ตอนที่ 1125 ท่านอาจารย์ ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะ
สือเฮ่าใช้เวลา 20 ปีเต็มเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 1 -สูงสุดกว่าที่จะรวบรวมพลังได้ขนาดนี้ เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 1 มาอย่างน้อยๆ ก็หลายสิบปี ถึงได้รำพึงรำพันว่าตัวเองใช้เวลานานเกินไปติดแหงกอยู่กับขั้นนี้ แต่ใครจะไปคิดว่า
เดือนเดียว
เดือนเดียวเท่านั้น
นานบ้านแกสิ!
ปรับระดับวรยุทธได้ในช่วงเวลาเพียงไม่นาน แต่ยังกล้าพูดว่าใช้เวลานานเกินไปกับวรยุทธขั้นนี้
ถ้าหยุดโม้เสียหน่อยแล้วจะตายไหม?
สือเฮ่ายิ่งปวดใจหนักกว่าเดิม
คนอื่นๆ ต่างก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน หากพวกเขาแข็งแกร่งพอ คงจะเข้าไปซ้อมอีกฝ่ายเสียแล้ว
หมอนี่ก็ช่างวอนเสียจริงๆ !
บ่นพึมพำว่า 1 เดือนนั้นนานเกินไป อีกทั้งยังบอกว่าไม่รู้จะเอาหน้าที่ไหนไปมองลูกศิษย์ตัวเอง
ด้วยความเร็วขนาดนี้ คุณแน่ใจนะว่าฝึกฝนวรยุทธ ไม่ใช่บิน?
ส่วนจางเซวียนซึ่งมองเห็นสีหน้าขมขื่นของบรรดาคนรอบตัวเขา ก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนปัญญา
นี่คือความเห็นอย่างจริงใจ เขาไม่ได้โม้หรือคิดจะโชว์ออฟเลย ไม่ต้องพูดถึงจ้าวหย่า หยวนเทา และคนอื่นๆ ที่กำลังจะได้รับมรดกตกทอดอันทรงพลัง แม้แต่หวังหยิ่งก็ยังเป็นนักรบระดับเซียนมือใหม่ขั้นสูงสุดและพร้อมจะฝ่าด่านวรยุทธได้ทุกขณะ ส่วนนักเรียนปรุงยาของเขา, หลัวฉีฉี ก็มีความแข็งแกร่งทัดเทียมกับเขาแล้ว คือเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 1-สูงสุด ถ้าเขาไม่ฝ่าด่านวรยุทธเร็วๆ นี้ คนอื่นๆ คงจะล้ำหน้าเขาไปแน่
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากใช้เวลา แต่มีลูกศิษย์ไล่ตามมาติดๆ แบบนี้ หากชักช้าแม้เพียงนิดเดียวก็จะต้องล้าหลังพวกนั้นแน่ พูดตามตรงคือเขาตกที่นั่งลำบาก ทำไมใครๆ จะต้องมาเอาจริงเอาจังกับเขาเมื่อเขาพูดแบบนี้ด้วย
เป็นอาจารย์นี่ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ !
สือเฮ่าข่มความอยากตะบันหน้าอีกฝ่ายไว้ จากนั้นก็ก้มศีรษะให้และถามว่า “คุณสะสมพละกำลังและพลังปราณได้ขนาดนี้ในเวลาเพียงเดือนเดียว ไม่ทราบว่าปรมาจารย์ซุนฝึกฝนวรยุทธอย่างไร ถ้าไม่เป็นการมากเกินไป พวกเราอยากจะขอเรียนกับคุณ!”
