ตอนที่ 1339 การทดสอบสายฟ้าอันแสนจะง่ายดาย
หลังจากที่เขาดื่มหยดน้ำทิพย์เหมันต์ทั้ง 3 ขวดลงไปได้ไม่นาน ยังไม่ทันที่จะได้ซึมซับพลังงาน ปรมาจารย์เฟยก็เข้ามาพูดเรื่องสำคัญด้วย จากนั้น ว่าที่พี่ชายภรรยาในอนาคตก็มาลากตัวเขาออกมายังทุ่งแห่งนี้ แม้เขาจะได้ซึมซับพลังงานไปบางส่วนระหว่างทาง แต่ก็ยังเหลืออยู่อีกมาก
ทุกอย่างคงไม่เป็นเรื่องใหญ่หากเขาได้นั่งอยู่กับพื้น แต่ทันทีที่พยายามรวบรวมพละกำลังเพื่อทำลายค่ายกล ก็ต้องเผชิญกับแรงตีกลับ
พลังงานเย็นเยือกที่พุ่งพล่านอยู่ในร่างของจางเซวียนทำให้ใบหน้าของเขาซีดเผือด ร่างกายสั่นเทิ้มไม่หยุด รู้สึกเหมือนอวัยวะภายในกำลังจะเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง และการขับเคลื่อนพลังปราณก็ทำได้ยากมาก
แบบนี้ไม่ได้การแล้ว เราต้องรีบซึมซับพลังงานเย็นเสียตอนนี้ ไม่อย่างนั้นได้แข็งตายที่นี่แน่!
จางเซวียนคิดอย่างตกใจ
เขาหวังว่าจะสามารถทำลายค่ายกลได้รวดเร็วและสร้างความประทับใจให้กับหลัวชวนฉิง แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้แล้ว
การที่เขาจะต้องสูญเสียหยดน้ำทิพย์เหมันต์ไปเปล่าๆนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ในกรณีเลวร้ายที่สุด พลังงานเย็นที่พลุ่งพล่านอยู่จะสร้างความบอบช้ำในร่างกายของเขา ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงได้
ซึมซับพลังงาน!
รู้ดีว่าไม่มีเวลาจะเสีย จางเซวียนสูดหายใจลึกก่อนจะรีบรวบรวมพลังปราณเทียบฟ้าเพื่อผลักดันให้เกิดการฝ่าด่านวรยุทธ
เพราะพลังปราณเทียบฟ้าไม่มีองค์ประกอบ จึงสามารถเจือจางพิษทุกชนิดในโลกได้ ทั้งยังสามารถเลียนแบบปราณสังหารที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นได้ด้วย ในครั้งนั้น แม้แต่ 10 ราชาแห่งราชวงศ์ฉิงเทียนก็มองการปลอมตัวของเขาไม่ออก
ดังนั้น หยดน้ำทิพย์เหมันต์ซึ่งแม้แต่สมาชิกของศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็งยังหวาดกลัวจึงมีผลกระทบต่อเขาไม่มากนัก
ฟิ้ววววว!
จางเซวียนขับเคลื่อนพลังปราณอย่างรวดเร็ว ร่างแข็งทื่อของเขาค่อยๆเกิดความยืดหยุ่นขึ้นมา และด้วยแรงโน้มถ่วงมหาศาล เขาผลักดันพลังปราณเข้าสู่ด่านคอขวดเพื่อยกระดับวรยุทธของตัวเอง
ครืนนนน!
