ตอนที่ 1426 เป็นเซียนแต่กำเนิด
“ฟงสืออี้ก็ผ่านการทดสอบหอคอยปรมาจารย์หรือ?”
คลื่นความเงียบกระจายตัวไปทั่วฝูงชน ทั้งปรมาจารย์จานและคนอื่นๆ ต่างพูดไม่ออก
ในช่วงเวลาหลายหมื่นปีนับตั้งแต่ก่อตั้งหอคอยปรมาจารย์ มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบแต่ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น? มีผู้เข้าท้าทายถึง 2 คนติดๆ กัน และทั้งสองคนก็ผ่านการทดสอบด้วย
“เขาใช้เวลานานแค่ไหน?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งอดถามไม่ได้
จางเซวียนใช้เวลาราว 15 นาที แล้วฟงสืออี้ล่ะ?
“เกือบทั้งวัน” ผู้อาวุโสคนที่ออกไปสืบข่าวรีบตอบ
“1 วัน…สถิติของเขายังเป็นรองปรมาจารย์จาง แต่ก็ถือเป็นความสำเร็จอันน่าทึ่ง เมื่อพิจารณาจากการที่เจตจำนงของเหล่าหัวหน้าปูชนียสถานแสดงปฏิกิริยาทันทีหลังจากที่เขาได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว…จะเป็นไปได้ไหมว่าเขาคือผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าปูชนียสถาน?” ปรมาจารย์จานพยายามหาข้อสรุป
“ผมก็ว่ามันเป็นไปได้!”
ผู้อาวุโสคนอื่นๆ รีบพยักหน้ารับ
แม้จางเซวียนจะผ่านการทดสอบหอคอยปรมาจารย์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่มีปรากฏการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นหลังจากที่เขาผ่านการทดสอบ แต่อีกด้านหนึ่ง เพียงครู่เดียวหลังจากที่ฟงสืออี้ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว เจตจำนงของเหล่าหัวหน้าปูชนียสถานก็พากันสั่นสะท้านด้วยความตกตะลึง นั่นแปลว่าเขาได้การยอมรับจากนักปราชญ์ขุยและกลายเป็นตัวเลือกของผู้ที่จะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าปูชนียสถานคนต่อไปหรือเปล่า?
“แต่ฟงสืออี้เป็นศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยาง ไม่ช้าเขาก็ต้องกลับสู่สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ ทำไมนักปราชญ์ขุยถึงเลือกเขาเป็นหัวหน้าปูชนียสถานล่ะ?”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ภูมิปัญญาของนักปราชญ์ขุยนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างพวกเราจะหยั่งถึง อีกอย่าง เขาอาจมองเห็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่าที่เราเห็นก็ได้”
“พูดตามตรงนะ ถ้าหัวหน้าปูชนียสถานตัวจริงปรากฏขึ้นในช่วงเวลานี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นปรมาจารย์จางมากกว่า จากเรื่องราวที่ผมได้ยินมา เขาเป็นศิษย์พี่ของฟงสืออี้ และความสามารถรวมทั้งศักยภาพที่เขาได้แสดงออกมาก็เหนือชั้นกว่านักเรียนคนอื่นๆ”
“เงื่อนไขหนึ่งของการได้เป็นตัวเลือกของหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ก็คือการมีดวงตาหยั่งรู้ ไม่ว่าจางเซวียนจะปราดเปรื่องสักแค่ไหน ต่อให้เทียบเท่ากับองค์หญิงน้อยแห่งตระกูลหลัวก็เถอะ แต่หากเขาไม่มีดวงตาหยั่งรู้ ทุกอย่างก็เปล่าประโยชน์!”
