่ทุบเขาจนสลบแล้วสลบอีก?

หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ฟงฉวิ๋นก็ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเลิกคิด เขาหันไปมองชายหนุ่มตัวดำปิ๊ดปี๋คนนั้นอีกครั้งและอดประทับใจไม่ได้ ก่อนหน้านี้เขาพยายามจะสั่งสอนอีกฝ่ายเพื่อนำเกียรติยศกลับคืนสู่สภายอดขุนพล แต่แล้วอาจารย์ใหญ่จางก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจความขัดแย้งและช่วยชีวิตเขาไว้ในยามคับขัน

แค่คิดถึงสิ่งที่ตัวเองเคยทำลงไปก็ทำเอาอับอายเหลือเกิน เขาไม่รู้จริงๆ ว่าหลังจากนี้จะเผชิญหน้าอีกฝ่ายได้อย่างไร

ไม่น่าแปลกใจที่หลัวลั่วชิงเลือกอาจารย์ใหญ่จางแทนที่จะเป็นเขา ถ้าเขาเป็นเธอ ก็คงตัดสินใจแบบเดียวกัน!

ฟึ่บ!

ไม่ช้า สายฟ้าฟาดในอากาศก็เข้าไปบรรจุอยู่ในก้อนธาตุสายฟ้าจนหมด จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาสะบัดข้อมือแล้วเก็บก้อนธาตุสายฟ้าเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ

จากนั้นก็ยืดตัวบิดขี้เกียจและกำลังจะขับเคลื่อนพลังปราณเพื่อเยียวยาอาการบาดเจ็บ ก็พอดีกับที่เห็นฟงฉวิ๋นเดินเข้ามา

“อาจารย์ใหญ่จาง คุณได้รับความสำนึกในบุญคุณจากผมอย่างมากที่ช่วยชีวิตผมไว้” ฟงฉวิ๋นโค้งคำนับอย่างงาม

จางเซวียนรีบโบกมืออย่างละอายใจ “ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันขนาดนั้นหรอก”

ที่เขาทำลงไปก็เพื่อแก้ไขสถานการณ์เท่านั้น เป็นความจริงที่ว่าเขาเล่นงานอีกฝ่ายจนสลบไปถึง 3 ครั้ง และช็อตด้วยไฟฟ้าอีกครั้งหนึ่ง ถึงตอนนี้หมอนั่นก็ยังตัวสั่นไม่หยุด อาจเป็นอาการที่ตกค้างจากการถูกทุบและกระแสไฟช็อต ถ้าหมอนั่นรู้เรื่องนี้ล่ะก็ มิฉีกเนื้อเขาเป็นชิ้นๆ เสียตรงนี้หรือ?

ช่างมันเถอะ อะไรที่ไม่รู้ก็ไม่ทำให้เจ็บ ก็ดีแล้วที่ทั้งคู่ได้มีมิตรจิตมิตรใจต่อกันหลังจากผ่านวิกฤตการณ์ด้วยกันมา

แต่การที่จางเซวียนไม่พูดก็ไม่ได้หมายความว่าฟงฉวิ๋นจะไม่สงสัย “อาจารย์ใหญ่จาง ถามหน่อย ตอนที่ผมสลบน่ะ ราชาใบไม้หินเล่นงานผมหรือเปล่า? เป็นอะไรไม่รู้ ผมเจ็บท้ายทอยมากเลย”

“เรื่องนั้นมันไม่สำคัญหรอก!” จางเซวียนอ้าปากค้างก่อนจะรีบส่ายหัว “กลับกันเถอะ ปรมาจารย์อู๋กับคนอื่นๆ คงจะดีขึ้นแล้ว”

เมื่อค่ายกลสายฟ้ากลับสู่ก้อนธาตุสายฟ้า ท้องฟ้าก็กระจ่าง ไม่ช้าพวกเขาก็กลับมาถึงบริเวณที่ปรมาจารย์อู๋กับคนอื่นๆ ซ่อนตัวอยู่ พวกเขาออกมาจากหม้อต้นกำเนิดทองคำแล้ว

จางเซวียนมองหม้อต้นกำเนิดทองคำที่ยังสลบไสลอยู่ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกและเก็บมันเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ

ถึงเขาจะประสบความสำเร็จในการปลุกลู่ชงกับเว่ยหรูเหยียน แต่สำหรับหม้อต้นกำเนิดทองคำนั้น สถานการณ์ต่างออกไป ในฐานะที่เป็นของล้ำค่า จิตวิญญาณของมันแตกต่างจากจิตวิญญาณของมนุษย์ ดังนั้นวิธีการที่เขาเคยใช้มาก่อนจึงไม่ได้ผล เขาจำเป็นจะต้องไปหาสมาคมช่างตีเหล็กที่มีระดับสูงกว่านี้เพื่อถ่ายโอนหนังสือและค้นหาวิธีแก้ไข

“ปรมาจารย์จางสังหารราชาใบไม้หินแล้ว” ทันทีที่กลับมาถึง ฟงฉวิ๋นก็แจ้งข่าวดีให้กับทีมสำรวจ ทุกคนมองจางเซวียนอย่างอัศจรรย์ใจ

แม้แต่ปรมาจารย์อู๋ก็ยังรับมือกับราชาใบไม้หินไม่ไหว แต่จางเซวียนสังหารอีกฝ่ายได้สำเร็จและถึงกับแก้ไขค่ายกลสายฟ้าได้ด้วย ช่างเหลือเชื่อจริงๆ พวกเขามองจางเซวียนอย่างชื่นชม

จางเซวียนตั้งท่าจะอธิบาย แต่สุดท้ายเขาก็เงียบไป

เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายว่าเขาทำให้ราชาใบไม้หยกกับราชาใบไม้หินทะเลาะกันได้อย่างไร และการเปิดเผยเรื่องนี้อาจนำปัญหาใหญ่มาให้ ดังนั้นจึงเงียบไว้ดีกว่า

“พวกคุณส่วนใหญ่ยังไม่หายดี และหนทางข้างหน้าก็น่าจะอันตรายกว่านี้” รู้ดีว่ายังมีสมาชิกบางส่วนยังไม่หายบาดเจ็บ จางเซวียนเสนอ “ทำไมคืนนี้เราไม่พักที่นี่ก่อน? หายดีแล้วค่อยออกเดินทางต่อก็ได้”

หลังจากผ่านอะไรๆ มาด้วยกันแล้ว ทีมสำรวจก็รู้ดีว่าอาณาจักรโบร่ำโบราณนั้นเต็มไปด้วยอันตรายทุกฝีก้าว และพวกเขาควรจะอยู่ในสภาพแข็งแกร่งสุดๆ เสียก่อนหากต้องการมีชีวิตอยู่ ดังนั้นทุกคนจึงพยักหน้าอย่างเห็นพ้องและทรุดตัวลงนั่งเพื่อเยียวยาบาดแผลต่อไป

ส่วนจางเซวียนก็หาที่หลบมุมเพื่อให้หลัวลั่วชิงออกมาจากรังนางพญามด

ฟึ่บ!

ก้อนธาตุสายฟ้าปรากฏในมือของเขา เพียงแค่คิด เขาก็ถอดจิตออกจากหว่างคิ้วก่อนจะถือก้อนธาตุสายฟ้าเอาไว้

ก่อนหน้านี้ เขาใช้ค่ายกลสายฟ้าบ่มเพาะจิตวิญญาณ และก็ได้ผลดี ในเมื่อได้ก้อนธาตุสายฟ้าซึ่งเป็นแก่นของค่ายกลสายฟ้ามาแล้ว และเขาก็พอมีเวลา จึงเป็นโอกาสดีที่จะฝึกฝนวรยุทธและยกระดับวรยุทธให้กับจิตวิญญาณ

จางเซวียนจ้องมองสายฟ้าที่อัดแน่นอยู่ในก้อนธาตุ จากนั้นก็ใช้จิตวิญญาณกำมันไว้แน่นก่อนจะขับเคลื่อนศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้า

ซรืดดดดดดด!

