ตอนที่ 117 พูดไม่ออก
เขารู้สึกหายใจหายคอไม่ออก แต่ไป๋หมิงก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่อาจเถียงจางเซวียนได้
การตรวจสอบหม้อต้มยาและเปลวไฟก่อนจะลงมือปรุงยาเป็นเรื่องเบสิคที่จำเป็นต้องทำ แม้แต่มือใหม่ก็รู้ การที่เขาตรงดิ่งไปปรุงยาทันทีจึงเป็นความผิดพลาดมหันต์
เทียบกับโลกเก่าของจางเซวียน หากใครสักคนไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่เช็คลมยาง และไม่มองสภาพแวดล้อมรอบๆก่อนจะออกรถล่ะก็ ถ้าเกิดอุบัติเหตุก็ไม่อาจโทษใครได้
ตอนนี้ สิ่งที่ไป๋หมิงกำลังเผชิญคือความรู้สึกของการถูกสั่งสอนจากศิษย์นักปรุงยาต่อหน้าธารกำนัล แถมยังอ้าปากเถียงไม่ได้สักแอะ ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ว่าเขารู้สึกอึดอัดขัดข้องแค่ไหน
“เอาล่ะ ผมพูดเรื่องหม้อต้มยากับเปลวไฟไปแล้ว ตอนนี้จะพูดถึงการปรุงรวมกันของสมุนไพร”
รู้ว่าไม่มีใครโต้ตอบแน่ จางเซวียนเดินไปยังชั้นวางตัวยา “ต้องใช้สมุนไพร 47 ชนิดในการปรุงยาคลายจุดชีพจร มีทั้งสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ส่งเสริมกันและต่อต้านกัน ดังนั้น ถ้าไม่ควบคุมกระบวนการให้ถูกต้อง ก็มีโอกาสมากที่สมุนไพรจะออกฤทธิ์ต่อต้านกันเอง แล้วยาก็จบเห่!”
“ผมจะพูดเรื่องลำดับขั้นตอนการปรุงยาของนักปรุงยาไป๋หมิง”
“สมุนไพรชนิดแรกที่เขาใส่ลงไปคือหญ้าหัวใจ หญ้าหัวใจมีฤทธิ์เย็นและทนความร้อนสูง ต้องใช้ไฟแรงจึงจะสกัดได้ ถูกแล้วที่ใส่มันลงไปในหม้อเป็นอย่างแรก ให้มันได้สัมผัสความร้อนก่อนสมุนไพรอื่น ความร้อนจะกระตุ้นคุณสมบัติทางยาให้ออกฤทธิ์ แต่ว่า…เจ็ดอึดใจต่อมาหลังจากใส่หญ้าหัวใจลงไป เขาก็ใส่สมุนไพรตัวที่สอง ดอกปาล์ม”
“ถ้าผมพูดไม่ผิด หญ้าหัวใจที่เขานำมามีอายุเพียงแค่ครึ่งปี ดังนั้นคุณสมบัติทางยาจึงยังไม่เข้มข้นพอ และฤทธิ์ของมันอยู่ที่ใบมากกว่าลำต้น สำหรับสมุนไพร ฤทธิ์ทางยาจะลดลงเมื่อเจอความร้อนสูง อันที่จริงเขาควรจะโยนดอกปาล์มลงหม้อหลังจากสี่อึดใจ ใช่ เขาช้าไปถึงสามอึดใจ ทำให้ประสิทธิภาพทางยาลดลงถึงสิบสามเปอร์เซ็นต์ พลาด!”