ภายในชั่วพริบตา จางเซวียนก็ฝ่าด่านคอขวดไปเป็นนักรบการละทิ้งช่องว่างขั้นกลางได้
แม้จะฝ่าด่านวรยุทธได้แล้ว พละกำลังกายในร่างของเขาก็ยังคงพลุ่งพล่านอย่างดุเดือดเพื่อจะทำลายด่านคอขวดด่านถัดไป
จางเซวียนได้ประมวลเคล็ดวิชาเทียบฟ้าของวรยุทธขั้นการละทิ้งช่องว่างขึ้นหลังจาก 2-3 ชั่วโมงที่ได้อ่านหนังสือ และเมื่อมีพลังจิตวิญญาณขั้นสุดยอดช่วยผลักดันการฝ่าด่านวรยุทธ ที่เหลือก็เป็นเรื่องง่าย ด้วยการขับเคลื่อนพลังปราณเทียบฟ้าที่สะสมไว้ ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5 อึดใจ เขาก็ผ่านด่านคอขวดไปสู่การเป็นนักรบการละทิ้งช่องว่างขั้นสูงได้สำเร็จ
และ 10 อึดใจต่อมา เขาก็สำเร็จวรยุทธการละทิ้งช่องว่างขั้นสูงสุด
ฟู่!
หลังจากฝ่าด่านวรยุทธได้ถึง 3 ครั้ง พลังจิตวิญญาณในหยดน้ำทิพย์เหมันต์จึงเหือดแห้งไปจนหมด
จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก เราทำสำเร็จแล้ว
สมกับที่เป็นของล้ำค่าจากศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง เป็นธรรมดาที่เฉิงเล่อเหยาจะอยากเก็บมันไว้เพื่อการฝ่าด่านวรยุทธไปสู่การเป็นนักรบสุดยอดการควบคุม
มันง่ายกว่ากันมากที่จะเปลี่ยนหยดน้ำทิพย์เหมันต์ให้กลายเป็นพลังปราณ การฝ่าด่านวรยุทธจึงกลายเป็นเรื่องง่าย
เราจะต้องผ่านการทดสอบสายฟ้าให้ได้เสียตอนนี้ จางเซวียนคิด
ครืนนนน!
พายุและหมู่เมฆอันน่าสะพรึงเคลื่อนตัวเข้ามา
เมื่อฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบการละทิ้งช่องว่างได้แล้ว ตราบใดที่นักรบไม่ได้ตั้งใจกดข่มวรยุทธหรือปิดบังมันไว้ การทดสอบสายฟ้าก็จะต้องตามมา ยิ่งไปกว่านั้น ประสิทธิภาพของการทดสอบสายฟ้าก็จะขึ้นอยู่กับพละกำลังของนักรบผู้นั้นด้วย
ยิ่งแข็งแกร่งเท่าไหร่ การทดสอบสายฟ้าก็จะยิ่งน่าสะพรึงขึ้นเท่านั้น
“หลัวชวนฉิง ในเมื่อคุณมั่นใจในความสามารถของจางเซวียน ทำไมไม่ลองทายดูล่ะว่าเขาจะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะทำลายแผ่นค่ายกลของปี้หงอิงได้?” ชายอ้วนถามหลัวชวนฉิงด้วยรอยยิ้มที่แสดงความสนใจ
“แผ่นค่ายกลของปี้หงอิงเป็นแผ่นค่ายกลเกรด 8 ขั้นกลาง ผมคิดว่าเขาคงต้องใช้เวลาสักหน่อยในการทำความเข้าใจมัน”
ถึงตอนนี้ หลัวชวนฉิงหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ผมเดาว่าเขาคงใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง”
การถอดรหัสแผ่นค่ายกลนั้นง่ายกว่าการติดตั้ง ในเมื่อจางเซวียนสามารถติดตั้งค่ายกลเกรด 8 ได้ภายในเวลาแค่สองสามอึดใจ แม้จะเป็นค่ายกลขั้นพื้นฐาน แต่นั่นก็เกินพอที่จะบ่งบอกว่าเขามีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ธรรมดาในเรื่องค่ายกล ถึงแผ่นค่ายกลของปี้หงอิงจะไร้เทียมทานสักแค่ไหน หลัวชวนฉิงก็ไม่คิดว่าจางเซวียนจะมีปัญหากับมัน
เว้นเสียแต่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่จางเซวียนมีโอกาสแตะต้องแผ่นค่ายกลที่ทรงพลังขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเขาคงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
“1 ชั่วโมง? เฮ่ออ คุณก็ช่างมั่นใจในตัวเขาเหลือเกิน แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ ผมไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่าเขาจะทำสำเร็จ” ชายร่างเตี้ยส่ายหัวพร้อมกับเยาะหยัน
“คุณพูดเหมือนกับไม่เคยมีประสบการณ์กับค่ายกลของปี้หงอิงมาก่อน มันผนวกเข้ากับความสามารถด้านมือบรรเลงบทเพลงปีศาจของเธอและการโจมตีจิตวิญญาณ ทำให้ยากที่ใครจะมีสมาธิอยู่ภายในนั้นได้ ในสภาวะแบบนั้น การถอดรหัสค่ายกลย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ปรมาจารย์ด้านค่ายกลระดับ 8 ดาวขั้นสูงสุดทั่วไปก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ไม่ว่าเจ้าหนุ่มที่อยู่ในนั้นจะเก่งกาจอย่างที่คุณบอกจริงหรือไม่ ก็ไม่มีทางที่เขาจะทำสำเร็จ หากไม่ใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง!”
