ตอนที่ 1120 ประธานชิงสงสัย
“ขอบคุณมาก ปรมาจารย์ซุน!”
ถึงจะตกตะลึงกันแค่ไหน แต่ก็รู้ดีว่าไม่ใช่เวลาจะมาครุ่นคิดเรื่องนี้ พวกเขารีบหันไปจับจ้องศาสตร์ลับและพยายามจดจำมันให้ได้
ทั้ง 3 เข้าใจดีว่าการลดเงื่อนไขเรื่องระดับวรยุทธของผู้ฝึกฝนศาสตร์การบ่มเพาะหัวใจแก้วใสลงมาเป็นเรื่องสำคัญต่อสภายอดขุนพล
อีกฝ่ายจะปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องที่เขาได้รับการถ่ายทอดมรดกเอาไว้ก็ได้ และจะไม่มีใครฉลาดเฉลียวไปกว่าเขาอีก ด้วยการมีศาสตร์ลับอยู่กับตัว เขาสามารถดึงดูดกลุ่มอำนาจได้มากมาย และสร้างกลุ่มอิทธิพลของตัวเอง นำมาซึ่งทั้งพละกำลังและความอู้ฟู่ร่ำรวย เขาสามารถใช้ศาสตร์ลับเป็นเครื่องเรียกร้องจากสภายอดขุนพลก็ได้ เพราะมันเป็นศาสตร์ลับที่สูงสุดในสายวรยุทธ ทั้งสามก็จะไม่มีทางเลือกนอกจากโค้งคำนับให้กับอะไรก็ตามที่อีกฝ่ายต้องการ
แต่ปรมาจารย์ซุนก็ไม่ได้ทำแบบนั้น
อันที่จริง เขาแทบจะไม่สนใจมันเลย ราวกับไม่ใช่ของสำคัญ ความเมตตาปรานีแบบนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาเทียบชั้นไม่ได้
น่าหัวเราะเหลือเกินที่ในตอนแรกพวกเขาสงสัยในตัวบุคคลผู้สูงส่งแบบนี้
ทั้ง 3 พากันหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย อยากจะมุดลงไปในร่องในรูที่ไหนเสียให้พ้นๆ ไป
ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาคิดว่าในเมื่อทุกคนมีความโลภและความปรารถนาของตัวเอง ความไม่เห็นแก่ตัวอย่างจริงใจจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ตอนนี้ชายหนุ่มได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว
มีแต่คนอย่างเขาเท่านั้นที่ควรค่ากับคำว่า ‘อาจารย์’ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกผิดใดๆ
“ปรมาจารย์ซุน การที่คุณถ่ายทอดศาาตร์การบ่มเพาะหัวใจแก้วใสให้กับสภายอดขุนพลแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนของเรานั้นทำให้คุณเป็นกึ่งอาจารย์ของพวกเราทุกคน นับจากวันนี้ไป ไม่ว่าคุณจะต้องการสิ่งใด ทางสภายอดขุนพลจะต้องพยายามหามาให้ได้”
หลังจากเพ่งดูศาสตร์การบ่มเพาะหัวใจแก้วใสอีกหลายครั้งจนแน่ใจแล้วว่าเหมาะสมกับทุกคนในการฝึกฝนวรยุทธ ประธานชิงก็ก้าวออกมาและประสานมืออย่างจริงใจ
แม้ศาสตร์ลับนี้จะเป็นสิ่งที่ผู้ก่อตั้งแผนกหัวใจทิ้งไว้ แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ได้ปรับเปลี่ยนเทคนิค จึงเรียกว่ามีส่วนร่วมเช่นกัน
ในเมื่อพวกเขากำลังจะฝึกฝนเทคนิควรยุทธของอีกฝ่าย จึงทำให้ปรมาจารย์ซุนถือเป็นกึ่งอาจารย์ของพวกเขา
ถึงอย่างไร จักรวรรดิฉิงหย่วนก็เป็นหนี้บุญคุณชายหนุ่มในครั้งนี้ ไม่มีอะไรที่จะชดใช้ได้
“ประธานชิง ไม่ต้องมีพิธีรีตองขนาดนั้นหรอก” นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะถือเป็นเรื่องจริงจัง จางเซวียนรีบโบกมือเพื่อบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่
