ตอนที่ 1124 นานไป นานไป
ยอดขุนพลกลุ่มใหญ่กำลังยืนอยู่ด้านนอกหอสมุด สือเฮ่ากับเสี่ยวโปก็อยู่ในกลุ่มด้วย
“พวกคุณมาทำอะไร?” ทั้งกลุ่มนัยน์ตาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นหรือไม่ก็โกรธแค้น แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร ชัดเจนว่าพวกเขามีเป้าหมายบางอย่าง หัวหน้าเว่ยจึงขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดก่อนจะพูดว่า “ปรมาจารย์ซุนไม่ได้มาจากสภายอดขุนพล จึงไม่จำเป็นต้องทำตามกฎของพวกเราในการเข้าหอสมุด”
“หัวหน้าเว่ย พวกเราไม่ได้มาเพราะเรื่องนั้น” เมื่อเห็นหัวหน้าเว่ยเข้าใจผิด สือเฮ่ารีบอธิบาย “มีเรื่องที่พวกเราอยากให้คุณดู”
สิ่งที่เกิดขึ้นในการทดสอบลมหายใจภายในนั้นน่าตกตะลึงจนพวกเขาเกรงว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อหากแค่เล่าให้ฟัง จะดีกว่าถ้าจะพาไปให้เห็นกับตาตัวเอง
เห็นสีหน้าเคร่งขรึมของแต่ละคน หัวหน้าเว่ยถาม “เกิดอะไรขึ้น?”
“หัวหน้าเว่ย เชิญทางนี้เถอะ เดี๋ยวคุณเห็นก็จะเข้าใจเอง” หวงโป๋พูดอย่างสุภาพขณะนำทางไป
“อย่างนั้นก็ได้” เห็นทุกคนไม่เต็มใจจะพูด หัวหน้าเว่ยคิดว่าคงเป็นความลับของแผนกลมหายใจภายใน เขาจึงหันไปพูดกับจางเซวียน “ต้องขออภัยด้วย แต่ผมคงต้องขอให้ปรมาจารย์ซุนรออยู่ตรงนี้สักครู่”
“ไม่ต้องห่วง ไม่มีปัญหา” จางเซวียนพยักหน้า
อีกฝ่ายอาจจะมีปัญหาภายในที่ต้องสะสาง พาเขาไปด้วยคงไม่สะดวก
หัวหน้าเว่ยมองเขาด้วยสีหน้าขอโทษขอโพย จากนั้นก็รีบตามเสี่ยวโปออกไป
หลังจากพวกนั้นออกไปแล้ว จางเซวียนก็ได้แต่ส่ายหัว ขณะที่เขากำลังจะหลับตาและถือโอกาสนี้ตรวจสอบหนังสือที่เพิ่งถ่ายโอนมา ยอดขุนพลที่ชื่อสือเฮ่าก็เดินเข้ามาหา “ผมชื่อสือเฮ่า อยากขอดวลกับปรมาจารย์ซุน”
ในเมื่ออีกฝ่ายทำลายกำแพงได้ถึง 10 อันในการทดสอบลมหายใจภายใน ปริมาณพลังปราณที่มีอยู่ก็คงจะมากกว่าตัวเขาหลายเท่า เขาไม่เคยเจอคนที่เหนือชั้นกว่ามากขนาดนี้มาก่อน จึงเกิดความอยากรู้อยากเห็นและอยากดวลด้วย
ในเวลาเดียวกัน เขาก็อยากเห็นว่าอีกฝ่ายใช้พละกำลังของตัวเองจนได้คะแนนในการทดสอบอย่างน่าทึ่งขนาดนั้นได้อย่างไร
“คุณอยากดวลกับผมหรือ?”
“ใช่แล้ว” สือเฮ่าประสานมือ “หวังว่าปรมาจารย์ซุนจะยอมรับคำขอของผม!”
เห็นความจริงใจในสายตาของอีกฝ่าย จางเซวียนโอนอ่อนผ่อนตาม “อย่างนั้นก็ได้!”
ที่ผ่านมา นอกจากฟงฉวิ๋น เขายังไม่เคยดวลกับยอดขุนพลคนไหนเลย คงเป็นโอกาสดีที่จะได้ประเมินพละกำลังของพวกเขา
“ต้องขออภัยด้วย!”
