ตอนที่ 1349 ลูกปัดทองคำรัดวิญญาณ
“นี่ธงค่ายกลของคุณ” จางเซวียนโบกมือและยื่นธงค่ายกลกองใหญ่คืนให้ปี้หงอิง
“ตอนนี้คุณเก็บไว้ก่อนเถอะ อยู่กับคุณมีประโยชน์มากกว่าอยู่กับฉัน” ปี้หงอิงตอบ
เพราะได้เห็นความเชี่ยวชาญด้านค่ายกลของอีกฝ่ายกับตาแล้ว เธอจึงรู้ว่าธงค่ายกลเหล่านี้จะมีประโยชน์มากกว่าหากอยู่ในมือของจางเซวียน
จางเซวียนตาโต “ขอบคุณมาก”
ธงค่ายกลเหล่านี้มีประโยชน์กับเขามากจริงๆ
ตอนนี้เขาสังหารนักรบระดับกึ่งพื้นที่ลวงตาได้ หากมีธงค่ายกลเสริมเข้ามาด้วย ถ้าคู่ต่อสู้ไม่ทันระวังตัว ต่อให้นักรบระดับเซียนขั้น 7-พื้นที่ลวงตา ขั้นกลาง ก็ถูกเขาต้อนให้จนมุมได้อย่างง่ายดาย
หลังจากเหตุการณ์ที่ต้องปะทะกับฝูงต่อหางแดง ทั้งกลุ่มก็ระมัดระวังขึ้นกว่าแต่ก่อน
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในหุบเขาเป็นเวลาอีก 4 ชั่วโมง
ภายในเวลา 4 ชั่วโมงนั้น ทุกคนได้เจอกับอสูรระดับเซียนขนาดเล็กหลายชนิด ซึ่งต้องขอบคุณค่ายกลของจางเซวียนและประสิทธิภาพการต่อสู้อันเหนือชั้นของพวกเขา จึงไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักในการแก้ไขสถานการณ์
หลัวชวนฉิงหยุดชะงักหลังก้อนหินขนาดใหญ่และชี้ไปยังพื้นที่ตรงหน้า “น้ำเต้าตงฉู่อยู่ในถ้ำตรงหน้านี่แหละ”
หลังจากแกะรอยมาตามหุบเขา ไม่ช้าทุกคนก็เห็นถ้ำขนาดกลางปรากฏ ด้วยเถาวัลย์หนาแน่นที่งอกระเกะระกะอยู่ตามหน้าผา ทางเข้าจึงถูกบีบจนเหลือเล็กนิดเดียวเท่านั้น หากไม่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็คงจะมองข้ามไปอย่างง่ายดาย
“สถานที่นี้ดูไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆเลย” ปี้หงอิงพูดพร้อมกับขมวดคิ้วอย่างสับสน
ในความเห็นของเธอ ถ้ำนี้ดูไม่มีอะไรพิเศษ ไม่มีรังสีอันทรงพลังหรือพลังจิตวิญญาณเข้มข้นแผ่ออกมา ดูไม่ต่างจากบริเวณอื่นๆของสันเขา
ของล้ำค่าอย่างน้ำเต้าตงฉู่จะอยู่ข้างในจริงๆหรือ?
“นั่นเป็นเพราะค่ายกลปกปิดรังสีที่อยู่รอบๆถ้ำ ไม่อย่างนั้นก็คงมีคนมาเก็บน้ำเต้าตงฉู่ไปนานแล้ว” หลัวชวนฉิงพูด
คนอื่นๆพากันพยักหน้าเมื่อได้ยินคำนั้น
ก็จริง ถ้าถ้ำแผ่รังสีอันทรงพลังออกมาหรือมีพลังจิตวิญญาณเข้มข้น แม้แต่อสูรระดับเซียนก็คงจะพุ่งเข้าไปข้างในเพื่อหาของล้ำค่าเสียนานแล้ว
“พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ จะรออยู่ตรงนี้ทำไม?” อวิ๋นเหลียนไห่เร่งด้วยความตื่นเต้น
ในฐานะนักล่าสมบัติ เลือดของเขาเดือดพล่านตั้งแต่เมื่อได้ยินว่ามีของล้ำค่าอยู่ตรงหน้า
“ยังเข้าไปตอนนี้ไม่ได้ ต้องรอให้พลบค่ำก่อน” หลัวชวนฉิงส่งโทรจิตบอกทั้งกลุ่ม
“พลบค่ำ? ทำไมล่ะ?” อวิ๋นเหลียนไห่งงกับคำตอบของหลัวชวนฉิง
คนอื่นๆก็ไม่เข้าใจว่าทำไมหลัวชวนฉิงต้องการให้รอจนถึงกลางคืนถึงจะออกเดินทางต่อ
ใครๆก็รู้ว่าพวกเขาอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่มีอสูรระดับเซียนขั้น 8 อยู่เต็มไปหมด ทุกวินาทีมีแต่จะตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น
“อสูรมังกรบาดาลอาศัยอยู่ในถ้ำนั้น” หลัวชวนฉิงอธิบาย
“อสูรมังกรบาดาล?”