“อีกเรื่องหนึ่ง ดอกปาล์มนั้นจะแก่จัดเมื่อมีอายุห้าปี และคุณสมบัติทางยาจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เขาควรจะหย่อนดอกปาล์มลงไปช้าๆที่ผนังด้านซ้ายของหม้อ ใช้ระยะเวลาในการหย่อนครึ่งอึดใจ ในระหว่างนั้น ความร้อนที่ใจกลางหม้อจะปลดปล่อยฤทธิ์ยาออกมา และปรุงรวมเข้ากับหญ้าหัวใจได้ดีขึ้น แต่นักปรุงยาไป๋หมิงโยนสมุนไพรตูมลงไปเลย ไม่ให้มันได้มีโอกาสระอุจากความร้อนในหม้อ ดังนั้น ฤทธิ์ยาจึงไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สูญเสียฤทธิ์ยาไปถึงสิบสี่เปอร์เซ็นต์… พลาด!”
“ฤทธิ์ของสมุนไพรสองชนิดนี้ต่อต้านซึ่งกันและกัน ดังนั้น เขาจึงควรรีบใส่หญ้าบุปผาดาษดาลงไป เพื่อช่วยประสานและลดทอนการออกฤทธิ์ต่อต้านกันของสมุนไพรสองชนิดก่อนหน้า แต่นี่เขากลับใส่หญ้ามังกรตาเดียวอันร้อนแรงลงไปแทน เสริมการออกฤทธิ์ต่อต้านกันให้รุนแรงขึ้นไปอีก ฤทธิ์ยาสูญเสียไปอีกสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์… พลาด!”
“หญ้ามังกรตาเดียวนั้นมีฤทธิ์หยาง หากใส่ลงไปในหม้อร้อนๆ ก็ควรจะใส่หญ้าเย็นฉ่ำตามลงไปเพื่อคานฤทธิ์กัน แต่นักปรุงยาไป๋หมิงกลับใส่หญ้าเจ้าแม่เปรื่องปราดลงไปแทน หญ้านี้สามารถทำให้สมุนไพรมีฤทธิ์เป็นกลาง ซึ่งโดยปกติก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เพราะหญ้าเจ้าแม่เปรื่องปราดจะเข้าไปตัดฤทธิ์หยางของหญ้ามังกรตาเดียวออกไปจนหมด เป็นการสูญเสียคุณสมบัติทางยาของยาคลายจุดชีพจรไปอย่างมโหฬาร พลาด!”
“…พลาด!”
“…พลาด!”
“…พลาด!”
จางเซวียนพูดรัวเร็วขึ้นเรื่อยๆราวกับปืนกล ทุกคำล้วนสมเหตุสมผลและมีหลักฐานประกอบ ข้อบกพร่องแต่ละข้อนั้นราวกับค้อนหนักอึ้งที่ตีแสกหน้านักปรุงยาไป๋หมิง เขาหน้าซีดลงไปเรื่อยๆและตัวสั่นสะท้านไม่หยุด
ไม่มีคำว่าง่ายสำหรับการปรุงยา แม้แต่สมุนไพรตัวเดียวกัน หากความอ่อนแก่ไม่เท่ากันก็จะมีคุณสมบัติทางยาที่ต่างออกไป ซึ่งนักปรุงยาควรรู้ได้โดยไม่ต้องบอก พวกเขาจะต้องเลือกจับคู่สมุนไพรให้เหมาะสมเพื่อเสริมฤทธิ์ของยา แค่ยาคลายจุดชีพจรเพียงขนานเดียว ถ้าจางเซวียนจะลงลึกในรายละเอียด สามวันก็ไม่จบ
นี่คือเหตุผลที่นักปรุงยาถูกจัดให้เป็นบุคคลแถวหน้า
“ที่เขาพูดมานั่นจริงทุกคำนะ!”
“นี่เขาสามารถร่ายลำดับของสมุนไพรสี่สิบเจ็ดชนิดที่นักปรุงยาไป๋หมิงใส่ลงไปด้วยการมองแค่แวบเดียวเหรอ? เขามีความจำชนิดไหนกันนี่?”