รู้ดีว่านี่เป็นโอกาสสำหรับพวกเขา คนอื่นๆ ที่ได้ยินคำพูดของสือเฮ่าจึงพากันคำนับให้เช่นกัน
พวกเขาติดอยู่ในระดับวรยุทธเดิมมาหลายปี หรือแม้แต่หลายสิบปีแล้ว สำหรับคนเหล่านี้ การฝึกฝนวรยุทธช่างเป็นกระบวนการที่เหน็ดเหนื่อยและยาวนานราวกับน้ำที่หยดลงบนหิน แต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าฝึกฝนวรยุทธเพียงแค่เดือนเดียวก็มีพละกำลังน่าทึ่งถึงขนาดทำลายกำแพง 10 อันได้พร้อมๆ กัน หากพวกเขาได้เรียนเทคนิควรยุทธจากคนแบบนี้ การพัฒนาวรยุทธของพวกเขาคงจะไปได้รวดเร็วแน่
“ผมฝึกฝนวรยุทธอย่างไรหรือ?” เมื่อได้ยินคำถาม จางเซวียนมองกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าและยิ้ม “อันที่จริงมันไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อนเลย เป็นเพียงแนวคิดคำเดียว ยกตัวอย่างศิลปะการดึงมหาสมุทรของคุณเป็นตัวอย่างนะ ผมได้ยินว่าคุณตามล่าอสูรระดับเซียนและรวบรวมสมุนไพรระดับเซียนหลายชนิดเพื่อเติมเต็มข้อบกพร่องในร่างกายของคุณ คุณยังถึงขั้นดำดินเพื่อบ่มเพาะพลังปราณด้วยหัวใจลาวาด้วย ประสิทธิภาพการต่อสู้ของคุณสูงขึ้นมากหลังจากผ่านกระบวนการเหล่านี้ แต่ก็ยังมีช่องว่างเพราะคุณให้ความสนใจกับองค์ประกอบภายนอกมากเกินไป หากทำแบบนี้ต่อไปจะพัฒนาได้ยาก!”
“ศิลปะการดึงมหาสมุทรนั้น คือการทำมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ให้ว่างเปล่าและเปลี่ยนเป็นพละกำลังที่นำมาใช้ได้ เพื่อให้ทำได้ตามแนวคิดของเทคนิคนั้นจริงๆ ขั้นแรกคุณจะต้องเข้าใจถึงความไร้ขอบเขตของมหาสมุทรและทำความเข้าใจธรรมชาติของมันก่อน เมื่อคุณเข้าใจแนวคิดนั้น ร่างกายของคุณก็จะใหญ่โตและไร้ขอบเขตเหมือนกับมหาสมุทรเช่นกัน!”
จางเซวียนได้เห็นหนังสือศิลปะการดึงมหาสมุทรในห้องสมุดเมื่อครู่ก่อน และหลังจากประมวลมันเข้ากับหนังสือเล่มอื่นๆ เขาก็มีความเข้าใจอันลึกซึ้งในการฝึกฝนเทคนิคนี้จนถึงแก่นของมัน
“แนวคิดหรือ?” สือเฮ่าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ผมใช้เวลาครึ่งปีบนเกาะที่ห่างไกลโดยหวังว่าจะเข้าใจแนวคิดที่เป็นแก่นของเทคนิควรยุทธนี้ แต่ผมกลับพัฒนาไปได้ไม่เท่าไหร่ นั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกใช้ปัจจัยภายนอกแทน”
มีหนังสืออย่างน้อยก็หลายพันเล่มในห้องสมุดที่อธิบายถึงศิลปะแห่งการดึงมหาสมุทร แต่มีเพียงไม่กี่เล่มที่พูดถึงแนวคิดของมัน ด้วยความรู้นั้น สือเฮ่าพยายามจะพัฒนาวรยุทธของเขา แต่ความพยายามของเขากลับสูญเปล่า ดังนั้นเขาจึงต้องใช้วิธีการอื่น โชคดีที่การทำงานหนักของเขาไม่ล้มเหลว และในที่สุดระดับวรยุทธของเขาก็ก้าวหน้ามากกว่าคนทั่วไป
“คุณรู้ไหมว่าทำไมคุณถึงทำไม่สำเร็จทั้งที่ใช้เวลาถึงครึ่งปีอยู่บนเกาะห่างไกล?” จางเซวียนถาม
“เอ่อ” สือเฮ่าชะงักไป
ถ้าเขารู้ เขาคงจะแก้ไขมันให้ถูกต้องเสียนานแล้ว คงไม่ต้องใช้วิธีอื่นเป็นทางเลือกหรอก
“จิตใจของคุณมุ่งมั่นอยู่กับการทำลายสถิติมากเกินไป!” จางเซวียนเอา 2 มือไพล่หลังไว้ขณะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “การทำลายสถิติของคุณทำให้คุณเอาจริงเอาจัง คุณมักจะบอกตัวเองว่า คุณจะทำลายสถิติในการทดสอบให้ได้เมื่อคุณเข้าถึงระดับสูงสุดของวรยุทธระดับเซียนขั้น 1 แต่ระดับสูงสุดนั้นอยู่ที่ไหนล่ะ คุณคิดว่าตัวคุณเองอยู่ในระดับสูงสุดแล้วหรือ ถ้าถึงระดับสูงสุดแล้ว ทำไมถึงสู้ไม่ได้แม้แต่กับนิ้วเดียวของผม?”