ปี้หงอิงกับคนอื่นๆหรี่ตาด้วยความอัศจรรย์ใจ
เมื่อรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของทุกคนที่อยู่รอบตัว จางเซวียนได้แต่ตั้งคำถาม “มันเป็นอสูรที่ไร้เทียมทานขนาดนั้นเลยหรือ?”
ถึงอย่างไร ความรู้เรื่องการฝึกอสูรของเขาก็อยู่แค่ระดับ 6 ดาวเท่านั้น แม้จะได้อ่านหนังสือมากมายและได้รู้จักอสูรระดับเซียนที่ไร้เทียมทานจำนวนหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่คุ้นเคยกับอสูรระดับเซียนชนิดที่หายาก
“อสูรมังกรบาดาลเป็นอสูรระดับเซียนที่มีสายเลือดมังกร เมื่อโตเต็มวัย มันจะมีความแข็งแรงเทียบเท่ากับนักรบระดับเซียนขั้น 8” หยวนเสี่ยวอธิบายอย่างเคร่งขรึม
“นักรบระดับเซียนขั้น 8?” จางเซวียนมีสีหน้าเคร่งเครียด
พูดตามตรง เขาไม่เคยเจออสูรระดับเซียนที่มีวรยุทธขั้นนั้นมาก่อน
หากทำให้มันยอมจำนนได้สักตัว เขาคงจะมีแต้มต่อในการต่อรองกับตระกูลจางเพื่อหลัวลั่วชิง
“ใช่แล้ว ต่อให้พวกเราทุกคนรวบรวมพละกำลังกันก็ยังสู้กับมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงดีที่สุดหากจะรอให้ฟ้ามืด เพื่อจะได้ไม่ดึงดูดความสนใจของมัน” หลัวชวนฉิงพูดอย่างเคร่งเครียด
ด้วยความปราดเปรื่องที่มีมาแต่กำเนิดและประสิทธิภาพการต่อสู้อันเหนือชั้นของพวกมัน อสูรระดับเซียนขั้น 8 นั้นแข็งแกร่งกว่านักรบระดับเซียนขั้น 8 เสียอีก ถึงพวกเขาจะเป็นทายาทของตระกูลผู้ทรงอำนาจ มีเครื่องไม้เครื่องมือดีๆอยู่มากมาย แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะรับมือกับอสูรมังกรบาดาล
“อสูรระดับเซียนที่มีวรยุทธขั้นนั้นย่อมมีสายตาเฉียบแหลมและสามารจับสิ่งรบกวนแม้เพียงเล็กน้อยในสภาพแวดล้อมโดยรอบได้ มีประโยชน์อะไรที่จะรอจนถึงกลางคืน?” จางเซวียนถาม
อสูรระดับเซียนจะใช้การรับรู้จิตวิญญาณของนักรบระดับเซียนขั้น 2 ที่ทำให้พวกมันมองเห็นได้ชัดในเวลากลางคืน ในฐานะอสูรระดับเซียนขั้น 8 อสูรมังกรบาดาลน่าจะเป็นหนึ่งในอสูรระดับเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แล้วการเข้าไปตอนนี้กับตอนกลางคืนจะมีความแตกต่างอะไร?
“ก็เพราะผมมีของล้ำค่าชิ้นนี้” หลัวชวนฉิงสะบัดข้อมือ แล้วกล่องหยกก็ปรากฏบนฝ่ามือของเขา เขาเปิดมันอย่างแผ่วเบา แสงเจิดจ้าสว่างออกมา
ที่อยู่ใจกลางกล่องหยกนั้นคือลูกปัดสีทอง มันทำจากวัสดุที่จางเซวียนไม่รู้จัก แต่รังสีของมันดูน่าทึ่งมาก
“มันคืออะไร?” ปี้หงอิงถาม
ดูเหมือนจางเซวียนจะไม่ใช่คนเดียวที่ไม่รู้จักลูกปัดทองคำนั้น
“นี่คือลูกปัดทองคำรัดวิญญาณที่ผมให้ใครคนหนึ่งหลอมให้ผมเป็นพิเศษ” หลัวชวนฉิงตอบ
“ลูกปัดทองคำรัดวิญญาณ?”