“ที่มหัศจรรย์สุดๆนี่ไม่ใช่การเรียงลำดับสมุนไพรนะ…แต่การที่เขาบอกอายุของสมุนไพรทุกชนิดได้ พร้อมกับบอกวิธีการปลดปล่อยคุณสมบัติทางยาให้ออกมาดีที่สุดได้นี่…เขาเป็นมนุษย์เดินดินจริงๆหรือเปล่าเนี่ย?”
“พอฟังเขาแล้ว ถึงได้รู้ว่านักปรุงยาจะต้องคำนึงถึงปัจจัยมากมาย ไม่สงสัยเลยว่าทำไมยาของฉันจึงไม่เคยไปถึงขั้นสมบูรณ์แบบหรือเป็นยาขั้นโลกจารึกเลยสักครั้ง มันเป็นอย่างนี้นี่เอง…”
ทุกคนใบ้กินหลังจากฟังจางเซวียน เหมือนโดนค้างคาวพุ่งเข้าตีแสกหน้า ต่างอ้าปากค้างและตาเบิกโพลง
ต้องอย่างนี้สิวะ!
นี่แหละที่เรียกว่าการปรุงยา!
ที่พวกเราทำๆกันมานั่น ไม่ได้อะไรเลยนอกจากสิ้นเปลืองสมุนไพรไปเปล่าๆ
ที่มีความเป็นไปได้สูงก็คือ ถ้าพวกเขาใช้วิธีการของจางเซวียน ยาที่ปรุงได้จะต้องอยู่ในขั้นสูงขึ้นแน่ๆ จะต้องเป็นขั้นสมบูรณ์แบบ หรืออาจไปถึงขั้นเม็ดยาโลกจารึก!
ไม่มีนักปรุงยาระดับ 1 ดาวคนไหนเข้าใจทฤษฎีพวกนี้ จะต้องเป็นนักปรุงยาระดับสูงขึ้นไปเท่านั้นที่จะใส่ใจเก็บรายละเอียดทั้งหมด!
ทุกคนรู้สึกโง่เง่าทันตา นักปรุงยาไป๋หมิงถึงกับมีความคิดวูบหนึ่งจะฆ่าตัวตาย
ฟังอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว กระบวนการปรุงยาของเขาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ยังจะเรียกว่าการปรุงยาได้อีกหรือ? เรียกว่าปรุงอึน่าจะดีกว่า! แย่ไปกว่านั้น ไอ้การปรุงอึนี่ไม่ได้สิ้นเปลืองอะไร แต่การปรุงยาของเขาทำให้สมุนไพรมากมายต้องเสียเปล่า…
“อ๊อก!”
เขาแน่นหน้าอกมากขึ้น มากขึ้น ในที่สุดก็กระอักเลือดออกมา
เขาคิดมาตลอดว่าตัวเองเก่งกาจในการปรุงยา เป็นนักปรุงยาที่มีทักษะขั้นสูง แต่หลังจากฟังจางเซวียน ก็รู้เลยว่ามาตรฐานของตัวเองไม่อาจเทียบชั้นกับไอ้หนุ่มนี่ได้!
ความเชื่อมั่นที่สั่งสมมานานมลายสิ้น ตอนนี้ จะเข้าใกล้หม้อต้มยายังไม่กล้า
ร่างของไป๋หมิงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ครู่หนึ่ง เขาก็ยืนขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย หมายมั่นปั้นมือจะเอาคืนจางเซวียนที่หยามหมิ่นเขา แต่ในตอนนั้นผิวหนังของเขาก็เปลี่ยนไป ดูเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับกำลังถูกธาตุไฟเข้าแทรก
อีกครู่หนึ่งต่อมา เขากัดฟัน
“เอาล่ะ ด้วยสิ่งที่ผมเป็นอยู่นี่ จะไปปรุงยาอะไรได้อีก ที่ทำไปก็มีแต่สิ้นเปลืองสมุนไพรไปเปล่าๆ นับจากวันนี้เป็นต้นไป ผม, ไป๋หมิง จะไม่ปรุงยาขนานใดอีกเด็ดขาด ถ้าผมผิดคำปฏิญาณนี่ล่ะก็ ให้ฟ้าดินมาเอาชีวิตผมไปได้เลย!”