“จริงด้วย…” ผู้อาวุโสพากันขมวดคิ้วขณะออกความเห็นกันเซ็งแซ่
มีความเป็นไปได้ที่ทั้งจางเซวียนและฟงสืออี้จะเป็นตัวเลือกของผู้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ ตอนนี้ยังไม่มีทางระบุได้แน่ชัดว่าเป็นใคร แต่คนส่วนใหญ่เอนเอียงไปทางฟงสืออี้มากกว่า
“ผมคิดว่ามีโอกาสอย่างน้อย 90 เปอร์เซ็นที่จะเป็นฟงสืออี้ ปรมาจารย์จางอาจจะเป็นผู้ที่เข้าแทนที่ปรมาจารย์หยางในอนาคต ดังนั้นจึงน่าจะเป็นฟงสืออี้ที่เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ของเรา”
บรรดาผู้อาวุโสพากันตั้งข้อสังเกต แต่แม้จะหารือกันยาวนาน ก็ยังไม่อาจได้ข้อสรุป
ลงท้าย ปรมาจารย์จานก็พูดว่า “เอาเถอะ ไม่มีประโยชน์ที่จะมาถกเถียงกันตอนนี้ พวกเราตีกรอบตัวเลือกผู้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ไว้กับคนเพียงแค่ 2 คน และนั่นก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว สำหรับตอนนี้ มาตกลงกันก่อนว่าเรื่องที่พวกเราหารือกันในวันนี้จะต้องไม่แพร่งพรายออกไป อีกอย่าง พวกคุณทุกคนจะต้องไม่แสดงความกระด้างกระเดื่องต่อพวกเขา และดูแลพวกเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
เหล่าผู้อาวุโสต่างพยักหน้า “รับทราบ!”
…..
ตระกูลจางอยู่ไกลจากปูชนียสถานนักปราชญ์พอสมควร แม้จะเดินทางโดยใช้อสูรระดับเซียนบินได้ของเจี้ยนชิงเซิน ก็ยังต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือนกว่าจะไปถึงที่นั่น
เพราะมีเวลาว่างมากมาย หลังจากที่จางเซวียนตรวจสอบตราสัญลักษณ์หัวหน้าปูชนียสถานแล้ว เขาก็ตั้งต้นขัดเกลาระดับวรยุทธของตัวเอง จางเซวียนใช้เวลา 3 วันเต็มขัดเกลาวรยุทธสุดยอดการควบคุมขั้นสูงสุดของเขา แล้วก็ใช้เวลาอีก 2 วันในการบ่มเพาะกายเนื้อและจิตวิญญาณต้นกำเนิด จากนั้น เขาก็พบว่าตัวเองไม่รู้จะทำอะไรต่อ
ลงท้าย จางเซวียนก็ใช้เวลาส่วนใหญ่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องศิลปะเพลงดาบกับเจี้ยนชิงเซิน ซึ่งอีกฝ่ายก็ได้ประโยชน์มากจากภูมิปัญญาในศิลปะเพลงดาบที่เฉียบแหลมและเป็นเอกลักษณ์ของเขา
ด้วยบรรยากาศสบายๆ แบบนั้น ยี่สิบวันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“เราน่าจะถึงตระกูลจางในอีก 2 วันนี้” เมื่อเห็นสันเขาที่ทอดตัวเป็นแนวยาวและแม่น้ำที่อยู่เบื้องล่าง เจี้ยนชิงเซินคาดเดาตำแหน่งที่อยู่ของพวกเขาและอดตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นไม่ได้
อีกเพียง 2 วันเท่านั้น เขาก็จะได้ล้างความอับอายที่ต้องทุกข์ทรมานมานานหลายปี เขาอยากจะหักหน้าเจ้าเซียนดาบชิงเหมิงที่แสนจะหยิ่งผยองคนนั้น ลำพังแค่คิด ก็มากพอที่จะทำให้ความตื่นเต้นพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่างกายแล้ว
“ถ้าเราบุกเข้าไปในการประชุมของตระกูลจางและท้าทายเขาอย่างเป็นทางการ จะถือเป็นการผิดมารยาทของปรมาจารย์หรือเปล่า?” จางเซวียนถามเจี้ยนชิงเซิน
ถึงเขาจะอยากสั่งสอนบทเรียนให้ตระกูลจางแค่ไหน แต่ก็ยังไม่หลงลืมตัวตนของตัวเองในฐานะปรมาจารย์ เขาจะต้องแสดงออกอย่างระมัดระวังและอยู่ในขอบเขตเหมาะสมที่สังคมยอมรับ
“บอกคุณตามตรงนะ ผมไม่ใช่คนที่เริ่มต้นการท้าทายครั้งนี้ แต่ตรงกันข้าม แท้ที่จริงแล้วพวกเขาคือผู้ที่เชิญผมไปเพื่อดวล การประชุมของตระกูลจางไม่ได้เป็นแค่โอกาสที่เหล่าสมาชิกของตระกูลจางจะได้มารวมตัวกันเพื่อหารือในกิจธุระเรื่องใหญ่ๆ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ยังใช้เป็นการแสดงออกถึงเกียรติยศและอิทธิพลของตระกูลจางในฐานะตระกูลนักปราชญ์หมายเลข 1 ของทวีปแห่งปรมาจารย์ด้วย” เจี้ยนชิงเซินคำราม
ตระกูลจางมักจะส่งคำเชิญให้คนอื่นๆ เข้าร่วมการประชุมประจำตระกูลเสมอ ซึ่งเหตุผลนั้นก็ง่ายมาก คือเพื่อสำแดงอานุภาพของตระกูลจางให้โลกรู้
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจี้ยนชิงเซินก็ไม่ต่างอะไรกับหินรองฝ่าเท้าที่จะช่วยส่งเสริมชื่อเสียงของตระกูลจางให้โด่งดังยิ่งขึ้น แต่ตอนนี้เขามีจางเซวียน, อัจฉริยะที่ประสบความสำเร็จในการทำความเข้าใจแก่นเพลงดาบถึง 2 รูปแบบอยู่ข้างกาย ไม่ว่านักรบรุ่นเยาว์ของตระกูลจางจะทรงพลังสักแค่ไหน ก็จะมีใครเทียบชั้นกับจางเซวียนได้?