“ทำแบบนั้นไม่ได้! ปรมาจารย์ซุน คุณได้ทำคุณประโยชน์ให้กับสภายอดขุนพลอย่างมาก ด้วยศาสตร์การบ่มเพาะหัวใจแก้วใสที่คุณถ่ายทอดให้เรา ประสิทธิภาพการต่อสู้ของสภายอดขุนพลของพวกเราจะต้องสูงขึ้นอีกมาก คราวนี้ล่ะ เราจะสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ของเราได้อย่างง่ายดาย” ประธานชิงตอบอย่างจริงใจ
มี 2 เหตุผลที่ทำให้สมาชิกของสภายอดขุนพลถูกแก๊งชวนชวน ‘ตก’ ไปอย่างง่ายดาย
ข้อแรก ความรู้ความเข้าใจเรื่องการต่อสู้ของสมาชิกแก๊งชวนชวนนั้นเหนือชั้นกว่าพวกเขา ซึ่งแม้แต่ประธานชิงก็ยังต้องยอมรับ
ข้อ 2 เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ฝึกฝนสภาวะจิตจนแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานความเย้ายวนใจต่างๆ
แต่ด้วยศาสตร์การบ่มเพาะหัวใจแก้วใส ประสิทธิภาพการต่อสู้ของเหล่ายอดขุนพลจะถูกยกระดับขึ้นอีกมาก สิ่งนี้จะทำให้พวกเขามีโอกาสดีที่สุดในการแลกเปลี่ยนกับแก๊งชวนชวน ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีก 3 วันข้างหน้า
“จริงด้วย หากได้ฝึกฝนศาสตร์ลับนี้ มันจะช่วยให้สภาวะจิตของพวกเขาใสกระจ่างขึ้น ทำให้เราต้านทานการยืดอายุของปีศาจใต้สำนึกได้ และในเวลาเดียวกัน สภาวะจิตที่แข็งแกร่งขึ้นจะทำให้ความเข้าใจเรื่องเทคนิคการต่อสู้ และเทคนิคการเคลื่อนไหวเชี่ยวชาญขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการต่อสู้ขึ้นอีกมาก” จางเซวียนพยักหน้า
มาถึงตอนนี้ เขาพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ “ใช่สิ ผมมีนักเรียนอยู่จำนวนหนึ่งที่ขาดความเข้มแข็งของสภาวะจิตเช่นกัน หากผมถ่ายทอดศาสตร์ลับให้เขาจะได้ไหม?”
ถึงอย่างไร ศาสตร์การบ่มเพาะหัวใจแก้วใสก็เป็นศาสตร์ลับสูงสุดของสภายอดขุนพล เขายังต้องขอความเห็นชอบจากอีกฝ่ายก่อนที่จะถ่ายทอดให้กับหวังหยิ่งและคนอื่นๆ ในแก๊งชวนชวน
“ได้แน่นอน! ในเมื่อผู้ก่อตั้งถ่ายทอดเทคนิคนี้ให้คุณ แถมคุณยังได้ปรับปรุงมันด้วย คุณก็มีอิสระที่จะทำทุกอย่างได้ตามต้องการ” ประธานชิงตอบยิ้มๆ
มันไม่ใช่ปัญหาเลยหากจะถ่ายทอดเทคนิคนี้ให้นักเรียนเพียง 2-3 คน
หัวหน้าเลี่ยวกับหัวหน้าเว่ยต่างก็พยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ลำพังแค่การกระทำเพียงเท่านี้ไม่ทำให้สภายอดขุนพลเสียประโยชน์อะไร จึงไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะต้องคัดค้าน
“ขอสภายอดขุนพลได้รับความขอบคุณแทนพวกเขาด้วย” จางเซวียนโค้งคำนับ
หวังหยิ่ง หลิวหยางและคนอื่นๆ จากแก๊งชวนชวนอายุยังน้อย เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะมีจิตใจไขว้เขวไปได้ง่ายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่ายอดขุนพล แต่ถ้าพวกเขาได้ฝึกฝนศาสตร์การบ่มเพาะหัวใจแก้วใส ข้อบกพร่องเหล่านั้นก็จะได้รับการแก้ไข อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็จะไม่ตื่นตระหนก และแก๊งชวนชวนก็จะมีโอกาสดีขึ้นในการต่อสู้
“ปรมาจารย์ซุน คุณก็เกรงอกเกรงใจเกินไป” คนอื่นๆ พากันประสานมือด้วยความนอบน้อม
หลังจากสนทนากันอีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็พลันนึกได้อีกเรื่อง เขาถามว่า “ไม่ทราบว่าจะให้ผมรู้ได้ไหมว่าปัญหาแบบไหนที่สภายอดขุนพลกำลังเผชิญอยู่?”
นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่เขาถามคำถามนี้
อีกฝ่ายยอมให้เขาถ่ายทอดศาสตร์การบ่มเพาะหัวใจแก้วใสให้กับนักเรียนและสมาชิกของแก๊งชวนชวน ถือเป็นความกรุณาครั้งใหญ่ เพราะสิ่งนี้ เขาจึงไม่รังเกียจที่จะช่วยอีกฝ่ายแก้ปัญหา
อีกอย่าง เขาเองก็อยากรู้ว่าปัญหาชนิดไหนที่ทำให้สภายอดขุนพลต้องเดือดร้อนจนถึงขั้นประธานชิงผู้เก่งกาจยังต้องตื่นตระหนก
“ผมขอขอบคุณปรมาจารย์ซุนสำหรับความใส่ใจ แต่ด้วยศาสตร์การบ่มเพาะหัวใจแก้วใส ผมมั่นใจว่าพวกเราจะต้องก้าวข้ามวิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้สบาย” ประธานชิงตอบพร้อมกับยิ้มให้
อีกฝ่ายได้ทำคุณประโยชน์ให้พวกเขามากด้วยการปรับรูปแบบของศาสตร์การบ่มเพาะหัวใจแก้วใสให้เรียบง่าย จนทำให้ยอดขุนพลทุกคนสามารถฝึกฝนมันได้ หากมีของดีแบบนี้แล้วยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ สภายอดขุนพลคงไม่รู้จะไปมองหน้าใครในโลกใบนี้แล้ว
“ประธานชิง” ทันทีที่เขาพูดจบ หัวหน้าเลี่ยวก็หันไปหาเขาแล้วส่งโทรจิต “แม้จะมีวรยุทธแค่ระดับเซียนขั้น 1-สูงสุด ปรมาจารย์ซุนก็สามารถหลบเลี่ยงการร่วมมือกันโจมตีของพวกเราได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ แปลว่าประสิทธิภาพการต่อสู้ของเขาถือว่าน่าสะพรึงทีเดียว หากเราให้เขาช่วยสอนบรรดายอดขุนพล ประสิทธิภาพการต่อสู้ของสภายอดขุนพลจะต้องสูงขึ้นอีกมากแน่ๆ”
“เอ่อ” ประธานชิงชะงักไปเล็กน้อยกับข้อเสนอนี้
เขาไม่ได้คิดถึงมันมาก่อน แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าก็มีความสามารถในการต่อสู้อย่างน่าทึ่ง แม้จะมีวรยุทธแค่ระดับเซียนขั้น 1 สูงสุด
ถึงตัวเขาจะสำเร็จวรยุทธขั้นการละทิ้งช่องว่างแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะสู้กับอีกฝ่ายไม่ได้ถ้าลดระดับวรยุทธลงไปให้อยู่ในขั้นเดียวกัน
ด้วยประสิทธิภาพการต่อสู้นี้ เขาแข็งแกร่งกว่าพวกแก๊งชวนชวนทุกคน แต่หากได้มาสอนบรรดายอดขุนพล คงจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสภายอดขุนพลแน่
ถึงเวลานั้น การจะเอาชนะแก๊งชวนชวนและเรียกเกียรติยศกลับคืนมาก็คงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
“ก็เป็นความคิดที่ดี แต่สภายอดขุนพลของเราเป็นหนี้บุญคุณเขามากแล้ว เราไม่อาจขอให้เขาช่วยอะไรเราได้อีก” ประธานชิงตอบพร้อมกับขมวดคิ้ว
ความคิดของหัวหน้าเลี่ยวนั้นดี แต่พวกเขาไม่อาจยอมรับความปรารถนาดีใดๆ ของอีกฝ่ายโดยปราศจากการชดใช้ได้อีก
อีกอย่าง ถ้าใครรู้ว่าสภายอดขุนพลไม่สามารถรับมือกับสถาบันจากจักรวรรดิขั้น 1 ได้จนถึงขนาดต้องขอความช่วยเหลือจากผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณ จะน่าอับอายสักแค่ไหน!