“มหาสมุทรที่กว้างใหญ่นั้นรองรับแม่น้ำทุกสายที่ไหลไปหามัน เพื่อจะให้เชี่ยวชาญศิลปะการดึงมหาสมุทร สภาวะจิตของคุณจะต้องกว้างใหญ่ด้วย การดิ้นรนกระเสือกกระสนต้องไม่มี ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีความปรารถนา ไม่มีการวิงวอนขอร้องใดๆ เมื่อถึงตอนนั้นแหละที่คุณจะเข้าถึงแก่นแท้ของเทคนิค แต่คุณจับจ้องอยู่กับการทำลายสถิติของยอดขุนพลเฟิงมากเกินไปตั้งแต่ต้น สภาวะจิตของคุณจึงคับแคบ เมื่อมีความคิดแบบนี้ คุณจึงไม่มีวันจะเข้าใจความยิ่งใหญ่ของมหาสมุทร ต่อให้คุณอยู่บนเกาะห่างไกลนั้นนานแค่ไหนก็ตาม” จางเซวียนถอนหายใจ
ตอนที่เขาดวลกับสือเฮ่า หอสมุดเทียบฟ้าได้ประมวลหนังสือของอีกฝ่ายออกมา เพียงชำเลืองดูเขาก็บอกได้ว่าแม้สือเฮ่าจะมีพื้นฐานอันแข็งแกร่งในศิลปะการดึงมหาสมุทร แต่เขาก็สนใจในเส้นทางที่ผิด
“ผม” สือเฮ่าตัวแข็ง เขาหลับตา และภาพตลอด 20 ปีของความพากเพียรที่เขาได้ลงทุนลงแรงไปก็ทยอยกันเข้ามาในสมอง
ครู่ต่อมาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก้าวออกไปข้างหน้า จากนั้นก็คุกเข่าลงและโค้งคำนับ “ผมได้รับประโยชน์มากจากคำสอนของปรมาจารย์ซุน ถ้าคุณไม่ชี้ทางให้ผม ผมคงจะเบี่ยงเบนออกไปจากเส้นทางที่ถูกต้องและทำให้โอกาสประสบความสำเร็จของตัวเองลดลงไปเรื่อยๆ !”
หลังจากที่ความทรงจำเหล่านั้นผุดขึ้นมา เขาก็เข้าใจว่าสิ่งใดที่ตัวเองได้ทำผิดไป
ถ้าไม่ใช่เพราะการกระตุ้นเตือนจากชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า เขาคงจะเดินตามเส้นทางเดิมต่อไป บางทีระดับวรยุทธของเขาอาจจะเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด แต่สุดท้าย การไต่ขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้นก็คงยากขึ้นเรื่อยๆ และวรยุทธระดับจิตวิญญาณต้นกำเนิดก็คงเป็นได้แค่ความฝันสำหรับเขา
โชคดีที่มีคนดึงเขาขึ้นมาจากหน้าผาก่อนที่เขาจะตกลงไป ยังไม่สายเกินกว่าที่จะเปลี่ยนแปลง
“ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจไปหรอก พวกเราก็แค่แลกเปลี่ยนความรู้กันเท่านั้น” จางเซวียนรีบพยุงสือเฮ่าให้ลุกขึ้น
ยอดขุนพลอีกคนหนึ่งก้าวเข้ามาแล้วถามว่า “ผมติดอยู่ที่วรยุทธระดับเซียนขั้น 1-สูงสุดมา 5 ปีแล้ว เมื่อ 5 ปีที่แล้วผมไม่ผ่านการทดสอบลมหายใจภายใน แต่อีก 5 ปีต่อมาหลังจากนั้น ผมก็ยังก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปไม่ได้ ผมหวังว่าปรมาจารย์ซุนจะช่วยให้คำชี้แนะ เพราะผมฝึกฝนในเส้นทางที่ผิดเพี้ยนไป หรือสภาวะจิตของผมยังอ่อนด้อยเกินไปหรือเปล่า?”
“สำแดงเทคนิคการต่อสู้สิ”
“ได้!”