ชายอ้วนส่ายหัว “พวกคุณก็ยังมั่นใจในตัวหมอนั่นอยู่ดี แต่ผมคิดว่าเขาไม่มีทางทำสำเร็จแน่!”
ในฐานะนักรบระดับเซียนขั้น 7 เขาได้เห็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลผู้เก่งกาจมามากมาย และรู้ดีว่าผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลชั้นยอดนั้นมีความสามารถระดับไหน
ปี้หงอิงไม่ได้เป็นเพียงมือบรรเลงเพลงปีศาจที่มีทักษะล้ำเลิศ แต่ทักษะด้านค่ายกลของเธอก็ยังน่าสะพรึงด้วย เมื่อรวมเอาความสามารถ 2 ข้อนี้เข้าด้วยกัน ค่ายกลเกรด 8 ขั้นกลางของเธอก็น่าจะมีประสิทธิภาพทัดเทียมกับค่ายกลเกรด 8 ขั้นสูงสุด
ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่เจ้าหนุ่มคนนั้นได้มีโอกาสสัมผัสค่ายกลระดับนี้ คงถือเป็นพรจากสวรรค์ทีเดียวหากเขาสามารถสงบสติอารมณ์อยู่ได้โดยไม่ตื่นตระหนก นับประสาอะไรกับการถอดรหัสค่ายกลให้ได้ทันเวลา
“เอ่อ” เมื่อได้ฟังความคิดเห็นของทั้งคู่ หลัวชวนฉิงพบว่าความมั่นใจในตัวจางเซวียนของเขาออกจะสั่นคลอนไปเล็กน้อย
เป็นไปได้ที่จางเซวียนจะมีความปราดเปรื่องเป็นพิเศษในเรื่องค่ายกล ทำให้เขาแยกแยะสาระสำคัญของค่ายกลออกมาแล้วติดตั้งมันได้ในชั่วพริบตา
แต่เขาก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าจางเซวียนจะเคยเห็นหรือฝึกฝนกับค่ายกลแบบนี้มาก่อน เขาอาจเคยเห็นค่ายกลเกรด 8 ขั้นต้นในการทดสอบเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล แต่เรื่องนี้ไม่อาจพูดได้สำหรับจางเซวียน
หากจางเซวียนเคยเห็นค่ายกลแบบนี้มาก่อนและได้ฝึกฝนกับมันหลายครั้ง ก็เป็นธรรมดาที่เขาจะสามารถติดตั้งมันได้ภายใน 2-3 อึดใจ
บึ้มมม!