“อสูรมังกรบาดาลมีสายเลือดมังกร และเพราะอย่างนั้น มันจึงอ่อนไหวเป็นพิเศษกับวัตถุที่เป็นทองคำและเปล่งประกาย ดังนั้น ผมจึงจะใช้ของล้ำค่าชิ้นนี้ดึงดูดความสนใจของมัน ดูค่ายกลที่จารึกไว้สิ มันถูกสลักไว้เพื่อให้เกิดความงงงันเมื่อใครคนหนึ่งจับจ้องมันเป็นเวลานานพอ” หลัวชวนฉิงอธิบาย
“แต่ตอนกลางวัน แสงแดดจะลดทอนอานุภาพของลูกปัดทองคำรัดวิญญาณลงไป ทำให้ยากที่จะดึงดูดความสนใจของอสูรมังกรบาดาล ด้วยเหตุนี้ จึงดีที่สุดถ้าเราจะรอจนถึงตอนกลางคืน”
ทุกคนพยักหน้ารับ
อสูรมังกรบาดาลมีความหลงใหลในวัตถุที่วาววับและเป็นประกาย เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ ขอแค่พวกเขาใช้ลูกปัดทองคำรัดวิญญาณได้อย่างถูกต้อง ก็น่าจะเกิดผลดีเป็นพิเศษ
เมื่อล่อลวงอสูรมังกรบาดาลให้หลับไหลได้แล้ว ก็คงจะผ่านมันไปได้อย่างปลอดภัย
“พี่หลัว ขอผมดูลูกปัดทองคำรัดวิญญาณของคุณหน่อยได้ไหม?” จางเซวียนถาม
“นี่ไง” หลัวชวนฉิงยื่นลูกปัดทองคำให้
จางเซวียนรับมาและตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน
เขาต้องยอมรับว่ามันเป็นงานที่ละเอียดลออมาก ผู้ที่หลอมลูกปัดนี้น่าจะเป็นนักออกแบบสวรรค์สร้างระดับ 8 ดาวเป็นอย่างน้อย
ข้อบกพร่อง!
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฏในหอสมุดเทียบฟ้า
“ลูกปัดทองคำรัดวิญญาณ หลอมโดยนักออกแบบสวรรค์สร้างระดับ 8 ดาว เจียงเฟยเฟย”
หนังสือให้รายละเอียดเกี่ยวกับต้นกำเนิดของลูกปัดทองคำรัดวิญญาณ รวมถึงอานุภาพและข้อบกพร่องของมัน
เห็นจางเซวียนตรวจสอบลูกปัดทองคำรัดวิญญาณอย่างถี่ถ้วน หลัวชวนฉิงถามด้วยความอยากรู้ “ปรมาจารย์จาง คุณเชี่ยวชาญเรื่องของล้ำค่าตามแบบของนักออกแบบสวรรค์สร้างด้วยหรือ?”