สือเฮ่าสูดลมหายใจลึกและยืดอกขึ้น ในเวลาเดียวกันรังสีของเขาก็แผ่ออกมาอย่างหนักหน่วงบรรยากาศโดยรอบเย็นเยือกไปหมด
ฟึ่บ!
เขาพุ่งเข้าใส่ด้วยฝีเท้าว่องไว ยังไม่ทันจะถึงตัวจางเซวียน พลังนั้นก็ก่อเกิดเป็นพายุที่หมุนอยู่โดยรอบ ทำให้รู้สึกเหมือนมีปีศาจยืนอยู่ตรงหน้า
พละกำลังที่เหนือชั้นนั้นทำลายเทคนิคได้ทั้งหมด
พลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของสือเฮ่ามีมากมายเสียจนเขาไม่จำเป็นต้องแสดงเทคนิคการต่อสู้ใดๆ เลยหากรับมือกับนักรบทั่วไป ทั้งหมดที่ต้องทำก็คือสำแดงพลังปราณออกมาเท่านั้น
ครั้งนี้เขาก็ตั้งใจจะทำแบบเดียวกัน พลังปราณของเขาพุ่งออกมาราวกับน้ำที่ถูกปล่อยออกจากเขื่อน ด้วยพละกำลังระดับนี้ นักรบทั่วไปคงจะไปต่อไม่ถูกแล้ว ไม่รู้ว่าจะสู้หรือจะหนีดี
ศิลปะการดึงมหาสมุทร : ต้านทานมหาสมุทรอันไร้ขอบเขต ไม่มีทางที่จะรับมือหรือหลบเลี่ยงมัน
“ไม่เลวนี่!” จางเซวียนตาโตเมื่อรู้สึกได้ถึงพละกำลังของอีกฝ่าย
ถ้าเขาไม่ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาถอดรหัสเซียนมา พลังปราณของอีกฝ่ายคงจะพอๆ กันกับของเขา
การที่มีพลังปราณปริมาณพอๆ กันกับเขาที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาเทียบฟ้า ในขณะที่อีกฝ่ายฝึกฝนเทคนิคการสู้รบแบบธรรมดา แปลว่ายอดขุนพลที่ชื่อสือเฮ่าคนนี้เก่งกาจจริงๆ ไม่แปลกใจแล้วที่เขาสามารถทำลายสถิติและกล่าวอ้างว่าตัวเองเป็นที่หนึ่ง
ขณะที่จางเซวียนยังคงครุ่นคิดอยู่ สือเฮ่าก็ตวาดก้องขณะเงื้อฝ่ามือขึ้นและโจมตีเขา
มันไม่ใช่เทคนิคการต่อสู้ที่ทรงพลังเป็นพิเศษอะไร เป็นแค่การใช้ฝ่ามือแบบธรรมดา
ถึงจะเป็นเทคนิคที่เรียบง่าย แต่พละกำลังของพลังปราณของสือเฮ่าก็ถือว่าน่าสะพรึง มันให้ความรู้สึกราวกับจะเกิดรูขึ้นกลางอากาศ บริเวณโดยรอบนั้นปั่นป่วนไปด้วยพละกำลังของฝ่ามือเกิดพายุพัดหมุนติ้ว
ความน่าสะพรึงของพลังปราณนั้นทำให้เกิดน้ำท่วมที่เหมือนจะทำลายทุกสิ่งที่เข้ามาขวางทาง
จางเซวียนไม่หลบ เขายืนยิ้มขณะชี้นิ้วออกไป
ฟึ่บ!
คลื่นอันดุเดือดนั้นหยุดอยู่ตรงหน้าปลายนิ้วของเขา ไปต่อไม่ได้อีกแม้แต่นิ้วเดียว ราวกับงูที่ถูกคว้าคอไว้ ไม่ว่าคลื่นจะพลุ่งพล่านสักแค่ไหน ก็ทำอะไรไม่ได้เมื่ออยู่ต่อหน้าปลายนิ้วนั้น
“ออกไป!”