สายฟ้าลูกแล้วลูกเล่าจากก้อนธาตุสายฟ้าแล่นเข้าสู่จิตวิญญาณของเขา แล้วบ่มเพาะมัน

1 ชั่วโมงต่อมา จิตวิญญาณของเขาก็ลดขนาดจาก 7 เมตรลงเหลือ 6 เมตร และวรยุทธของจิตวิญญาณก็เพิ่มขึ้นเป็นระดับเซียนมือใหม่ขั้นกลาง

2 ชั่วโมงต่อมา จิตวิญญาณของเขาก็ลดขนาดลงเหลือ 5 เมตร และวรยุทธก็เพิ่มขึ้นเป็นระดับเซียนมือใหม่ขั้นสูง

4 ชั่วโมงต่อมา จิตวิญญาณของเขาเหลือขนาดเพียงแค่ 4 เมตร ส่วนวรยุทธก็เพิ่มขึ้นเป็นระดับเซียนมือใหม่ขั้นสูงสุด

ขณะที่จิตวิญญาณของเขามีขนาดเล็กลง พลังจิตวิญญาณกลับบริสุทธิ์กว่าที่เคย ยิ่งไปกว่านั้น พลังสายฟ้าฟาดก็ยังทำให้จิตวิญญาณมีพละกำลังอย่างน่าทึ่ง

เพียงแค่ใช้พละกำลังของจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียว เขาก็เอาชนะนักรบระดับเซียนขั้น 2 สูงสุดได้แล้ว

ทั้งจิตวิญญาณ ร่างกาย และพลังปราณของเราตอนนี้เทียบเท่ากับนักรบระดับเซียนมือใหม่ขั้นสูงสุด!

หลังจากฝึกฝนวรยุทธไปได้ระยะหนึ่ง จางเซวียนก็รู้ตัวว่าหากเขายังคงบ่มเพาะจิตวิญญาณโดยปราศจากเทคนิควรยุทธที่เหมาะสม เขาจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเกี่ยวกับวรยุทธของจิตวิญญาณที่คาดไม่ถึงอีก จึงส่งจิตวิญญาณกลับเข้าร่างและยิ้มอย่างพอใจ

เข้ามาในอาณาจักรโบร่ำโบราณได้ยังไม่ถึง 1 วัน เขาก็ยกระดับวรยุทธของกายเนื้อและจิตวิญญาณให้เป็นนักรบระดับเซียนมือใหม่ขั้นสูงสุดได้แล้ว การเดินทางครั้งนี้ถือว่าได้ผลดีมาก

ถ้าเป็นที่อื่น ใครจะไปรู้ว่าเขาต้องใช้เวลาแค่ไหนกว่าจะปฏิบัติภารกิจนี้สำเร็จ?

“นี่คือก้อนธาตุสายฟ้า เป็นของล้ำค่าซึ่งเหมาะสมมากกับการฝึกฝนวรยุทธของจิตวิญญาณ คุณควรจะใช้มันสักหน่อยนะ!” หลังจากยกระดับวรยุทธของจิตวิญญาณให้ตัวเองแล้ว จางเซวียนก็ยื่นก้อนธาตุสายฟ้าให้ตัวโคลน ก่อนจะออกจากรังนางพญามดและกลับไปหาทีมสำรวจ

หลังจากได้พักครู่หนึ่ง สมาชิกทีมสำรวจส่วนใหญ่ก็หายจากอาการบาดเจ็บ รังสีของพวกเขากลับมาทรงพลังอีกครั้งหนึ่ง

“เดินทางต่อกันเถอะ!” ปรมาจารย์อู๋พูด แล้วทีมสำรวจก็รีบลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง

เส้นทางที่ทอดยาวตรงหน้าพวกเขานั้นส่วนใหญ่เป็นที่ราบแห้งแล้ง

หลังจากเดินไปได้ระยะหนึ่ง ปรมาจารย์อู๋ก็หยุดกึก เขาหันมาถามชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ “อาจารย์ใหญ่จาง มันดูคุ้นตาสำหรับคุณบ้างไหม?”

หลังจากพูดจบ เขาก็ชี้ไปยังพื้นที่อยู่ตรงหน้า ที่ปักอยู่บนพื้นนั้นคือดาบเล่มหนึ่ง ซึ่งเหมือนกับถูกอะไรบางอย่างฉุดไว้ มันโผล่ขึ้นมาครึ่งเดียวเท่านั้น

เมื่อมองดูพื้นที่โดยรอบก็เห็นร่องรอยของการต่อสู้ ร่องรอยบางส่วนมีฝุ่นกลบ แต่ก็ยังพอมองเห็น