“คุณพูดถูก” เมื่อเข้าใจมุมมองของประธานชิง หัวหน้าเลี่ยวพยักหน้า และไม่พูดอะไรอีก
ส่วนจางเซวียนก็พยักหน้าเมื่อได้ยินปฏิกิริยามั่นอกมั่นใจของประธานชิง
เขารู้ดีว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมหากจะซักถามอะไรมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะทำให้สภายอดขุนพลเกิดความสงสัยขึ้นมาได้ จึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ขอบอกคุณตามตรงนะ ผมมีบางอย่างที่จะต้องถามคุณ”
“พูดมาเลย” ประธานชิงรีบตอบ
“ไม่ทราบว่าจะเป็นไปได้ไหมที่ผมจะขอดูหนังสือเทคนิควรยุทธระดับเซียนขั้น 2 ในสภายอดขุนพลของคุณ ก่อนหน้านี้ผมเผชิญกับด่านคอขวดในการฝึกฝนวรยุทธ และอยากได้ความรู้มากเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อพัฒนาวรยุทธของผมให้ดีขึ้น” จางเซวียนพูด
เขาเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 1-สูงสุดมาเดือนหนึ่งแล้วตั้งแต่สมัยอยู่ที่พระราชวังชิวอู๋ ทั้งกายเนื้อ พลังปราณ และวรยุทธของจิตวิญญาณของเขาถึงขีดจำกัดมานานแล้ว ได้เวลาที่จะฝ่าด่านวรยุทธเสียที
พูดตามตรง เขาก็ออกจะอับอายที่ต้องติดแหงกอยู่กับการเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 1-สูงสุดนานขนาดนี้
“สภายอดขุนพลของเรามีหนังสือเทคนิคระดับเซียนขั้น 2 และสูงกว่า แต่เกรงว่าจะมีไม่มากนัก” ประธานชิงแปลกใจอย่างเห็นได้ชัดกับคำขอของจางเซวียน ก่อนจะพยักหน้า
“มีไม่มากหรือ?” จางเซวียนถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
โดยทั่วไป สภาปรมาจารย์จะมีหนังสือเทคนิควรยุทธมากมายเป็นล้านๆ เล่ม เพื่อที่เหล่าปรมาจารย์จะได้ข้อมูลตามที่ตัวเองต้องการ แล้วทำไมประธานชิงถึงพูดว่าพวกเขามีไม่มาก?
“ไม่เหมือนกับสภาปรมาจารย์ ที่ปรมาจารย์จะสามารถเข้าถึงเทคนิควรยุทธได้เมื่อวรยุทธของตัวเองถึงขั้น พวกเราเหล่ายอดขุนพลจะต้องผ่านการทดสอบก่อนที่จะเข้าถึงเทคนิควรยุทธใหม่ๆ ได้” ประธานชิงอธิบายเมื่อเห็นความไม่เข้าใจในดวงตาของจางเซวียน
สำหรับสภาปรมาจารย์ ตราบใดที่ระดับวรยุทธของปรมาจารย์คนหนึ่งถึงขั้นที่กำหนด ก็สามารถ เข้าถึงหนังสือเทคนิควรยุทธได้ แต่ที่สภายอดขุนพลไม่ได้ใช้กฎเกณฑ์นั้น
เหล่ายอดขุนพลถูกคาดหวังให้ใช้กำลังปกป้องมวลมนุษย์ พวกเขาจึงต้องยกระดับความแข็งแกร่งให้ได้ถึงขีดที่กำหนด และพิสูจน์ว่าตัวเองสามารถผ่านการทดสอบได้ก่อนที่จะเข้าถึงหนังสือเทคนิควรยุทธขั้นต่อไป
ไม่อย่างนั้น หากยังปรับสภาพวรยุทธขั้นเดิมได้ไม่เข้าที่ วรยุทธขั้นใหม่ก็จะไม่เสถียร ทำให้พวกเขาไม่อาจคงพละกำลังที่แข็งแกร่งสูงสุดเอาไว้ได้ และน่าจะเป็นตัวปิดกั้นวรยุทธของพวกเขาด้วย
“สภายอดขุนพลของพวกเราเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการต่อสู้ เหล่ายอดขุนพลจึงต้องฝึกฝนเทคนิควรยุทธเดียวกันเพื่อให้เหมาะสมกับการร่วมมือการต่อสู้ หรือการรวบรวมพลังปราณเพื่อสร้างพลังที่เหนือกว่าขีดจำกัดของตัวเอง ดังนั้นปริมาณเทคนิควรยุทธที่เรามีจึงน้อยกว่าที่มีอยู่ในสภาปรมาจารย์มาก” ประธานชิงอธิบาย
จางเซวียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