เห็นคู่ต่อสู้หยุดการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาไว้ได้ด้วยนิ้วเพียงนิ้วเดียว สือเฮ่าหน้าแดงก่ำ เขาคำรามกร้าวและขับเคลื่อนพละกำลังจนถึงขีดสุด ถึงขนาดที่ทางเดินพลังปราณแทบจะฉีกเป็นชิ้นๆ จากแรงกดดันมหาศาลของพลังปราณที่ไหลพล่านอยู่ในนั้น
เห็นเส้นเลือดที่ปูดโปนบนศีรษะของสือเฮ่า จางเซวียนได้แต่ส่ายหัว เขางอนิ้วและดีดกลับอย่างแรง
ฟึ่บ!
คลื่นใหญ่โตนั้นหายวับไป พลังปราณที่พลุ่งพล่านก็แตกกระจายไปโดยรอบ สือเฮ่าถูกบีบให้ถอยไป 8 ก้าว ใบหน้าของเขาแดงก่ำจากแรงปะทะ
เขาใช้เวลา 2 อึดใจในการสงบสติอารมณ์ แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าไม่ได้รับบาดเจ็บเลย เขาหน้าแดงด้วยความอับอายและรีบก้าวเข้าไปประสานมือให้จางเซวียน
“ปรมาจารย์ซุน ขอบคุณที่ออมมือให้ผม”
เขาต่อสู้ด้วยพละกำลังเต็มพิกัด หากเป็นนักรบทั่วไปคงจะได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้ว แต่นอกจากอีกฝ่ายจะเอาชนะการโจมตีของเขาได้ด้วยนิ้วเดียว ยังสามารถควบคุมความแรงไว้จนทำให้เขาไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
การมีพละกำลังแข็งแกร่งก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ความสามารถในการควบคุมมันอย่างแม่นยำด้วยนั้นถือว่าน่าสะพรึงมาก
“ประสิทธิภาพในการต่อสู้ของคุณน่ะไม่เลวนะ” จางเซวียนชมเชย
เขาหมายความตามนั้นจริงๆ
ในแง่ของปริมาณพลังปราณ อีกฝ่ายเป็นรองเพียงแค่หวังหยิ่ง หลิวหยาง และศิษย์สายตรงคนอื่นๆ ของเขาเท่านั้น
หากสือเฮ่าสู้กับสมาชิกคนอื่นๆ ของแก๊งชวนชวน ก็เป็นไปได้ว่าพวกแก๊งชวนชวนจะสู้เขาไม่ได้
ดูเหมือนเขาจะต้องแนะนำพวกแก๊งชวนชวนไม่ให้เผชิญหน้ากับยอดขุนพลสือเฮ่าในลักษณะของการปะทะพลังปราณโดยตรง ไม่อย่างนั้นก็จะต้องพ่ายแพ้ยับเยิน
“ขอบคุณมาก!” สือเฮ่าขอบคุณจางเซวียน แต่ไม่อาจปิดบังความขมขื่นบนใบหน้า
เขาคือผู้ที่มีพลังงานสูงสุดในหมู่นักรบระดับเซียนขั้น 1 ด้วยกันนับตั้งแต่ก่อตั้งสภายอดขุนพลแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนเป็นต้นมา แต่ในสายตาของอีกฝ่าย เขามีค่าเพียงแค่ ‘ไม่เลว’ เท่านั้น!
แต่ถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็มีสิทธิ์ที่จะพูดแบบนั้นจริงๆ
สือเฮ่าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ผมแทบจะไม่เชื่อสายตา แต่ดูเหมือนคุณจะผ่านการทดสอบลมหายใจภายในได้ด้วยพละกำลังของคุณจริงๆ ถ้าไม่เป็นการละลาบละล้วงเกินไป ผมอยากถามคำถามคุณสัก 1 คำถาม”
“พูดมาได้เลย!”