“แล้วพวกเขาส่งคำเชิญไปยังกลุ่มอำนาจใหญ่ๆ ด้วยหรือเปล่า?” จางเซวียนถามด้วยความสงสัย
“ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ สำหรับการประชุมประจำตระกูลครั้งที่ผ่านๆ มา พวกเขาได้เชิญผู้คนมากหน้าหลายตามาเข้าร่วม มีทั้งมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ นักปรุงยา ช่างตีเหล็ก นักฝึกอสูร…สมาคมวิชาชีพส่วนใหญ่จะได้รับคำเชิญให้ส่งตัวแทนไปสองสามคน และพวกเขาก็จะส่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดไปเพื่อเข้าร่วม แม้เหตุผลบังหน้าในการเดินทางไปจะเป็นเพื่อการสังเกตการณ์การประชุมของตระกูลจาง แต่อันที่จริงแล้วก็เพื่อให้อัจฉริยะรุ่นเยาว์เหล่านั้นได้ดวลกันเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ของพวกเขา”
ถึงเจี้ยนชิงเซินจะไม่ชอบตระกูลจาง แต่ก็อดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ “แม้จะเห็นกันชัดๆ ว่าพวกเขาใช้การประชุมประจำตระกูลเป็นโอกาสในการโอ้อวดศักยภาพของตัวเอง แต่พวกเขาก็ทรงพลังจริงๆ มีอัจฉริยะรุ่นเยาว์เพียงไม่กี่คนที่สามารถรับมือกับคนในตระกูลจางได้!”
“สมาคมวิชาชีพส่วนใหญ่ได้รับคำเชิญให้ส่งตัวแทนไปสองสามคนหรือ?” ถึงตอนนี้ จางเซวียนอดคิดถึงเรื่องที่เขาได้ฟังจากปี้หงอิงไม่ได้
ในครั้งนั้น ตอนที่ทายาทน้อยถือกำเนิด ดูเหมือนตระกูลจางจะได้เชิญบุคคลผู้โด่งดังจากหลากหลายอาชีพมาจำนวนหนึ่ง และท่านอาจารย์ของเธอก็เป็นหนึ่งในนั้น
“การประชุมของตระกูลจางครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน ระหว่างการเฉลิมฉลองอายุครบหนึ่งเดือนของทายาทน้อย ในตอนนั้น ลูกศิษย์ 2-3 คนของผมต้องพ่ายแพ้ให้กับคนๆ หนึ่งอย่างราบคาบ” เมื่อหวนนึกถึงสถานการณ์ในครั้งนั้น เจี้ยนชิงเซินมีสีหน้าขมขื่น
ลำพังแค่ศิษย์สายตรงของเซียนดาบชิงเหมิงก็เกินพอที่จะเอาชนะลูกศิษย์ทุกคนของเขาแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ศักดิ์ศรีของเขาป่นปี้ไม่มีเหลือ
เรื่องนั้นค้างคาอยู่ในใจของเขามาตลอดระยะเวลาหลายปี และก่อตัวเป็นฟองสบู่ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีหนทางจะปลดปล่อยมันออกมาได้
หากไม่ได้พบจางเซวียน ก็มีโอกาสที่เขาจะไม่ได้แก้แค้นอีกเลยตลอดจนชั่วชีวิต
“การเฉลิมฉลองอายุครบ 1 เดือนของทายาทน้อย…พูดถึงเขา ในเมื่อคุณเข้าร่วมการประชุมของตระกูลจางในครั้งก่อน คุณได้พบทายาทน้อยหรือเปล่า?” จางเซวียนถาม