ยอดขุนพลผู้นั้นเริ่มสำแดงการออกหมัดพื้นฐานอันทรงพลัง พลังปราณของเขาไหลเวียนด้วยความหนักหน่วงอันน่าทึ่ง ทำให้เกิดเสียงแกรกกราก
“พอแล้ว” จางเซวียนยับยั้งไว้เมื่อเขาสำแดงหมัดพื้นฐานไปได้ครึ่งทาง “ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คุณฝึกฝนศิลปะแม่น้ำหวนกลับของประธานสภายอดขุนพลใช่ไหม? ศิลปะแม่น้ำหวนกลับและศิลปะการดึงมหาสมุทร สองเทคนิคนี้จะทำให้ปริมาณพลังปราณเพิ่มขึ้นมาก ในสถานการณ์ทั่วไป การสะสมพลังปราณถึง 5 ปีน่าจะเพียงพอให้คุณผ่านการทดสอบ แต่คุณยังคงติดอยู่ที่ด่านคอขวด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความปราดเปรื่องของคุณ คุณยังได้ฝึกฝนศาสตร์ที่ยอดขุนพลไป๋โม่ทิ้งไว้เมื่อ 2000 ปีก่อนด้วยใช่ไหม?”
“คะ-คุณ รู้ได้อย่างไร?” ยอดขุนพลถามด้วยความตกใจ
ยอดขุนพลไป๋โม่นั้นเป็นที่รู้กันว่าเขาประสบความสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ในศิลปะแม่น้ำหวนกลับ เหล่ายอดขุนพลจึงยกย่องให้เขาเป็นบุคคลตัวอย่าง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงฝึกฝนเทคนิควรยุทธที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่อีกฝ่ายทิ้งเอาไว้
แต่เขาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่เคยบอกใคร แล้วชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ารู้ได้อย่างไร?
“ยอดขุนพลไป๋โม่นั้นเกิดมาพร้อมกับสภาวะพิเศษโดยกำเนิด และยังมีเทคนิคที่เป็นองค์ประกอบของธาตุน้ำ จึงเป็นธรรมดาที่ร่างกายของเขาจะเหมาะสมกับการฝึกฝนศิลปะแม่น้ำหวนกลับ แต่คุณนั้นมีองค์ประกอบของธาตุดิน ดินจะดูดซับน้ำ ยับยั้งน้ำไว้ ดังนั้นการพัฒนาของคุณจึงช้ากว่าเมื่อคุณพยายามจะฝึกฝนเทคนิคของยอดขุนพลไป๋โม่ คุณควรจะฝึกฝนเทคนิคของยอดขุนพลหงเจียงจะดีกว่า ภายในไม่ถึง 1 เดือนก็จะฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ” จางเซวียนพูด
“องค์ประกอบของธาตุดิน? ผมไม่ได้มีองค์ประกอบของธาตุน้ำหรอกหรือ?” ยอดขุนพลแปลกใจกับคำพูดของจางเซวียน
“คุณเกิดมาพร้อมกับองค์ประกอบของธาตุน้ำ แต่สมุนไพรที่มีองค์ประกอบของธาตุดินซึ่งคุณกินเข้าไปนั้นส่งผลให้ธาตุดินแทรกตัวเข้ามาเป็นธาตุหลักของคุณแทน” จางเซวียนตอบยิ้มๆ
แม้สภาวะของแต่ละคนจะถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด แต่ด้วยปัจจัยบางอย่าง ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เช่นเดียวกับยอดขุนพลที่อยู่ตรงหน้าเขา
เขาเกิดมาพร้อมกับองค์ประกอบธาตุน้ำ แต่ยาสมุนไพรที่เขาได้กินเข้าไปโดยไม่รู้ตัวนั้นได้อุดกั้นสภาวะซึ่งเป็นองค์ประกอบของธาตุน้ำไว้ สุดท้ายระดับวรยุทธของเขาจึงเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า ทำให้ดูเหมือนขาดความปราดเปรื่อง
“เอ่อ” ยอดขุนพลถึงกับผงะ ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในหัวสมอง เขาหวนระลึกอะไรได้บางอย่างและถึงกับชะงักไป เขาโค้งคำนับให้จางเซวียนอย่างงามและพูดว่า “ปรมาจารย์ชุน ขอบคุณมากสำหรับคำชี้แนะ คุณทำให้ผมตาสว่าง”