คำปฏิญาณดังก้องไปทั่วห้อง
“อะไรนะ?”
“เขาปฏิญาณว่าจะไม่ปรุงยาอีกเลยงั้นเหรอ?”
“นักปรุงยาไป๋หมิง…”
สิ้นเสียงปฏิญาณ ทุกคนอึ้งตะลึง ตัวสั่น ผิดหวัง และรู้สึกเหมือนสูญเสียเพื่นสนิท สำหรับนักปรุงยา การปฏิญาณว่าจะไม่ปรุงยาอีกก็เท่ากับตัดขาดตัวเองออกจากโลกของการปรุงยา ความพากเพียรที่สั่งสมมาทั้งชีวิตกลายเป็นเรื่องสูญเปล่า
และต้นเหตุก็เพียงแค่ถูกศิษย์นักปรุงยาคนหนึ่งชี้ข้อบกพร่องในการปรุงยาของเขาเท่านั้น!
“เขาหุนหันพลันแล่นไปหรือเปล่านะ…” นักปรุงยาคนหนึ่งอดแสดงความเห็นไม่ได้
“ถ้าเป็นคุณ ถูกสับเละขนาดนั้น คุณจะทำไง?” นักปรุงยาอีกคนหนึ่งตอบ
“ผม…” ฝ่ายแรกหยุดพูดดื้อๆ ไม่รู้จะพูดอะไรอีก
อีกฝ่ายหนึ่งพูดถูก ถ้าตัวเขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกับนักปรุงยาไป๋หมิง การได้รู้ว่าวิธีปรุงยาของตัวเองมีแต่ข้อบกพร่องและสิ่งที่ทุ่มเทมาตลอดล้วนไม่ได้เรื่อง แน่นอนว่าความเชื่อมั่นที่สั่งสมมาเนิ่นนานย่อมพังครืนในพริบตา!
ในวินาทีที่เขาสูญเสียความเชื่อมั่น ความชอกช้ำใจที่ได้รับทำให้เขาไม่อาจปรุงยาได้อีก นอกจากทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดนั้น เขายังถึงกับเอ่ยคำปฏิญาณว่าจะไม่ปรุงยาอีกเลยชั่วชีวิต!
ศาสตร์แห่งการปรุงยาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ สภาวะจิต ความเชื่อมั่น…ทุกปัจจัยล้วนเป็นสิ่งจำเป็น หากปราศจากความเชื่อมั่น คนคนหนึ่งจะสมควรถูกเรียกว่านักปรุงยาได้อย่างไร?
“การจะทำลายความเชื่อมั่นของนักปรุงยาเก๋าประสบการณ์คนหนึ่งให้หวาดผวาการปรุงยาตลอดไป ก็แค่ชี้ข้อบกพร่องของเขา…”
เมื่อความคิดนั้นแวบเข้ามาในใจของบรรดานักปรุงยา พวกเขามองจางเซวียนอีกครั้ง หัวใจเต้นตึกตัก
เห็นได้ชัดว่า ที่จางเซวียนไม่เต็มใจจะชี้ข้อบกพร่องของพวกเขานั้น ไม่ใช่ว่าหนุ่มนี่มองไม่เห็น หรือพยายามเสกสรรปั้นแต่งเหตุอื่นๆขึ้นมา
ตอนนี้พวกเขารู้แล้ว จางเซวียนรู้ทะลุปรุโปร่งเสียจนเขากลัวว่าตัวเองจะทำลายความเชื่อมั่นเฮือกสุดท้ายของบรรดานักปรุงยาไปจนหมดสิ้นต่างหาก!
น้องชาย…ขอพวกเราถามหน่อยเถอะ น้องชายหรือพวกเรากันแน่ที่เป็นศิษย์นักปรุงยา?!