“แน่นอนว่าผมได้พบ ถึงตอนนั้นเขาจะยังอายุน้อยมาก แต่ก็มีรังสีของความสง่างามโอบล้อมตัวเขาอยู่ ราวกับสวรรค์ถ่ายทอดน้ำทิพย์เข้าสู่ร่างของเขา เพียงแค่ชำเลืองมอง ผมก็ตัวสั่น รู้สึกอับอายกับสิ่งที่ตัวเองเป็น”
เมื่อหวนนึกถึงภาพที่ได้เห็นเมื่อ 20 ปีก่อน เจี้ยนชิงเซินอดครุ่นคิดหนักไม่ได้ “จริงๆ นะ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเซียนดาบชิงเหมิงถึงได้รับพรจากสวรรค์ขนาดนั้น ไม่เพียงแต่จะมีความถนัดอย่างน่าทึ่งในศิลปะเพลงดาบ ยังให้กำเนิดบุตรที่โดดเด่นด้วย ผมบอกคุณได้เลยว่าในชีวิตของผม ผมไม่เคยเห็นใครปราดเปรื่องเท่ากับเด็กชายคนนั้น!”
“เด็กอายุ 1 เดือนนี่นะ…มีความปราดเปรื่องแบบไหนกัน? มันจะเกินไปหน่อยไหม?” จางเซวียนทำหน้าประหลาด
ถ้าเด็กคนนั้นปราดเปรื่องจริงๆ อย่างที่เจี้ยนชิงเซินพูด ชื่อเสียงของเขาก็จะต้องระบือลือลั่นไปทั่วทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์จนถึงตอนนี้แล้ว แต่ทำไมถึงไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลยสักครั้ง?
“เกินจริงหรือ?” เจี้ยนชิงเซินส่ายหน้า “มันไม่เกินจริงหรอก”
“ฮะ?”
“ผมพูดจากก้นบึ้งของหัวใจเลยนะ ถ้าคุณไม่เชื่อผม ขอผมถามคุณหน่อย คุณเคยได้ยินเรื่องของการเป็นเซียนแต่กำเนิดหรือเปล่า?” เจี้ยนชิงเซินถาม
“เป็นเซียนแต่กำเนิด?” จางเซวียนขมวดคิ้ว ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร
“ก็หมายถึงคนที่เกิดมาพร้อมกับวรยุทธระดับเซียนยังไงล่ะ” เจี้ยนชิงเซินตอบ
“เกิดมาพร้อมกับวรยุทธระดับเซียน? ปะ-เป็นไปได้อย่างไร?” จางเซวียนหรี่ตาด้วยความอัศจรรย์ใจ
เขาต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อจะฝึกฝนวรยุทธระดับเซียน ข้อเท็จจริงที่ว่ามันกินเวลาถึง 6 เดือนนั้นก็บ่งบอกอะไรได้มากแล้ว แต่มีผู้ที่เกิดมาในโลกนี้พร้อมกับวรยุทธระดับเซียนด้วยหรือ? แม้แต่สวรรค์ก็ยังลำเอียงขนาดนั้น?
อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่มีใครที่เขารู้จักที่เป็นเซียนมาแต่กำเนิด รวมทั้งหลัวลั่วชิงด้วย
“จริงๆ นะ ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อ แต่ความจริงก็เป็นแบบนั้นแหละ” เจี้ยนชิงเซินพูดอย่างจริงจัง
ถึงตอนนี้ เขาอดหวนนึกถึงบางอย่างไม่ได้และตั้งข้อสังเกต “มันออกจะแปลกอยู่สักหน่อยที่ผมพูดแบบนี้นะ โดยเฉพาะเมื่อทายาทน้อยเพิ่งอายุแค่ 1 เดือนเท่านั้นตอนที่ผมพบเขา แต่ผมบอกได้เลยว่ามีบางอย่างที่คล้ายกันระหว่างเขากับคุณ…”