“ผมได้อ่านหนังสือมา 2-3 เล่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงพอมีความรู้อยู่บ้าง” จางเซวียนพยักหน้า
ตอนนี้เขายังคงเป็นนักออกแบบสวรรค์สร้างระดับ 6 ดาว ยังไม่ได้เข้ารับการทดสอบอีกเลยหลังจากที่ออกมาจากสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน
นักออกแบบสวรรค์สร้างระดับ 6 ดาวถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านนี้แล้ว แต่หากเปรียบเทียบกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริงของปูชนียสถานนักปราชญ์ ความรู้ของเขาเรียกได้ว่ายังอ่อนด้อยอยู่มาก
“อ้อ? ถ้าคุณเชี่ยวชาญเรื่องของล้ำค่าของนักออกแบบสวรรค์สร้าง คุณคิดว่าลูกปัดทองคำรัดวิญญาณของผมเป็นอย่างไร?” หลัวชวนฉิงถามด้วยความสนใจ
ในเมื่อยังพอมีเวลาก่อนจะพลบค่ำ เขาจึงอยากรู้ว่าอัจฉริยะผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลคนนี้จะมีความรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับนักออกแบบสวรรค์สร้าง
จางเซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา “จากความงดงามของชิ้นงาน ผมคาดเดาว่าของล้ำค่าชิ้นนี้หลอมโดยนักออกแบบสวรรค์สร้างระดับ 8 ดาว ถึงจะมีความงดงาม แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่บางส่วน ผมจึงยังสงสัยอยู่ว่ามันจะมีอานุภาพมากพอจะรับมือกับอสูรระดับเซียนขั้น 8 ได้หรือไม่”
เขาต้องยอมรับว่าลูกปัดทองคำรัดวิญญาณนี้ถูกออกแบบมาอย่างดี สามารถล่อลวงอสูรระดับเซียนขั้น 7 ให้ม่อยหลับอย่างง่ายดาย แต่หากใช้กับอสูรระดับเซียนขั้น 8 ก็อาจไม่ง่ายแบบนั้น
“ผมต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้อัจฉริยะนักออกแบบสวรรค์สร้างของปูชนียสถานฝ่ายในหลอมให้ผม ไม่มีอสูรระดับเซียนที่มีสายเลือดมังกรตัวไหนจะสามารถต้านทานอานุภาพของค่ายกลที่อยู่บนนั้นได้” หลัวชวนฉิงประกาศอย่างมั่นใจ
เพื่อความปลอดภัย เขาได้ให้เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลตรวจสอบลูกปัดทองคำรัดวิญญาณอีกครั้งหลังจากที่มันถูกหลอมขึ้นแล้ว และผลที่ได้ก็คือเขาได้รับการยืนยันว่ามันมีอานุภาพพอจะรับมือกับอสูรระดับเซียนขั้น 8 ได้
“ค่ายกลที่ถูกจารึกไว้ครอบคลุมความลับของจิตวิญญาณ ทำให้มีอานุภาพสูงในการสะกดจิตมนุษย์ แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะมีอานุภาพแบบเดียวกันเมื่อใช้กับอสูรระดับเซียนหรือเปล่า เพราะจิตวิญญาณของอสูรนั้นแตกต่างจากวิญญาณของมนุษย์มาก ตอนที่คุณขอความช่วยเหลือจากอัจฉริยะนักออกแบบสวรรค์สร้างคนนั้น คุณได้บอกเขาหรือไม่ว่าคุณตั้งใจจะใช้ของล้ำค่านี้กับอสูรมังกรบาดาล?” จางเซวียนถาม
“เอ่อ” หลัวชวนฉิงชะงักไปกับคำถามของจางเซวียน
ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความลับของภารกิจการตามล่าน้ำเต้าตงฉู่ เขาจึงบอกเจียงเฟยเฟยเพียงแค่ว่าตั้งใจจะใช้ลูกปัดทองคำรัดวิญญาณเพื่อรับมือกับผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนขั้น 8 ไม่ได้ระบุลงไปว่าเป็นอสูรมังกรบาดาล
เขาคิดว่าหากมันใช้ได้ผลกับนักรบระดับเซียนขั้น 8 ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับอสูรระดับเซียนขั้น 8 เช่นกัน
“ในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอก อสูรระดับเซียนมีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งกว่า อีกทั้งจิตวิญญาณก็แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ ถึงลูกปัดทองคำรัดวิญญาณจะใช้ได้ผลดี ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะไม่อาจล่อลวงอสูรมังกรบาดาลให้หลับไหล บางทีอาจจะต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้น อะไรๆอาจจะไม่ราบรื่นอย่างที่คุณคิด” จางเซวียนพูด
“ขอแค่มันทำให้อสูรมังกรบาดาลหลับไหลได้ นานเท่าไหร่ก็ไม่ใช่ปัญหา!” หลัวชวนฉิงส่ายหน้า
ขอแค่เจ้ายักษ์ใหญ่นั่นสลบไป จะใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
เขาเตรียมการเพื่อการตามล่าน้ำเต้าตงฉู่มาถึงครึ่งปี จะยืดเวลาออกไปอีก 1 หรือ 2 วันก็ไม่ได้แตกต่างเลย
จางเซวียนเงียบงันไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ในเมื่อพวกเรากำลังรับมือกับอสูรระดับเซียนขั้น 8 ทุกวินาทีย่อมหมายถึงอันตรายที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่ผมกำลังจะบอกก็คือถ้าคุณมีทางเลือกอื่นให้ใช้ มันน่าจะดีกว่าการหวังพึ่งเฉพาะลูกปัดทองคำรัดวิญญาณ มันอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยนัก”
การยืนอยู่ต่อหน้าอสูรระดับเซียนขั้น 8 นั้นไม่ต่างอะไรกับการยืนอยู่ในห้องที่มีระเบิดเวลา หากพวกเขาทำให้อสูรมังกรบาดาลหลับไหลได้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าทำไม่สำเร็จล่ะ?