ขณะที่หลัวชวนฉิงรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ ค่ายกลที่อยู่ตรงหน้าเขาก็กระตุกเล็กน้อย ดูเหมือนจะมีพลังมหาศาลก่อตัวขึ้นภายใน
ใช้เวลาราว 20 อึดใจก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดมิด พลังของสายฟ้าอันน่าสะพรึงเริ่มจะก่อตัวกันอยู่เหนือศีรษะพวกเขา
พวกเขาไม่อาจประเมินสถานการณ์ภายในค่ายกลได้ เพราะม่านหมอกที่อยู่ในค่ายกลนั้นบดบังการรับรู้ของจิตวิญญาณ แต่พลังมหาศาลของเมฆและพายุที่รวมตัวกันอยู่เหนือศีรษะของพวกเขาทำให้ทุกคนต่างขนลุกขนชัน
“มันเกิดอะไรขึ้น?” ปี้หงอิงซึ่งเป็นผู้ควบคุมค่ายกลถึงกับอัศจรรย์ใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างปุบปับ
เธอแค่เปิดใช้งานค่ายกลเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของจางเซวียนเท่านั้น ไม่ได้จะก่ออาชญากรรม! ทำไมสวรรค์ถึงส่งสายฟ้ามา ทำอย่างกับเธอเป็นคนบาปอย่างนั้นแหละ?
การกระทำเล็กๆน้อยๆของเธอคงไม่ถึงกับต้องถูกลงโทษไม่ใช่หรือ?
ปี้หงอิงไม่คิดว่าจางเซวียนจะทำอะไรได้มาก ดังนั้น นอกจากถ่ายทอดพลังปราณของเธอเข้าไปในค่ายกลแล้ว เธอก็ไม่ได้ใส่ใจสถานการณ์ข้างใน ด้วยเหตุนี้จึงไม่รู้ว่าภายในเวลาไม่ถึง 20 อึดใจ ชายหนุ่มที่อยู่ข้างในได้ยกระดับวรยุทธจากนักรบการละทิ้งช่องว่างขั้นต้นไปเป็นนักรบการละทิ้งช่องว่างขั้นสูงสุดแล้ว
แน่นอนว่าเธอย่อมคิดไม่ถึงว่าการทดสอบสายฟ้านั้นถูกชายหนุ่มที่อยู่ข้างในเรียกมา
“บ้าที่สุด!” เมื่อเห็นสายฟ้าพุ่งตรงเข้าใส่แผ่นค่ายกลของเธอ พร้อมที่จะทำลายมันให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ปี้หงอิงกำหมัดแน่นและกระโจนขึ้นเพื่อโจมตีกลุ่มเมฆพายุนั้น
เปรี้ยงงง!
แต่ยังไม่ทันที่การโจมตีของเธอจะได้ปะทะกับกลุ่มเมฆ สายฟ้าที่มีความหนาพอๆกับรอบเอวของคนก็ฟาดลงมา
ด้วยพละกำลังอันไร้ขีดจำกัดของมัน สายฟ้าฟาดลงมาเล่นงานปี้หงอิงและทำลายการโจมตีของเธอทันที
พลั่ก!
ปี้หงอิงร่วงลงมากองกับพื้น ผมของเธอตั้งชันไปทั้งหัว ใบหน้าดำปิ๊ดปี๋ราวกับถ่าน ความสง่างามและความยั่วยวนหายวับไปกับตา เหลือไว้เพียงแต่เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากการถูกสายฟ้าฟาด
ถึงเธอจะเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 7 แต่ความแข็งแกร่งของเธอก็ยังไม่มากพอจะต้านทานพละกำลังมหาศาลของธรรมชาติ
โชคดีที่การเอาตัวเข้าแลกของเธอไม่สูญเปล่า เมฆดำที่ก่อตัวอยู่ทั่วทั้งท้องฟ้าดูเหมือนจะสลายตัวไปเล็กน้อยหลังจากที่สายฟ้าอันทรงพลังนั้นฟาดลงมา ดูเหมือนพร้อมจะหายวับไปได้ทุกขณะ
ขณะที่ปี้หงอิงถอนหายใจอย่างโล่งอก กระแสพลังงานอีกสายหนึ่งก็แผ่ออกมาจากภายในค่ายกล และเมื่อรู้สึกได้ถึงกระแสพลังงานนั้น เมฆดำที่อยู่บนท้องฟ้าก็เริ่มรวมตัวกันอีกครั้ง ภายในเวลาแค่ 2-3 อึดใจ พายุใหญ่ก็ดูเหมือนจะหนักขึ้นเป็น 2 เท่าของคราวก่อน
“มันเกิดอะไรขึ้นกันนี่?” ปี้หงอิงรู้สึกชาไปทั้งศีรษะ เวียนหัวขึ้นมาทันที
ตอนนี้ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองจะเสียสติ
หลัวชวนฉิงกับคนอื่นก็อึ้งตะลึงกับสถานการณ์ตรงหน้า พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร
ครืนนนน! ครืนนน!