“การที่คุณทำลายกำแพงหินทั้ง 10 อันได้ด้วยพลังฝ่ามือเพียงครั้งเดียว ไม่ทราบว่าคุณใช้พลังปราณมากแค่ไหน?” สือเฮ่าถาม
แม้จะใช้พลังปราณหมดจนหยดสุดท้าย เขาก็ยังทำลายกำแพงได้แค่ 3 อันเท่านั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าปรมาจารย์ซุนทำลายทุกอย่างได้ด้วยพลังฝ่ามือเพียงครั้งเดียวย่อมหมายความว่าเขาไม่ได้ใช้พละกำลังเต็มพิกัดตั้งแต่แรก เรื่องนี้ทำให้เขาสะพรึง แต่ถึงอย่างไรก็ยังอยากรู้ว่าอีกฝ่ายมีพละกำลังมากแค่ไหนถึงทำลายกำแพงหินได้ถึง 10 อัน เขาจะได้ใช้สิ่งนั้นเป็นเกณฑ์เพื่อหมายมั่นปั้นมือที่จะฝึกฝนจนเหนือกว่าอีกฝ่ายให้ได้ในอนาคต
ยอดขุนพลอีก 2-3 คนที่อยู่บริเวณนั้นเพื่อชมการดวลต่างก็รีบหันมามอง พวกเขาอยากรู้เรื่องนี้เช่นกัน
ตอนที่สือเฮ่าออกมาจากทางเดินนั้น ใบหน้าของเขาซีดเผือดและดูเหมือนจะล้มได้ทุกขณะ เขาต้องกินยาหลายเม็ดและฟื้นฟูตัวเองอยู่นานกว่าจะใช้เทคนิคสูงสุดที่เพิ่งแสดงออกไปได้
แต่สำหรับปรมาจารย์ซุน เขาเดินออกมาด้วยใบหน้าแดงเรื่ออย่างคนสุขภาพดี ราวกับเพิ่งไปร่วมงานเลี้ยงมา ไม่เหมือนกับเข้ารับการทดสอบ อีกอย่าง ยังมีเรี่ยวแรงไปห้องสมุดและดูหนังสือด้วย เรื่องนี้จะพอเข้าใจได้หากเขาไม่ผ่านการทดสอบ แต่ปัญหาก็คือเขาผ่านการทดสอบด้วยคะแนนเต็ม! แปลว่าเขาจะต้องมีพลังปราณมากขนาดไหนกัน?
“ผมใช้พลังปราณไปเท่าไหร่?” จางเซวียนนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะถามคำถามแบบนี้ เขาเกาหัวและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ผมไม่ค่อยได้สนใจ แต่ผมฟื้นฟูตัวเองกลับคืนมาได้เต็มพละกำลังก็ตอนที่ไปห้องสมุดนั่นแหละ ขอบคุณสำหรับความใส่ใจของคุณนะ”
ฟื้นฟูตัวเองกลับคืนมาได้เต็มพละกำลังก็ตอนที่ไปห้องสมุด? ขอบคุณสำหรับความใส่ใจ? สือเฮ่ากลืนน้ำลาย แทบจะเป็นลมล้มพับไปเดี๋ยวนั้น
ใครเขาเป็นห่วงเป็นใยคุณกัน? ที่ผมอยากรู้ก็คือคุณทรงพลังแค่ไหนต่างหาก! แต่คุณก็ฟื้นฟูร่างกายตัวเองได้เมื่อตอนที่ไปห้องสมุด?
นั่นหมายความว่าปริมาณของพลังปราณที่คุณใช้ไปในการทดสอบลมหายใจภายในแทบไม่มีความหมายอะไรเลยน่ะสิ
ความเข้าใจนี้ทำให้สือเฮ่าหน้าซีดเผือด เขาเจ็บหัวใจจี๊ดๆ ขึ้นมา
กว่า 20 ปีมาแล้วที่เขายับยั้งตัวเองไว้ไม่ให้ฝ่าด่านวรยุทธ เพื่อจะให้ทำลายสถิติและสร้างตำนานใหม่ให้กับคนรุ่นหลัง เขาทำลายสถิติได้จริงๆ แต่อยู่ได้เพียง 2 นาทีเท่านั้น ก็ถูกอีกคนทำลายซ้ำอย่างยับเยิน
ที่แย่กว่านั้น อีกฝ่ายยังไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ด้วย!
เขาคิดว่าอย่างมากที่สุดเขาก็แค่ต้องขยันหมั่นเพียรฝึกฝนไปอีก 20 ปีเพื่อจะเอาชนะหมอนี่ให้ได้ แต่เท่าที่ดูจากสภาพแล้ว ต่อให้ 200 ปีก็คงทำได้ไม่เท่าเขา!