ในตอนนี้ ชัดเจนกับยอดขุนพลทุกคนแล้วว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาไม่ได้มีดีแค่ความทรงพลังเท่านั้น ดวงตาหยั่งรู้ของเขายังอยู่ในระดับที่น่าทึ่งด้วย
“ปรมาจารย์ซุน ผมเองก็ประสบปัญหาในการฝึกฝนวรยุทธ”
เมื่อเห็นยอดขุนพล 2 คนได้รับประโยชน์มากจากคำชี้แนะของชายหนุ่ม นัยน์ตาของยอดขุนพลคนอื่นๆ ก็เบิกโพลง พวกเขากรูกันเข้ามาด้วยความตื่นเต้น
“ทุกคนอย่าเพิ่งร้อนรน ผมรู้ว่าพวกคุณสนใจ อยากรู้ว่าจะเพิ่มพลังปราณในร่างกายได้อย่างไร ทำไมไม่ให้ผมเปิดการบรรยายเพื่อถ่ายทอดความรู้ในเรื่องนี้ล่ะ? หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับพวกคุณนะ” เมื่อเห็นบรรดายอดขุนพลเข้ากลุ้มรุม จางเซวียนพูดให้พวกเขาสงบลงพร้อมกับยิ้ม
หลังจากทุกคนได้ที่นั่งแล้ว เขาก็เริ่มการบรรยาย “เพื่อเพิ่มปริมาณพลังปราณในร่างกายนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเข้าใจว่าร่างกายเก็บกักพลังปราณไว้ที่จุดตันเถียน เมื่อจุดตันเถียนใหญ่โตพอเท่านั้นถึงจะสามารถเก็บพลังปราณในปริมาณที่มากขึ้นได้”
เสียงของจางเซวียนดังก้องไปทั่วขณะที่ดอกไม้ดอกเล็กๆ ค่อยๆ ร่วงลงมาจากท้องฟ้า
เหล่ายอดขุนพลเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของสภาปรมาจารย์ พวกเขาทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการปกป้องมวลมนุษย์จากภัยคุกคามทั้งปวง เป็นธรรมดาที่จางเซวียนจะไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง
และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบในฐานะปรมาจารย์
พวกเขากำลังจะเป็นคู่ต่อสู้ของแก๊งชวนชวนในการแลกเปลี่ยนก็จริง แต่การที่พวกเขามีความแข็งแกร่งก็จะเป็นประโยชน์กับแก๊งชวนชวนเช่นกัน เพราะจะเป็นแรงบันดาลใจให้สมาชิกของแก๊งชวนหมั่นเพียรฝึกฝนหนักกว่าที่เคย
หลังจากเข้าถึงหัวใจครูบาอาจารย์แล้ว ความคิดเรื่องการเป็นครูเป็นศิษย์ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากใจ เขาไม่สนใจแล้วว่าใครจะเป็น ‘ศิษย์ของฉัน’ หรือ ‘คนอื่นๆ ’ ตราบใดที่อีกฝ่ายมีความคิดดีและเต็มใจที่จะเล่าเรียน เขาก็ไม่ลังเลที่จะสั่งสอนคนเหล่านั้น
…..
“คุณกำลังจะบอกว่านี่เป็นฝีมือของปรมาจารย์ซุนหรือ?” หัวหน้าเว่ยตาเบิกโพลงอย่างแทบไม่อยากเชื่อขณะยืนอยู่ในการทดสอบลมหายใจภายใน
“ใช่ มันยังคงอยู่ในสภาพดีตอนที่สือเฮ่าออกมา แต่หลังจากที่ปรมาจารย์ซุนเข้าไปแล้วถึงได้กลายเป็นสภาพนี้” เสี่ยวโปรีบตอบ
“กำแพงหินถูกทำลายด้วยพลังฝ่ามือเพียงครั้งเดียวและได้คะแนน 100 เต็ม พลังปราณที่เขามีจะต้องขนาดไหนกัน?” หัวหน้าเว่ยหายใจถี่กระชั้นด้วยความตื่นเต้น
ที่ผ่านมา เขาคิดมาตลอดว่าแม้ปรมาจารย์ชุนจะทรงพลัง แต่ก็ไม่มีทางที่ปริมาณพลังปราณของเขาจะเทียบชั้นกับยอดขุนพลทั่วไปได้ นับประสาอะไรกับอัจฉริยะระดับสือเฮ่า แต่ตอนนี้ก็รู้ตัวแล้วว่าเข้าใจผิด
ผ่านการทดสอบได้ด้วยการใช้พลังฝ่ามือเพียงครั้งเดียว ปริมาณพลังปราณของปรมาจารย์ซุนจะต้องน่าทึ่งขนาดไหน!