ไม่มีเวลาให้คิดอะไรทั้งนั้น ทันทีหลังจากที่เมฆพายุรวมตัวกัน สายฟ้าสายหนึ่งก็ฟาดลงมา
คราวนี้มันใหญ่กว่าครั้งก่อน ลำพังแค่ขนาดของมันก็กว้างกว่า 2 เมตรแล้ว
ปี้หงอิงขาสั่นด้วยความหวาดกลัว เธอเฝ้ามองสายฟ้าด้วยใบหน้าซีดเผือด
รู้ดีว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เธอจึงกัดฟันและรวบรวมความกล้า เงื้อมือขึ้นรวบรวมพลังปราณจนถึงขีดสุด และปล่อยพลังเข้าสู่สายฟ้านั้น
เปรี้ยงงง!
แม้การกระทำของเธอจะทำให้สายฟ้าอ่อนแรงลงได้บ้าง แต่ก็ยังไม่พอ มันฟาดเข้าใส่เธออีกครั้ง คราวนี้ร่างของเธอดำเป็นตอตะโก กลิ่นเนื้อไหม้โชยออกมา ควันโขมงสีขาวพวยพุ่งออกจากร่างของเธอ
อาการบาดเจ็บสาหัสทำให้ปี้หงอิงต้องกระอักเลือดออกมา
อย่างน้อยฉันก็ยื้อมันไว้ได้ช่วงเวลาหนึ่ง ปิ้หงอิงเข่าอ่อนจากความอ่อนล้า เธอทรุดตัวลงนั่ง จากนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
สายฟ้าฟาดครั้งก่อนนั้นทรงพลังมาก แต่เมื่อดูจากความหนาของหมู่เมฆ ดูเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมา 2 ครั้งนั้นจะดูดกลืนเอาพลังงานของมันไปจนหมด มันคงจะสลายตัวไปเร็วๆนี้
หลังจากที่เธอคิดแบบนั้น กระแสพลังงานอีกสายก็แผ่ออกมาจากค่ายกลอีกครั้งหนึ่ง
ครืนนนน!
ทั้งเมฆดำและพายุก่อตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แข็งแกร่งและเข้มข้นกว่าครั้งก่อนๆ
ในครั้งก่อนๆนั้นมันครอบคลุมพื้นที่ราวหลายร้อยตารางเมตร แต่คราวนี้กินพื้นที่ราว 5-6 ลี้ แม้ก่อน ที่สายฟ้าจะฟาดลงมา ทุกคนก็รู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของมัน ราวกับมังกรที่ผงาดท่ามกลางกลุ่มหมอก มันโหยหวนและคำราม ดูเหมือนจงใจจะทำลายทุกสิ่งให้แหลกราญ
“มันเกิดอะไรขึ้นกันนี่?” ปี้หงอิงได้แต่จ้องภาพที่อยู่เหนือศีรษะของเธอพร้อมกับอ้าปากค้าง
ความตกตะลึงทำให้หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น
สายฟ้าฟาดครั้งก่อนเกือบจะคร่าชีวิตของเธอแล้ว ถ้าเธอเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง แน่นอนว่าต้องกลายเป็นเถ้าถ่านแน่
ว่าแต่ทำไมมันถึงจงใจจะโจมตีเธอครั้งแล้วครั้งเล่า?