“ทางเลือกอื่น? คุณหลอมสิ่งที่ดีกว่าลูกปัดทองคำรัดวิญญาณได้หรือเปล่าล่ะ?” หลัวชวนฉิงถามอย่างหมดความอดทน
จางเซวียนส่ายหน้า
จำนวนของหนังสือเกี่ยวกับนักออกแบบสวรรค์สร้างที่เขาได้อ่านนั้นมีจำกัด จึงไม่แน่ใจว่าจะสามารถแก้ไขข้อบกพร่องของมันได้หรือเปล่า
“ถ้าอย่างนั้น จะมาพูดมากไปเพื่ออะไร? ผมอ่านหนังสือมาแล้วมากมายหลายเล่มกว่าจะค้นพบวิธีที่จะรับมือกับอสูรระดับเซียนที่มีสายเลือดมังกรได้ อย่าพูดอะไรกันอีกเลย ถึงอย่างไรก็ต้องลองดูก่อน ถ้ามันไม่ได้ผลก็ค่อยหาวิธีที่ต้องใช้กำลัง ต่อให้เราสังหารอสูรมังกรบาดาลไม่ได้ ขอแค่ยื้อเวลาไว้ได้สัก 2-3 ชั่วโมง ก็น่าจะเก็บน้ำเต้าตงฉู่ได้แล้ว” หลัวชวนฉิงพูด
ถึงอย่างไรเป้าหมายของเขาก็คือการเก็บน้ำเต้าตงฉู่ ไม่ใช่การสังหารอสูรมังกรบาดาล ต่อให้พวกเขาเล่นงานมันไม่ได้ แต่หากมีวิธีที่จะยื้อเวลาไว้ ภารกิจนี้ก็น่าจะประสบความสำเร็จ
“เอาเถอะ” เมื่อไม่มีวิธีที่อื่นที่ดีกว่านั้น จางเซวียนได้แต่ยอมรับแผนการ
ทั้งกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอีกครู่หนึ่งเพื่อวางแผนรับมือกับอสูรมังกรบาดาล
ขณะที่กำลังจะพักผ่อนเพื่อเตรียมการสำหรับการต่อสู้ในยามค่ำคืน จางเซวียนก็เลิกคิ้ว
“มีคนอยู่ที่นี่”
“มีคนอยู่ที่นี่” คนอื่นๆขมวดคิ้ว
พวกเขาล้วนเป็นนักรบระดับเซียนขั้น 7 แต่ยังไม่รู้สึกถึงการปรากฏตัวของใครเลย แล้วชายหนุ่มรับรู้ได้อย่างไร?
“ผมวางค่ายกลขนาดเล็กไว้ระหว่างทางที่มาที่นี่ ถ้ามีใครเข้ามาในบริเวณของพวกเรา ค่ายกลจะถูกเปิดใช้งานและเตือนให้ผมรู้” จางเซวียนอธิบาย
การรับรู้จิตวิญญาณของเขากินพื้นที่กว้างไกลกว่านักรบทั่วไป แต่แน่นอนว่าเขาไม่อาจอธิบายออกไปแบบนั้นได้ จึงต้องหาเหตุผลอื่น
“พวกนั้นเป็นใคร?” หลัวชวนฉิงถาม
“ผมไม่รู้จัก พวกเขากำลังเดินตรงมาที่นี่ น่าจะปรากฏตัวหลังหินก้อนนั้นเร็วๆนี้แหละ” จางเซวียนตอบขณะชี้มือไปด้านหลัง
หลัวชวนฉิงรีบหันไปจ้องก้อนหินที่อยู่ด้านหลังเขา และทันใดนั้นก็ปรากฏร่างของคนสองสามคนขึ้นหลังก้อนหิน
“เป็นเขาเองหรือ?” หลัวชวนฉิงหน้าดำคร่ำเครียดขึ้นมาทันที
“พวกนั้นเป็นใคร?” จางเซวียนถาม
หลัวชวนฉิงกำหมัดแน่นและหรี่ตา “พวกเขามาจากตระกูลจาง จางชุน!”