สภายอดขุนพลนั้นเป็นกองกำลังของสภาปรมาจารย์ จึงเป็นธรรมดาที่เทคนิควรยุทธของพวกเขาจะมีไว้เพื่อการสำแดงกำลังสูงสุด โดยเฉพาะเมื่อใช้กับการทำงานเป็นทีม ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่พวกเขาจะต้องฝึกฝนเทคนิควรยุทธเดียวกันเพื่อที่จะได้เติมเต็มซึ่งกันและกันได้ดีในการต่อสู้
“แต่ถึงแม้เทคนิควรยุทธของเราจะมีน้อย ผมก็รับประกันได้ว่าจะเป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับคุณ อีกอย่าง ถึงผมจะพูดว่ามันมีจำกัด แต่ก็มีอยู่หลายร้อยเล่มสำหรับสภาวะที่แตกต่างกันไป”
ประธานชิงไม่รู้ว่าทำไมปรมาจารย์ซุนถึงถามหาปริมาณแทนที่จะเป็นคุณภาพ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายร้องขอแบบนั้น ก็แปลว่าจะต้องมีเหตุผล เขาจึงอธิบายทุกอย่างให้กระจ่างเสียก่อนเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด
“เทคนิควรยุทธหลายร้อยเล่มก็ใช้ได้แล้ว ไม่ทราบว่าผมจะไปขอดูได้ที่ไหน และการทดสอบแบบไหนที่ผมจะต้องผ่าน?” จางเซวียนถาม
อันที่จริง เขาอยากรู้ว่าการทดสอบแบบไหนที่เหล่ายอดขุนพลจะต้องผ่าน
ตั้งแต่ได้เป็นเซียนฟ้าประทาน เขาก็ยังไม่ได้ทดสอบพละกำลังใหม่เลย จึงน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะได้ประเมินว่าความแข็งแกร่งของเขาอยู่ระดับไหนของทวีปแห่งปรมาจารย์
“เทคนิควรยุทธอยู่ที่แผนกลมหายใจภายใน ผมเป็นหัวหน้าแผนกลมหายใจภายใน ให้ผมพาคุณไปก็แล้วกัน” หัวหน้าเว่ยพูดยิ้มๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอรบกวนคุณด้วย” จางเซวียนพยักหน้า
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ต้องการให้เขาเข้าไปยุ่งกับกิจการภายใน เขาก็ไม่อยากทำตัวเป็นตัวจุ้นจ้าน แต่ในเมื่อมาถึงสภายอดขุนพลแล้ว อย่างน้อยก็ควรจะได้ใช้โอกาสยกระดับความแข็งแกร่งสักนิดก็ยังดี
“ปรมาจารย์ซุน ทางนี้เลย” หัวหน้าเว่ยร่ำลาประธานชิงก่อนจะพาจางเซวียนออกไป
เมื่อทั้งคู่ออกไป หัวหน้าเลี่ยวหันไปพูดกับประธานชิงอย่างสงสัย “คุณเคยได้ยินว่ามีใครสร้างแรงบันดาลใจด้วยการอ่านเทคนิควรยุทธจำนวนมากมายบ้าง มันจะไม่เป็นการยากยิ่งขึ้นไปอีกหรือที่จะแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากเรื่องลวง น่าจะทำให้เกิดความงุนงงมากกว่าที่จะเข้าใจ”
“ผมก็ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้เหมือนกัน แต่เรื่องหนึ่งที่แน่ใจได้ก็คือปรมาจารย์ซุนเป็นอัจฉริยะตัวจริง บางทีคงจะมีแต่จางเซวียนแห่งสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนเท่านั้นแหละที่จะเทียบกับเขาได้”
เมื่อพูดไปได้ครึ่งประโยค ประธานชิงตัวแข็งทื่อ “รอเดี๋ยว จางเซวียนเพิ่งมาถึงเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วน และปรมาจารย์ซุนก็เพิ่งปรากฏตัว ทั้งคู่ดูจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และเป็นอัจฉริยะชั้นยอดเหมือนกันด้วย”
“หัวหน้าเลี่ยว ภาพวาดของจางเซวียนที่จั๋วจิงเฟิงส่งมาให้เรานั้นอยู่ที่ไหน? เอามาให้ผมที ตอนนั้นผมแค่ชำเลืองแว่บหนึ่งและยังไม่ได้พิจารณาให้ดี แต่คราวนี้…ผมอยากจะขอดูให้แน่ใจ!”