ช่องว่างระหว่างทั้งคู่นั้นใหญ่เกินไป, ใหญ่เกินไป!
สือเฮ่าช้ำใจจนแทบจะล้มพับไปเดี๋ยวนั้น
มีแต่ตัวเขาเพียงคนเดียวที่รู้ว่าตัวเองต้องทุกข์ทรมานขนาดไหนตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เพียงเพื่อเป้าหมายในการทำลายสถิติ มีอยู่หลายครั้งที่เขาคิดจะล้มเลิก และคิดแค่ว่าเพียงฝ่าด่านวรยุทธได้ก็พอแล้ว แต่เมื่อหวนนึกถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็กัดฟันและอดทน แต่เป้าหมายที่เขาใฝ่ฝันตลอดมากลับไม่มีความหมายเลยในสายตาของอีกฝ่าย
ยิ่งคิดก็ยิ่งแทบอยากกระอักเลือด สือเฮ่ากัดฟันและถามอีกครั้ง “ถ้าอย่างนั้น ไม่ทราบว่าปรมาจารย์ซุนเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 1 มานานแค่ไหนแล้ว ถึงสะสมพลังปราณได้มากขนาดนั้น?”
แม้อีกฝ่ายจะดูเหมือนอายุเพียง 20 ต้นๆ แต่ก็มีตระกูลผู้ทรงพลังหลายตระกูลที่มีศาสตร์ลับซึ่งสามารถปกปิดอายุที่แท้จริงของตัวเองไว้ได้ อย่างตัวเขา ปีนี้เขาอายุ 200 ปีแล้ว แต่ในสายตาของคนอื่นก็ดูเหมือนอายุ 30 ปลายๆ เท่านั้น
ถ้าอีกฝ่ายใช้เวลามากกว่า 20 ปีในการเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 1 อย่างน้อยที่สุดเขาก็จะปลอบใจตัวเองได้ว่าช่วงเวลาที่เขาใช้ไปไม่ได้สูญเปล่า และจะได้เก็บเอาความมั่นใจที่แตกสลายไปกลับคืนมาอีกครั้ง
เมื่อได้ยินคำถามของสือเฮ่า จางเซวียนอดถอนหายใจเฮือกไม่ได้ “มันเป็นเรื่องน่าเสียใจมาก แต่ผมใช้เวลาอยู่ในขั้นนี้นานเกินกว่าที่ควรจะเป็น!”
เพราะเขาหาเทคนิควรยุทธระดับเซียนขั้น 2 ไม่ได้ ลงท้ายจึงต้องติดแหงกอยู่กับระดับเซียนขั้น 1ยาวนานกว่าที่เขาต้องการ แค่คิดก็ทำเอาหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายแล้ว มันเหมือนเป็นรอยด่างพร้อยในสถิติของเขา
“คุณใช้เวลานานเกินกว่าที่คุณคิดไว้” สือเฮ่าถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในเมื่ออีกฝ่ายใช้เวลาอยู่ในวรยุทธขั้นนี้ยาวนานเพื่อสะสมพละกำลัง ก็แปลว่าความปราดเปรื่องของเขาไม่ได้ด้อยกว่ามากนักหากจะเปรียบเทียบกัน
“ใช่แล้ว เป็นเพราะผมไม่อาจหาเทคนิควรยุทธที่เหมาะสมเพื่อการฝ่าด่านวรยุทธได้ นี่คือเหตุผลที่ผมขอเข้าชมห้องสมุดของคุณ เพื่อหวังว่าจะพบแรงบันดาลใจให้ฝ่าด่านคอขวดได้สำเร็จ!” จางเซวียนถอนหายใจอีกครั้งและส่ายหัวด้วยความเสียใจ “ผมติดอยู่ในวรยุทธขั้นนี้มามากกว่า 1 เดือนแล้ว ถ้าเร็วๆ นี้ยังฝ่าด่านวรยุทธไม่ได้ ก็ไม่รู้จะเอาหน้าที่ไหนไปมองลูกศิษย์ของผมอีกแล้วล่ะ”
“….” สือเฮ่ากุมหัวใจ
“….” ยอดขุนพลคนอื่นๆ