เท่าที่ดู มันคงจะไม่หยุดจนกว่าจะปฏิบัติภารกิจสำเร็จ!
รู้ดีว่าไม่อาจรับมือกับสิ่งนี้ได้คนเดียว ปี้หงอิงตะโกนอย่างร้อนใจ “หยุดยืนดูเฉยๆเสียที! มาช่วยกันได้แล้ว!”
“ดะ-ได้!” เมื่อรับรู้ถึงความรุนแรงของสถานการณ์ หลัวชวนฉิงกับคนอื่นๆรีบเข้ามา
ด้วยการรวมพลังกันของ 4 ผู้เชี่ยวชาญ เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่กลางท้องฟ้า
พลัง 7 สีที่ระเบิดออกมาพุ่งเข้าปะทะกับสายฟ้า เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นจนหนวกหู ได้ยินไกลไปกว่า 100 ลี้ ด้วยการปะทะกันของสองพลังทำลายล้าง พื้นดินเกิดรอยร้าวไปทั่ว
ใบหน้าของหลัวชวนฉิงกับคนอื่นๆต่างแดงก่ำเพราะการสำแดงพลัง พวกเขาขับเคลื่อนพลังปราณเต็มพิกัดจนรู้สึกเหมือนร่างกายจะระเบิด ร่างของทุกคนดำเมี่ยมตั้งแต่หัวจรดเท้า เส้นผมก็ตั้งชัน ต่างคนต่างกระอักเลือดออกมา
แม้พวกเขาจะทรงพลัง แต่สายฟ้าฟาดที่ลงมาจากท้องฟ้านั้นน่าสะพรึงกว่า ต่อให้รวมพลังกันแล้ว ก็ยังสู้กับมันไม่ได้
โชคดีที่พวกเขาล้วนเป็นทายาทของตระกูลผู้ทรงอำนาจ จึงมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตอยู่มากมาย ไม่อย่างนั้น สายฟ้าฟาดคงจะทำให้พวกเขาบาดเจ็บสาหัส การพักฟื้นคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายเดือน
ขณะที่ฝูงชนด้านนอกค่ายกลกำลังทุกข์ทรมานกับการถูกสายฟ้าฟาด ด้านในค่ายกลที่ถูกปิดกั้นไม่ให้การรับรู้จิตวิญญาณจากภายนอกเข้าไปได้นั้น จางเซวียนกำลังจ้องมองชั้นกลุ่มหมอกที่อยู่เหนือศีรษะของเขาอย่างงงๆ
หลังจากการฝ่าด่านวรยุทธ สวรรค์จะต้องรับรู้ถึงพละกำลังของเราและส่งการการทดสอบสายฟ้ามา แต่ทำไมถึงไม่มาเสียที?
เขารออยู่พักหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือว่าจะมีปัญหาในวิธีการสำแดงพละกำลังของเขา?
ฟึ่บ!
เขาสำแดงพละกำลังอีกครั้ง
เงียบ
เขาสำแดงพละกำลังอีกครั้งหนึ่ง
ก็ยังคงเงียบ
หรือเป็นเพราะว่าคราวที่แล้วเราผ่านการทดสอบสายฟ้าได้ง่ายดายไปหน่อย คราวนี้มันจึงไม่ปรากฏ?
จางเซวียนนวดหว่างคิ้วอย่างงงงันขณะสำแดงพละกำลังต่อไป
เราคิดว่าการทดสอบการละทิ้งช่องว่าง อย่างน้อยก็น่าจะยากพอๆกับการทดสอบสถาปนาเซียน แต่นี่ช่างน่าผิดหวังเหลือเกิน
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ที่ด้านนอกค่ายกล หลัวชวนฉิงกับคนอื่นถูกสายฟ้าฟาดครั้งแล้วครั้งเล่า ควันโขมงสีขาวพวยพุ่งออกจากศีรษะของพวกเขา