“ไม่นะ ผมไม่เคยเห็นมัน” จางเซวียนมองแล้วส่ายหัว

ก็เหมือนกับดาบฝนเย็นเยือก ดาบที่ปักอยู่กับพื้นนั้นเป็นอาวุธระดับกึ่งเซียน หน้าตาของมันดูไม่คุ้นสำหรับจางเซวียน เขาแน่ใจว่าไม่เคยเห็นมันมาก่อน

วอเทียนฉงเดินออกมาแล้วพูดว่า “นี่คืออาวุธของจางยิ่งชิว เขาเคยใช้มันดวลกับผมครั้งหนึ่ง”

ในฐานะอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์อวิ๋นชือ เขาคุ้นเคยกับอาจารย์ใหญ่คนก่อนดี ทั้งยังพบกันบ่อยๆ ดังนั้นจึงจดจำอาวุธของอีกฝ่ายได้

“ของอาจารย์ใหญ่คนก่อนหรือ?” จางเซวียนชะงัก

“ใช่ นี่คืออาวุธของเขา!” หวู่หรันกับเสิ่นผิงเชาก้าวออกมาและพยักหน้า

“ในเมื่ออาวุธของเขาอยู่ตรงนี้ ก็แปลว่าทีมสำรวจของเขาจะต้องใช้เส้นทางนี้เช่นกัน พวกเราเดินต่อกันเถอะ!”

ทุกคนตาโตด้วยความตื่นเต้น

นี่เป็นครั้งแรกที่พบร่องรอยของอาจารย์ใหญ่คนก่อนหลังจากเข้ามาในอาณาจักรโบร่ำโบราณ จึงอดตื่นเต้นไม่ได้

ทุกคนเร่งฝีเท้า แต่ไม่ช้าก็ต้องหยุดอีกครั้ง

ตรงหน้าพวกเขาคือพายุทรายขนาดมหึมา ที่น่ากลัวมากก็คือพายุนั้นเป็นสีดำสนิท ขนาดยังไม่ทันเข้าไปถึง ทุกคนก็เย็นเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง

“นั่นมันอะไรน่ะ?”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

แม้จะไม่รู้ว่าพายุทรายดำที่อยู่ตรงหน้าคืออะไร แต่ก็รู้สึกได้ถึงพละกำลังของมันที่นำความเกรงขามมาให้ไม่น้อย

หลังจากเงียบงันกันไปครู่ใหญ่ วอเทียนฉงก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “นี่คือพายุทรายดำแห่งการสูญเสีย!”

ทุกคนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “พายุทรายดำแห่งการสูญเสีย?”

“ใช่ มันเป็นพายุทรายที่อันตรายและมีพิษร้ายกาจ อะไรที่หลงเข้าไปในพายุนี้จะถูกกลืนหายจนไม่เหลืออะไรเลย” หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง วอเทียนฉงก็พูดต่อ “ถ้าพวกคุณไม่เชื่อ ก็ดูนะ”

หลังจากพูดจบ เขาก็หยิบดาบระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุดออกมาแล้วขว้างเข้าไปในพายุทราย

ซรืดดดดดดด!

ทันทีที่ดาบนั้นถูกขว้างเข้าไปในพายุทราย จุดสีดำมากมายก็ปรากฏขึ้นบนดาบ เหมือนสนิมที่เกิดจากการตากลมตากฝนมาหลายวัน

จากนั้น วอเทียนฉงโบกมืออีกครั้งเพื่อใช้พลังปราณเรียกดาบกลับคืนมา เขาสะบัดมันเบาๆ

เคร้งงงงง!

ดาบระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุดที่แข็งแกร่งมากแหลกสลายเป็นชิ้นนับไม่ถ้วน

“เอ่อ”

ทุกคนมีสีหน้าพรั่นพรึง

อาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุดนั้นหายากแม้แต่ในจักรวรรดิขั้น 1 แต่มันก็ไม่อาจอยู่รอดได้แม้เพียง 2-3 อึดใจเมื่อเข้าไปอยู่ในพายุ พายุทรายดำแห่งการสูญเสียนี้จะน่ากลัวเกินไปหรือเปล่า?

“มีวิธีที่เราจะผ่านพายุทรายนี้ไปได้ไหม?” ยอดขุนพลคนหนึ่งขมวดคิ้ว

ประธานหานจ้องมองพายุทราย เขาส่ายหน้าและยิ้มแหยๆ “ผมเกรงว่าจะไม่มี”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version