“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ด้วยพละกำลังของเขา ถ้าเราหว่านล้อมให้เขาเข้าร่วมกับสภายอดขุนพลของเราได้ พวกเราจะต้องเหนือชั้นที่สุดในบรรดาสภายอดขุนพลสาขาอื่นๆ ของจักรวรรดิอันทรงเกียรติ” เสี่ยวโปพูด
“คุณพูดถูก” หัวหน้าเว่ยพยักหน้า
นับตั้งแต่ก่อตั้งสภายอดขุนพลเป็นต้นมา คะแนนสูงสุดที่มีผู้ทำได้คือ 38 คะแนนจากสือเฮ่า ส่วนปรมาจารย์ซุนนั้น ด้วยพลังฝ่ามือเพียงครั้งเดียวก็ทำคะแนนได้ถึง 100 เต็ม ด้วยคะแนนระดับนี้ ไม่ช้าไม่นานเขาคงจะทำให้สวรรค์ทะลุทะลวงได้!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไม่มียอดขุนพลในสภายอดขุนพลของจักรวรรดิอันทรงเกียรติที่ไหนที่จะมีพลังปราณสะสมไว้มากมายขนาดนี้
“ไปกันเถอะ ไปเชิญเขาให้เข้าร่วมแผนกลมหายใจภายในของพวกเรา!” ยิ่งหัวหน้าเว่ยครุ่นคิดเท่าไหร่ ก็ยิ่งสนใจมากขึ้นเท่านั้น เขาจึงรีบหันหลังกลับแล้วออกไป
“หัวหน้าเว่ย แล้วเราจะทำอย่างไรกับการทดสอบนี่ล่ะ?” เสี่ยวโปถามอย่างร้อนใจ
เขากำลังเขาวางแผนจะเข้ารับการทดสอบลมหายใจภายในหลังจากปรมาจารย์ซุน แต่ก็พบว่ามันพังพินาศไปแล้ว ในเมื่อมันพังไม่เหลือซาก แผนที่วางไว้ก็ต้องล่มสลาย
“ไม่ต้องห่วง หลังจากที่เราจัดการเรื่องปรมาจารย์ซุนแล้ว ผมจะไปสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลและเชิญประธานหานมาเพื่อช่วยซ่อมแซมค่ายกลในการทดสอบของเรา ถึงค่ายกลจะเป็นเกรด 8 แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่เขาจะซ่อมได้หากได้เห็นพิมพ์เขียวแล้ว” หัวหน้าเว่ยยิ้ม
เขาอาจซ่อมแซมค่ายกลด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากประธานสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลในพื้นที่ได้
เมื่อมีประธานหานช่วย ก็คงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่
“เอาล่ะ รีบไปกันเถอะ!” หลังจากเข้าใจกันแล้ว หัวหน้าเว่ยก็ออกจากทางเดินและมุ่งหน้าไปยังที่ที่เขาทิ้งปรมาจารย์ซุนไว้เมื่อครู่ก่อน ในเวลาเดียวกันก็ครุ่นคิดว่าจะหว่านล้อมอีกฝ่ายอย่างไรให้เข้าร่วมกับแผนกลมหายใจภายในของเขา
แต่ยังไม่ทันจะไปถึงจุดหมาย ก็ได้ยินเสียงราบเรียบดังก้องไปโดยรอบ
“…และนั่นก็คือวิธียกระดับพลังปราณที่พวกคุณมี!”
หัวหน้าเว่ยเงยหน้าดู และเห็นยอดขุนพลมากมายในแผนกลมหายใจภายในของเขากำลังโค้งคำนับอย่างจริงใจให้ปรมาจารย์ซุนด้วยแววตาที่เปี่ยมความเคารพ
พร้อมกันนั้น พวกเขาก็พูดด้วยเสียงดังสนั่น “ท่านอาจารย์ ขอบคุณมากสำหรับคำชี้แนะ!”
